ดรรชนีชี้ตาย บทที่ 13 : ความเป็นเพื่อนที่เคยมีอยู่

ดรรชนีชี้ตาย บทที่ 13 : ความเป็นเพื่อนที่เคยมีอยู่

โดย : อสิตา

ดรรชนีชี้ตาย โดย อสิตา นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาภูมิใจนำเสนอกับเรื่องราวของหนุมานและพลยักษ์ที่เป็นคู่แค้นตลอดกาล…จะมีวันที่สองเผ่าพันธุ์จะญาติดีกันได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อตัวละครจากวรรณคดีเหล่านั้นได้มาโลดแล่นอยู่ในโลกของมนุษย์ การสู้รบจะยังดำเนินต่อไป โดยมีเธอ…ผู้เป็นหัวใจของทั้งสองฝ่ายเป็นเดิมพัน

“เจ๊ชมพูจะทิ้งฝันในเวลาลำบากแบบนี้เหรอ”

เธอตัดสินใจโทร.หาเพื่อนเก่าเพื่อนแก่หลังจากงานศพบิดารวบรัดจบลงในไม่กี่วัน

คืนนั้นเธอเห็นอยู่หรอก เหมือนเจ๊เองก็เพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรได้ ทั้งที่พิมพ์ฝันเองรู้มาตั้งนานแล้วว่าเจ๊เป็นลิงที่ปิดใจขออยู่นอกวง คงจะทำประโยชน์ช่วยสู้รบอะไรไม่ได้ เธอก็ยังคบหาเป็นเพื่อนเกลอ

“ไม่ได้ทิ้ง ไม่เห็นเหรอว่าใครอยู่ช่วยงานศพพ่อเป็นเพื่อนหล่อนทุกคืนๆ แต่หลังจากนี้เจ๊ขอไม่ยุ่งได้ไหม เพื่อนรักชาติก่อนกับเพื่อนรักชาตินี้ ใครจะไปเลือกได้ สับสนในตัวเองเหลือเกินเนี่ยต้องกินยาคลายเครียดไปหลายกำแล้ว …เธอเองปล่อยเจ๊ไปเข้าวัดเถอะ นี่ว่าจะไปนั่งกรรมฐานสักครึ่งเดือน ขอที…” เสียงทั้งทอดถอนและคร่ำครวญ

หญิงสาวตัดใจ หันกลับไปดูพันพักตร์ที่ตัวเองย้ายทั้งเขาและแม่ไปไว้ที่เซฟเฮาส์ชั่วคราว ยิ่งดูยิ่งกลุ้ม แม้จะเห็นฝีมือเขาแล้ว แต่อย่างไรก็ยังสู้เตชะไม่ได้ คราวนี้โดนหนัก ลุกมาได้ยังไปกระอักเลือดคาห้องน้ำซ้ำอีกรอบ แสดงถึงอาการช้ำใน ที่กลางอกซึ่งลงอักขระไว้มากมายยังอุตส่าห์มีรอยเท้าประทับทิ้งไว้แทนคำหยาบหยาม

ลองชิมเลือดที่ยังไหลซึมแผลจึงรู้ชัด เขาเป็นแค่มนุษย์แน่แล้ว

เก่งกาจได้ขนาดนี้นับว่าพยายามมากกว่าทุกคนในเรื่องราวนี้ทั้งหมด

ชีวิตไม่ยุติธรรม ถ้าทุกอย่างวัดกันที่อำนาจโดยกำเนิด!

เธอกลับไปยังบ้านใหญ่ซึ่งไม่มีใครอยู่ ไปนั่งร้องไห้อยู่ในห้องนอนของพ่อแม่ ต่อไปนี้จะไม่มีอีก ชีวิตที่เหมือนอย่างคนปกติธรรมดา เธอมาเยือน มาเหยียบโลกนี้เพื่อเอาชนะ แต่กลับถูกผูกติดในบ่วงรักเหมือนอย่างกับเป็นมนุษย์อ่อนแอ

เสียงประตูเปิดดังแอด พิมพ์ฝันสะดุ้งจากที่นั่งอยู่แทบพื้นหลังพิงขอบเตียง

ที่ก้าวเข้ามาคือเด็กชายที่คุ้นเคย ตาของเขาแดงช้ำไม่ต่างจากเธอ แล้วแม่ลูกที่ไม่ได้ร่วมสายเลือดก็กอดกันสะอื้น

“แม่ฝัน อยากคบเด็กอย่างผมสร้างบ้านไหมฮะ”

“…อยู่กับแม่นะ ผัดไทย” เธอยึดร่างเล็กไว้แน่น

“ผมเสียใจเรื่องตา ขอโทษที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย แม่ต้องเศร้าขนาดนี้เพราะเรื่องนายอัศนั่นด้วยใช่ไหม เขาตาย? ”

“เรื่องนั้นเราดีใจไม่ใช่เหรอ เด็กไม่ดี ทำลายงานแต่งแม่ตัวเองก็ได้! ” เด็กชายไม่เคยยอมสารภาพ แต่พอเธอพูดเช่นนี้ร่างในอ้อมแขนก็สะดุ้งเกร็ง เกรงถูกทำโทษ “ช่างเถอะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว”

“ผมหวงแม่แทนพ่อนี่ฮะ” เสียงตอบอุบอิบ “ตอนนั้นพ่อเอาแต่เมาหัวราน้ำ แอบร้องไห้ด้วย จะให้ทนดูเฉยๆ ได้ไง”

“แม่ขอโทษ แต่หลังจากนี้แม่จะออกตามหาครูบา… ลูกน่ะยังต้องฝึกหนักอีกเป็นปีๆ ก่อนนั้นฝึกกับพ่อมากกว่า แต่คราวนี้แม่จะช่วยเสริมให้สุดกำลัง” ต่อไปเธอจะยอมเรียกเขาว่าลูกอย่างที่ใจยอมรับมานานนักแล้ว ชีวิตมันสั้น ควรเปิดใจในตอนที่ยังมีเวลาอยู่ร่วมกัน แม้มิได้ร่วมเลือด แต่เธอก็เฝ้าดูแลเขาจนโตมา

“ผมจะขยี้มันให้แหลก ไม่ต้องห่วงเลย”

“สู้ด้วยกันนะลูกรัก อสุรผัด… เพราะแถวนี้มีแต่ลูกเท่านั้นที่เกิดมาเหนือกว่าใคร”

 

นิลแก้วกำลังซึมเศร้า มาย้อนนึกดูแล้วเธอกับพิมพ์ฝันรู้จักกันมานาน แต่คล้ายว่าทีแรกดูเหมือนเพื่อนไม่ค่อยชอบหน้าเธอด้วยซ้ำ ตอนไหนนะที่เกิดจะมาคุยกันได้ อาจเป็นสักช่วงมหาวิทยาลัยปีสามกระมัง

แต่ถึงอย่างนั้นนิลแก้วก็ไม่อยากจะเชื่อว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นหมาดๆ จะเป็นความจริง จะใช้คำว่าเพื่อนทรยศเธอก็ไม่ได้ อาจเพราะไม่เคยเป็นเพื่อนกันจริงๆ ไม่เคยเป็นอะไรเลย

แล้วตลอดหนึ่งปีที่สนิทสนม กิน นอน เล่นด้วยกัน นั่นคือการแสดงละครทั้งหมด หรืออะไร?

คืนก่อนบอสยังเล่าสิ่งที่ไม่เคยมาก่อนรู้ให้นิลแก้วได้ฟัง

‘พิมพ์ฝันกลับมาในชีวิตเธอพร้อมถือหัวใจดวงใหม่มาให้ เรื่องนี้เกี่ยวพันกับคดีโจรขโมยหัวใจ…แต่ยังมีความลับที่ผู้คนไม่รู้ ฉันไม่คิดว่าพวกที่ทำจะต้องการหัวใจเหมือนอย่างที่ชาวบ้านคิดกัน  สิ่งที่พวกมันต้องการคือ ร่างที่เหมาะสมเอามาใส่หัวใจดวงสำคัญที่มันเตรียมมาต่างหาก’

เขาบอกเธอ การที่หัวใจเหยื่อหายไปพวกคนร้ายคงเอาไปทิ้งที่อื่น นั่นก็เป็นแค่การอำพรางจุดประสงค์ที่แท้จริงเท่านั้น ส่วนร่างเหยื่อซึ่งผ่านการทดลองใส่หัวใจดูแล้ว ครั้นพบว่าใช้ไม่ได้ก็เหลือทิ้งไว้ให้คนข้างหลังสับสน

‘ไม่เข้าใจ คนเราหัวใจใช้ไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนหัวใจ แต่สมองกับร่างกายยังคงเดิมไม่ใช่เหรอ’

‘สำหรับคนไม่ธรรมดาบางทีก็มีที่ตรงข้ามกัน ร่างไม่อยู่แล้ว เหลือแต่หัวใจ เลยต้องตามหา…ต้องเอาร่างคนอื่นเขามาใช้ เธอเคยคิดหรือเปล่าว่าเธอเองไม่ใช่เธอ ไม่ใช่นิลแก้ว เคยมีคนทักไหมว่าฟื้นขึ้นมาจากการผ่าตัดแล้วเธอก็เปลี่ยนไปเลย’

‘มันต้องเปลี่ยนอยู่แล้วนี่ ร่างกายดีขึ้น ทำอะไรได้มากขึ้น ไม่เห็นแปลก’ เถียงไปอย่างนั้น อันที่จริงก็พอรู้สึกตามที่เขาว่าอยู่ ตื่นมาก็หั่นผมยาวทิ้งไป เหลือไว้แค่หางเต่าเท่านั้น แต่เธอก็ยังพอจะรักพ่อตัวเองอยู่บ้างหรอกน่า

‘ไม่มีคนที่สนิทกับเธอพอจะพูดความจริงให้ฟัง เพราะตื่นมาเธอก็มีแต่พิมพ์ฝันไง… เพื่อนเธอนั่นแหละตัวดี แล้วถ้าคนที่รักที่สุดใช้เธอเป็นเครื่องมือ เธอจะยอมเป็นให้เขาหรือเปล่า ฉันไม่นับตัวเอง เพราะเราก็เพิ่งรู้จักกันไม่เท่าไหร่’

‘จริงของบอส สำหรับเพื่อนพรรค์นั้นที่เอาดาบมาจ่อคอ เขาคงไม่ได้รักเราเลย’

‘ปรับทัศนคติได้เร็วดี งั้นเราคงต้องมาตกลงกันใหม่ ถือเป็นสัญญาว่าจ้างงานที่แท้จริง…’

วันนี้เธอบอกบอสว่าจะไปเดินเล่น แกล้งออกมาทั้งที่ไม่ได้เปลี่ยนชุด แต่แล้วก็เบนเข็มขึ้นรถไฟฟ้า มุ่งสู่คอนโดของพิมพ์ฝันอย่างไม่กลัวเกรง ฝ่ายนั้นเงียบไปเลย และคงไม่ได้อยู่ที่นี่ในช่วงนี้  นิลแก้วเองยังมีคีย์การ์ดเพื่อนเคยให้ไว้ บอกเธอว่าอยากมาเมื่อไหร่ก็มาได้…

หญิงสาวเปิดเข้าไปในห้อง ดูจะมีร่องรอยของฝุ่นโรยลงจับตามพื้นผิวข้าวของ เจ้าของห้องคงไม่ได้กลับมาที่นี่นานมากแล้ว

เพื่อนเธอนิสัยเหมือนบอสอยู่อย่าง ถ้าเป็นพื้นที่ของตัวเองจะไม่ปล่อยให้ใครล่วงล้ำเข้ามาแม้กระทั่งคนทำความสะอาด แต่ฝันเชื้อเชิญให้เธอมาเสมอ คีย์การ์ดในมือนี่ไงคือหลักฐาน แล้วเธอก็อุตส่าห์ดีใจเสียมากมาย ที่แท้แล้วมันอาจเป็นเพียงกับดัก ไม่ได้มีความไว้ใจอยู่ในนั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย…

หญิงสาวเดินไปนั่งที่เตียง เอื้อมหยิบรูปคู่บนหัวเตียงมาดู

มีบางอย่างแปลกๆ มันเป็นภาพของเธอกับพิมพ์ฝันก็จริง แต่รู้สึกไม่คุ้นหูคุ้นตา หลายภาพอย่างกับว่าเคยเห็นครั้งแรก ก็ไม่สนิทกันไม่ใช่เหรอทำไมถึงมีรูปคู่มากมายขนาดนี้…แล้วทำไมถึงจำไม่ได้

แต่ก่อนเธอเองตัวผอม ไว้ผมยาว ก็เพราะหัวใจไม่แข็งแรงนั่นแหละ ทำให้กิจกรรมอย่างอื่นในชีวิตก็พลอยสะดุด ออกกำลัง ขยับอะไรกับใครเขาก็ไม่ได้ จนได้เปลี่ยนหัวใจตอนอายุยี่สิบห้า จากนั้นชีวิตก็กลับตาลปัตรพลิกหงาย กลายเป็นว่าพุ่งไปทำทุกอย่างที่อยากทำจนบางคนต่อว่าว่าพล่านเหมือนลิง ทำทุกอย่างตามการสนับสนุนของเพื่อนรักที่ชื่อพิมพ์ฝัน

เธอไม่ได้ยินเสียงประตูเปิดแช่มช้าที่เบื้องหลังเพราะมัวตกอยู่ในภวังค์ความคิด ต่อเมื่อเสียงที่คุ้นเคยมากระซิบอยู่ริมหูพร้อมมือที่วางลงบนไหล่อย่างนุ่มนวลนั่นแหละ

“มาทำอะไร เจ้านิลของฉัน”

นิลแก้วสะดุ้งเฮือก “ฝัน… รู้ได้ไงว่าฉันมา เพราะรู้เลยบึ่งมาเหรอ”

พิมพ์ฝันถอยออกไป ยิ้มอย่างรู้ทัน ดวงตาวาววับ “มีพรายกระซิบมั้ง”

คล้ายพูดเล่น… คล้ายพูดจริง… แต่นิลแก้วเชื่อไปแล้วว่าเป็นอย่างหลัง! พวกนี้มีความสามารถเหลือเชื่อซ่อนอยู่

ทำไมต้องเป็นเธอที่ตกมาอยู่ตรงกลางระหว่างช้างสารปะทะกัน

“ทำไมไม่เคยเล่าอะไรให้ฉันฟังเลย เพราะฉันไม่มีค่าพอจะรู้ หรือกลัวว่ารู้แล้วฉันจะไม่ทำอย่างที่เธอต้องการ”

“คิดมากไปได้ ใครปลูกความคิดแบบนี้ลงในหัวเจ้านิลที่น่ารักของฉันเนี่ย ไม่ยอมเชื่องดีๆ จนแล้วจนรอดนะ มันน่าจับไปเฆี่ยนให้ยับ”

นี่มันคำที่เพื่อนพูดกับเพื่อนหรือเจ้านายพูดกับขี้ข้ากันแน่ แต่แล้ววินาทีต่อมารอยยิ้มน่ารักจริงใจก็กลับคืนมาบนใบหน้าเพื่อนเหมือนเก่า

พิมพ์ฝันเข้ามานั่งข้างกันบนเตียง โอบแขนกอดนิลแก้วไว้แนบแน่น

“วันก่อนมันก็แค่อารมณ์ชั่ววูบถึงได้จับตัวเธอมาต่อรอง มองตาก็รู้ว่าบอสเธอไม่ปล่อยให้เธอตายหรอก…เขาคงชอบเธอตอบบ้างแล้วมั้ง สมกับที่ลงแรงไปทำงานด้วย”

คนถูกกอดหลับตาลง ถึงตอนนี้เพื่อนก็ยังไม่พูดความจริงกับเธอ กอดเกาะ กระซิบราวกับงูที่ใช้ลิ้นสองแฉกแยงเข้าหูมือไม้เกาะเกี่ยวคล้ายจะพันธนาการไว้ไม่ให้ไปไหน

จนนิลแก้วหมดความอดทน สะบัดออก ลุกไปยืนเสียห่าง สบตาคนที่ยังยิ้มเยื้อน

“รู้ไหมว่าคนอย่างบอสดีกว่าเธอตรงไหน” คำเอ่ยแข็งกร้าว

“ก็ไม่เห็นจะทุเรศน้อยกว่ากัน เขาก็พยายามจะใช้เธอเหมือนกัน”

“อย่างน้อยบอสก็ไม่ได้หลอกใช้ฉัน มีข้อแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อ และที่ยิ่งกว่า ยังไม่เคยทำร้ายกันด้วยสีหน้ายิ้มๆ เหมือนอย่างเธอ เราใช่เพื่อนเหรอฝัน ตั้งแต่ปีที่แล้ว…เธอฝึกให้ฉันเป็นอย่างที่เธออยากให้เป็น! ส่งฉันไปทำอย่างที่เธออยากให้ทำ! ไม่ปฏิเสธหรอก คนอ่อนแอเพิ่งหายป่วยตื่นมาเจอคนที่รักใส่ใจอยู่ข้างกันเป็นคนแรกมันจะไม่รักยังไงไหว แต่ตอนนี้ฉันผิดหวัง ห่างกันสักพักเถอะนะ ให้เวลาเป็นตัวตัดสิน ถ้าถึงวันนั้นถ้าเรายังอยากคุยกัน ถ้าในใจฉันยังพอมีซากอะไรเหลือให้เธอ ฉันจะมาบอกเองว่าความพยายามหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ของเธอมันไม่ได้สูญเปล่า จนกว่าจะถึงวันนั้น ขอโทษจริงๆ ”

พิมพ์ฝันยังยิ้มค้างเมื่อประตูห้องปิดปัง ได้ยินเสียงคนกำลังร้องไห้วิ่งจากไปไกล

อันที่จริงเธอก็รู้สึกหวิวๆ นิดๆ แม้ไม่แสดงออก…แต่นิลแก้วคงจะรู้สึกมากกว่าเป็นร้อยเท่า

ใจนึกอยากจะวิ่งตามไปยื้อกระชากร่างนั้นไว้ ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกส่วนตัว แต่ไม่อยากเสียหมากตัวนี้ไปอย่างถาวร แต่เธอทำไม่ได้… ‘ไม่ได้’ ในที่นี้ไม่ใช่เพราะฝืนใจทำไม่ไหว แต่เพราะกายคงจะสู้ไม่ได้ต่างหาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้…ลิงร้ายตัวนั้นที่เคยเชื่องได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น

มันคงไม่ยอมอยู่เฉยๆ ให้จับอย่างแน่นอน!

 

เตชะมองสหายรักที่เป็นประหนึ่งน้องชายอย่างหนักใจ ฝ่ายนั้นยังพูดจาได้ทั้งที่อาการเพียบหนัก พระขรรค์ขนาดยาวกว่าปกติที่มาราสูรฝากทิ้งทวนไว้ยังปักคาหัวใจ!!

“สรุปว่าลูกพี่เอาตัววายุบุตรไปไว้ไหน” ยามถามเรื่องนี้คนตัวใหญ่ลดเสียงจนเบาเท่าเสียงยุง

“ไม่ได้ไว้ไหน คนเอาไปไม่ใช่ฉัน ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำเลยว่ามันถูกพาไปแอบตรงส่วนไหนของโลก” คนเป็นลูกพี่ลดเสียงลงบ้าง เหลือเท่าแมงหวี่

คนฟังยังอุตส่าห์ได้ยินครบถ้วนกระบวนความจึงตบเข่าฉาด ตามด้วยอุทานลั่นเพราะเจ็บแผล “แปลกจริงโว้ย! ไม่ใช่ลูกพี่แล้วใครเล่าที่เอามันไป เหมือนจะยังไม่ปลุกให้ฟื้นด้วยนะ เอาไปดองไว้เฉยๆ ”

“เอาเถอะ หากมันเคลื่อนไหว วันหนึ่งวันใดเราก็ต้องได้รู้อย่างแน่นอน”

ก็คนเอาไปซ่อนดันมีอันเป็นไปเสียก่อนแล้ว จะสามารถไปปลุกใครขึ้นมาได้อีกเล่า

เตชะเองไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องหัวของอัศกรรณมาราสูรที่เขากลบฝังไป

แต่มันก็อาจสายไปอีกครั้งแล้ว เรื่องตามหาหนุมาน…

“ว่าแต่ ถ้าผมมีหอกคู่ใจในมือนะ ไอ้มาราสูรเละเป็นโจ๊ก บังอาจมาเสียบอกเราได้ ตอนนั้นชุลมุนไปหมด ทั้งไอ้ตัวผ้าปิดปากนั่นก็เร็วมาก ใครเป็นใครมองแทบไม่ทัน อย่างกับว่ามันมีมากกว่าสองเลย” คนร่างใหญ่ยังยิ้มออก “ลูกพี่อย่าห่วง ระหว่างหนีไปซ่อนตัวบำเพ็ญฌานเพื่อให้พระขรรค์เวรนี่ค่อยๆ ถอนออก ในไม่กี่ปี… ผมจะพยายามสลายสนิมบนหอกไปพร้อมกันด้วยบทสรรเสริญองค์พรหมเทพ”

“ระหว่างนั้นจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างยังไม่รู้ ที่แน่ๆ ฉันจะฝึกลิงน่ารักตัวนึงให้กลายเป็นอาวุธสำหรับใช้เล่นงานพวกมันกลับไป”

“ลิงน่ารัก ผมรักลิง บอกนิลแก้วให้ทีว่าเราไปต่างประเทศ อย่าทำให้ยัยนั่นห่วงเลย” คนตัวใหญ่หัวเราะในคอ

“เออ ประเทศอยุธยา”

ชายหนุ่มเป็นคนเจาะจงที่ซ่อนของสหายรัก ต้องเป็นที่นั่นเท่านั้น

“สถานการณ์อันตราย ศัตรูอาจจ้องเอาคืนเราอยู่เพราะคราวก่อนเล่นมันเสียหนัก…คงให้แกเข้าไปนั่งบ่นคาถาอยู่ในบ้านฉันเหมือนที่แล้วมาไม่ได้ จำเป็นจะต้องเอาไปฝากไว้กับตาแก่คนหนึ่ง”

เขากลับไปยังวัดซึ่งก่อนนี้ตนไม่เคยคิดจะกลับมาเหยียบ ต้นโพธิ์เผือกยังดูเหมือนเดิมแทบไม่มีใดเปลี่ยนไปตามกาล ไม่ได้สูงขึ้น ไม่ได้โทรมลง อยู่ดีมีสุข

‘ตาแก่’ คงรู้นานแล้วว่าเขามา เพียงแต่ไม่ยอมปรากฏตัวออกมาต้อนรับ คงจะงอนหรืออะไรสักอย่าง

จนเตชะต้องเคาะป๊อกๆ สามทีเหมือนเคาะประตู เท่านั้นเสียงพูดก็ดังขึ้นข้างหลังเขา

“ไม่มีที่ไปรึไงวะ ถึงได้ยอมกลับมา ไอ้เวร อยากเขกหัวสักที หายไปกี่สิบปีไม่เคยมาเยี่ยม”

“ยี่สิบเอง แค่นี้ก็นับไม่ถูก ท่าจะแก่หง่อมเต็มที”

ชายหนุ่มค่อยๆ เหลียวไปมอง ตาเผือกยิ่งไม่มีอะไรเปลี่ยนไปหนักกว่าต้นโพธิ์เสียอีก เหมือนกับกระแสเวลาพาแกจากวันวานเหาะข้ามมาถึงวันนี้ น้ำเสียงยังเสียดสีเต็มพิกัด แต่พอดูดีๆ ในแววตานั้น…เขาว่าเขาเห็นประกายของความรักความใส่ใจ หรือมันมีอยู่เช่นนี้มานานแล้วทว่าแต่ก่อนเขามองไม่ออก ด้วยยังเด็กและเขลาเกินไปจึงคิดว่าชายชราตรงหน้าอาจเห็นเขาเป็นเพียงภาระมีชีวิต

“ตอนนั้นชะตาเอ็งถึงคราวต้องไป หาใช่ควรรั้งไว้… ตอนนี้ชะตาถึงคราวต้องมา ขนาดข้าวอนขอว่าอย่าได้เจอะหน้าเอ็งอีก ก็ดันต้องเจอ”

“เบื่อตาแก่บางคน ยังปากแข็ง ปากจัดเหมือนเดิม” เตชะที่ตัวทั้งสูงทั้งใหญ่เพียงเดินเข้าไปรวบร่างเล็กงอผอมกะหร่องเข้าไว้ในอ้อมแขน ผีก็ผี เขากอดได้เหมือนคนก็แล้วกัน

คนโดนกอดกลับเอ็ดลั่น กวัดแกว่งไม้ตะพดคล้ายอยากหวด “เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย! เป็นคนคุ้นกันเสียเมื่อไหร่ เบาได้เบา! ”

“นั่นสินะ จากวันนี้ก็คงจะหายไปอีกนาน แต่ถ้าตาแก่แถวนี้จะเมตตา…ผมมีเด็กใหม่มาฝาก นิสัยดีกว่ากันเยอะเลย”

ชายชราหน้าเสี้ยมเร่งลูบผมเผ้าหนวดเคราขาวให้เข้าที่เข้าทาง ปรายตาไปยังหนุ่มตัวโตเป็นภูเขาเลากาที่ยืนหน้าซีดหายใจหอบเพราะของมีคมปักคาอก แต่ยังอุตส่าห์ยิ้มแยกเขี้ยวรอคอยอยู่อย่างเป็นมิตร

“ไอ้เจ้าเด็กตัวยักษ์นี่เรอะ หน้าตามันบ่งบอกว่านิสัยดีกว่าเอ็งจริงๆ ”

“อยากให้ตาเผือกช่วยบอกที จะซ่อนร่างมันจากศัตรูได้ที่ตรงไหนให้ปลอดภัยไปนานแรมปี หรือว่าซ่อนไว้ในกลอง? ”

“กลองได้แตก” ยังไม่วายปากจัด “ซ่อนไว้ใต้ตีนข้านี่…”

กุมภ์ไม่คิดมาก่อนว่าเขาจะต้องมาคุดคู้อยู่ในที่ที่มีแต่ดินและไม้เช่นนี้ ยามเมื่อช่องว่างข้างบนกำลังเขยื้อนปิดลง เขาได้แต่มองขึ้นไปเป็นครั้งสุดท้าย ภาพที่เห็นมีแต่รากไม้ ใบไม้

หูใหญ่ๆ ยินเพียงเสียงใบโพธิ์แกว่งไกวซูซ่าคล้ายไกลห่างออกไป

Don`t copy text!