เด็กชายชาวดง บทที่ 12 : พระเจ้าตุ๊ลุง

เด็กชายชาวดง บทที่ 12 : พระเจ้าตุ๊ลุง

โดย : มาลา คำจันทร์

“เด็กชายชาวดง” นวนิยายเรื่องล่าสุด จากปลายปากกาของ มาลา คำจันทร์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของเด็กชายที่เติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านเล็กๆ กับเรื่องเล่าและวัฒนธรรมล้านนาอันยิ่งใหญ่ ชีวิตที่เรียบง่ายและแตกต่างจากเด็กในปัจจุบัน จะนำมาซึ่งรอยยิ้ม และจะสร้างความอุ่นหัวใจให้กับนักอ่าน

****************************

– 12 –

 

หัวรุ่งหนาวจัด หนาวกัดเนื้อกัดหน้ากัดตา  อยู่มาวันหนึ่งยังหนาวหนักอยู่ เสียงกลองก้องรัวก็ดังเดือนเป็นสัญญาณแจ้งเหตุร้าย กลองอยู่ในวัด เหตุเกิดในวัด หากเหตุเกิดในบ้าน กะหลกจะรัวกลกๆ ที่บ้านปู่แก่

เสียงกลองรัวเร็วเร่งร้อน แสงเมืองแสงแก้วสะดุ้งตื่นทันที พ่อเปิดประตูห้องออกมา ยายจุดตะเกียงในห้องนอนใหญ่ พ่อกับไอ่อ้ายเอาปืนเอาดาบใส่มือลงเรือนไป แสงเมืองขยับตัวจะลุกตามไป แต่ตาสำทับเด็ดขาด

“บ่ดีไป”

เสียงกลองยังก้องอยู่ อี่หล้าสะดุ้งเสียงกลองก็ร้องไห้จ้า  แม่ปลอบน้อง ปีที่เสียงกลองก้องรัวเมื่อหัวรุ่งนั้น แสงเมืองดูเหมือนจะเรียนชั้นป.๓ แล้ว ไม่ค่อยแน่ใจนัก สักพักหนึ่งอี่หล้าเงียบ แม่กับอี่เอ้ยลงเรือนไปก่อไฟนึ่งข้าว อี่หล้ายังอยู่กับยายที่ในห้อง ตาลุกจากที่นอนไปเป่าเถ้าซนไฟที่ชาน แสงเมืองกับแสงแก้วนอนขลุกอยู่อีกครู่ใหญ่ จนไฟลุกดีแล้วตาเรียกว่าออกมาผิงไฟดีกว่า สองพี่น้องจึงละผ้าห่มออกไป

เหตุด่วนเหตุร้ายอันใดหนอ

ไต้ไฟเคลื่อนไหววูบวาบไปสู่วัด ดาวตกนกร้อง ไก่ขันถี่ ไม่มีเสียงปืน เป็นเหตุแปลก เป็นเหตุร้ายแน่ๆ แต่ร้ายแรงอย่างไรไม่รู้ ความอึดอัดกังวลครอบคลุมหมู่บ้าน หวนนึกไปถึงเสียงกะหลกดังขึ้นแล้วเกิดเหตุร้ายในคืนแรมเมื่อแรม ๑๓ ค่ำ วันสำคัญของคนเรือนเรา ขออย่าได้มีใครตายเลย เวลาผ่านมายาวนานพอสมควร เรื่องราวเล่าลือเกี่ยวกับพี่บัวผันและอ้ายน้อยอุ่นจางลงแล้ว อย่ามีเรื่องใหม่ชวนใจเสียเกิดขึ้นอีกเลย

แต่ไม่เป็นอย่างที่คิด

เริ่มสว่าง คนเริ่มตำข้าว พ่อกับพี่ชายกลับมาจากวัด

“เกิดเรื่องหยัง อี่พ่อ”

“เณรแก่นโดนแทงตาย”

“หา! เณรแก่นโดนแทงตาย”

เณรแก่นเป็นเณรโค่ง เข้าวัดไปแต่อายุ๑๒ ไม่ได้เข้าโรงเรียนเหมือนคนรุ่นก่อนหน้าที่โรงเรียนยังไม่มาตั้งอยู่ที่วัดห้วยโท้ง เณรแก่นบวชเป็นเณรมาได้ ๖ ปี เป็นตนดีตนงามไม่ใช่ตนร้าย เอาใจใส่วัดวาพระศาสนาดีอยู่ พี่น้องชาวบ้านต่างอุ่นใจว่าจะได้ตุ๊ดีพระงามไว้กับบ้าน แต่กลับโดนแทงตายหัวรุ่งวันนั้น

“ไผเป็นแทง อี่พ่อ”

“คนบาป มันเข้าไปลักพระในวิหาร เณรแก่นอาจขัดขวางเลยโดนฆ่า”

เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องโด่งดังแต่เป็นเรื่องร้าย ปู่แก่ไปแจ้งกำนัน สองสามวันต่อมากำนันออกไปแจ้งโรงพัก หลายวันต่อมาตำรวจโรงพักมาสอบสวนเรื่องราว ระหว่างนั้นที่น้องชาวบ้านช่วยสุงสุการทานคราบเณรแก่ตามประเพณีบ้านเมืองสืบทอดกันมา

“ไอ้คนร้ายใจบาปมันเป็นไผ”

“คนบ้านนอก”

พวกผู้ใหญ่ในงานศพเขาคุยกัน คนบ้านอกหมายถึงคนที่อยู่นอกดงออกไป ไม่มีใครเชื่อว่าเป็นชาวห้วยโท้ง น้ำลัดหรือบ้านใหม่เวียงแมเป็นคนลักพระ  ลักวัวลักควายยังพอเชื่อ เพราะงัวควายขายคล่องเป็นที่ต้องการทั้งชิ้นเนื้อมังสาและเรี่ยวแรงไว้ใช้งาน แต่พระพุทธรูปทองเหลืองแล่กินเนื้อไม่ได้ เอาไปไถนาก็ไม่ได้

พระพุทธรูป คนบ้านเราเรียกว่าพระเจ้า

พระพุทธเจ้า คนบ้านเราก็เรียกว่าพระเจ้า

พระเจ้ามีไว้ไหว้สา เคารพสักการะ มีไว้กราบไหว้วิงวอนขอความคุ้มครองรักษา หากอยากได้ไว้เป็นของตัวเองเราจะปั้นจากดินหรือสลักจากไม้ด้วยฝีมือเราเอง เราจึงไม่ลักเอาของใคร

“มันลักเอาไปเยียะหยัง”

“เอาไปขาย”

“พระเจ้าก็ขายได้หรือ”

“พ่อกำนันว่าเขาเอาเข้าเวียงเชียงใหม่ไปขายล่องใต้ลงไปกรุงเทพพู้น เขาใคร่ได้”

“ใคร่ได้ ไยบ่ทำเอาเอง”

“เขาทำบ่เป็น”

 

พิธีศพผ่านไปแล้ว ความเศร้าโศกของพ่อแม่ผู้ตายจางหาย แต่การติดตามจับกุมคนร้ายยังไม่คืบหน้า พ่อแม่เณรแก่นประกอบพิธีใช้ผีไปทำร้ายคนร้ายที่แทงลูกตาย ศรัทธาชาวบ้านประกอบพิธีแช่งชักหักกระดูกไอ้คนร้าย คนรับซื้อหรือผู้ครอบครองให้พินาศฉิบหาย เจ็บไหม้ไข้หนาว นอนคืนหื้อลุกเป็นควัน ตื่นวันหื้อลุกเป็นไฟ อย่าได้อยู่ดีมีสุขสักวันสักคืน ให้ฉิบหายตายโหง ให้ตระหมอดวอดวาย หลิ่งคล้อยถอยเถียว ขึ้นศอกให้ลงวา หาได้สิบจ่ายออกซาว ให้ผ่าวไหม้วู่ร้อนตลอดเวลา อย่าได้มีหว่างสุขหว่างเย็น

พระพุทธรูปองค์นี้ เราเรียกว่าพระเจ้าตุ๊ลุง เพราะหลวงลุงอินถาพามาแต่เวียงแมบ้านเดิมเมื่อหกสิบกว่าปีก่อนโน้น สูงสักศอก เป็นพระประดับร่วมกับพระพุทธรูปองค์อื่นอยู่บนแท่นแก้ว ไม่ใช่พระประธาน พระประธานเป็นปูนปั้นองค์ใหญ่สูงสักวา พระเจ้าตุ๊ลุงสถิตเสถียรอยู่ทางฝ่ามือเบื้องขวาที่ชี้ลงของพระประธาน เป็นภาพคุ้นตา เห็นมาแต่แสงเมืองจำความได้ พระเจ้าตุ๊ลุงไม่มีเรื่องราวเล่าลือว่ามีอภินิหาร มีอิทธิเดชาปรากฏใดๆ เลย ดูๆ ไปก็ไม่แตกต่างไปจากพระเจ้าองค์อื่นที่ประดับเรียงรายซ้ายขวาของพระประธาน  แต่นั่นอาจเป็นสายตาของเด็กชายชาวดงเมื่อครั้งกระโน้น  แต่ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญชำนาญทางพุทธศิลป์อาจเห็นต่างออกไป อาจมองทะลุไปถึงขนาดว่าองค์นี้พระสิงห์หนึ่ง องค์นี้พระสิงห์สอง องค์นี้อายุห้าร้อยปี องค์นี้อายุสามร้อยปี อย่างนี้เป็นต้น

มาคิดดูในวัยที่เป็นปู่เป็นตา มองเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างจิตใจชาวดง กับจิตใจชาวเมือง

จิตใจแบบชาวดง คิดว่าพระพุทธรูปเป็นพระเจ้า

จิตใจชาวเมือง มองเห็นพระพุทธรูปเป็นศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ

ใช้คำว่าชาวเมือง อาจไม่เป็นธรรมต่อเขานัก ใช้คำว่าชาวเมืองบางคนจะชัดเจนกว่า ไม่ใช่ชาวเมืองทั้งหมดที่คิดเห็นอย่างนี้ แต่มีชาวเมืองบางคนเท่านั้นที่มองพระพุทธรูปเป็นศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ

เขากระหาย เขาอยากได้ อยากเอาไปสะสม เอาไปเก็งกำไรในหมู่ผู้อยากได้ทั้งหลาย แต่เขาไม่มีความสามารถที่จะสร้างเองทำเอง เขาจึงใช้เงินซื้อเอา ด้วยอำนาจของเงิน จึงเกิดการย่างย่องส่องสอดไปตามวัดบ้านนอกคอกนาต่างๆ เพื่อมองหาของที่มีคนต้องการ เมื่อพบแล้วจึงมีการลักขโมย ซึ่งบางครั้งอาจเกิดการฆ่า อย่างกรณีเณรแก่น มาย้อนนึกดู การทำงานของทางตำรวจโรงพักล่าช้าและไร้ผล แต่ก็ไม่อยากโทษท่านเพราะโรงพักมีเพียงแห่งเดียว ตำรวจทั้งโรงพักมีไม่ถึงสิบคน แต่ประชาชนทั้งอำเภอมีเป็นหมื่น พื้นที่มันกว้างขวางมาก ผู้คนอยู่กันกระจัดกระจาย การคมนาคมก็ไม่สะดวก แสงเมืองเองเป็นเพียงครูบำนาญแก่ๆ เป็นชาวบ้านนอก ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสังคม รัฐศาสตร์หรือการปกครองแต่ประการใด มองเข้าไปด้วยใจที่พยายามจะเข้าใจ ไม่ใช่เอาใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าฝ่ายชาวบ้านหรือทางการบ้านเมือง

 

“มีไอ้คนหนึ่งน่าสงสัย” ปู่พูด “อยู่ดีๆ มันเดินกะโผลกกะเผลก “อาจโดนหนามคางกบของปู่”

“หนามคางกบ?” เด็กชายชาวดงสงสัย “มันเป็นอย่างใด อี่ปู่”

“หนามคางกบ เป็นหนามพิษอย่างหนึ่ง ปู่เอาแทงรอยตีนมันที่ปรากฏยังดิน”

“แทงรอยตีน แล้วมันจะเดินกะโผลกกะเผลกอย่างนั้นหรือ อี่ปู่”

“อือ ปู่เสกคาถากำกับไว้ ปักแทงลงไปในรอยตีนมัน ก็เท่ากับปักตีนมัน ตราบใดมันไม่เอาพระเจ้าตุ๊ลุงมาคืน มันจะเจ็บปวดทรมานไปชั่วชีวิต”

“เป็นผู้ใด”

“เอ็งอย่ารู้เลย ยังเด็กยังเล็กอยู่นัก คุณอันใดก็ยังบ่ปรากฏ บ่มีหยังบดบังกั้งก่าเอ็ง หากมันรู้ว่าเอ็งรู้ อาจเป็นภัยต่อเอ็ง”

“คาถาอันนั้น ข้าขอเรียนได้หรือไม่ อี่ปู่”

“ได้ แต่ต้องรอให้เอ็งโตกว่านี้ก่อน ตอนนี้ยังอ่อนน้อยอยู่นัก ยังเป็นลูกเล็กเด็กชาย คุณอันใดยังบ่ชัดแจ้ง ถือทรงคาถาร้ายแรงยังบ่ควร”

 

พระเจ้าตุ๊ลุงทรงค่าทรงความหมายต่อชาวบ้านในแง่ที่ตุ๊ลุงอินถาพามาแต่บ้านเกิด  ชาวบ้านเคารพนับถือตุ๊ลุง อำนาจอาชญาของตุ๊ลุงต่อคนสิบครัวเสมออำนาจอาชญาเจ้าเมืองที่มีต่อคนทั้งเมือง ท่านมีชีวิตอยู่ต่อมาอีกราวยี่สิบปีจึงมรณภาพ ต่อมาภายหลัง บ้านเมืองเจริญขึ้น เศรษฐกิจเงินทองชาวบ้านมากขึ้น พี่น้องชาวบ้านพร้อมใจกันหล่อรูปท่านไว้ไหว้สา ท่านลับไปก่อนแสงเมืองเกิด แต่ในวัยเด็กก็ยังได้ยินพ่อแก่แม่เฒ่ากล่าวถึงท่าน เวลาชาวบ้านเกิดความเห็นต่างกัน หากมีใครยกวาทะถ้อยคำของตุ๊ลุงขึ้นมาอ้าง คนอื่นๆ ก็มักเห็นคล้อย อย่างเรื่องที่อยู่กับที่กินเป็นต้น ตุ๊ลุงมีความเห็นว่าพื้นที่ลาดต่ำลงไปตั้งแต่แนวลำห้วยที่แตกกิ่งจากห้วยเหนือแล้วเลาะล่องมาทางทิศใต้ให้กันไว้เป็นที่ทำกิน คนก็ยังยึดถือสืบต่อจนถึงรุ่นที่สี่เมื่อแสงเมืองเป็นผู้ใหญ่บรรลุนิติภาวะทางกฎหมายแล้ว

พระเจ้าตุ๊ลุงหายไปในครั้งนั้น ชาวบ้านเสียดายมาก   ความเคียดแค้นเจ็บใจก็มี แต่ไม่หนักแน่นเท่าความเสียดาย แต่ชาวบ้านก็มีวิธีคิดวิธีเข้าใจอีกแบบ อาจเป็นการคิดแบบชดเชย หรือมองโลกแง่ดี หรือคิดบวก คือคิดว่าเสียแล้วเสียไป ที่เหลือยังมีอยู่ อย่างเช่นบาตร จีวร ลูกประคำ เป็นต้น พระเจ้าตุ๊ลุงหายไปนาน ไม่มีข่าวสารใดๆ ชาวบ้านก็เริ่มจะลืมๆ ไป จิตใจอาฆาตเคียดแค้นไม่ชัดเจน จะว่าไม่มีเลยก็คงจะเป็นการกล่าวเกินจริง พูดได้แต่ว่าเห็นไม่ชัด อาจเป็นเพราะยังลำบากยากจน เวลาหมดไปกับการทำมาหากิน เวลาจะติดตามถามหาสิ่งที่สูญหายไป หรือเวลาที่จะตามไปไล่ล่าล้างแค้นอาจไม่มีหรือมีน้อยจึงปล่อยเลยตามเลย อีกอย่างหนึ่งชาวบ้านไม่ได้ตีค่าพระเจ้าตุ๊ลุงเป็นเงินเป็นทอง ไม่ได้มองว่าเป็นศิลปวัตถุหรือโบราณวัตถุควรเก็บสะสม  พระเจ้าตุ๊ลุงหายไป แต่ยังมีพระเจ้าองค์อื่นอยู่ในวัด หากมองในแง่ตัวแทนตุ๊ลุง พระเจ้าหายไป ก็ยังเหลือบาตร จีวร ลูกประคำและไม้เท้ารวมถึงข้าวของอื่นๆ กระทั่งต่อมาอีกนาน นานมาก แสงเมืองมีลูกแล้ว กำลังเติบโตขึ้นมาเป็นชาวดงรุ่นที่ห้า เข้าสู่วัยผมเทาอายุราวห้าสิบกว่าปี ประเทศชาติบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปมาก บ้านดงมีไฟฟ้าใช้แล้ว ได้ดูข่าวผ่านโทรทัศน์ พบข่าวหนึ่งเรื่องตำรวจเข้าค้นบ้านข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งมัวหมองเกี่ยวข้องกับการทุจริตฉ้อโกงหลายอย่าง  กรุสมบัติของท่านผู้นั้นมีศิลปวัตถุและโบราณวัตถุมากมาย มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่องค์เล็กมากมาย หนึ่งในนั้นอาจเป็นพระเจ้าตุ๊ลุงก็เป็นได้

เราหลายคนในฐานะผู้ใหญ่ของหมู่บ้านพูดคุยกัน มติของผู้ใหญ่ออกมาว่า

“จะไปทวงคืน เราก็ไม่หลักฐานใดๆ ไปยืนยัน  ช่างมันเทอะ ผู้ใดก่อกรรม ก็ได้รับกรรมไปแล้ว”

Don`t copy text!