หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 28 : งำ

หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 28 : งำ

โดย : กันต์พิชญ์

Loading

หริณจันทร์กังสดาล นวนิยายจาก กันต์พิชญ์ นักเขียนจากช่องวันอ่านเอาปี 1 ที่เปิดตัวด้วยผลงานสุดระทึกวางไม่ลง ‘ม่อนเมิงมาง’ ตามด้วย ‘วายัง’ และ ‘สีตคีตา’ ที่ประดาผู้อ่านกล่าวขานว่างานเขียนของกันต์พิชญ์นั้นช่างโดดเด่นและแตกต่าง และวันนี้เขามากับผลงานเรื่องนี้ที่อ่านเอานำมาให้คุณได้อ่านบนเว็บไซต์ anowl.co และเพจอ่านเอา

ปรัตยุตบัน

หอสังคีตตั้งอยู่ราวป่าทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ใกล้ตลาดสดแผงลอยและแบกะดินอันคึกคัก บริเวณนี้ติดกับสายธารลำปะเทียที่ไหลลงจากทิวเขาภนุมฎองแรกด้านทิศใต้ไปบรรจบกับคลองตาพรหมและคลองลาดกล้วยอันเกิดจากภูเขาอังคารด้านทิศเหนือ ยังผลให้ทำเลค้าขายแห่งนี้มีแรงเย้ายวนดึงดูดผู้สัญจรให้หยุดดื่มกินหาความสำราญ เหตุนี้แม้ขุนน้ำขุนนางแห่งศกุนตะส่วนใหญ่ไม่ใคร่พักอาศัยในละแวก กลับปลูกเรือนพักสำรองไว้สำหรับดอดเมียมาเล่นสวาทกับประดาเด็กหนุ่มหอสังคีตอย่างลับๆ เมื่อครั้นถูกจับได้ เรือนหลายหลังจึงถูกปล่อยทิ้งร้างให้ว่างเปล่า

อินทรธนูไม่แปลกใจหากศศินเลือกพักอาศัยในเรือนร้างเหล่านี้ ด้วยภายนอกผู้คนพลุกพล่าน ส่วนด้านในบ้านที่ไร้คนอาศัยย่อมเหมาะแก่การซ่อนตัวยิ่ง

วันนี้เป็นวันแรกแห่งเทศกาลคเณศจตุรถี หากศศินจงใจก่อเหตุหวังผลกระทบต่อชีวิตผู้คนจำนวนมากในเทศกาลที่ใหญ่กว่าพิธีโหมกูณฑ์ ย่อมต้องเป็นคเณศจตุรถีที่จะจัดขึ้นตลอดระยะเวลาสามวันนี้อย่างแน่นอน

เพียงแต่โขลญหนุ่มยังเดาไม่ออกว่าศศินตัดสินใจลงมือวันไหนแน่

เพลางวดเข้าไปทุกที

“ไอ้ศินมันคิดทำสิ่งใดต่อไปกัน” สีหน้าปูรณิมเคร่งเครียด น้ำเสียงเบาหวิว

“คงต้องรอผลการตรวจว่ามะพร้าวขูดมีพิษอื่นใดปะปนอยู่ฤๅไม่ ที่แน่ๆ …” อินทรธนูแม้มปากแน่น “มองผาดเผินลักษณะผลึกเศษะก็คล้ายการบูรป่นอยู่มิน้อย มิหนำซ้ำยังทำปฏิกิริยากับหินดูดเหล็กของไอ้ตุ่น”

วิธีที่สามารถทำลายล้างศกุนตะได้รุนแรงที่สุดเร็วที่สุดคือการใช้พิษอย่างนั้นหรือ อินทรธนูขมวดหัวคิ้วก่อริ้วยับย่น

วิธีบางอย่างอาจซับซ้อนเกินกว่าอสรพิษเดียวดายจะลงมือได้เพียงลำพัง บางอย่างก่อผลที่ได้จำกัดเกินไป การวางยาพิษผสมในอาหารและน้ำดื่มนั้นเป็นวิธีที่ง่าย ไม่ต้องใช้ผู้คนมาก เพียงเลือกจังหวะเวลา สถานที่ที่เหมาะสม ปฏิบัติการเพียงคนเดียวก็สามารถก่อความเสียหายได้ใหญ่หลวง

“เอ็งว่าศินเขาเอาผลึกเศษะมาจากพวกโจรป่าได้อย่างไร”

“ก็เพราะไอ้ศินนั่นละคือหัวหน้าโจรป่าที่ดักปล้นเกล็ดงูไปจากข้า!”

ปูรณิมเผลอโพล่ง ทั้งที่ตั้งใจเก็บงำเรื่องศศินยังมีชีวิตอยู่ ไม่อยากให้อินทรธนูล่วงรู้ เพราะไม่แน่ว่านานวันเข้า กาลเวลาอาจช่วยให้หนุ่มรุ้งพรายผู้นี้หันหน้ามามองความรู้สึกของมันบ้าง

แววตาของอินทรธนูหม่นลง จมจ่อมในห้วงความคิด

มิน่า…ศศินถึงมีหีบกฤษณาลายเถาวัลย์บรรจุเกล็ดงูอยู่ในมือตอนอินทรธนูล่อซื้อสารโฆรวิส ที่แท้การที่ศศินปล่อยข่าวลวงว่ามีพิษของฤๅษีเฒ่าอยู่ในมือ ก็เพื่อต้องการล่อหลอกให้โขลญหนุ่มออกมาหามันสองต่อสอง

ศศินมองความคิดอ่านของอินทรธนูได้ปรุโปร่งเหลือเกิน

“นี่เอ็งแน่ใจได้เยี่ยงไรว่าศศินคือหัวหน้ากลุ่มโจร” อินทรธนูหรี่ตา

“เอ้อ…”

“นี่เอ็งมิได้จงใจปิดบังสิ่งใดไว้ใช่ไหม” ในใจอินทรธนูเหือดแห้งประหนึ่งถมเต็มด้วยดินทรายทุ่งกุลาร้องไห้

“เปล่า ข้าเพิ่งฟื้นไข้พิษบาดแผล ความคิดอ่านง่อยเปลี้ยเพราะพิษสมุนไพร เอ็งก็น่าจะรู้” ปูรณิมอ้อมแอ้ม ชั่งใจครู่หนึ่งแล้วเอ่ย “ข้าเพียงมิอยากเห็นเอ็งต้องจมอยู่กับความขมขื่น…”

“ขอบใจ”

อินทรธนูฝืนยิ้ม ในใจนึกถึงสายตาเย็นเยียบน่าพรั่นพรึงของศศินในยามที่เขาตระหนักรู้ว่าคู่ชีพิตของตนตัดสินใจหักหลังมัน เพื่อปกป้องพวกสารเลวศกุนตะ หากเป็นเมื่อก่อนศศินจะไม่มีวันมองอินทรธนูด้วยสายตาเช่นนั้นเด็ดขาด

ศศินไม่ทำแน่

นับแต่แตกเนื้อหนุ่ม สิ่งที่อินทรธนูชังที่สุดคือมนุษย์ผู้ใดก็ตามที่ถูกความรักครอบงำกระทั่งความคิดอ่านตีบตันดุจนัยน์ตามืดบอด สตรีรุ้งพรายหลายคนบอกว่ามันเป็นคนผยอง หน้าตาดี ฝีมือในการต่อยตีเยี่ยม คารมคมคาย ฉะนั้นเวลาที่มันจะยอมรับอิตถีหรือบุรุษหน้าไหนเข้ามาในชีวิต ชั้นเชิงความสามารถย่อมต้องเสมอกัน ไม่ควรมีใครล้ำหน้าหรือต้องเดินตามหลังใคร

และศศินก็เป็นคนผู้นั้น

ก่อนอินทรธนูตัดสินใจหมั้นหมายกับศศินเป็นคู่ชีพิต ศศินคลุกคลีอยู่กับมันทั้งกลางวันกลางคืน จริงอยู่ที่หนุ่มน้อยในยามนั้นเป็นคนเซ่อซ่า ทว่าทำให้อินทรธนูรู้สึกหวานชื่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อทั้งสองเผยความในใจต่อกันหลังพุ่มว่านเสน่ห์จันทร์แดง ศศินและอินทรธนูต่างปลงใจหลอมรวมระหว่างจิตวิญญาณกับเลือดเนื้ออันหวิวไหวแสนสุขอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันตามประสาเด็กหนุ่มวัยกำดัด

นั่นเอง อินทรธนูรู้สึกว่าตนพร้อมแล้วที่จะปฏิบัติต่อศศินเช่นนี้ เดินเคียงข้างมันชั่วจีรัง ให้ความรักยั่งยืนเช่นนี้ตราบชั่วลมหายใจสุดท้าย

แต่เวลานี้น่ะหรือ

อินทรธนูกลับทำให้ศศินหวาดระแวง ทำให้ดวงตาที่เคยสดใสของมันแปรเปลี่ยนเป็นล้ำลึกประหนึ่งอนธการแห่งกาฬปักษ์

เฉลาญ์หนุ่มตั้งสติได้อีกครั้งเมื่อตนกดปลายนิ้วข้างซ้ายกำแผ่นกังสดาลครึ่งซีกที่แขวนอยู่ข้างเอวจนเจ็บแปลบ

‘ยามใดต้องเข้าป่าในเพลาล่วงเข้าคืนเดือนแรม เกิดเตพลัดหลง หาอัญบ่เจอ จงเคาะกังสดาลครึ่งซีกนี้เป็นรหัสซึ่งมีเพียงเตกับอัญเท่านั้นที่ล่วงรู้ เมื่อนั้นเสียงเพรียกเรียกหากังสดาลอึกครึ่งจักพาอัญดั้นด้นไปหาเตทุกคราไป’

คำมั่นของศศินยังตรึงติดในหัวใจของอินทรธนู

ความรู้สึกทางกายก็ไม่ต่างกับความรู้สึกทางใจ ทั้งโมโหตัวเองแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทั้งยังรู้สึกเศร้าใจที่มันไม่สามารถหาทางออกได้อย่างละมุนละม่อมไปมากกว่านี้

อินทรธนูพยายามปรับความรู้สึกตนเอง

ในเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งเลือกหนทางเลือดต้องล้างด้วยเลือด ย่อมเป็นขั้วปฏิปักษ์ต่อหนทางแห่งศานติอย่างยากจะเลี่ยง

“เอ็งรู้ฤๅไม่ว่าไอ้ศินทุบแท่นหินชิงศาลิครามศิลาไปด้วยเหตุดังไร” ปูรณิมเอ่ยถาม หลังจากนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ยามนี้ชายหนุ่มทั้งสองเพิ่งย่ำมาถึงหน้าเรือนร้างหลังแรก

“หากศิลาศักดิ์สิทธิ์ศาลิครามที่ถูกเก็บงำไว้ในแท่นดอกบัวมีสูรยกานต์ฝังอยู่กึ่งกลางละก็ มันคือแก้วมณีโชติที่หลุดจากปากพระโอษฐ์ของพระอินทร์เมื่อครั้งโคกทลอก ถิ่นที่อยู่ของเผ่ารุ้งพรายแต่เดิม ก่อกำเนิดขึ้นมา” อินทรธนูตอบ พลางกวาดตาสำรวจไปทั่วเรือน

เรือนหลังนี้เก่ามาก ดูแล้วคงเป็นที่พักอาศัยของช่างไม้ ซอกหนึ่งมีวัสดุไม้กองสุมกันเป็นพะเนิน ข้างกันมีเครื่องมือตัดแต่งไม้หลายประเภท

อินทรธนูชำเลืองแวบหนึ่ง แม้เครื่องใช้ไม้สอยทั้งหมดถูกวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ทว่าคร่ำคร่าผุพังตามกาลเวลา

“หมายความว่าสูรยกานต์เป็นผลึกศักดิ์สิทธิ์ตกทอดจากหัวหน้าเผ่ารุ้งพรายรุ่นสู่รุ่นอย่างนั้นฤๅ ว่าไปแล้วก็คล้ายกกุธภัณฑ์ของโปญแห่งศกุนตะมิน้อย” ปูรณิมพึมพำ

“กกุธภัณฑ์?”

“ขรรค์พระพาย อาวุธตัดหัวนาคา” ขณะปูรณิมก้าวไปยังเรือนร้างหลังที่สองชาย พลันรู้สึกว่าคำพูดที่ตนเพิ่งโพล่งออกไปไม่ค่อยเหมาะ จึงลนลานอธิบาย “นิทานปรัมปรา มิอาจเชื่อเป็นตุเป็นตะดั่งพบเจอด้วยตาตน”

“มนุษย์ให้ค่าพลังศรัทธามากกว่าข้อเท็จจริงเสมอ” อินทรธนูถอนใจ พลางสอดส่ายสายตาตรวจหาร่องรอยผู้ลอบเข้าอยู่เรือนผู้อื่นโดยพลการ

ชั่วกษณะนั้นบุรุษรุ้งพรายร่างโปร่งพลันมุ่นหัวคิ้ว รู้สึกว่ามีบางสิ่งไม่ถูกต้อง แต่ความรู้สึกนั้นเคลื่อนผ่านแวบเดียวก็เลือนหาย ชายหนุ่มส่ายหน้า ยกมือป้องตาขณะแหงนมองดวงอาทิตย์เหนือศีรษะ

ยามนี้จุดแสงเจิดจ้าคล้อยเอียงจากกึ่งกลางหัวไปทางทิศตะวันตกเล็กน้อย เรือนร้างหลายหลังวางระเกะระกะไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา จึงพ่นลมขึ้นจมูกส่ออาการหงุดหงิด เป็นครั้งแรกที่มันรู้สึกว่าศกุนตะกว้างใหญ่ทั้งที่สรุกแห่งนี้มีประชากรไม่ถึงพัน

เมื่ออินทรธนูเงยหน้าขึ้นก็เห็นดวงตาล้ำลึกคู่นั้นของปูรณิม ดูเหมือนแฝงความอบอุ่นห่วงใยไม่น้อย หลังดวงตาสองคู่ประสานกันครู่หนึ่งก็เบนออก

“ลองเรียกเฉลาญ์ลาดตระเวนที่ดูแลละแวกนี้มาสอบถามหาสิ่งผิดปกติดีฤๅไม่” ปูรณิมแนะด้วยความระมัดระวัง

อินทรธนูถอนใจอีกครั้ง ไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธ

พื้นที่สรุกฟากตะวันออกเฉียงใต้เป็นแหล่งตลาดร้านค้าและสถานเริงรมย์ ผู้คนจึงพลุกพล่าน แต่กระนั้นเจ้าหน้าที่ประจำการกลับมีจำนวนน้อย ทั้งยังอ่อนด้อยและหย่อนยาน หวังให้พวกมันนั่งสังเกตสังกากระทั่งเห็นสิ่งผิดปกติ เกรงว่าคงยากยิ่งกว่าภาวนาให้หยาดฝนพร่างพรมลงทุ่งกุลาร้องไห้

อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็ไม่อาจละเลย เพราะการเข้าสืบหาเรือนร้างทุกหลังในละแวกเพื่อหาเบาะแสด้วยกำลังเฉลาญ์เพียงสองนาย เป็นเรื่องฉะเฉื่อยเกินการ

จังหวะที่อินทรธนูตรวจดูตั่งเตี้ยซึ่งถูกจัดวางชิดผนัง เหลือบไปเห็นภาชนะดินเผาก้นลึกเนื้อบาง ผสมน้ำยาเคลือบวาววับไร้ฝุ่นเกาะ

“โถนั่นสวยจริง สนนราคาคงไม่น้อย”

“อ้อ” ปูรณิมเคลื่อนหน้าเข้าไปใกล้ “เครื่องเคลือบสวยสดเช่นนี้คงเป็นของสายตระกูลเฒ่าเกิบ แพงเอาเรื่องเชียวละ ว่ากันว่านอกจากเอาดินขาวมาผสมดินเหนียวและหินฟันม้าแล้ว เฒ่าสุขยังผสมเถ้ากระดูกขาหลังวัวเข้าไปอีกอย่าง”

“มีอยู่เจ้าเดียวฤๅที่เผาเครื่องปั้นด้วยวัสดุเช่นนี้”

ปูรณิมส่ายหน้า “เปล่า ยังมีอีกหลายเจ้าที่ใช้ดินอย่างเดียวกัน แต่เฒ่าสุขทำน้ำยาเคลือบด้วยตะกั่วแดงผสมสูตรลับ ทำให้เนื้อบางแต่ทนทาน แวววาวจนแทบโปร่งแสงไม่เหมือนเจ้าใดในสรุก”

“เฒ่าสุขอย่างนั้นฤๅ” อินทรธนูครุ่นคิดเล็กน้อย

“ไม่รู้เฒ่าสุขเป็นลื่อ ลืบ ฤๅลืดรุ่นที่เท่าไรของเฒ่าเกิบ ที่แน่ๆ ตาเฒ่าคงสืบทอดมาไม่ต่ำกว่าสิบห้ารุ่นแล้ว ลูกหลานเรือนนั้นล้วนยึดอาชีพทำเครื่องเคลือบดินเผามาตั้งแต่วนํรุงยังมิมอดดับ เว้นแต่สิคาล”

“อย่าบอกนะว่าเรือนขุนนางร้างที่นิยมเล่นสวาทหลังนี้เป็นของสิคาลที่ว่า”

ปูรณิมเปิดดูหนังสือใบลานจารระเบียนของเจ้าหน้าที่ครัวเรือน ผงกศีรษะ แล้วนิ่วหน้าคล้ายมีบางสิ่งทำให้มันหนักใจ “ใช่”

ร่างโปร่งก้มตัวต่ำลงมองพื้นดินใต้ถุนเรือน มีรอยเท้าหลายรอยปะปนยุ่งเหยิง บัดนี้มีละอองฝุ่นและเศษดินปลิวมาทับถมเป็นชั้นบาง นั่นหมายความว่ามีผู้เข้ามาใช้งานเรือนหลังนี้เมื่อไม่กี่วันก่อน ยิ่งกว่านั้นดินบริเวณใต้เกย บริเวณชานโล่งมีหลังคาคลุม ซึ่งใต้ถุนส่วนนี้มักเตี้ยกว่าปกติจึงนิยมใช้เป็นที่เก็บฟืน มีริ้วเป็นทางยาวคล้ายรอยล้อยานพาหนะบางอย่าง

ตอนนั้นเองสายลมเย็นโชยแผ่วแทรกด้วยกลิ่นคาวและกลิ่นหวานเอียนเตะจมูก

อินทรธนูหรี่ตา สูดจมูกหาที่มาของกลิ่น กระทั่งเคลื่อนปลายจมูกเข้าไปหาปากโถเครื่องเคลือบ เป็นจังหวะแสงสาดกระทบผงละเอียดคล้ายการบูรซึ่งยังติดอยู่ปากโถอยู่บางๆ สะท้อนเลื่อมลายรุ้งเป็นประกายระยิบ

“กลิ่นหวานจนคลื่นไส้มาจากของเหลวที่อยู่ข้างในโถใบนี้จริงด้วย แต่แถวนี้ไม่มีกลิ่นเน่า ไม่รู้ลมโชยมาจากที่ใด”

“ถัดพุ่มหมากเล็บแมวหนาทึบด้านหลังเรือนก็เป็นป่าช้า กลิ่นคงมาจากแถวนั้นกระมัง” ปูรณิมเอ่ย

อินทรธนูยังคงง่วนอยู่กับของเหลวคล้ายน้ำมันในโถตรงหน้า ไม่กล้าจบต้องของเหลวด้วยมือเปล่า หากสูดดมมากกว่านั้นก็เกรงว่าจะเป็นพิษ มันจึงล้วงหินดูดเหล็กที่ยืมไอ้ตุ่นใส่ถุงเยียรบับติดตัว วาดวนในอากาศรอบโถเคลือบอย่างระมัดระวัง

“เอ็งว่ามีคนผสมเกล็ดงูลงไปในน้ำมันนั่นอย่างนั้นฤๅ” ปูรณิมถาม

“กลิ่นเหมือนไขสัตว์ประเภทน้ำมันหมูปนเปกับน้ำมันละหุ่ง”

“แต่ไหนแต่ไรน้ำมันใต้ผืนดินตามธรรมชาติติดไฟยาก นอกเสียจากต้มกลั่นด้วยกรรมวิธีลับอย่างพวกสรุกขามน้ำพองซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือไกลโพ้น หากเป็นน้ำมันหมูหรือละหุ่งจริงอย่างเอ็งว่า ลำพังสารทั้งสองก็ติดไฟได้ง่ายเป็นทุนเดิม มิแน่ว่าถ้าผสมผลึกเศษะป่นเข้าไปอีกละก็…”

ยังไม่ทันสิ้นคำปูรณิม เปลวไฟก็ลุกพรึ่บพวยพุ่งจากปากโถ

ชายหนุ่มทั้งสองประสานสายตากันเงียบๆ ฝ่ายหนึ่งกำลังเบิกโพลงอย่างตื่นตะลึง ฝ่ายหนึ่งกลับขบขันเมื่อเห็นคราบเขม่าบนแก้มของอินทรธนู

“วิธีสืบสวนของเอ็งเมื่อมองสิ่งใดแล้วล้วนละเอียดรอบคอบ เข้าขาลงตัวกับความสามารถในการจินตนาการของข้าที่ใช้เพื่อสร้างสมมติฐานได้เป็นอย่างดี” ปูรณิมพูดขณะหยิบผ้าซับเหงื่อขึ้นเช็ดทำความสะอาดให้หนุ่มรุ้งพราย

คำฉอเลาะของปูรณิมทำให้อินทรธนูอดขำไม่ได้ บรรยากาศที่รายรอบจึงผ่อนคลายลงไม่น้อย

“ความหมายของเอ็งคือ ข้ากับเอ็งเข้าขากันได้ดี?” หนุ่มรุ้งพรายถาม

ปูรณิมนิ่งเฉย

อินทรธนูจึงผินหน้ามองแวบหนึ่ง เห็นแก้มและใบหูอีกฝ่ายซับสีเลือดจางๆ

“หากเอ็งคิดว่าเราสองคนเข้าขาเข้าคู่กันได้ดี ข้าก็ว่าตามนั้น” ปูรณิมสืบเท้าเข้าไปยืนเคียงร่างเปรียว ใช้หัวไหล่กระทบหัวไหล่พลางพูดอ้อมแอ้มขวยเขิน

หนุ่มรุ้งพรายคาดไม่ถึงว่าหนุ่มศกุนตะจะกล้าพูดแบบนี้ จึงสะดุ้งในใจ พยายามปั้นหน้าให้เรียบเฉย

“เราแยกกันไปตรวจสอบดีกว่า ประเดี๋ยวข้าจักไปตรวจสอบเหล่าขุนนางว่าผู้ใดซื้อหาเครื่องเคลือบชนิดนี้บ้าง แล้วถือโอกาสไปตรวจสอบเรือนนายจำกอบ ตาของเอ็งด้วยเลย ส่วนเอ็งไปตรวจดูว่ามีใครพอมีปัญญาซื้อหาเครื่องเคลือบราคาแพงเช่นนี้มาได้บ้าง” อินทรธนูเสนอ

ปูรณิมกลับก้มหน้าลงคล้ายกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง

อินทรธนูหรี่ตามองด้านหลังของลำคอแข็งแกร่งแบบบุรุษเต็มตัวอย่างพินิจพิจารณา

“ข้าว่าเอ็งไปตรวจสอบเรื่องโถกับเฒ่าสุขดีกว่า ส่วนข้าขออาสาไปหาพวกขุนนางเอง” ปูรณิมแย้ง ความคิดของมันในตอนนี้ไพล่นึกถึงบุคคลผู้หนึ่งที่ชื่นชอบซื้อหาเครื่องเคลือบจากเฒ่าสุข

“ดีเหมือนกัน หากต้องเข้าไปข้องแวะกับเหล่าขุนน้ำขุนนาง ชาวสรุกด้วยกันอย่างเอ็งคงคุ้นเคยพิธีรีตองศกุนตะมากว่าข้า”

หนุ่มรุ้งพรายยกมือขึ้นบีบไหล่อีกฝ่าย ทันทีที่เห็นดวงตาของบุรุษตรงหน้าราวกับกวางดาว มองตรงมาที่ตนด้วยความสิเน่หา อินทรธนูจึงผงะเล็กน้อย ก่อนผละมือจากหัวไหล่ขึ้นจิ้มกลางหน้าผากอีกฝ่ายเพื่อเตือนให้มีสมาธิ

ปูรณิมยังคงยืนนิ่งครู่หนึ่ง รอบกายหนาวเย็นและเงียบสงัด

“ไปละ ระวังตัวด้วย”

ปูรณิมเห็นอินทรธนูพยักหน้ารับคำจึงคว้าโถเครื่องเคลือบเปื้อนเกล็ดงูวิ่งจากไป

ในความคิดของมันยังคงเป็นห่วงอินทรธนู ไม่แน่ว่าศศินอาจซ่อนตัวอยู่แถวนี้

เมื่อครู่ปูรณิมได้จ้องลึกเข้าไปในดวงตาอีกฝ่าย ตระหนักได้ทันทีว่าแท้จริงแล้วตนอยากหยุดห้วงเวลาแบบนี้เอาไว้เหลือเกิน ด้วยว่าตลอดสามปีที่ผันผ่านเฉลาญ์หนุ่มทั้งสองได้ผ่านสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

แม้นทรมาน เหน็ดเหนื่อยเมื่อล้า กระทั่งกล่าวได้ว่าต้องตระเวนไปทั่วเพื่อทำภารกิจเสี่ยงอันตราย แต่อินทรธนูกับมันได้กลายเป็นเงาตามตัว คอยอยู่เคียงข้าง

ที่ใดมีปูรณิม ที่นั่นย่อมมีอินทรธนู

ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน

ทันทีที่ความคิดเหล่านี้ผุดขึ้นในหัวปูรณิม ทำให้ขอบตาของมันหมาดชื้นเล็กน้อย

ยิ่งกว่านั้นภายในใจลึกๆ ของเฉลาญ์หนุ่มยังรู้สึกผิด

ผิดที่มันยังไม่กล้าบอกว่าโถเคลือบใบนี้ดูคล้ายสมบัติของพ่อมันอย่างกับพิมพ์เดียว และยามนี้พ่อของมันถูกจองจำอยู่ในป้อมแดงฐานก่ออาชญากรรมสงคราม

และใช่ พ่อบังเกิดเกล้าของปูรณิมผู้นี้เองที่เป็นคนนำหน่วยสมิงเข้าเข่นฆ่าเผ่ารุ้งพรายจนสิ้นโคตร!



Don`t copy text!