
หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 29 : ผีเสื้อ
โดย : กันต์พิชญ์
หริณจันทร์กังสดาล นวนิยายจาก กันต์พิชญ์ นักเขียนจากช่องวันอ่านเอาปี 1 ที่เปิดตัวด้วยผลงานสุดระทึกวางไม่ลง ‘ม่อนเมิงมาง’ ตามด้วย ‘วายัง’ และ ‘สีตคีตา’ ที่ประดาผู้อ่านกล่าวขานว่างานเขียนของกันต์พิชญ์นั้นช่างโดดเด่นและแตกต่าง และวันนี้เขามากับผลงานเรื่องนี้ที่อ่านเอานำมาให้คุณได้อ่านบนเว็บไซต์ anowl.co และเพจอ่านเอา
ศศินยืนอยู่อีกฟากหนึ่งของพงหญ้าสูงหลังพุ่มเล็บแมว ฟังไม่ชัดว่าชายหนุ่มทั้งสองกำลังพูดคุยอะไรกัน เห็นเพียงรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของอินทรธนูกับปูรณิม ฉับพลันปิศาจหนุ่มบังเกิดความคิดประหลาด
ชายหนุ่มสองคนมีกลิ่นอายคล้ายคลึงกันเหลือเกิน
ละม้ายจนดึงดูดกันและกัน
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดวาบขึ้นในศีรษะ หน้าอกของศศินก็ปวดหนึบ เป็นความอึดอัดทรมาน จากนั้นความเจ็บปวดก็แผ่ขยายไปทั่วทั้งสรรพางค์อย่างที่ชายหนุ่มไม่อาจรับมือได้โดยง่าย มันคืออาการของความรวดร้าวที่กำลังกัดกินทุกอณูบนร่างกายอย่างเร่งร้อนและรุนแรง
ศศินตั้งสูดลมหายใจลึก ตั้งสติ ยกปลายนิ้วดำเมี่ยมเย็นเฉียบขึ้นกดตรงหว่างคิ้ว อีกข้างเคาะแผ่นกังสดาลครึ่งซีกเป็นจังหวะคล้ายรหัส เสียงกังวานกำลังเพรียกหากังสดาลอีกครึ่งหนึ่งที่หล่นหาย
ผ่านไปชั่วอึดใจความรู้สึกจึงสงบลงบ้าง
“ศิน…”
อินทรธนูยืนอยู่หลังพุ่มซุ้มเซิงที่สูงเกือบท่วมศีรษะ ต้นหมากไม้ชนิดนี้มีลูกคล้ายพุทราขนาดเล็ก สีม่วงเข้มค่อนไปทางดำ แม้รสชาติหวานหอมทว่าเครือเถาเต็มไปด้วยหนามสั้นคมกริบ
แสงจ้าเหนือศีรษะทำให้ศศินมองเห็นภาพสะท้อนในดวงตาใสกระจ่างของคู่ชีพิตเบื้องหน้าอย่างชัดเจน ยามนี้สะท้อนเงาปิศาจอย่างมันแต่เพียงผู้เดียว
อินทรธนูสืบเท้าเข้าไปหาร่างสูงเชื่องช้า ย่ำผ่านกองฟอนท่ามกลางกอหญ้าสูง มุ่งตรงไปยังรูปเคารพนาคเศษะแผ่พังพานเหนือเศียรวิษณุ
แม้ร่างโปร่งย่ำเท้ายาวเร็วและหนักแน่น ทว่าลำคอที่เหยียดตรงจนเห็นเส้นเอ็น นั่นหมายความว่าใจคู่ชีพิตของศศินกำลังว้าวุ่น
อาการที่อีกฝ่ายแสดงออกทำให้ปิศาจหนุ่มพึงใจอย่างไม่รู้สาเหตุ
นับแต่เสี้ยวกาลที่มันรู้ว่าปูรณิมพยายามเข้าหาอินทรธนู ทำก้อร่อก้อติก ในใจศศินพลันรู้สึกหงุดหงิด อึดอัด และทรมานจนสมาธิไม่เคยได้สงบ กระทั่งเกิดแรงกระตุ้นอยากเข่นฆ่า ทว่าบัดนี้มันได้เห็นหน้าอินทรธนูแล้ว อารมณ์ฉุนเฉียวก็สูญสิ้นในพริบตาเดียว
นัยน์ตาสีนิลเข้มลึกของศศินที่กำลังหรี่จ้องอินทรธนูไม่วาง ยังคงรักษาแววชั่วร้ายบนใบหน้าไว้อย่างดี ร่างสูงเพียงกระตุกยกมุมปาก แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา ก่อนกระดิกนิ้วเล็กน้อย งูตัวจ้อยลายพร้อยก็เลื้อยออกจากสุมทุม เข้าคลอเคลียข้อเท้าปิศาจหนุ่มโดยพลัน
“ตั้งใจฆ่าล้างบางศกุนตะให้ได้เชียวฤๅ” น้ำเสียงอินทรธนูเรียบเฉย ตรงข้ามกับขอบตาที่เริ่มแดง
นี่เป็นครั้งที่สองที่มันเจอศศินนับแต่คืนทมิฬฆ่าล้างโคตร
อินทรธนูสืบเท้าเข้าไปใกล้คู่ชีพิต ไม่ยี่หระว่าอสรพิษของศศินจะปรี่เข้าทำร้ายตนหรือไม่ ด้วยโลหิตเผ่ารุ้งพรายไม่เคยระคายต่อพิษงู
มันจักทำอย่างไรต่อไป
มันจักทำเพื่อสิ่งใดได้อีก
ในเมื่อเผ่ารุ้งพรายที่เหลือรอดมีเพียงศศิน อินทรธนู และยายเฒ่าลงผีเพียงเท่านั้น
แน่นอนว่าอินทรธนูชิงชังหน่วยสมิง แต่ไม่อาจมั่นใจว่าการแก้แค้นจะส่งผลดีต่อภายภาคหน้าได้อย่างไร ในเมื่อทุกครั้งที่ศศินขยับตัว เป็นต้องมีแต่ความเจ็บปวดและการสูญเสียไม่จบสิ้น
เช่นนี้แล้วจะหาสิ่งใดมาชดเชยชีวิตผู้บริสุทธิ์ทุกเผ่าพันธุ์ที่ตายไปได้
หลังจากศศินนิ่งไปครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เอ่ยเสียงเหี้ยม ไอสังหารแผ่กำจายในแววตา “เวรจักลบล้างจนเหี้ยนได้…ด้วยการจองเวร”
“แม้แต่ชีวิตผู้บริสุทธิ์?” น้ำเสียงอินทรธนูแฝงความยุ่งยากใจ
หากศศินดึงดันในหนทางที่มันเลือก เกรงว่ามันไม่อาจมีชีวิตรอดจนแก่เฒ่า ไม่ว่าจะตายด้วยน้ำมือชาวศกุนตะผู้ใด ล้วนเป็นเรื่องที่ยากจะหลีกพ้น
“พวกทรยศเผ่าตน หลบลี้หนีหายไปชุบตัวอยู่กับพวกศกุนตะ จักรู้รสของคนที่ถูกทิ้งไว้ในไฟนรกเพียงลำพังได้อย่างไร”
ศศินผินหน้าไปหาฐากูรหินที่เต็มไปด้วยตะไคร่รา ทำให้อินทรธนูมองไม่เห็นสีหน้าอีกฝ่ายได้ถนัดถนี่ รู้สึกเพียงเสียงชายหนุ่มเยียบเย็นยิ่งกว่าสายลมแห่งรัตติฤดูหนาว
เมื่อนึกถึงสิ่งที่ศศินกับมันต่างเคยเผชิญ หัวใจอินทรธนูก็จมดิ่งหนักอึ้ง
“อัญบ่เคยทิ้งเต นับแต่สร่างจากฤทธิ์ยาหมดสติ อัญก็ออกตามหาเตมาตลอด หวังเสมอว่าเตยัง…”
“ยาหมดสติ? ฝีมือไอ้ณิมอย่างนั้นซี?”
“ก็…”
คราวนี้อินทรธนูเป็นฝ่ายอึกอัก หากพูดออกไปไม่ว่าใครก็คงเข้าใจไปว่าปูรณิมจงใจช่วยเหลืออินทรธนูแต่เพียงผู้เดียว ทั้งที่แท้จริงแล้วยามวิกฤตเช่นนั้นเฉลาญ์หนุ่มหัวเดียวกระเทียมลีบอย่างมัน สามารถแบกเผ่ารุ้งพรายวิ่งลิ่วลงจากเขาได้คนเดียวก็มากเกินพอ
“หากหมู่เราได้ลองร่วมกันคิดหาหนทางละมุนละม่อม…” อินทรธนูตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง หันไปโน้มน้าวอีกฝ่าย
“หนทางละมุนละม่อม?” ศศินใคร่ครวญคำชักชวนนั้นช้าๆ กดปลายนิ้วชี้สีดำสนิทคลึงขมับขวาไปมาก่อนหัวเราะเสียงต่ำ “เผ่ารุ้งพรายยอมกระทั่งส่งสวยบรรณาการ เจียมเนื้อเจียมตน แล้วเตมิเห็นฤๅว่าท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่เผ่ารุ้งพรายได้รับคือสิ่งใด เตคิดว่ายังมีหนทางอื่นใดอีกอย่างนั้นฤๅ”
ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด อินทรธนูทำได้เพียงจ้องร่องลึกที่ผุดขึ้นตรงหว่างคิ้วของศศิน สีหน้าย่ำแย่
เฉลาญ์หนุ่มเอาแต่เฝ้ามองความแข็งแกร่งทั้งทางกายและจิตใจที่หล่อหลอมจากประสบการณ์โหดร้ายของอีกฝ่าย ปล่อยให้ความเข้มเข็งนั้นซึมซับผ่านหัวใจของตนดุจป้ายน้ำนมจากผลฝิ่นที่พวกภิษัชใช้ป้ายแผลสดในอโรคยาศาล เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดและความรู้สึกผิดตลอดสามปีที่ผันผ่าน
“นอกจากหน่วยสาลิกา ใช่ชาวศกุนตะทั้งหมดรู้เรื่องด้วย”
“เตลืมไอ้เด็กเปรตที่ชอบขว้างปาผักเน่า ด่าทอหมู่เราที่ตลาดเสียแล้วฤๅ” ศศินมองเงารัตติกาลที่ติดอยู่ปลายนิ้วตน “สรรพสิ่งในศกุนตะล้วนสกปรกบ่ต่างกัน โสโครกเกินเยียวยา ฉะนั้นบ่ช้าก็เร็ว ข้าจักส่งผีห่าซาตานอย่างพวกมันลงนรกไปให้หมด”
ศศินมองทะลุความทุกข์และเศร้าสลดที่เกาะถ่วงหัวใจอินทรธนเอาไว้แน่น พลันนึกต้นสายปลายเหตุขึ้นมาได้
“อา…ที่แท้เตก็กลัวไอ้ณิมตาย”
“บ่ใช่เลย” เฉลาญ์หนุ่มส่ายหน้า
“มิน่าเล่า ถึงได้กลายเป็นคู่หูคู่ใจใกล้ชิดสนิทสนมกันถึงเพียงนั้น อ้อ…ดูเหมือนเมื่อครู่มันมีเรื่องสำคัญในใจแต่อึกอักบ่กล้าบอก เย็นนี้ลองถามมันตรงๆ ดูซี เผื่อได้ฤกษ์พานาที เรื่องดีๆ จักบังเกิด” ร่างสูงก้มหน้าลงกระซิบข้างหูอินทรธนู ริมฝีปากนั้นขาวซีด ไม่อาจบ่งได้ว่าเพราะความเคียดเคืองหรือเกลียดชัง
อินทรธนูกำหมัดแน่น ปรายตามองศศินแวบหนึ่งแล้วเอ่ย “ณิมบ่ใช่คู่หูคู่ใจของอัญ”
“ท่าทางใกล้ชิดสนิทกันถึงเพียงนั้น” ศศินยิ้ม แววตากลับตรงกันข้าม น้ำเสียงกระเดียดไปทางเย็นชา ไอสีดำกลุ่มหนึ่งก่อตัวแถวปลายนิ้ว ทว่าเพียงครู่เดียวก็สลายไป “นี่ขนาดรู้จักกันบ่กี่วัน”
“เกลอบางคนเพียงปะหน้าคราแรกก็รู้แล้วว่าไว้ใจได้” อินทรธนูพูดกระทบกระแทก ก่อนหลุบตามองผืนหญ้า เงาบุรุษหงิกงอทั้งสองพาดตัดกัน “เอาเถิด ที่อัญมาหาเตวันนี้หาใช่เรื่องของไอ้ณิม แต่เพราะ…เป็นห่วง”
ศศินทอดสายตามองไกลออกไป
“ชีวิตคนเราจักมีคนรู้จักกี่คน” ศศินเอ่ยเสียงอ่อนลง “คนที่ยิ่งเหมือนกันมาก ก็ยิ่งไม่เหมาะจะใกล้ชิดสนิทสนม”
“เตอยากพูดอะไรกันแน่”
“รสชาติของความรักอยู่ที่ความไม่แน่นอน ยิ่งกระทบกระทั่งยิ่งรักล้ำลึก หากพูดให้ถึงที่สุดแล้ว เรื่องระหว่างอัญกับเตคงหนีไม่พ้นแรงดึงดูดแลแรงกระตุ้นที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์”
“นี่เตกำลังอ้างถึงวิถีปฏิบัติของเผ่ารุ้งพรายกระมัง” ทีแรกอินทรธนูฟังไม่เข้าใจ แต่ไม่นานก็นึกขึ้นมาได้ “กองทัพในอุดมคติคือกองทัพที่สร้างขึ้นจากคู่รักที่เข้ารบร่วมกันอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่?”
ปิศาจหนุ่มผงกศีรษะ
“หมายถึงใครกับใครกันเล่า” อินทรธนูถาม
ศศินกวาดสายตาไปทางเรือนร้างของสิคาลหลังพุ่มหมากไม้หนามแหลม
“คิดอะไรบ้าๆ”
ใบหน้าเย็นชาผุดรอยยิ้มเล็กน้อย “อย่าเข้าใกล้ไอ้ณิมให้มากนัก อย่าไปให้ความหวังอะไรมันอีก”
“อัญไปให้ความหวังไอ้ณิมตั้งแต่เมื่อใด” อินทรธนูว่าเสียงกร้าว
“อย่ายิ้มให้มัน เตคิดฤๅว่าอัญจะยอมให้เตมีคู่หูข้างกายคนใหม่ง่ายๆ”
บรรยากาศเย็นเยียบระหว่างชายหนุ่มทั้งสองสลายไปโดยไม่รู้ตัว ศศินมองตาคู่ชีพิตครู่ใหญ่ ก่อนกุมมืออีกฝ่ายไว้ไม่ยอมปล่อย
“อัญพูดจริง นับแต่นี้อยู่ให้ห่างจากไอ้ณิมสักหน่อยได้ฤๅไม่”
“ที่อัญห้อตามเสียงกังสดาลมานี่ เตยังไม่รู้อีกฤๅว่าอัญเป็นห่วงเตแค่ไหน” อินทรธนูเขย่ามือร่างสูง “หน่วยสมิงก็ตายไปจนเหี้ยนแล้ว ยังไม่สาแก่ใจอีกฤๅ”
“ยังเหลือตัวการอยู่อีกหนึ่ง”
“หากเตเป็นอะไรไป อัญคง…”
“สิ่งใดคือการเกิด อะไรคือการตาย หากมีสังสารวัฏเวียนว่ายตายเกิดจริง การตายย่อมหมายถึงการเกิด” ขณะที่ศศินกำลังพูด ผีเสื้อตัวหนึ่งบินมาเกาะปลายนิ้วของมัน ปิศาจหนุ่มคว้าหมับ เด็ดปีกแสนสวยทิ้งจนเหี้ยน แล้วทิ้งลงพื้นปล่อยให้มันสิ้นใจช้าๆ “หากลมหายใจและศักดิ์ศรีความเป็นคนของอัญถูกพราก บ่แน่ว่าการสละชีวิตของอัญในศึกครานี้ ภายหน้าอาจเป็นสัญลักษณ์กรุยทาง ปลุกระดมให้ผู้ที่เกิดมามีชีวิตจิตใจอย่างเผ่ารุ้งพรายได้ลุกขึ้นสู้ ย่อมบ่เสียชาติเกิดแล้ว”
“พูดอันใดบ่เป็นมงคล ใจคอจักให้อัญมองดูเตตายจากไปโดยบ่ทำสิ่งใดเลยอย่างนั้นฤๅ”
“เมื่อน้าวกุทัณฑ์แล้ว ศรที่อยู่ในแล่งย่อมต้องถูกปล่อย”
“แต่ท้ายที่สุดแล้วเตก็บ่ต่างจากผีเสื้อตัวนั้น” อินทรธนูหลุบตามองผีเสื้อปีกด้วนที่ดิ้นอยู่บนซากใบไม้เน่าเปื่อย “เตจักหายสาบสูญไปจากโลกใบนี้ด้วยความเจ็บปวดทุรนทุราย”
ปิศาจหนุ่มทำท่าเอื้อมมือลงไปจับผีเสื้อ แต่เปลี่ยนใจ
การปรากฏตัวของอินทรธนูทำให้ความอำมหิตของศศินชะงักงันชั่วคราว แต่สำหรับมัน นี่มิใช่เรื่องดี เพราะสิ่งที่รอมันอยู่เบื้องหน้าคือการเข่นฆ่าไร้ที่สิ้นสุด จึงไม่ควรโอนอ่อนไปตามถ้อยคำโน้มน้าวจากปากคู่ชีพิต
มันไม่มีควรมีความรู้สึกใดในช่วงเวลานี้
“ไป! ไสหัวไปให้พ้นหน้าอัญเดี๋ยวนี้!” ศศินแสร้งตะคอก สะบัดมือออกจากการเกาะกุม
ชีวิตนี้มันไม่ขออะไรอีก เพียงตรวจได้แน่ชัดถึงความมั่นคงในใจของอินทรธนูมันก็ตายตาหลับแล้ว
อินทรธนูหันหลังให้อีกฝ่าย ปล่อยให้น้ำใสไหลหยดลงข้างแก้ม มือทั้งสองข้างที่เคยกำแน่นห้อยตกอยู่ข้างลำตัว ที่ผ่านมาอินทรธนูเป็นบุรุษที่หนักแน่นเยือกเย็นมาตลอด บัดนี้กลับต้องหลั่งน้ำตา ด้วยจินตนาการได้แจ่มชัดว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดนั้นสยดสยองเพียงใด ความรู้สึกตรงขั้วหัวใจสัมผัสได้เพียงความหนาวเหน็บ
“จงจำคำพูดของอัญในวันนี้ไว้” ศศินระเบิดอารมณ์ “อัญบ่เคยขอร้องผู้ใด หากกษณะนี้เตยังเลือกที่จะหันหลังให้ ตัดสินใจจากอัญไปเป็นครั้งที่สอง วันหน้าก็อย่าเสนอหน้ามาให้อัญเห็นอีก อัญจักถือว่าคู่ชีพิตของอัญได้ตายไปแล้วในกองกูณฑ์!”
อินทรธนูเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ยอมให้เสียงสะอื้นเล็ดลอด ก่อนค่อยๆ เดินห่างออกมาโดยไม่หันหลังกลับ
คหกาบาตกรีดยาวตัดผ่านผืนฟ้ายามอาทิตย์อัสดง ไอ้หาญแหงนหน้าหรี่ตามองดาวตกสีโลหิตผ่านช่องเหนือป้อมแดง รอยกรีดสีแดงดุจนภากำลังหลั่งเลือด ไม่ต่างกับแผลฉกรรจ์บนเวหาสีแสดปนม่วงเข้ม
มันรีบนับนิ้วมือที่ถูกตรึงอยู่ในตรวน พลางขยับริมฝีปากแห้งระแหงขมุบขมิบ
“ดาวตกสีเลือดปรากฏย่ำค่ำทั้งสามทิศสี่ทิศ บุราณว่าจักเกิดอาเพศเหตุร้าย” มหาสเนาปติหันไปเอ่ยกับนกกระแอกขนดำมะเมื่อมที่เกาะอยู่ตรงช่องระบายอากาศสูงลิบเหนือศีรษะ
จุดนี้เองที่เหล่าสกุณามักแวะเกาะหลังอ่อนล้าจากการโบยบินแสนนาน มูลของมันติดเขรอะเป็นจุดอยู่ตามผนังอิฐที่กระหนาบสองข้างกายของมัน มองเผินผาดคล้ายรูปเศษนาคราชดุ่มเลื้อยอยู่ใต้พระวรกายของพระนารายณ์ผู้กำลังบรรทมอยู่บนกำแพงป้อมปราการโบราณแห่งนี้มานานนมกาเล
เมื่อแรกที่มันถูกไสเสือกเข้ามาในป้อมแดง ขี้นกเหล่านี้ทำให้มันรู้สึกอึดอัด ทว่าเมื่อสามปีล่วงผ่าน มันก็เริ่มคุ้นเคยกับรูปร่างอสรพิษ ยามนี้ไอ้หาญมองภาพขี้นกบนกำแพงอิฐดุจเกลอเก่า พวกมันกำลังให้กำลังใจแก่ไอ้หาญขณะที่ฝ่ายหลังกำลังสังหรณ์ใจร้ายแรง
“ข้ามิเชื่อลางบอกเหตุ…”
แต่กระนั้นมันมีลมหายใจมากระทั่งอายุสามสิบห้า ยังไม่เคยเห็นผีพุ่งใต้ที่สุกสว่างแดงฉานสักครึ่งของดวงนี้ หรือมีสีอัปมงคลเช่นนี้
“ฤๅศกุนตะจักล่วงเข้าสู่กลียุค” น้ำเสียงที่ถามนกกระแอกแฝงความลังเล
เมื่อเข้าสู่กลียุค สัตย์ธรรมเสื่อมทราม มีเพียงเภทภัยทุรพาล พระนารายณ์จึงตื่นจากบรรทมบนอาสนะในวงขนดของพญาเศษนาคราช ผิวกายของพระองค์ดำคล้ำขณะย่ำเหยียบทุรชนในร่างอวตาร
ไอ้หาญนึกสงสัยว่านกอัปลักษณ์พวกนี้เคยเห็นลางร้ายเช่นนี้มาก่อนหรือไม่ เพราะพวกมันมีชีวิตยืนยาวกว่ามนุษย์มากนัก
“บัดซบ ข้ากลายเป็นมหาเสนาปติผู้โง่เขลาถึงเพียงนี้ได้เยี่ยงไร”
อำนาจและสติปัญญาที่มันขวนขวายได้มาตลอดทั้งชีวิตเลือนหายจากสัมปชัญญะของไอ้หาญไปพร้อมโรคภัยไข้เจ็บและความโดดเดี่ยว
แต่กระนั้น…
ยามนี้ดาวตกสุกสว่างแม้ฟ้ายังไม่มืด และหลายวันก่อนโขลญผู้น้อยได้คาบข่าวจากหน่วยสาลิกา ข่าวทายาทหัวหน้าเผ่ารุ้งพรายที่ยังรอดชีวิต นั่นก็เกินพอแล้วสำหรับลางร้ายทั้งมวล มากมายเกินจะปฏิเสธ
“คำพูดของมันเชื่อได้เพียงไหนกัน”
ราวสองปีก่อนโขลญหนุ่มผู้นี้ได้เข้ามาเยี่ยมมัน อ้างว่ายังมีโขลญอีกมากที่ยังภักดี และบัดนี้มันก็อยากรู้นักว่าจะมีโขลญกี่คนที่หาญกล้าพอจะหวนหลับมา เมื่อรู้ว่าไม่กี่อึดใจเบื้องหน้ามันกำลังจะได้รับอิสรภาพ
แววพึงใจเจือไว้ด้วยความเหี้ยมโหดปรากฏบนใบหน้าของมหาเสนาปติ
“จักมีหน่วยสมิงสักกี่คนที่กินแกลบกินรำถอยลี้หนีห่าง” ไอ้หาญกระซิบ นัยน์ตาวาวโรจน์จับจ้องอยู่ที่เส้นริ้วแดงฉานที่ยังหลงเหลือ แม้ผีพุ่งใต้ได้เลือนหายไปจากคลองจักษุครู่หนึ่งแล้ว
“ไอ้หาญ มีคนมาเยี่ยม” พัศดีชราตะโกนเสียงแหบแห้ง
“วันนี้อากาศอบอ้าว ข้าว่าท่านผู้บังคับการคงกระหายน้ำมิน้อย” นกสองหัวยื่นกุนติกาบรรจุน้ำเมาให้พัศดี
“ช่างรู้ใจคนแก่เสียจริงไอ้หนุ่ม” เฒ่าพัศดีหวัวร่อ
ชายหนุ่มทิ้งชายชราไว้เบื้องหลัง จงใจปล่อยให้มันได้ละเลียดสาโทผสมยาหมดสติไปทีละจอกทีละขัน
ไอ้หาญยืนอยู่อย่างเงียบเชียบและเฝ้ารอ จ้องใบหน้าแสล้มของชายหนุ่มตรงหน้าที่กำลังไขตรวนทั้งสี่ให้มัน แม้นไร้สายลมพัดผ่าน แต่ก็มีกระแสของแรงสั่งสะท้านที่จำรายออกรอบตัว ประหนึ่งแผ่ออกจากร่างของโขลญหนุ่ม
“เอ็งเคยบอกข้าว่ายามนี้เอ็งได้แฝงตัวเข้าไปอยู่ในหน่วยสาลิกาอย่างนั้นฤๅ” มหาเสนาปติกระซิบถาม แหงนหงายใบหน้าอันเต็มไปด้วยความเหี้ยมโหดขึ้น สูดลมหายใจ รูจมูกขยายกว้าง
ทว่าทันทีที่มันเป็นไทจากห่วงเหล็กสำหรับใช้จองจำ แข้งขากลับอ่อนแรง ยืนได้ไม่มั่นคง ไม่นานมันก็ทรุดฮวบ หัวเข่ากระแทกพื้นดังทึบ
โขลญผู้น้อยถลันเข้าไปพยุง ปากยังคงเม้มสนิท ไม่ได้ตอบคำ
“ดี มิอยากเชื่อว่าหลานของบานเมืองจักรู้ว่าควรก้มหัวให้ผู้ใด” ไอ้หาญแค่นเสียง “ไอ้พวกสมิงตัวอื่นๆ คงเชื่อว่าข้าดับสูญไปแล้วกระมัง พวกมันถึงได้ใช้ชีวิตอย่างใจเย็น รอคอยให้ทายาทเผ่าวิปริตมากุดหัวมันทีละคน”
“ตลอดระยะเวลาสามปี เหล่าสมิงต่างอ้างว่าพวกมันบริสุทธิ์ เชื่อว่าถูกผีห่าเข้าสิง มหาเสนาปติเล่นไสยเวททำให้พวกมันขาดสติ บังคับให้ต้องกระทำสิ่งเลวร้าย…”
“แล้วข้าจักทำให้พวกมันได้รู้ซึ้งถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของข้า” ไอ้หาญพูดเสียงเย็น ไม่ใส่ใจอาการตื่นตะลึงของโขลญหนุ่ม
“ท่านมหาเสนาหมายถึง…” โขลญตุ่นกระซิบถาม ไม่ยี่หระต่อเสียงล้มตึงของเฒ่าพัศดีด้วยฤทธิ์ยาที่แว่วให้ได้ยิน
เพียงเท่านี้หนทางก็เปิดโล่ง เพราะช่วงเทศกาลประดาเฉลาญ์ต่างแห่แหนกันไปกระจุกตัวอยู่ในสรุกเพื่ออารักขาความปลอดภัยอย่างที่พวกมันคาด
“ขรรค์พระพาย!” ไอ้หาญต่อคำ
รอยยิ้มแสยะกว้างของมันค่อยๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปากที่บิดเบี้ยวอย่างบรรดาทหารวิปลาสหลายนายที่มีจุดจบไม่ใคร่จะงามนักดังปรากฏในจารึก
อาการป่วยไข้เช่นนี้มีเพียงสาเหตุเดียวคือความลุ่มหลงในอำนาจจนจิตใจวิปริต
ไอ้ตุ่นรู้ดี…หลังจากนี้ไอ้หาญคงมุ่งหน้าหาขรรค์พระพายที่มันลอบเก็บงำไว้จากโปญผู้เยาว์ เพราะนั่นเป็นเครื่องสำแดงอำนาจเพียงหนึ่งเดียวที่มันมี
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 29 : ผีเสื้อ
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 28 : งำ
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 27 : คำมั่น
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 26 : จุมพิต
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 25 : รังสีอำมหิต
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 24 : ข้าวจี่
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 23 : มล้าง
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 22 : สุดสวาสดิ์
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 21 : สมิง
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 20 : พาโลโสเก
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 19 : ส่วย
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 18 : ภูเตศวร
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 17 : ศาลิครามศิลา
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 16 : โหมกูณฑ์
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 15 : ความหวัง
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 14 : เชื้อไข้
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 13 : รุ้งพราย
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 12 : พรานโจร
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 11 : หอสังคีต
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 10 : ผลึกเศษะ
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 9 : จตุรงค์
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 8 : ป้อมแดง
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 7 : เฒ่าเกิบ
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 6 : จันทบเพชร
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 5 : ประลัย
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 4 : ข้างนอก
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 3 : คู่ชีพิต
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 2 : สาลิกา
- READ หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 1 : อาตมัน
- READ หริณจันทร์กังสดาล : อาทิบรรพ