ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 1 : ซ่อน

ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 1 : ซ่อน

โดย : รังสิมันต์

ผมรักคุณ ผมฆ่าคุณ สุดยอดนวนิยาย Medical thriller แห่งปี จากปลายปากกาของ ‘รังสิมันต์’ ที่คุณอ่านแล้วจะต้องนับวันรอตอนต่อไปด้วยใจที่จดจ่อ… นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 1 –

เราทุกคนบนโลกนี้

ต่างก็อยู่ในชีวิตพัง ๆ ทั้งนั้นล่ะ

มันขึ้นกับว่าคุณนำเสนอมันแบบสวย ๆ ได้ไหม?

ของทุกอย่าง สินค้าทุกชิ้น  แม้จะเพิ่งผลิตเสร็จใหม่ ๆ จากโรงงาน มันก็มีจุดด่างพร้อย มีตำหนิได้ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง บ้างจาง บ้างก็ชัด

คุณก็มี ผมก็มี เราต่างก็มีตำหนิหมดทุกคน  ดังนั้นการมีตำหนิมันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย   แต่สิ่งสำคัญคือ  … เราจะ “ซ่อน” ตำหนินั้นอย่างไร

เพื่อให้เรา “ขาย” ส่วนที่เหลือให้คนอื่นได้

เราทุกคน ล้วนซ่อนบางส่วน เพื่อจะขายส่วนที่เหลือ

 

การซ่อนมีหลายวิธี วิธีที่ผมว่าคนทั่วไปเลือกคือ ทำอะไรดี ๆ ขึ้นมาให้มันเด่น คนจะได้สนใจสิ่งที่เด่นมากกว่าสิ่งที่เป็นข้อบกพร่อง แต่สำหรับบ้านผม ครอบครัวผม  เราเลือกวิธีการ “กลบ” ตำหนินั้นก่อนเป็นอันดับแรก และอันดับเดียว ไม่มีวิธีอื่น

“ลูกต้องมีพื้นที่เรียบๆ ก่อนที่จะสร้างสิ่งก่อสร้างสวยๆ”

แม่ผมเปรียบเปรยมันอย่างนั้น  แม่อุปมาว่าตำหนิ ในตัวเรา คือพื้นที่เป็นหลุมเป็นบ่อ เราต้องถม ต้องกลบ ปรับหน้าดินให้เรียบ เพื่อพร้อมสร้างสิ่งปลูกสร้างสวยงามบนนั้นต่อ

แต่ผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นหลุมบ่อ

ผมกลับคิดว่ามันคือ “กับระเบิด”​

 

การฝังมันลงไป เท่ากับถมหน้าดินทับกับระเบิดลงไปอีกที มันไม่ได้ผล ข้างบนพื้นดูเรียบดี แต่มันพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ  มันกลับยิ่งอันตราย  มันไม่ใช่ทางออกที่ดีเลย ผมเห็นตรงข้ามกับแม่

และผมเชื่อว่า ที่แม่เลือกวิธีการ “กลบ”  ไม่ใช่เพราะว่ามันเหมาะกับผมหรอกนะ  ผมว่ามันสะดวกกับแม่มากกว่า

 

การกลบ มัน ไม่ยุ่งวุ่นวาย ไม่ยาก สำหรับแม่ โยนภาระให้ผม แล้วก็จบ เพราะไอ้การ “กู้กับระเบิด” และทำให้พื้นที่นั้นปลอดภัยก่อนจะสร้างอะไรขึ้นมาน่ะ มันยาก

 

คุณต้องเหนื่อยทั้งกายทั้งใจ คุณต้องผ่านความเจ็บอะไรมากมาย และคุณทำมันคนเดียวไม่ได้หรอก คนรอบตัวต้องช่วยเหลือคุณ  แต่สำหรับการกลบ มันไม่ยาก โยนพลั่วให้แล้วบอกว่า กลบๆไปซะ

 

ตัวตน ความรู้สึก ตำหนิของเราก็เหมือนกัน  โยนคำพูดว่า “เก็บมันไว้ซะ” แล้วแม่ก็เดินออกไป ทิ้งให้เป็นการบ้านผมลงแรงเองเต็มๆ เพื่อกลบสิ่งนั้น

 

และยิ่งสิ่งที่คุณต้องกลบ เป็นสิ่งที่คนมองไม่เห็น …  ผมหมายถึง โรคทางจิตเวชน่ะ  มันยิ่งกลายเป็นภาระของผมเพียงคนเดียวจริงๆ ในการกลบมัน

 

ใช่ ผมเป็นโรคจิตเวช โรคที่มองไม่เห็นจากภายนอก ไม่มีความพิกลพิการอะไรให้คนอื่นเห็น  การกลบดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากเลย

 

ตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมรู้จักของแถมที่ได้มาจากแม่สุดแสนประเสริฐ  ผมก็ถูกสอนให้ “กลบ” มันไปซะ กลบให้มิด ปิดหน้าดินให้สนิท และทำตัวเหมือนคนปกติทั่วๆไป

 

“อย่าทำให้แม่ต้องลำบากใจมากกว่านี้เลยนะ กฤษ”

 

เอาจริงๆ แม่ก็ไม่ได้พูดคำนี้หรอกนะ แม่เลือกคำพูดที่ดีนุ่ม หวานกว่านี้มาก เลือกใช้มือข้างที่อุ่นที่สุดแม้จะไม่ใช่ข้างที่ถนัดแตะบ่าผมกดน้ำหนักกำลังดี เพื่อให้ผมรู้สึกอบอุ่นด้วยรักแท้จากแม่

 

แต่แววตาของแม่นั่นล่ะ ที่เป็นตัวพูดประโยคนั้น

มันชัดในทุกครั้งที่แม่มองผมเลยทีเดียว

 

แหม … แม่แสดงได้เนียนสนิทดีจริงๆ สมแล้วที่เป็นอดีตนักแสดงระดับรางวัล  เป็นครูสอนการแสดง  และเป็นโค้ชจิตวิทยา

 

“ตอนเรียนการแสดง อาจารย์สอนแม่ว่าสีหน้าคนเราถูกควบคุมโดยเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 เราสั่งการมันได้ถึง 70% อีก 30% สีหน้าเราจะแสดงโดยอัตโนมัติ

 

กฤษคิดดูสิลูก ตั้ง 70% เชียวนะที่เราควบคุมได้

 

คิดเสียว่าสีหน้าก็เป็นเสื้อผ้าแบบหนึ่งแล้วกัน เราเลือกเสื้อผ้าใส่ เราก็เลือกสีหน้าให้ตัวเองด้วย อย่าปล่อยให้มันออกไปแบบไม่ได้เตรียมตัว … รู้ไหม? สีหน้า คือเครื่องประดับที่มีเอกลักษณ์ที่สุด  แพงที่สุด ใช้ให้ฉลาด ใช้ให้คุ้ม ใช้ให้ดี”

 

ตอนผมฟังแม่พูด  ผมไม่รู้สึกเคลิ้มตามแม่เลยสักนิด แม่เลือกคำใหญ่ๆ เล่นระดับรัชดาลัย แม้แต่กับลูกชายคนเดียวของแม่

 

ผมว่านะ แม่คงปล่อยให้ตัวตนในการทำงานมาบดบังความเป็นแม่เสียหมดแล้ว แม่สอนผมยังกะแม่กำลังโค้ชลูกศิษย์

 

ผมไม่อิน …

คนที่ผมฟัง มีคนเดียวเท่านั้น

คือ หมอนิน จิตแพทย์ประจำตัวผม

 

จุดที่ผมได้เจอเขา คือจุดที่ผมได้ กู้กับระเบิด เอาจริงๆ มันยิ่งกว่าการกู้กับระเบิดอีกนะ หมอนินสอนให้ผมเก็บกู้กับระเบิด และเอาซากเหล่านั้นมาเปิดพิพิธภัณฑ์ให้คนชม

 

“กฤษ รู้จัก post it ไหมครับ?” นั่นคือครั้งแรกที่ผมเข้ารับคำปรึกษากับหมอนิน เขาถามผมด้วยคำถามที่ฟังแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับโรคผมเลย

 

“รู้จักครับหมอ”  ผมจำได้ว่าตอนตอบ ผมก้มหน้า  ตอนนั้นผมยังไม่เก่ง 70/30 ของสีหน้าแบบที่แม่สอน ดังนั้นวิธีการซ่อนสีหน้าของผมที่ดีที่สุดคือการ ก้มหน้า

 

“รู้ไหมว่ามันมีที่มายังไง?” หมอถาม แทนคำตอบ ผมส่ายหน้า

 

“นักประดิษฐ์คนหนึ่งของ 3M พยายามผสมกาวระดับซุปเปอร์ขึ้นมาให้ได้ แต่ปรากฏว่าเขาทำผิด สิ่งที่เขาได้คือ กาวที่ติดได้ไม่สนิท ติดอะไรไม่ได้เลย ติดแล้วลอก

 

เขาเอากาวที่คิดได้ไปปรึกษาเพื่อนว่าทำยังไงดี เพื่อนก็บอกว่าแย่แล้ว ใครจะซื้อกาวนี้กันเล่า เจ้านายได้ด่าตายแน่เลย กาวบ้าอะไร ติดอะไรไม่ได้ ติดแล้วลอก

 

แต่หลังจากนั้นสองปี …  บริษัท 3M ก็ออกผลิตภัณฑ์ post-it ออกมา เขาเอากาวที่ติดอะไรไม่ได้นี่ล่ะ มาเป็นตัวผลิต post-it ออกวางขาย  แล้วดูโลกเราตอนนี้สิ ไม่ต้องมองไกลก็ได้ อ่ะดูในสมุดหมอสิครับ”

ผมแทบไม่รู้ตัวเลยว่า ผมเผลอเงยหน้าขึ้นมาตอนไหน ตลอดเวลาที่หมอนินเล่าเรื่อง กาวที่ติดอะไรไม่ได้ จนถึงการสร้าง post-it ผมฟังเพลินจนเงยหน้าขึ้นมาตอนไหนก็ไม่รู้

หมอนินกางสมุดบันทึกให้ผมดู ในนั้นมีกระดาษ post-it แปะรุงรังไปหมด

เขายิ้มให้ผม  “กาวที่ใช้ไม่ได้ในวันนั้น กลายเป็นสิ่งสำคัญของคนหลายๆคนในวันนี้  รวมถึงของหมอด้วยครับ”  แล้วเขาก็ปิดสมุดบันทึก วางไว้ข้างๆ

“หมอว่าทุกคนมีรอยร้าวในตัว บางส่วนเห็น บางส่วนไม่เห็น บางส่วนอยู่ข้างนอก และบางส่วนก็อยู่ข้างใน คนญี่ปุ่นเวลาภาชนะมีรอยร้าว เขาเอาทองมายา ให้รอยมันชัด เพราะเขาเชื่อว่า  รอยร้าวนั่นคือเรื่องราว

เขาบอกเล่าเรื่องราวผ่านรอยร้าว  หมอว่ามันเป็นแนวคิดที่ดีนะ รอยร้าวไม่ว่าข้างนอกหรือข้างใน เราไม่จำเป็นต้องซ่อมโดยวิธีการซ่อนเราทำให้มันชัด เพื่อเล่าเรื่องราวของเราก็ได้นะครับ  กฤษว่าไง?”

ผมพยักหน้าช้าๆ  “ผมชอบเรื่องนี้”

 

หมอนินพยักหน้าตาม  “งั้นลองหาวิธีการให้รอยร้าวของเรา มันบอกเล่าเรื่องราวนะครับ เราจะได้รู้สึกว่ารอยร้าวมีคุณค่า และนึกขอบคุณมันในสักวัน จะได้เลิกเจ็บกับรอยร้าวเนอะ”

เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงที่คุยกับหมอนิน มันดียิ่งกว่าเวลาเกือบตลอดชีวิตผมที่คุยกับแม่ ผมรู้สึกว่า ความเฮงซวย ในชีวิตผมจบลงแบบจบจริงๆ จบแบบผมยังมีชีวิตด้วย

 

ก่อนหน้านี้ ทางเดียวที่ผมนึกออกคือจบชีวิตเท่านั้น   แม่เก่งนะ ให้ชีวิตผม แล้วก็ทำให้ผมรู้สึกอยากจบชีวิตตัวเองที่แม่ให้ ในเวลาสิบกว่าปีถัดมา

 

แต่หมอนินจบความเฮงซวยในชีวิตผมได้ ด้วยคำพูดไม่กี่ประโยค  และ post-it ที่อัดเต็มสมุดบันทึกของเขา

 

วันนั้นผมออกจากคลินิกจิตบำบัดของเขา เดินเข้าร้านเครื่องเขียน ซื้อ post-it เยอะสุดเท่าที่ร้านนั้นจะมีขายให้ผมได้  กลับบ้านและสร้าง  twitter account ชื่อ  @HPDstory

 

ผมจะทำตามที่หมอนินบอก  ผมจะเอาทองยาปิดรอยร้าว ให้มันชัด  เพื่อให้รอยร้าว เล่าเรื่องราวของมันเอง  แล้วผมเริ่มต้นเล่าเรื่องราวในทวิตเตอร์  ถ้าพวกคุณจำได้ ทวีตแรกของผมมันเริ่มต้นว่า …

 

/ผมเป็นโรค Hysterionic Personality Disorder  โรคที่ต้องการให้แสงไฟทุกดวง สายตาทุกคู่ ความสนใจจากทุกคน พุ่งมาที่ผม ดังนั้น ช่วยผมหน่อย ช่วย retweet ผมที ยอดรีทวีต มันช่วยรักษาผมได้ …. /

 

และหลังจากวันนั้น …

ผม ก็ โด่ง ดัง ด้วย รอย ร้าว ของ ผม

 

 

ไม่เข้าใจนะว่าทำไมคนชอบเสพหายนะกันจัง ยิ่งสิ่งที่ผมเล่ามีกลิ่นความหายนะมากเท่าไหร่ ยอดรีทวีตก็ยิ่งเยอะ บางคนโคว้ทไปบอกว่าเขาเองก็เป็น บางคนก็ส่งข้อความ มาเล่าเรื่องของเขาที่คล้ายกับของผมบ้าง  คือมันเยอะแยะน่ะ

ผมรู้สึกว่าอาการของผมดีขึ้น หลังจากที่เริ่มทำทวิตเตอร์อันนี้ และได้พูดคุยกับหมอนิน

หมอนินกลายเป็นแบบอย่างที่ผมอยากเดินตาม ผมเคยถามเขาว่าเป็นโรคจิตเวช เรียนหมอได้ไหม ผมอยากเป็นจิตแพทย์แบบเขา หมอนินบอกว่าได้ ถ้าผ่านการตรวจสุขภาพจิต ผมเองก็หวังว่าเมื่อถึงวันที่ต้องตรวจ ผมจะผ่าน

ผมจะเล่าปูเรื่องแค่นี้พอ เพราะคิดว่าพวกคุณเริ่มเข้าใจที่มาที่ไปแล้ว

ต่อไปนี้ ผมจะเข้าสู่เรื่องราวสำคัญแล้วล่ะ

 

ว่า ผม กับ พี่ภู  เจอกัน ยังไง0

ปกติแล้ว ผมจะไปเจอหมอนินวันพฤหัส  สัปดาห์เว้นสัปดาห์ เพื่อพูดคุย ทำจิตบำบัด ติดตามอาการ และรับยา ไม่มีเหตุผลว่าทำไมต้องจำเพาะต่อวันพฤหัส คือไปครั้งแรกวันพฤหัส หมอนัดทีละสองสัปดาห์ ก็เลยลงวันพฤหัส ทุกครั้ง

 

แต่วันนั้น  มีโทรศัพท์มาบอก เลื่อนนัดเป็นวันศุกร์ โชคดีมียาเกินไว้อยู่แล้ว ผมเลยไม่มีปัญหา สำหรับผมจะไปวันไหนก็ไม่ต่างกันหรอก ไปเองกลับเองอยู่แล้ว

 

แม่เลิกประกบพาผมไปหาหมอ  ตั้งแต่ผมรู้จักกับหมอนินนั่นแหละ เพราะกับหมอคนอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ผมอิดออดไม่อยากไปเสมอ  ยกเว้นกับคนนี้ แม่เลยวางใจ และ …  ไม่สิ อย่าใช้คำว่าวางใจเลยดีกว่า ใช้คำว่า เลิกใส่ใจแล้วกัน

 

อ่ะ วันศุกร์นั้น ผมไปหาหมอนิน  ถึงได้รู้ว่า ที่ต้องเลื่อน เพราะคลินิกมีการปิดซ่อมบางส่วน วันพฤหัสกองวัสดุก่อสร้างมันเต็มไปหมดจนไม่สามารถเดินผ่านไปได้ เลยเลื่อนเคสทุกเคสวันพฤหัสมาวันศุกร์

 

“น้องกฤษ เป็นเคสสุดท้ายของวันนะคะ”

 

คุณพยาบาลหน้าเคาน์เตอร์แจ้งให้ผมทราบ  ผมพยักหน้า ไม่มีปัญหา ระหว่างนี้ผมเล่นทวิตเตอร์รอไปได้ ยอดรีทวีตของเมื่อวานก็ขึ้นไปหลักหมื่นแล้ว ผมไล่ตอบคนที่เมนชั่นสนุก ๆ เพลิน ๆ รอหมอ

 

คนไข้ที่นั่งรออยู่ในห้องรอทยอย ๆ กันเข้าไปพบหมอนิน จนกระทั่งเหลือแค่ผมคนเดียว  ตอนแรกนึกว่าคิวถัดไปจะเป็นผมแล้วล่ะ

 

แต่พอถามพี่พยาบาล เขาบอกว่า ไม่ใช่ มีอีกเคสหนึ่งก่อนหน้าผม

 

และประตูคลินิกก็เปิด

มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาพอดี ….

 

กะคร่าว ๆ เขาคงแก่กว่าผมไม่กี่ปี น่าจะวัยมหาลัยไม่เกินปี 1 ปี 2 ดูดีเชียวล่ะ น่าจะเป็นเคสที่พยาบาลบอก  เพราะคุณพยาบาลหันไปทักทายเขา

 

“สวัสดีค่ะน้องภู  หมอนินตรวจอยู่เคสนึงพอดี น้องภูเข้าเป็นเคสถัดไปเลยนะคะ”

 

แล้วคุณพยาบาลก็หันมาทางผมอีกรอบ “ขอโทษด้วยนะคะน้องกฤษ แต่เคสน้องกฤษเนี่ย หมอนินอยากใช้เวลาเยอะหน่อย เลยขอเป็นเคสสุดท้าย  ให้น้องภูเขาตรวจก่อนนะ”

 

ผมพยักหน้า ก็อย่างที่บอก ผมไม่รีบ

ผมมีทวิตเตอร์ให้เล่นระหว่างรอได้

 

แล้วผมก็ก้มหน้าก้มตาเล่นทวิตเตอร์ สลับกับเล่นเกมบนมือถือต่อ

 

โอเค ยอมรับก็ได้ ว่าผมไม่ได้กลับไปเล่นทวิตเตอร์เลย  เหตุการณ์จริง ๆ คือผม ทำเป็น ยุ่งวุ่นวายกับมือถือ ประหนึ่งว่ากำลังเล่นทวิตเตอร์อยู่

 

แต่จริงๆแล้ว ผมแอบมองเขา

ผมแอบมอง คุณภู ที่เพิ่งเดินเข้ามา

 

เขาดึงความสนใจจากผมไปได้หมดตั้งแต่วินาทีที่เขาเดินเข้ามา  เขาอาจจะดูเป็นผู้ชายธรรมดาที่ดูดีในระดับที่ไม่ได้โดดเด่น แต่นั่นล่ะคือสิ่งที่ผมชอบ  คนที่ดูดีแต่ไม่ต้องโดดเด่น

 

ผมชอบความสูงของเขา จังหวะในการเดิน การค้อมศีรษะนิด ๆ เวลาเดิน เหมือนกับเป็นคนที่ไม่มั่นใจในความสูงตัวเอง ผมชอบที่เขานั่งปุ๊ป ก็ก้มหน้าปั๊ป ไม่ยุ่งกับมือถือไม่หยิบอะไรมาอ่านทั้งสิ้น แค่นั่งก้มหน้าเฉย ๆ

 

ผมนึกสงสัย ภู นี่… มาจากไหน?  หมีพูห์เหรือ หรือว่าย่อมาจากชื่อจริง? ภูวนารถ ภูพิงค์ ภูเขา ฯลฯ ผมสงสัยว่าเขาเป็นอะไร ทำไมถึงต้องมาหาหมอนิน ผมสงสัยว่าเขามีชีวิตยังไง  เขาจะรู้ไหมว่าเขาดูมีเสน่ห์มากสำหรับผม

 

ผมสงสัยว่า เขามีแฟนหรือยัง …

 

เอาล่ะ มาถึงช่วงคำถาม คุณว่าห้วงเวลาแบบไหนดีที่สุด ?

ห้วงเวลาแบบไหน ที่ทำให้เราหัวใจเบิกบานได้มากสุด ?

 

สำหรับผมคือ .. วินาทีที่เราแอบมองเขา

แล้วก็เห็นว่า ที่จริงแล้ว เขา ก็ แอบ มอง เรา กลับ

 

ใช่ครับ  คุณภู แอบมองผมกลับด้วย

 

ตอนเราสองคนสบตากัน ครั้งที่หนึ่ง  ผมนึกว่ามันคงแค่บังเอิญ  แต่ผมรีบหลุบสายตาลงทันที กลัวว่าเขาจะหาว่าผมเสียมารยาทที่มองเขาแบบแทบจะทะลุทะลวง  แต่แป๊ปเดียว ผมก็ค่อยๆแอบเหลือบตาจากมือถือมองเขาอีกที

 

คราวนี้ สายตาเราประสานกันจริงๆ

 

เขาแอบมองผมอยู่เหมือนกัน ผมเผลอตัวกึ่งยิ้มกึ่งหัวเราะ ก็ช่วยไม่ได้นี่นา เวลาที่หัวใจเราเบิกบานเพราะช่วงเวลาดีๆ มีใครต้านทานไมให้แสดงออกทางสีหน้าได้บ้างกันล่ะ แม่ก็บอกนี่นาว่า 30% ของสีหน้าเราควบคุมไม่ได้ มันต่อจากสมองโดยตรง

 

ผมจ้องตาเขากลับ แล้วยิ้ม  เขาก็ยิ้ม ตอบให้ผมเหมือนกัน

 

ผมหันหน้าหนีนิดนึง ก็คนมันเขินนี่นา  เขาก็ก้มหน้าลงแต่ยิ้มมากขึ้นกว่าเดิมอีก  ผมคิดว่าเขาก็เขินไม่ต่างกับผมเหมือนกัน  เราต่างคนต่างหันกลับมาสบตาอีกครั้ง  เขาพยักหน้าช้ ๆ แล้วยิ้มอีกที  ผมเม้มปากก่อนจะคลี่ยิ้มตามมา

 

โอ้ยยยย มันเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่โคตรดีเลยล่ะ  ดีจนกระทั่งตอนนี้ที่ผมเขียนเล่ามัน  ผมยังอดยิ้มกับตัวเองไม่ได้เลย

 

คิดย้อนกลับไปถึงวันนั้น .. มันดีจริงๆนะ  ท่ามกลางความเงียบของห้องรอตรวจ ขณะที่คุณพยาบาลมัวแต่ก้มหน้ากับเอกสาร มันคือการเจอกันครั้งแรกของเรา มันคือการเจอกันแบบ อย่างกับในหนัง

 

เราสองคน ผมกับภู  โซฟาสองฟากของห้องตรวจ คนหนึ่งนั่งซ้าย อีกคนนั่งขวา เราสื่อสารกัน ผ่านบรรยากาศความเงียบนั้นด้วยภาษาของการสบตา

 

เหมือนเราต่างคนต่างรอว่า … ใครกันนะ  ที่จะเป็นฝ่ายเอ่ยปากทำลายกำแพงความเงียบลงไปก่อน

 

ผมพยายามใช้สายตาสื่อข้อความว่า

“คุณพูดก่อนสิ ผมเขินนะเว้ย”

 

ไม่รู้ว่าเขาจะเข้าใจไหม แต่ดูเหมือนว่ามันจะสื่อสารไปถึงเขาได้ เพราะสายตาที่เขาส่งกลับมาหาผม เหมือนมันกำลังบอกว่า

 

“ผมก็เขินนะ เขินกว่าคุณด้วย”

 

ไม่รู้ว่าผมมโนคิดไปเองไหม?

แต่ผมว่าเขาพยายามจะบอกอย่างนั้นจริงๆ

 

“งั้นผมทักคุณก่อน คุณโอเคไหมอ่ะ?”​

ผมส่งสายตาพร้อมความนัยกลับไปอีกครั้ง  หวังว่าเขาจะเข้าใจ

 

เขาอมยิ้มนิดๆ แล้วพยักหน้า ผมเผลอกัดริมฝีปากด้วยความเขิน เอาล่ะวะ ผมเริ่มเองก่อนก็ได้ ไหนๆก็ไหนแล้ว

 

“น้องภูคะ เข้าห้องตรวจได้แล้วค่ะ”

 

กลายเป็นว่า คนชิงตัดบททุกอย่างคือคุณพยาบาล คุณภูเหมือนจะสะดุ้งนิดๆตอนโดนเรียกชื่อ แล้วก็ลุกออกจากโซฟาเดินตามคุณพยาบาลไปเข้าห้องตรวจราวกับต้องมนต์

 

ว้า … ชั่วโมงต้องมนต์จากไปแล้วใช่ไหม?

 

ผมนึกตำหนิตัวเองที่ปล่อยให้เวลาสามสี่นาทีเมื่อกี้นี้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์  นี่ถ้าเขินน้อยกว่านี้อีกนิด แล้วกล้าทักเขาเสียทีแรกนะ ป่านนี้ได้แลก IG กันไปแล้ว ตอนนี้คงทำได้เพียง  มองส่งเขาเดินเข้าห้องตรวจ  แล้วกลับไปเขียนเรื่องนี้ลงทวิตคืนนี้

 

ประตูห้องตรวจเปิด  ผมยังคงมองส่งภูที่เดินเข้าไป  เขาหยุดครู่หนึ่ง แล้วหันกลับมาสบตาผม …  แล้วก็ยิ้ม

 

หัวใจของผมพองโต  ในขณะที่ผมกำลังจะยิ้มตอบ  ปากผมกำลังจะขยับบอกว่า “รอหน่อย”

 

ประตูห้องตรวจก็ปิดเสียก่อน …

 

ฉับพลัน ทุกอย่างกลับมาสู่สภาวะปกติ เหมือนตอนก่อนที่ภูจะเดินเข้ามา ผม มือถือของผม คุณพยาบาลเคาน์เตอร์ และความเงียบ

เหมือนเดิมเป๊ะๆ  แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือความรู้สึกของผมเอง

 

ผม อยาก รู้ จัก เขา

ผม อยาก รู้ จัก ภู

 

Don`t copy text!