ข้ามมหาสาคร บทที่ 12 : รักรุม

ข้ามมหาสาคร บทที่ 12 : รักรุม

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 12 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เพียงแต่ก้าวเข้าประตูบานทึบ ลงบันไดสองขั้น คณะของผู้มาใหม่ต่างก็ตื่นตะลึงในห้องขนาดกะทัดรัดที่ตกแต่งด้วยม่าน หมอนแพร แลเบาะนั่งมีดอกลายสีเงินแลสีทอง ครั้นเจ้าของเรือเปิดประตูที่อยู่ปลายสุด ก็พบอีกหนึ่งห้องค่อนข้างกว้าง พรั่งพร้อมด้วยม่านลายดอกเหมยสีชมพูทอดช่อบนพื้นไหมสีนวล ชวนให้ห้องทั้งห้องใสสว่าง ด้วยว่ารอบข้างผนังไม้ กรุด้วยไหมเนื้อดีสีทองจาง

“เชิญขอรับใต้เท้า เชิญลูกชายลูกสาวของท่าน เชิญคุณตา….นี่คือห้องรับแขกของเรือลำนี้ขอรับ ดื่มชาแล้ว กระผมจะขอเชิญท่านชมห้องข้างล่างกับชั้นบนอีกที”

หลวงประกาศบุรีจึงชมเชย

“นี่ฝีมือใครจัดแต่งให้ สวยมากจริงๆ”

“เป็นฝีมือช่างเมืองเซี่ยงไฮ้ขอรับ เราจ้างเขาเมื่อปีที่แล้ว…ก่อนหน้านี้ เรือก็เป็นไม้เกลี้ยงๆ ไม่เหมาะสำหรับรับแขกที่บางทีก็จำเป็นขอรับ”

“มีฝรั่งด้วยหรือไม่” คุณหลวงถามไถ่ขณะสายตาแลดูลูกเรือนำกาดินเผาสีน้ำตาลพร้อมถ้วยลายครามครบคนวางมาบนถาดลายครามใหญ่รูปรี “เจ้าซื้อสินค้าฝรั่งไปขายเมืองจีนบ้างไหม”

“ซื้อขอรับ จำพวกผ้าขาวเนื้อดีของอังกฤษ ผ้าดอกขัดมัน เครื่องแก้วเจียระไน” เหมืองเล่าอย่างร่าเริงไม่ปิดบัง พลางก็เหลือบมองดวงหน้าสาวน้อยผู้นั่งห่างออกไป เยื้องนิดๆกับสายตา ครั้นแล้วจึงรินชาใส่ถ้วยส่งให้คุณหลวงอย่างอ่อนน้อม ต่อจากนั้นจึงรินให้ดาบ ด่าน ด้าว จนมาถึงดูรา

แต่ลูกบุญธรรมของคุณหลวงบอกเขา

“ไม่ต้องรินให้อิฉันดอกค่ะ อิ่มมาแล้ว”

“ถ้าเช่นนั้นก็รับประทานกล้วยฉาบขอรับ ชอบหรือไม่”

“รับทานได้ แต่เวลานี้อิ่มแล้วอย่างที่บอก”

เหมืองเพียงแต่ยิ้มพรายโดยมิได้คะยั้นคะยอ

ครั้นแล้วจึงเล่าต่อไป

“นอกนั้นก็มีปืนขอรับ”

“อ้อ…เช่นนั้นรึ”

“ขอรับ กระผมซื้อปืนจากอังกฤษค่อนข้างมาก เพราะต้องใช้คุ้มกันกองเรือ” บุรุษเชื้อจีน…สยาม…มลายูบอกกล่าว “อย่างปืนคาบศิลา ก็ต้องใช้มากขอรับ…เอามาติดตั้งเตรียมพร้อมด้วย แลก็ต้องเก็บไว้เผื่อฉุกเฉินด้วย ไม่เช่นนั้น ถ้าเกิดถูกโจมตี อาจมิทันการ”

“ใครโจมตี”

“ที่เกรงอยู่ก็คือโจรสลัดขอรับ” อีกฝ่ายตอบ หากก็ไร้ทีท่าพรั่นพรึง

“แต่มันคงกลัวเจ้ามากกว่า”

“กระผมกะถล่มมันให้ตายดับไปทั้งรัง…ทุกรังของมันเลยละขอรับ” เหมืองตอบด้วยแววสนุกในดวงตา หากมิวายตวัดมองดวงหน้าสาวน้อยเป็นระยะ

“แต่ข้าว่า ห่างๆพวกมันไว้ดีกว่า รบรากะมันไปก็หาประโยชน์ใดไม่ได้ นอกจาก…”  คุณหลวงย้อนตอบพลางคำนึงถึงความหลังครั้งเมื่อสูญเสียเพื่อนรักไปอย่างน่าเสียดาย “ถ้าเราชนะ…มันถอยล่าไปก็แค่ถอยไป ถึงเราชนะ แต่ก็คงเสียหายไม่ใช่น้อย…แล้วถ้ามันชนะ…ทีนี้ละก็เรื่องใหญ่ ถึงเราหรือคนของเราไม่ตาย แต่มันก็คงบังคับเอาข้าวของในเรือไปเกลี้ยง รวมทั้งปืนผาหน้าไม้ที่มันเองก็อยากได้ นี่ก็ยังไม่รวมสินค้ามีราคาที่เราอุตส่าห์เอาไปขายหรือไม่ก็ซื้อมาขาย มันมีแต่วอดวายทั้งนั้น”

“จริงของท่านขอรับ” เหมืองเห็นด้วยโดยดี

“การรบพุ่ง ไม่ว่าใครกะใคร ก็หาดีไม่ได้แต่ไหนแต่ไรมา”

“แต่ใต้เท้าก็คงเห็น” เหมืองเว้นระยะนิดหนึ่งจึงเอ่ยต่อ “เพลานี้อังกฤษกะพม่าก็รบกันอยู่มิใช่หรือขอรับ การที่เขาส่งทูตเข้ามาคราวนี้ ทุกคนก็คงรู้ดีอยู่แล้วว่าคงมาเอาประโยชน์ของเขา”

“เราก็ต้องคอยดูคอยฟังอย่างไรเล่าว่าเขาจะมาไม้ไหน” คุณหลวงพูดเชิงปรามให้ใจเย็น “ไม่ได้ประโยชน์อันใด ใครเล่าจะมา”

“กระผมจะคอยดูท่าทีเจ้าเมืองนครฯ” เหมืองเอ่ยพร้อมสีหน้าอย่างหนึ่ง คือทำท่าเป็นผู้รู้

กันตังยืนอยู่หัวเรือ แลดูแคนนูของเจ้าเมืองที่มาส่งจนลับตา ครั้นแล้วจึงหันไปทางขวา แลเห็นกำปั่นสามเสาแลสองเสากับเรือเร็วลอยนิ่งไกลออกไป ดูเกลื่อนกล่นอยู่บนผืนน้ำกว้างที่เมฆสีเข้มกำลังลอยคว้างด้วยลมอันแรงขึ้นเป็นลำดับ…จนกะลาสีที่มาด้วยกันชวนอ้อมไปท้ายเรือ หลบเข้าไปภายใต้หลังคาที่มีห้องหับสำหรับลูกเรือพักอาศัยแทนท้องเรือที่เหลือที่ทางไม่มาก พอให้กะลาสีได้เบียดกรอพักนอนท่ามกลางอาวุธยุทโธปกรณ์แลสินค้าที่ขนเข้ามาขายแลขนออกไปจำหน่ายเที่ยวแล้วเที่ยวเล่า

มิเหมือนห้องชั้นบนอันตกแต่งพริ้งเพราราวกับวังเจ้านาย

มาถึงบัดนี้ เพียงแววตาท่าทางกรุ้มกริ่มยิ้มหัวก็รู้แล้วว่าตัวเจ้าของเรือหมายปองสาวรุ่น

อันเป็นเหตุให้เขาเร่าร้อนระอุอุ่นขุ่นขึ้งจนแม้นั่งหรือยืนก็พลุ่งพล่าน จนลูกเรือมลายูผู้กรรเชียงท้ายเรือด้วยกันวันวานแลวันนี้ถามไถ่

“มึงเป็นใดไป จึงดูกระสับกระส่ายชอบกล”

“ก็…ก็คิดถึง…เอ้อ…น้อง…”

“มากินข้าวกันก่อน เรื่องอื่นไว้ทีหลัง กูหิว” อีกฝ่ายบอกตรงๆพลางขอข้าวโปะด้วยไข่ต้มคนละฟองกับเศษปลาเค็มมากินอย่างเร็วถึงสองชาม ดื่มน้ำตามพลางตบท้อง “ไงๆก็ขอให้นายกลับไว กูจะได้ไปเติมอีกสองชาม”

กันตังก็กินไปอย่างนั้น พอให้กระเพาะเต็ม เนื่องด้วยเห็นแล้วว่า อาหารการกินในเรือจีนไม่บริบูรณ์เหมือนเรือคุณหลวง

ครั้นแล้ว ก็จริงดังคาด

หลวงประกาศฯนั่งจิบชาจนหมดสองถ้วยก็ขอตัวกลับ

“ขอข้ากลับไปงีบสักหน่อยดีกว่า เมื่อคืนคงผิดที่ก็เลยไม่ค่อยจะหลับ”

“จริงขอรับ กระผมเองก็หลับๆตื่นๆ” แต่ผู้พูดหาได้เล่าไม่ว่า อาการหลับไม่ลงนั้นเกิดจากเหตุอันใดถ้ามิใช่เหตุเพราะโดยพลันที่ปิดเปลือกตา กลับมีดวงหน้านางลอยผ่านมาติดตรึงเสมือนหนึ่งยั่วเย้าทั้งๆตั้งแต่ก้าวขึ้นจากเรือเมื่อบ่ายจนได้สบตากัน ก็ไม่มีท่าว่านางจะยิ้มแย้มแช่มชื่นให้ตื่นเต้นแต่อย่างใด

“งั้นก็กลับกันได้แล้วใช่ไหม เซปา”

“ขอรับใต้เท้า”

ดาบแอบถอนหายใจยาวอย่างโปร่งสบาย…ขืนค้างคืนในเรือของหมอนี่ แลเห็นวี่แววเจ้าชู้ในตามัน จะอดกลั้นได้เพียงใดยังไม่รู้

เมื่อก้าวตามกันลงมาบนบันไดเชือกจนได้นั่งในเรือแคนนูของตนเอง โดยเหมืองจะลงเรือของเขาตามมาในมิช้ามินาน

แม้กระทั่งตาปันจังก็โล่งอก

แต่กัปตันเซปามีสีหน้าเปลี่ยนไป

ดูเหมือนจะกระอักกระอ่วนใจมิใช่น้อย

ด้วยว่าเมื่อคืนเหมืองกระซิบ

‘ถ้าฉันจะขอน้องดูรามาเป็นเมีย พี่ว่าคุณหลวงจะขัดข้องหรือไม่’

เขาจึงได้แต่ตอบไปว่า

‘ฟังแล้วก็ถึงสะดุ้งแปดตลบเลยนะเหมือง’

อีกฝ่ายก็ได้แต่หัวเราะ…ด้วยน้ำเสียงทรนง

‘เป็นยังไงงั้นรึ ไม่คู่ควรหรืออย่างไร’ เขายังเอ่ยถามแกมเยาะ

ขากลับนี้ กัปตันจึงเงียบไปจนคุณหลวงไต่ถาม

“เจ้าคงเป็นห่วงเรื่องอังกฤษส่งทูตเข้ามาละซีนะ”

อีกฝ่ายกำลังมีกังวลเกี่ยวกับเพื่อนของเขา เกรงว่าจะพูดเรื่องส่วนตัวในมิช้า ยังมิรู้ว่าบิดาฝ่ายหญิงจะว่ากระไร จะพอใจหรือไม่

เมื่อคุณหลวงไพล่ไปถามเรื่องราชการ กัปตันจึงชื่นบานขึ้น ก็รีบตอบ

“ห่วงไม่มากดอกขอรับ…เพราะทราบอยู่แล้วว่าวันใดวันหนึ่งเขาต้องมา”

“จริงขอรับ” ตาปันจังพยักหน้า ด้วยว่าเข้าใจความเมืองเรื่องยากเป็นอย่างดี ในอายุใกล้เต็มหกสิบในปีหน้าจะว่าไปแล้วก็ผ่านเหตุการณ์ต่างๆตลอดรัชกาลที่ 2 อย่างเต็มที่ นับตั้งแต่สมัยพระเจ้าปะดุงยังไม่สิ้นพระชนม์โน่นแล้ว โดยพระองค์มักจะทรงทำศึกเพื่อขยายพระราชอาณาจักร จึงครั้งนั้นก็ยกกองทัพมาตีเมืองถลางแลชุมพร

ตาปันจังสมัยนั้นยังอยู่ถลาง เป็นศิษย์โปรดของพระเถระผู้ใหญ่ จึงพากันหอบหิ้วหลบหนีเตลิดขึ้นมาจนถึงตะกั่วทุ่ง จนกระทั่งศึกพม่าสงบ พาพระเถระกลับไปส่ง ครั้นแล้วจึงย้อนกลับมาอยู่เมืองนั้นอีก ลูกสาวนามว่าเทียนจึงได้แต่งงานกับชายหนุ่มเชื้อสายจูเหลี่ยนามว่าอิน ผู้ขยันขันแข็งแกล้วกล้า ได้รับพระราชทานราชทินนามว่าขุนเทพอักษร ผู้ช่วยดูแลกำกับการเกี่ยวกับสินค้าที่ส่งออกจากเขตปกครองตะกั่วทุ่ง ซึ่งส่วนใหญ่คือดีบุก

กันตังผู้กรรเชียงหัว ณ บัดนี้ กลับหายขุ่นมัวดังปลิดทิ้ง

แต่สิ่งหนึ่งที่ผิดคาด นั่นก็คือ

คุณหลวงมิได้เอ่ยถึงเจ้าของกองเรือนามว่าเหมือง แม้แต่หนึ่งคำ

Don`t copy text!