ข้ามมหาสาคร บทที่ 30 : รอบเกาะ

ข้ามมหาสาคร บทที่ 30 : รอบเกาะ

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 30 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

บ้านนายกองเรือจีนสร้างด้วยไม้สักทองหลังใหญ่ โอ่อ่าที่สุดในหมู่บ้าน ปลูกสร้างอย่างแข็งแรงท่ามกลางบ้านเล็กเรือนน้อย แม้กระทั่งบ้านของคุณหลวงผู้ดูแลเกาะ ก็ยังเล็กกว่าบ้านนายกองเรือ…มีทั้งหมดไม่เกิน 20 หลังคาเรือน เมื่อเปรียบกับก่อนที่พม่าจะเข้ามาบุกรุกย่ำยี ครั้งนั้นสิที่มีไม่ต่ำกว่า 80 หลังคาเรือน

จึงทำให้เกาะทั้งเกาะดูทรุดโทรมลงไปเป็นอันมาก แม้จะอุดมสมบูรณ์ด้วยผืนแผ่นดินที่สามารถปลูกเครื่องเทศ พริกไทยรวมทั้งผลไม้หลากหลายพันธุ์แลพืชผักได้ดีก็ตาม

ภูเขารอบเกาะสูงพอประมาณ ส่วนที่ลาดต่ำลงไปเป็นหุบเขายังคงได้รับการทะนุบำรุงดูแลเป็นอย่างดีสำหรับใช้เพาะปลูก แม้กระทั่งกาแฟแลข้าว เนินดินใกล้ปากอ่าวที่ครั้งหนึ่งเคยโล่งเตียน เนื่องจากใช้ปลูกต้นผลไม้ บัดนี้กลับกลายเป็นป่ากว้าง แม้กระนั้นก็ช่วยให้ดีวิเศษตรงอากาศโปร่งเบาสดชื่นพรั่งพร้อมด้วยธารน้ำเล็กใหญ่ไหลรินแลน้ำพุผุดพราว ทุกภูผาสูงต่ำรอบหมู่บ้านจึงนำแม่น้ำหลายสายแต่ไม่ใหญ่มากมาสู่ชาวประชาแห่งท่าเรือ

“พรุ่งนี้ กระผมจะพาคุณหลวงไปแวะเยี่ยมคุณหลวงบำรุงผู้ดูแลเกาะสักหน่อย แล้วถึงจะพาไปดูรอบๆเกาะจะได้เทียบสมัยนี้กับเมื่อปีก่อนหน้าที่ท่านเคยมาขอรับ” เหมืองเชื้อเชิญพลางเดินหายเข้าไปในเรือน หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจก็จูงมือสตรีวัยหกสิบกว่ากับหญิงอีกสองสามคนออกมาทำความเคารพผู้มาใหม่ผู้บัดนี้นั่งลงบนพรมยาวที่มีเบาะกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มวางเรียงไว้ แลดูเป็นมันกลางแสงไฟ แวดล้อมด้วยคณะที่ดูเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า “นี่แม่กระผม นี่พี่สาวสองคนกับน้าอีกสองขอรับ”

พี่ของเหมืองสองคนเว้นแม่กับน้าท่าทางเป็นคนสามเชื้อชาติคล้ายเหมือง…ต่างก็ยิ้มๆหลังจากนบไหว้แล้ว ผู้เป็นแม่เพียงแต่เอ่ยสั้นๆ

“พักผ่อนนอนหลับกันตามสบายนะจ๊ะ”

ครั้นแล้วจึงขอตัวกลับออกไป ปล่อยให้ลูกชายคนเดียวจัดการกับแขกของเขาที่เมื่อคืนคนเดินสารนำจดหมายมาทางเรือเร็วแวะส่งไว้ให้แม่ช่วยจัดที่นอนสำหรับต้อนรับเศรษฐีเจ้าของเหมืองดีบุกคนสำคัญพร้อมด้วยอาหารการกินมิตกหล่น

“เชิญใต้เท้ากับน้องๆ คุณตากับกัปตันรับทานขอรับ คงหิวกันมากโข”

จึงต่างก็ลงมือกินอาหารตามคำเชิญชวนอย่างหิวจัดแลอ่อนล้า…จนกระทั่งอิ่ม ล้างมือในชามทองเหลือง เช็ดกับผ้าแดงใหม่เอี่ยมที่พับวางไว้ข้างๆ

“อาหารจีนอร่อยทุกอย่าง” คุณหลวงชมเชย

“ชอบกับข้าวไหมขอรับน้องๆ” เหมืองถามไถ่

ทุกคนต่างก็พึมพำว่าชอบมาก

ขณะตอบ ดาบก็ได้แต่มองข้ามสำรับไปยังหัวบันได

แต่แลไม่เห็นทั้งพี่ชายน้องสาวคู่นั้น

หากก็มิกล้าปริปากว่ากระไร

“แล้วนี่กระผมก็จะพาใต้เท้าไปดูห้องพักขอรับ ห้องพักแขกที่ต้องเตรียมไว้นี่ ไม่ทราบว่าจะสบายพอหรือไม่” ครั้นแล้วเจ้าของบ้านก็ลุกขึ้น นำหน้าพาอาคันตุกะเข้าประตูซ้ายมือที่เมื่อก้าวเข้าไปก็พบห้องกว้างพอประมาณ ตกแต่งด้วยม่านบางเบาสีขาวนวลทั้งสองช่องหน้าต่างที่บัดนี้เปิดกว้าง มีลมเบาผ่านเข้ามาพาม่านที่ขึงไว้ทั้งบนแลล่างโป่งน้อยๆ สุดริมห้องด้านขวาตั้งตั่งไม้ยาว ปูเบาะหนาเท่าความยาวของตั่ง พร้อมหมอนแลมุ้งบางเบาด้วยผ้าเนื้อดีพิเศษของอินเดีย ประตูมุ้งที่แหวกออกทั้งสองข้างเกี่ยวด้วยของดงามทำจากกระดองกระทะเลสยาม ข้างหัวเตียงวางอ่างแก้วเจียระไนของอังกฤษบรรจุน้ำฝนใสสะอาด พร้อมแก้วเนื้อเดียวกันสำหรับตักน้ำดื่มยามกระหาย ปลายเตียงวางโถเคลือบสีขาวสำหรับบรรเทาทุกข์เบาๆ พร้อมอ่างเล็กบรรจุน้ำ

คุณหลวงจึงได้แต่พึมพำ

“นี่เท่ากับมาทำให้นายเหมืองลำบาก”

“โอย…ไม่ลำบากใดเลยขอรับ…ห้องที่น้องๆนอนรวมกันสี่คนก็กว้างมาก นั่นใช้สำหรับหลายคนขอรับ…ส่วนห้องน้ำมีข้างล่างอีกห้อง ให้กะลาสีของกระผมพาไปได้เลย มันจะนอนเฝ้าอยู่ใต้ถุนขอรับ”

“แล้วลูกสาวฉันเล่า เอานางไปไว้ไหน” ในที่สุดผู้เป็นพ่อก็เอ่ยถาม “กายีเฝ้าอยู่หรือไม่”

“กายีกับกันตังกินข้าวเสร็จก็คงไปบ้านมันแล้วกระมังขอรับ” เหมืองยิ้มพราย ซ่อนนัยไว้นิดหนึ่ง ซึ่งคุณหลวงมิทันแลเห็น

“ถ้าเช่นนั้น ฉันขอออกไปเจอลูกสักประเดี๋ยว” คุณหลวงทอดเสียงคล้ายมิกังวล เก็บซ่อนความร้อนรนในใจได้ฉับพลัน

“ได้ขอรับ” พลางเหมืองก็พาแขกพิเศษแห่งค่ำคืนกลับออกมา จึงพบว่าบนยกพื้นที่ปูพรมสำหรับวางภาชนะ บัดนี้ว่างเปล่า เหลือแต่พื้นกระดานแผ่นใหญ่ขณะแสงจากดวงเทียนหลายแท่งภายในโคมแก้วเจียระไนเบื้องบนส่องกระทบลงมาเป็นเงามัน

ไม่มีผู้ใดอยู่ ณ ที่นั้น นอกจากทาสชายร่างกำยำสองคน

“แล้วนี่ไปไหนกันหมด” เหมืองไต่ถาม

“ตามกันไปส่งแม่นายหลังเรือนขอรับ”

“อ้อ…งั้นรึ”

“แล้วผู้หญิงที่มาด้วยกันอีกคนล่ะ” คุณหลวงจึงปริปากอย่างห่วงใย

“ก็ไปด้วยกันขอรับ…กะพี่ชายมันด้วย”

“อ้อ…ดีมาก” เจ้าของเรือนจำต้องพลอยพยักหน้าทั้งๆแทบจะเรียกสองพี่น้องมาฟาดกบาลสักตั้ง หากก็ต้องยั้งโทสะเอาไว้ขณะหันมากล่าวต่อ “กระผมนึกว่าสองคนนั่นมันคงเป็นห่วงแม่จนรีบไปน่ะขอรับ”

แต่ถึงอย่างไร คุณหลวงก็หาได้พอใจไม่

เหตุไฉนจึงพาลูกสาวเข้าไปอยู่เรือนในอันแสนจะลับตา

“แล้วลูกชายฉันอีกสามคนเล่าพ่อเหมือง” หลังจากเก็บความขุ่นเคืองไว้ได้ จึงไต่ถามสืบไป

เหมืองก็เลยต้องแค่นหัวเราะออกมา

“ท่านถามหาลูกแบบนี้ เหมือนไม่ไว้ใจกระผมนะขอรับ” ทีท่าที่เปล่งเสียง แม้เจ้าตัวจะคุมไว้ได้ หากก็ฟังแปร่งปร่าจนคุณหลวงรู้สึก จึงรีบกล่าวแก้

“ไม่ใช่เลยเหมือง ไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย ไม่อย่างนั้นจะยอมให้เจ้าพามาค้างคืนบ้านที่ไม่เคยมาดอกรึ”

“ขอบพระคุณใต้เท้าที่กรุณาขอรับ” อีกฝ่ายก็เลยพนมมือ พาเดินอ้อมยกพื้นกว้างด้านหน้าไปสู่เรือนอีกหลังที่อยู่ด้านข้าง เชื่อมต่อด้วยชานใหญ่ คล้ายบ้านคุณหลวงที่ตะกั่วป่า

ทันใดนั้นก็แลเห็นสองพี่น้องยังคงนั่งอยู่บนยกพื้นหน้าชานที่ลึกเข้าไปที่มีห้องทั้งใหญ่แลเล็กต่อกัน

มีเสียงดังลอดออกมา

นั่นเอง คุณหลวงจึงคลายอาการหวาดวิตก

ขณะที่เหมืองนัยน์ตาขุ่นเพราะแท้จริงแล้วเขาก็อนุญาตแกมผลักใสก่อนจะพาคุณหลวงไปดูห้อง

‘มึงสองคนรีบไปดูแม่ซะไป๊ เดี๋ยวถ้าท่านถาม กูจะบอกให้เอง’

ทั้งพี่แลน้อง ก็ได้แต่นึกชังน้ำหน้านายกองเรือที่พูดจาราวกับเขาเป็นไพร่ทาสของมัน

คงเป็นเพราะเข่นเขี้ยวมาตั้งแต่ตอนซื้อปืน

“คุณพ่อ” พอดีดาบโผล่ออกมาพร้อมยิ้มติดริมฝีปาก ขณะที่คุณหลวงเอ่ยถามทันใด

“น้องอยู่ห้องไหน”

“ห้องถัดไปนี่เองคุณพ่อ ใช่ไหม กายี กันตัง”

“ขอรับ”

“เรียกออกมาซิ”

“ขัดประตูซะแล้วละมังขอรับ” เหมืองพลันสวนออกไปคล้ายเหน็บแนมนิดๆ “รับรองเลยขอรับ บ้านกระผมนี่มิดชิดมาก ยิ่งแขกผู้หญิงก็ยิ่งคอยระวังทุกยิบตา”

ด้านหลังเรือนใหญ่คือทุ่งนาปนป่าโปร่ง ทะลุไปถึงแม่น้ำแลภูเขาไม่สูงนัก ขนาบด้วยที่ราบแผ่ออกไปตามแนวยาวของตัวเกาะซึ่งเมื่อลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดจัดเข้าหาฝั่งทะเล จึงช่วยให้มีฝนไม่ขาดสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งครึ่งหลังเดือน 7 ถึง ครึ่งแรกเดือน 8

กันตังแลกายีนั่งอยู่บนยกพื้นขณะที่ฝนเริ่มโปรยบางๆลงมา หากก็ไม่คิดจะสบตาผู้ออกคำสั่งเมื่อครู่ให้ไปดูแม่

เหมืองก็เลยบอกกล่าวหลวงประกาศฯผู้ทำท่าละล้าละลัง จะฝากฝังดูรากับพี่ชายน้องชายผู้ก้าวตามกันออกมาอีกสองคนก็ดูจะฉีกหน้าเจ้าของเคหสถานจนเกินควร ดังนั้นจึงชวนเหมืองกลับ เจ้าของเรือนจึงเอ่ยอย่างยิ้มแย้มแนมเหน็บ

“เห็นเช่นนี้แล้วท่านคงหมดห่วงนะขอรับ”

 

Don`t copy text!