ข้ามมหาสาคร บทที่ 33 : หลอมแร่

ข้ามมหาสาคร บทที่ 33 : หลอมแร่

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 33 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เพียงแต่ก้าวออกจากบ้านหลวงบำรุง ตาปันจังก็ชี้ไปทางวัดแห่งหนึ่งซึ่งพระอาจารย์ของตาเคยจำพรรษา ณ ที่นี้ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร ครั้นไปถึงจริงๆ สิ่งที่ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าก็มีเพียงกระท่อมโกโรโกโส ส่วนโบสถ์อยู่ถัดออกไปในหมู่บ้านที่เรียกว่า ‘บ้านดอน’ ซึ่งจะต้องเดินไปอีกครึ่งวัน ชาวบ้านแถวนั้นบอกกล่าว

“แล้วบ้านเจ้าเล่าอยู่ถึงไหน” คุณหลวงจึงไต่ถามกันตัง

“บ้านกระผมอยู่ทางใต้สุดเกาะขอรับ ถ้าเดินก็คงไม่ไหว แต่ถ้าไปเรือก็จะสะดวกกว่า” กันตังตอบพร้อมกับยิ้มในหน้าเมื่อนึกถึงระยะทางจากที่นี่ตรงไปสู่ทิศใต้ว่ายาวไกลเพียงไร “ไปเรือจากนี่ถึงใต้สุดก็คงหลายชั่วโมงเหมือนกันขอรับ อาจจะถึงค่ำ ถ้าไม่มีฝนหนักกะพายุ…แต่ถ้าเดินไปก็คงเดินไม่ไหวเพราะไม่ใช่ทางเรียบ…”

“ถ้าเช่นนั้นก็ไปเรือ” เหมืองได้ยินจึงเห็นด้วยทันใด

หมู่บ้านไม่เกินยี่สิบหลังคาเรือนนี้ มีเพียงไม่กี่หลังค่อนข้างใหญ่ นอกนั้นเป็นกระท่อมมุงแฝกเล็กๆ พื้นไม้รวกตีชิดกัน เห็นได้ชัดถึงความทรุดโทรม

“แต่ก็ยังดีที่ยังเลี้ยงเป็ดไก่ หมูนะ”

“ควายก็มีขอรับ” เหมืองชี้แจง “หมูนี่ก็เลี้ยงกันทั้งหมูป่าหมูบ้าน หลังเรือนกระผมก็เลี้ยงไว้เหมือนกัน ไม่เลี้ยงไม่ได้ขอรับ ผู้คนมากมาย ต้องให้มันมีของกิน…แต่ช้างไม่มีขอรับ ถลางไม่เลี้ยงช้าง ไม่เอาช้างป่ามาฝึกนานแล้วขอรับ เพราะชาวบ้านที่นี่ยังจะต้องเอาตัวรอดอีกมาก เลยเลี้ยงแค่ที่เอามากินได้ขอรับ”

คุณหลวงพยักหน้า ขณะที่อีกฝ่ายพาเดินไปยังเหมืองดีบุกของจีนผู้หนึ่ง นามว่าจีนเต็ง สนิทชิดเชื้อกับเหมืองอย่างยิ่ง แต่จีนเต็งก็มีเตาหลอมอยู่เพียงเตาเดียว มีคนงานแค่ 6 คน

“ตะกั่วที่นี่ถึงอย่างไรก็หลอมได้ปีละไม่ถึง 100 ภารา” ผู้พูดหมายถึงน้ำหนัก 1 ภารา หรือเพี้ยนไปตามภาษามคธว่า ‘บาฮาร์’ เท่ากับ 3 หาบตามมาตราชั่งตวงวัดของสยาม “หลอมเสร็จก็ส่งไปพังงา”

“แล้วคนงานขุดแร่จะได้ค่าจ้างสักเท่าไร…ไหน…เต็งช่วยบอกท่านหน่อย…นี่ท่านก็เป็นเจ้าของเหมืองเหมือนเต็งนะ”

จีนเต็งยิ้มฟันเหลืองพลางยกมือไหว้ปะหลกๆสองสามครั้ง พูดภาษาสยามได้ความชัดบ้างไม่ชัดบ้าง หากก็พอเข้าใจ

“ก็ต้องจ่ายให้คนขุดแร่ 19.20 เหรียญสเปน” อีกฝ่ายเต็มใจบอกกล่าวอย่างละเอียดตามคำขอของผู้เป็นใหญ่ของเกาะ

“รายได้ก็ดีไม่ใช่เล่นเหมือนกัน” คุณหลวงพึมพำ

“แล้วก็ต้องเอาไปส่งพระเจ้าแผ่นดินเป็นค่าภาษีอีกภาราละ 24 เหรียญ ตอนส่งออกขายตามเมืองไกลก็ต้องเสียภาษีส่งออกอีกภาราละ 2.26 เหรียญ”

“ก็เสียแค่นี้เหมือนๆกัน” หลวงประกาศบุรีพยักหน้า หากก็ไม่ปริปากถึง ‘ภาษีส่วนบุคคล’ ที่ตนเสียอย่างพิเศษทุกๆปีจนได้รับพระราชทานความดีความชอบ “แต่ถึงเสีย ท่านก็เอาไปเป็นค่าทะบุบำรุงประเทศอย่างไรเล่า…ก็อย่างในรัชกาลที่ 2 นี้ หากผู้ใดมีปัญญาทางด้านศิลปแลวรรณคดี ก็คงจะรู้ละมังว่า บทละคอนต่างๆที่สยามมีอยู่ขณะนี้ ดังเช่น บทละคอนเรื่องรามเกียรติ์ที่ข้าเองก็เพิ่งดูมาสดๆร้อนๆจากจวนเจ้าเมืองพังงาในโอกาสต้อนรับทูตอังกฤษ…ก็ได้พระองค์ท่านทรงพระราชนิพนธ์…แล้วก็ยังมีอีกมากมายหลายเรื่อง ทั้ง คาวี ไกรทอง สังข์ทอง กาพย์เห่เรือ…เรื่องการดนตรีก็ทรงเชี่ยวชาญมาก…เสียดายที่วันก่อนเจ้าไม่ได้ไปดูรามเกียรติ์ มโหรีปี่พาทย์ ขับร้องนี่ต้องถอดราชสำนักออกมา…แล้วยังทรงงานศิลปะอื่นอีก…เช่นงานเขียนหน้าหุ่นพระยารักใหญ่พระยารักน้อย ลวดลายพระที่นั่งสนามจันทร์ บานประตูพระวิหารวัดสุทัศน์ แกะเป็นรูปป่าเขาลำเนาไพร สิงสาราสัตว์…โอย…นับฝีไม้ลายมือของพระองค์ท่านแทบไม่ถ้วนทั่ว”

คุณหลวงรู้สึกอยากเล่าก็เล่าไปพอให้ตนเองเพลิดเพลินแลผู้ร่วมทางผู้มิเคยรู้เรื่องราวของพระเจ้าแผ่นดิน จักได้ล่วงรู้กันบ้างว่าการสร้างทำทุกอย่าง เมื่อมีค่า ก็ต้องตามมาด้วยการจับจ่ายใช้สอยอันเรียกว่า ราคา เช่นกัน

“แล้วในรัชกาลของพระองค์ก็ยังทรงได้ช้างเผือกมาสู่พระบารมีถึง 3 ช้าง จึงโปรดให้ธงที่ชักในเรือกำปั่นหลวงที่บรรทุกสินค้าไปขายต่างแดน ชักธงแดงที่ตรงกลางเป็นรูปจักรมีช้างเผือกขาวกลางจักรด้วยอย่างไรเล่า”

ที่จริง เรื่องราวที่คุณหลวงเล่าขานวันนี้ ต่างก็ไม่มีผู้ใดเคยได้ยินมาก่อน

ฉะนั้น ทุกประโยคทุกบทตอนจึงมีแต่ผู้สนใจฟัง แม้กระทั่งจีนเต็งผู้เป็นเจ้าของเตาหลอมดีบุก

“นอกจากนี้ยังมีไรอีกคุณพ่อ” ด่านถามต่ออย่างสนใจ “ลูกไม่เคยทราบเรื่องพวกนี้เลย ตาก็ไม่เคยเล่า”

“บางทีก็อาจจะหลงลืมเรื่องใกล้ตัว” ตาปันจังยอมรับ

“ก็แล้วการค้าทางไกลเล่า ท่านไม่เชี่ยวชาญดอกหรือ” คุณหลวงถามเอง ครั้นแล้วก็ตอบเอง “ไม่งั้นจะมีเรือสำเภาไปเมืองจีน เขมร ญวน มลายู ได้อย่างไร…โดยเฉพาะจีน…จริงรือไม่นายเหมือง”

“จริงขอรับ…จริงใช่ไหม เต็ง”

“จริงซีนาย” จีนเต็งผงกศีรษะครั้งแล้วคราวเล่า “แล้วยังไปเมืองฝรั่งอีกล่ะ…เสียอย่างเดียว…ท่านไม่ชอบคนสูบฝิ่น…แต่อั๊วชอบ…อะฮ่า”

“ถึงฝิ่นจะทำเงินทำทองได้ ท่านก็ไม่เอา” คุณหลวงตบท้าย “ดีแล้วที่ลื้อต้องแอบสูบตอนทางการไม่รู้…”

จีนเต็งจึงได้แต่หัวเราะกั้กๆ

“แต่ลูกชายท่านก็เก่งมาก…เก่งมั่กมั่ก…” นักหลอมดีบุกสรรเสริญ “ค้าขายเก่งที่สุด”

“แล้วนี่…เมื่อ 6 ปีที่แล้ว พ่อก็ยังมอบให้ลูกชายสร้างเมืองปากลัดต่อจากที่ท่านสร้างค้างไว้ ตั้งชื่อใหม่ว่า ‘นครเขื่อนขันธ์’ ใช้ป้องกันข้าศึกที่จะยกทักมาตีสยามทางทะเลอีกเมืองหนึ่ง” คุณหลวงยังคงเอ่ยต่อ

แต่ก็ถูกคำถามจากจีนเต็ง

“แล้วท่านคิดจะเอาเรื่องกะพวกโจรสลัดแถวนี้มั่งไหม”

กันตังยืนอยู่ด้านหลัง หากก็ได้ยินทุกถ้อยคำที่ทั้งสามตอบโต้กัน…ครั้นได้ยินจีนเต็งไต่ถามประโยคสุดท้าย ก็แทบจะลืมหายใจขณะฟัง

ฝ่ายคนอื่นๆอาจกำลังมองไปที่เตาถลุงแร่ซึ่งอยู่ในโรงกว้างมุงแฝกอย่างสนใจ เนื่องด้วยขณะนั้น จีนหกคนที่เป็นผู้ช่วยกำลังใส่ถ่านหินเข้าไปในเตาเพื่อโหมไฟให้ครบ 4 ครั้ง ก่อนดีบุกทั้งหมดจะถูกคั้นจนไหลออกมา…หากได้ดีบุกสักแค่ 5 ภาราครึ่งเท่านั้น ก็เป็นอันว่าพวกเขาจะได้หยุดงานอีกหลายวัน

ไม่มีเสียงตอบใดๆจากเหมือง

ฝ่ายคุณหลวงก็แค่อ้อมแอ้ม

“เรื่องนี้คงต้องถามไปทางเมืองนครฯละกระมัง”

จีนเต็งก็เลยตอบกระท่อนกระแท่น

“ขอแค่ให้มันไม่มาปล้นตะกั่วก็เอาละ”

คุณหลวงเพียงแต่พยักหน้า…ครั้นแล้วจึงปราศรัยอีกแค่สองสามประโยค จึงเดินจากจีนเต็งกลับไปยังท่าเรือ

ลงเรือลำเก่าที่ยังคงจอดสงบ มีคนพายหัวแลท้ายนั่งเฝ้าพร้อมกับแลดูหมู่คนที่กำลังเดินมาด้วยทีท่าเหนื่อยเพลียหมดแรง ท่ามกลางแสงจากแดดอ่อนทอลงมารำไร

ข้าทาสยี่สิบกว่าคนของเหมืองยังคงติดตามนายมา

“เดี๋ยวกระผมจะพาใต้เท้าลงเรือวนรอบเกาะดีหรือไม่ขอรับ…ดีหรือไม่ คุณตากะน้องๆ”

ทุกคนต่างก็แลดูท้องฟ้าที่ขณะนี้แม้ยังมิถึงกับสดสว่าง เนื่องด้วยยังค่อนข้างมัวหม่นด้วยละไอน้ำอยู่บ้างเพียงบางตอน หากแดดอ่อนๆที่เริ่มชอนลงมาทำให้เหงื่อซึมทั้งดวงหน้าแลเนื้อตัวกันบ้างแล้ว

“ดี…เพียงแต่เราจะต้องติดฝนกลางทางไหมพ่อเหมือง”

“ไม่น่าจะติดนะขอรับ” เศรษฐีแห่งหมู่บ้านท่าเรือทำทีคาดคะเน “แต่ถึงตก กระผมก็มีผ้าใบติดมา เอาไว้คลุมได้ตลอดทั้ง่ลำเลยขอรับ ไม่ต้องห่วง”

ใจคุณหลวง ณ บัดนี้ แม้แต่ตนเองก็เริ่มรู้สึกประหลาด ด้วยว่าหวาดระแวงชอบกลอยู่ ครั้นเหลือบดูลูกชายผู้กำลังจะนั่งลงติดกับคนพายหัว แต่สายตาแลเลยไปยังเรือลำหลังที่มีกันตังแลกายี ก็แลไม่เห็นว่าคิดมากแต่อย่างใด

หรือจะเป็นเพราะเมื่อกี้ เดินผ่านกระท่อมไม้ไผ่ผุพัง หลังเล็กหลังน้อย ล้วนแล้วเก่าโทรม ชาวบ้านทั้งหลายที่ออกมายืนดูกันสลอน คนแก่ส่วนใหญ่เปลือยอก มีหลานตัวล่อนจ้อนอยู่บนเอว หญิงสาวหลายรายมีเพียงผ้าแถบบางๆซอมซ่อพันถันของนางไว้ ดูจนยากขาดไร้แห้งแล้ง…ไม่เหมือนครั้งเก่าปีก่อน สมัยที่พม่ายังไม่มากวาดเอาเงินทองของมีค่าจากไป

ชวนให้แสนเศร้าเหงาใจขึ้นมา

นี่ก็เดือน 7 ปีวอก พ.ศ.2367 แล้ว

15 ปีกำลังจะผ่านไป

แม้ถลางจะเริ่มฟื้นจากอาการไข้อยู่บ้าง หากก็ยังไม่บริบูรณ์

‘เมื่อไม่กี่วัน ฝรั่งก็ม้า’ ป้าลากเสียงบอกกล่าว พร้อมแววตาชื่นใจในคนผิวขาวจมูกโด่ง ผมสีน้ำตาลอมทอง ‘เห็นบอกนี่ก็ชอบ…ถามว่าไม่หนักรือ…ก็ว่าไม่นัก…จะนักได้ไร้ต้องกินต้องใช้ทู้กวัน’

แกหมายถึงกระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำที่ฝรั่งแลเห็นแขวนไว้ตามหัวบันไดแลบนหัวไหล่ของชาวบ้านที่ต้องสะพายติดตัวไปยามออกไปเลี้ยงควายในนา

‘มันต๊กใจใหญ่ มาขอดู’ พลางนางก็หัวเราะขำขันแลเห็นฟันสีน้ำตาลกระดำกระด่าง

คนพายร่างใหญ่ต่างก็พาเรือยาวออกจากท่าเลียบไปตามชายฝั่งที่บัดนี้น้ำเอ่อเต็มจนแลไม่เห็นโคลนเลนรอบเกาะ

ขณะที่คุณหลวงคล้ายหม่นหมองใจหายขึ้นมาเป็นพักๆ

 

Don`t copy text!