ข้ามมหาสาคร บทที่ 40 : ใจโจร

ข้ามมหาสาคร บทที่ 40 : ใจโจร

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 40 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ประตูเปิดกว้างออกพอดี แลเห็นสะลอแมยืนตระหง่าน

“เสร็จเรียบร้อยกันดีแล้ว…ก็เข้าไปกินข้าว…เจ้าสองคนคงหิวจัด…หิวหรือไม่”

เสียงของเจ้าของเรือคราวนี้เปลี่ยนไปอีก…ราวกลับไปรีดเอาความขมอันขื่นอยู่ในใจโดยไม่มีวันลบราทิ้งเสียได้อีกส่วนหนึ่ง

“หิวค่ะ”

“หิวขอรับ”

อีกฝ่ายได้แต่ทำเสียงหึเชิงรู้ทัน

“ถ้าเช่นนั้น….ไอ้ล่า ไอ้ต่อง ยกสำรับได้” โจรใหญ่ปกาศิตไปยังผู้คนที่ยืนอยู่ในความมืดมิดตรงหน้า

ท้องฟ้าอันเคยผ่องใสถูกคลุมไว้ด้วยเมฆดำมหึมา แสดงว่า ไม่น่าจะถึงเที่ยงคืน ทั้งฝนหนักแลพายุอาจกลืนเรือทั้งลำก็เป็นได้

“เดี๋ยวเราจะแวะพักที่อ่าวข้างหน้า” ชายวัยสี่สิบกว่าบอกกล่าว “เช้าแล้วค่อยไปต่อ…ดีหรือไม่…หรือว่า…จะลองเสี่ยงดู…เจ้าสู้พายุกะฝนได้แค่ไหน แม่นาง…”

“ไม่ได้” ดูราตอบคำขณะเมินไป

ถึงอย่างไร นางก็ยังไม่วางใจเขาผู้นี้

ใจรใหญ่ก็เลยหัวเราะ นิดหนึ่ง นิดเดียว

“ดี…มีไรก็บอกกันได้นะ บอกตรงๆ ข้าก็นึกอยู่แล้วว่า คงแล่นเรือรวดเดียวไม่ไหว…เอ้า…กับข้าวกับปลามาพอดี”

สมุนทั้งคู่ต่างก็มีหม้อทองเหลืองแลถาดบรรจุภาชนะใส่อาหารถือผ่านจากห้องครัวมาถึง ในที่สุดก็เดินผ่านหัวหน้าใหญ่เข้าไปในห้องที่บัดนี้เจ้าบุกเพิ่งจุดตะเกียงอีกหนึ่งดวงแขวนไว้ แลเห็นโตกใหญ่เกลี้ยงเมื่อครู่ปูด้วยผ้าปักสีขาวสวยงามของมัทราส ทำให้ห้องหับดูสะอาดนัยน์ตาพอๆกันกับห้องในเรือของผู้มั่งคั่งทั่วไป

“เจ้าคงพอจะอยู่ในเรือนี่ได้ตลอดคืนนะแม่นาง” สะลอแมนั่งลงพลางเชิญชวนสายโลหิตของชายหญิงผู้ที่เขาเคยเอาชีวิตเนื่องด้วยคิดน้อยเกินไป แลโกรธมากเกินการ ด่วนสังหารอย่างโหดเหี้ยมดังเช่นวิญญาณโจรสามัญ…ดังนั้น เมื่อสักครู่ ที่เขาเก็บตัวอยู่ลำพัง ปล่อยทั้งสองให้อาบน้ำ…ก็เพื่อว่า…เพื่อว่า…ถ้อยคำที่เคยกังวานเต็มหู จักหวนมา อย่างน้อย ก็ปลุกเขาให้รู้สึกถึงบาปนั้น

“ข้าเคยอยู่มาแล้ว” ดูราตอบคำขณะนั่งลงบนเบาะตรงข้าม เคียงคู่กับกันตัง

ชายหนุ่มผู้ลงนั่งอย่างสำราญ โดยมิเอ่ยกล่าวคำใด

“กินให้อิ่ม หลับในสบายนะคืนนี้” ดูเหมือนอีกฝ่ายเจาะจงพูดจาแต่กับนาง…อาจจะรู้สึกได้แลรู้สึกตัว…เนื่องด้วยทีท่าวาจาหัวหน้าโจรก็ดูจะมิใช่คนหยาบช้า…หากถ้าคิดว่าคนเป็นโจรจักต้องเป็นคนสารเลวไร้สำนึก แต่นี่นางไม่เคยรู้สึกนับแต่นาทีแรกเลยทีเดียว “มาถึงเรือข้าแล้ว ขืนอดๆอยากๆ นอนก็หาหลับไม่ ข้าอับอายสิ้นดีเลยละนา-า”

ครั้นแล้ว เขาก็เอ่ยสืบไปเมื่อทั้งนางแลกันตังยังไม่ทันปริปาก

“แม้แต่มุ้งก็ต้องกางให้ คือเวลาเราเข้าไปจอดตามอ่าว มันก็มีทั้งแมลง…ที่ข้าจะยอมให้มันมากัดแม่นางอีกไม่ได้…ไม่ได้เลย…เสียชื่อข้าที่เป็นโจรมีคนรู้จัก” ขณะที่พูด ดวงตากว้างของเขาก็กลิ้งไปมา ทั้งซ้ายแลขวา สบตากันตังนิดหนึ่งจึงมองสาวงามตรงหน้า “จริงหรือไม่กันตัง”

“จริงขอรับ”

คราวนี้ สะลอแมอ้าปากหัวเราะดังคับห้อง

“นี่เจ้ากลายเป็นคนถนอมปากถนอมคำไปตั้งแต่เมื่อไร”

แต่กันตังก็ไม่ตอบ

ชายวัยสูงกว่าจึงพยักหน้า

“กินข้าวกันได้แล้ว…รับรอง…ฝีมือพ่อครัวเรือ ข้าไม่เคยเป็นรองใคร…เพราะข้าก็ถือนา…กินไม่อิ่มไม่อร่อย นอนก็ไม่หลับ” พลางเขาก็หันไปพยักหน้ากับนายล่าแลนายตองให้เข้ามา ตักข้าวร้อนกรุ่นจากหม้อทองเหลืองมันวับลงในจานของหนุ่มสาวแลนายของเขา “แล้วนี่ข้าก็สั่งมันทุกคนไว้ว่า แขกเหรื่อข้าต้องมาก่อน…ตักข้าวให้เขาก่อน…เป็นการต้อนรับ ให้เกียรติเขาอย่างไรเล่า…ข้ามันโจรปล้นทรัพย์…ปล้นแลฆ่าคนเลว เว้นคนดีไว้…แม้กระนั้นก็ไม่มีเกียรติอันใด…กันตัง…เจ้าเองก็รู้ดี…”

โดยพลัน สีหน้าชายหนุ่มก็เผือดลง

“เอา…กินกินกิน…” สะลอแมนึกขึ้นได้จึงพยักพเยิดให้นางรับประทาน

ดูราหันมาสบตากับกันตังนิดหนึ่ง…เขาจึงลงมือเปิบข้าว

“อร่อยรือไม่”

“อร่อยดี” ดูราตอบพลางหลังจากเปิบข้าวคำแรกกับหมูหันชิ้นยาว รสชาติกลมกล่อมกับน้ำพริกระกำ

“ข้าชอบพวกหมูเห็ดเป็ดไก่ กับข้าวก็เลยมีแต่พวกนี้ อาหารปักษ์ใต้มีบ้างที่กินประจำ พวกคั่วกลิ้ง แกงไตปลา แกงหมูกะลูกเหรียง แต่ไม่ชอบสะตอ…เจ้าล่ะ ชอบหรือไม่”

“ไม่ชอบ” ดูราตอบคำ

“แล้วชอบไรมั่ง” สะลอแมยิ้มผ่านหนวดเครา ขณะตวัดนัยน์ตามองกันตังเป็นระยะ หากก็ไม่เซ้าซี้ซักถาม

“กินได้ ถ้าอร่อย” นางก็เลยตอบ…ตอบแทนเขา

“เออ…แม่นางเข้าใจดี ข้าก็เห็นด้วย” อีกฝ่ายพยักหน้าพร้อมยิ้มๆขณะที่นิ่งไป ครั้นแล้วจึงถามต่อ “ก็แล้วคนล่ะ เพียงแต่กินได้อร่อยด้วยนี่ จะอยากกินไหม”

คราวนี้นางก็เลยเม้มริมฝีปาก ขณะที่ผู้พูดหัวเราะๆพลางเชิญชวน

“เอ้า…กินเลย…กินให้อิ่มทั้งสองคน” ว่าแล้วเขาก็เปิบข้าวอย่างค่อยๆเปิบ จนนางอดกังขามิได้

ด้วยคิดว่ามหาโจรใจบาปน่าจะหยาบช้าแม้กระทั่งกินอาหาร คงกินมูมมามรีบร้อน คิดแต่จะออกไปปล้น

แต่คนตรงหน้ามิใช่เช่นนั้น

ครั้นแล้วจึงต่างก็ก้มหน้าก้มตากินทั้งด้วยหิวจัดแลใคร่จะแยกตัวออกไป

หากเมื่อจบของหวานอันคือถนมถ้วยของภาคใต้กับผลไม้คือลองกองรสดี สะลอแมจึงถามไถ่ขณะสมุนทยอยกันมายกภาชนะ

“นางนอนดึกหรือไม่”

“ไม่หัวค่ำ แต่ไม่ดึกมาก” ดูราตอบเรียบๆเพราะมิรู้ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน

“ถ้านอนดึกหน่อย เราจะได้คุยกันไปก่อน” ชายร่างใหญ่ผู้มีทั้งเชื้อชาติแลสัญชาติมลายูกล่าวคำ “เผื่อแม่นางอยากถามอันใดที่อยากรู้ ข้าจักได้เล่าให้ฟัง…รับรองว่าจะเล่าแต่เรื่องจริง…เพียงแต่ข้าก็อาจขยักบางอย่างไว้เพื่อความสบายใจของตัวเอง”

“ข้าคิดถึงพ่อข้า…” นางครวญครางเสียงเครือ

“พ่อจริงหรือพ่อเลี้ยง”

“ทั้งคู่”

สะลอแมนิ่งไปอึดใจเต็ม จึงพยักหน้า…ดวงตาใหญ่แดงก่ำดังหนึ่งมีน้ำหล่อ

“ข้าก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับตัวข้าดี…หลายต่อหลายปีมานี้…ข้าคิดถึงวันนั้นแล้ว…บางทีก็กลั้นความเสียใจไว้ไม่อยู่” โจรสลัดเบอร์หนึ่งแห่งเกาะลังกาวีทอดเสียงโทมนัส

ทั้งดูราแลกันตังก็เชื่อภาพที่แลเห็น…ว่า…อีกฝ่ายไม่เสแสร้ง

ด้วยว่า เขาไม่จำเป็นต้องแกล้งทำแต่อย่างใด

เขาใหญ่คับทะเลออกอย่างนี้

แต่แม้ใหญ่เพียงไหน…ผู้กอร์ปด้วยเลือดด้วยเนื้อด้วยลมหายใจทุกคน ต่างก็ต้องดิ้นรนเสมอกัน

นั่นก็คือ ทั้งดิ้น ทั้งลุกลนแลร้อนเร่าเท่าที่อารมณ์ร้ายแลดีจับจูงไป

“เจ้ารู้หรือไม่ แม่นาง…ว่าหลังจากข้าฆ่าพ่อแม่เจ้าข้าก็อยากกลับไปเป็นพ่อค้าสามัญอีกครั้ง…ครั้งที่ข้าสลัดความเป็นคนของหลวง…ลาออกไปเดินเรือเอง…เช่าเรือเล็กลำเดียว ข้ามไปมะละกา…ไปหาพวกเครื่องเทศ กานพลู ลูกจันทน์ ดอกจันทน์เทศที่เกาะบันดา ไม้หอมจากติมอร์กลับมาขายให้คลังสินค้าของพวกยุโรปได้…กำไรดี…ข้าอยากกลับไปมีชีวิตตอนนั้นไงเล่า…กันตัง…เจ้าก็เคยไปกะเรือข้ามิใช่รึ”

“ขอรับ” ชายหนุ่มรับคำแต่โดยดี

“ตอนนั้น เจ้ายังเล็กอยู่เลย…แค่สิบขวบ…” สะลแมบอกกล่าว…ขณะหยุดนิ่งอึดใจ “เจ้านี่มันน่ารักตั้งแต่เด็กเลยแม่นาง…คือทำทุกอย่างในเรือได้…ยิงปืนก็เป็น…ก็…เออ…ก็มันเป็นลูกเรือนี่นา…ข้าก็ต้องฝึกคนของข้าให้รู้การในเรือทุกหน้าที่อย่างไรเล่า…ก็เราไม่ใช่นายของทะเล…จริหรือไม่…ทะเลเป็นนายเรา…ฟ้า…ฝน เมฆหมอกเป็นมหาราชาของท้องทะเลซ้ำเข้าไป…ฮ่ะฮ่ะ…แค่นี้ข้าก็แพ้แล้วละ…ข้าแพ้แล้ว…”

ดูรานิ่งมองท่าทางยามเล่าขานของมหาโจรแล้วอดล้นพ้นด้วยความก่นโศกแกมกังขาในวาจาสะลอแมเสียมิได้ จำเพาะเมื่อแลเห็นหยาดน้ำไหลรินลงมา อาบร่องแก้มสีคล้ำที่ดูล้ำลึกในแสงตะเกียงอันอาบห้องทั้งห้องเพียงสองดวง

Don`t copy text!