ข้ามมหาสาคร บทที่ 42 : น่ากลัวยิ่งกว่าสะลอแม

ข้ามมหาสาคร บทที่ 42 : น่ากลัวยิ่งกว่าสะลอแม

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 42 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เพียงแต่ถอดดาลอย่างแผ่วเบา พร้อมแง้มบานไม้ออกกว้าง นางก็แลเห็นเขานั่งอยู่แล้วท่ามกลางแสงตะเกียงที่สมุนโจรเพิ่งจุดขึ้นใหม่ ดังนั้นจึงเอ่ยถามเขาอย่างแปลกใจ

“เจ้ามานั่งอยู่นานเท่าไรแล้ว”

กันตังก็เลยลุกขึ้นจากเบาะที่นั่งที่มีโตกกลางห้องพิงหลัง ซึ่งบัดนี้ ผ้าคลุมงามหรูถูกเก็บไปจนเหลือเพียงไม้เกลี้ยงๆ

“เมื่อกี้” อีกฝ่ายตอบสั้นๆ

สีหน้าเขาขณะนี้ดูมีกังวล มิเบิกบานแจ่มใสเหมือนยามที่เขาเอ่ยคำ

‘รักด้วยใจดวงเดียว’

ที่ทำให้นางเสียวปลาบทุกนาทีที่คิดถึง

เพียงแต่มิอาจรำพึงรำพันฝันไกล ไม่ว่าหวานหรือขม ด้วยกำลังตรมตรอมใจหายที่จู่ๆก็กลายเป็นเชลยสะลอแม

“ว่าแต่แม่นายนอนสบายหรือไม่”

“ไม่สบาย…ร้อนมากจนต้องพัดไม่หยุด…”

“แล้วได้หลับบ้างหรือไม่” นัยน์ตาเขายังคงส่องแสง แข่งกับดวงไฟ เพียงแต่เช้าตรู่วันนี้ ไม่มีความชื่นบานหลงเหลือ

“ถ้างั้นไปอาบน้ำ…ว่าแต่ว่า…เรือลำนี้ไม่มีห้องน้ำ ไม่เหมือนเรือดูรา”

“มิเป็นไร ข้าตักจากทะเลอาบเองได้”

“น้ำจืดมีให้อาบ” อีกฝ่ายยืนยัน “หมดแล้วก็แวะบกหาใหม่ได้ขอรับ”

“ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจเจ้า” นางว่าพลางเดินเคียงไปกับเขา มีกันตังเปิดบานไม้ปลายห้อง พาออกไปยังท้ายเรือที่มีเงาตะคุ่มของชายฉกรรจ์ที่ผลัดเวรกันเฝ้ายาม ท่ามกลางแสงริบหรี่ของตะเกียงรั้ว

“เรือนี่ไม่เคยมีหญิงขึ้นมา” กันตังบอกเบาๆ “เรือโจรสลัดทุกลำห้ามพาหญิงมาด้วย”

“เพราะเหตุใด…ข้ามิเคยได้ยินคุณพ่อหรือตาเล่าเลยสักครั้ง”

“อาบน้ำก่อนดีกว่า กระผมจะหันหลังละ”

ครั้นแล้ว เขาก็หันหลัง ปล่อยให้นางทรุดตัวลงนั่งยองๆบนที่ว่างท้ายเรือ ตักน้ำในถังที่สมุนโจรนำมาวางไว้ให้ตามคำสั่งของนาย รดลงไปบนเรือนร่างกระโจมอกอย่างรีบๆลวกๆไม่อ้อยอิ่ง จนกระทั่งสวมเสื้อแลผ้าถุงตัวใหม่ บิดผ้าถุงตัวเก่าจนหมาด เตรียมนำกลับไปด้วย

“ผ้านี่ข้าจะเอาไปตากบนบก” นางบอกง่ายๆ

ไม่มีผู้ใดเข้ามากรายใกล้ไต่ถามทั้งเขาแลนางเลย แม้แต่คนเดียว

ดังนั้น กันตังจึงพานางกลับไปตามทางเดิม ชวนกันนั่งลงบนเบาะที่ห้องกลาง

“แล้วเหตุใดสะลอแมพาข้าขึ้นมา”

“เขาบอกกระผมว่า…” อีกฝ่ายเอ่ยกล่าว นัยน์ตามองนางราวจะดื่มไว้ในอก “เพราะเขาทำผิดต่อแม่นาย”

“เขาเคยทำผิดกะหญิงอื่นบ้างหรือไม่”

“นับไม่ถ้วน”

“ก็แล้วเจ้าเล่า”

“ไม่เคย”

“จริงนะ” นางกล้าหยอกเอินเขานิดหนึ่ง มียิ้มเหยาะน้อยๆกลางแสงใส

ยามเช้าตรู่กำลังเยี่ยมกรายเข้ามาคลุม แม้ว่ายังไม่มีแดดอ่อนนุ่มแกมมา ก็ยังรู้สึกถึงไออากาศเบื้องนอกที่ยังมืดมิด

เมื่อคืน ก่อนนอนเรียงกันอยู่บนชั้นที่เหนือขึ้นไปจากห้องนี้ โจรสลัดผู้มีความหลังยังบอกเขาเชิงอนุญาต

‘ข้าจะไม่รีบตื่น…ปล่อยให้เจ้าเป็นเจ้าของเรือแทนข้า หาความสะดวกสบายมาให้นาง…เจ้าอยากกินไรก็บอกคนครัวให้ทำ…ดูแลนางให้อิ่มหนำ พานางไปที่หาด เดินเล่นด้วยกัน ให้สมกับนางเป็นแขกพิเศษของข้าแลของเจ้า’ สะลอแมสั่งความ ‘ขอให้ข้าได้ใช้หนี้ที่ทำกะพ่อแม่นางแลตัวนาง ใช้หนี้ที่ได้ทำกะเจ้า…’

ชั่วโมงนั้น…เขาจึงคุยกับหัวหน้าโจรเหยียดยาว

ครั้นถึงคราวที่สะลอแมตั้งคำถาม

‘ว่าแต่ว่า นางจะหาญกล้าลดตัวลงมาเป็นเมียของเจ้าหรือไม่’

ป่านฉะนี้ เขาก็ยังหาคำตอบมิได้

พร้อมกันนั้น หัวอกหัวใจจึงไหม้เกรียมตั้งแต่เมื่อคืนจนกระทั่งเช้าตรู่

 

แต่จู่ๆพายุก็มาขณะที่เขากับนางก้าวเดินไปบนหาดทรายขาวตรงหน้า นางถือผ้านุ่งที่ซักแล้วตัวนั้นด้วยหวังจะพาดตากบนตอไม้พอให้แห้ง…บนหัวไหล่แขวนถุงย่ามของนางที่มิยอมให้ห่างกายพร้อมกระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำ

เขาเองก็เช่นกัน

นอกจากนั้น ยังถือเทียนมาดวงหนึ่ง คอยนำทาง ด้วยว่าทุกแห่งหนยังไม่สว่างพอ ครั้นพายุมาพาเอาเปลวเทียนโยกโยน เขาก็เลยจับมือนางจูงเข้าไปหลบอยู่ภายใต้ไม้ใหญ่ ใบดกที่ขึ้นเป็นดงอยู่เหนือหาด

ทันใดนั้น เสียงสายฟ้าก็ฟาดเปรี้ยงเพียงพ่างพื้นภูมิดลจักแตกแยก

“กันตัง…ข้ากลัว…”

ชายหนุ่มกอดร่างสั่นระรัวไว้กับอก สะทกสะท้านหากก็สุขสำราญไปทั้งกาย

“แม่นาย” อีกฝ่ายแทบจะหายใจไม่ทัน ด้วยว่า น้ำตาสายน้อยร่วงผล็อยลงมา ขณะฟังสะลอแมถามไถ่

‘ว่าแต่ว่า นางจักหาญกล้าลดตัวลงมาเป็นเมียของเจ้าหรือไม่’

เขาจึงกอดนางอย่างแสนแน่น…แน่นจนแนบกับทรวงอก พลางจุมพิตนางอย่างดูดดื่ม อย่างลืมตัวลืมตน ขณะที่นางก็พลอยท่วมท้นด้วยความรัก

“กันตัง” ครั้นแล้วนางก็เรียกเขา…ขณะที่ฝนฝอยๆเริ่มโปรยปรอยลงมา… “ข้ากลัว”

ชายหนุ่มจึงฉวยถุงแขวนไหล่ของเขา ดึงผ้าใบออกมาคลุม กดนางลงนั่งบนพื้นทราย พลางถาม

“แม่นายหายกลัวแล้วหรือไม่”

“ไม่กลัวแล้ว” นางบอกเขาเสียงใส ตาต่อตาสบกันภายใต้ผ้าใบคลุม

“แม่นาย…เชื่อหรือไม่ว่าข้าไม่เคยเห็นนางคนใดงามเท่าแม่นาย”

“เจ้าอยู่ปีนัง หญิงฝรั่งถมไป พวกเขาสวยกว่าคนสยาม คนจีนคนมลายูหลายเท่า”

ฝนที่ตกปรอยเมื่อครู่หนักขึ้นจนดังสนั่นอยู่บนศีรษะดังเช่นตอนที่นั่งเรือยาวเข้ามา เพียงแต่บัดนี้ ทั้งคู่กลับไม่รู้สึกว่าหนักหนาแต่อย่างใด…กอดแขนกันแลกันไว้แน่น แม้นเหมือนกำลังนัดกัน ไปไหนไปกัน เป็นแลตายด้วยกัน มีห่อผ้าที่คล้ายรวมเอาสมบัติทั้งหมดทั้งสิ้นในชีวิตซุกไว้กับตัก ปล่อยน้ำจากฟ้าให้ไหลจั้กๆกระทบผ้าใบแล้วไหลล่วงไหลเลยลงไปเป็นทางบนพื้นทรายตรงหน้า ต่างก็เคลียดวงแดแลดวงตากันแลกันไว้ภายใต้ผ้าใบผืนกว้างที่ชายหนุ่มจักต้องนำติดถุงย่ามของเขาไปทุกหนทุกแห่งทุกโมงยาม ความขัดข้องหากมีมา ก็ใช้ผ้าใบนี้เป็นทั้งหลังคา ฝา บ้าน พื้นกระดานให้ได้ทั้งนั่งแลนอน

“แต่หญิงฝรั่งสิบคนยังไม่งามเท่าแม่นายคนเดียว” กันตังบอกกล่าว

“ข้าไม่ใช่คนสยามแท้ดอกนะ ข้ามีเชื้อสายชาวโจฬะมณฑล…ตระกูลพ่อข้ามาจากชายฝั่งโคโรแมนเดลอินเดียตอนใต้”

“กระผมก็มีเชื้อสายมลายูแลสยาม”

“เจ้าควรจะเป็นกันเองกะข้า เป็นเพื่อนตายของข้า…ควรเรียกข้ากะเจ้าดังที่ข้าก็เรียกเจ้าว่าเจ้า เรียกข้าว่าข้า” นางสาวน้อยติงเตือน

“ก็ได้ขอรับ”

“ไม่ต้องมีขอรับ…นั่นใช้จำเพาะนายกะบ่าว”

กันตังก็เลยยิ้มออกมาได้ กระหวัดร่างนางเข้ามาไว้แนบอก ท่ามกลางเสียงสนั่นลั่น

โลกจากฝนที่ตกหนักราวฟากฟ้าจะถล่มทะลาย

“สบายหรือไม่แม่นาง”

“สบายมาก” นางเอนกายพิงกับไหล่ของเขา “มีเจ้าอยู่กะตัว ข้าไม่มีวันจะกลัวใดใด”

“อีกไม่ช้า นายเหมืองคงมาตาม”

ทันใดนั้น นางก็ยืดตัวตรง พลางนึกขึ้นมาได้

มีผู้คนอีกกองใหญ่กำลังไล่ตามมา…

“จริงดังเจ้าว่า…ข้าไม่เคยวางใจนายเหมือง”

“เขาน่ากลัวยิ่งกว่าสะลอแม”

 

Don`t copy text!