ข้ามมหาสาคร บทที่ 43 : คู่ควร…ไม่คู่ควร

ข้ามมหาสาคร บทที่ 43 : คู่ควร…ไม่คู่ควร

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 43 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“น่ากลัวอย่างใด ข้าอยากได้รู้มากกว่าเก่า” นางบอกเขาตามที่รู้สึก

ฝนหนักอึกทึกอยู่เหนือผ้าใบ หากก็คล้ายเสียงดนตรีปี่พาทย์กำลังบรรเลงเพลงร้อง เป็นท่วงทำนองคึกคัก

“มันค้าขายกะโจรสลัด กะคนของหลวงที่คดโกง กะเจ้าเมืองมลายูที่มักจะสู้รบกันด้วยเรื่องนั้นเรื่องนี้ มีเหมืองเป็นตัวเสี้ยมให้แตกกัน หลายหนก็พาฝรั่งมากินเล็กกินน้อยกะมูลนายท้าวพระยาที่ไม่สู้ฉลาดแลก็คดโกงเช่นกัน” กันตังค่อยๆเล่า

ด้วยว่าล่วงรู้ นางอยู่แต่กับคนดี ไหนเลยจะเข้าใจความเลวของคนชั่ว

อีกอย่าง นางก็ยังเยาว์วัย แค่สิบห้า เป็นสาวงามพรหมจารีไร้ขีดข่วน ชวนให้ต้องห่วงใย

นี่ก็ยังนับว่าใช้ได้ ที่นางแลเห็นนายกองเรือแล้วเชื่อตาตัวเองว่ามิอาจไปเป็นคู่ของเขา

ถ้านางโง่กว่านี้…แค่ตาลุกว่าเขาเป็นเศรษฐี ชายหนุ่มก็ยังนึกไม่ออกเลยว่า ชีวิตนางจักเป็นฉันใด

ดังนั้น จึงภูมิใจในตัวนางยิ่งนัก

“แม่นาย” เขาพึมพำขณะที่ใจหายเป็นพักๆเมื่อหวนนึกถึงวันข้างหน้า

ถ้าคุณหลวง ตาปันจัง พี่ชายน้องชายของนางพากันผลักใสเขาออกไป ยกนางให้ชายอื่น…อันเนื่องมาจากเขาคือคนต่ำต้อย ไม่คู่ควรกับนางสาวน้อยสูงส่ง เขาจะทำอย่างไรดี

“เรียกข้าว่าแม่นางก็ได้ ไม่ต้องมีนาย ข้าไม่ใช่นาย แค่เป็นนาง…นางของเจ้า” ดูราบอกเขาด้วยน้ำเสียงอันรวยรินจากหัวใจ

“เจ้ารักข้าเพียงใด” กันตังถามไถ่

“ข้ารักเจ้าเต็มหัวใจ” นางตอบด้วยดวงตาแลน้ำเสียงใสสะอาด

“แต่ข้าไม่คู่ควรกะนาง”

“ข้าไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้น” นางลงเสียงหนักแน่น “ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ความคู่ควรคืออย่างใด”

“แม่นาง” กันตังสุดแสนตื้นตันจนหัวใจพองบาน กอดคอนางพลางซบลงกับซอกไหล่ สูดลมหายใจยาว…หากก็หาได้โล่งไม่ “แต่คุณหลวงกะพี่ชายน้องชายรวมทั้งตาของเจ้าคงไม่ยอม”

“ถ้าไม่ยอม ข้าก็พร้อมจะแจงให้ฟังว่า แท้จริงแล้ว ข้าเองก็มิใช่ลูกแท้ของท่าน…พ่อข้าแม่ข้าก็เป็นเพียงจูเหลี่ยแลสยามสามัญ ห่างจากคำว่าชั้นสูงไกลนัก…ก็คงพอๆกะเจ้าที่แม่เป็นสยาม พ่อเป็นมลายู เป็นชาวบ้านธรรมดา” นางเอ่ยวาจาดังคนอายุยี่สิบห้า แจกแจงอย่างชัดเจน “ข้าอยู่กะคุณพ่อก็เจียมตัว ตากะยายสอนข้าไม่ให้มัวเมากะทรัพย์สมบัติ นั่นก็เพราะทุกชิ้นเป็นของพี่กะน้องชาย เราไม่เอาของของใครมาเป็นของของตัว”

“แม่นาง” กันตังฟังแล้วโสมนัส “นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะดีงามแลเฉลียวฉลาดถึงปานนี้…นี่ข้าฝันไปหรือไม่…”

“ข้าคือข้าแต่ไหนแต่ไรมา”  นางบอกเขาด้วยสีหน้าสุขใจ “ข้าชอบคนดีมีความรู้…คุณพ่อสอนอยู่เรื่อยมาว่า ความเป็นคนดี มีเกียรติยิ่งกว่าโจรมีเงิน”

“ก็ข้าเล่า…ข้าเคย…เอ้อ…เคย…รับใช้อยู่ในเรือโจร”

“แต่โจรกะเจ้าคนละคนกัน”

กันตังนิ่งสนิท…คิดสิ่งใดก็มิตก…หัวอกยังคงเลื่อนลั่นด้วยเสียงครั่นครื้นภายในกาย

 

ฝนค่อยๆซาลงไปพร้อมกับแสงแห่งยามสางเริ่มเรื่อรางขึ้นมา ฝ่าแพน้ำที่เหลือเพียงสายน้อย หากยังคงตกปรอยไม่ยอมหยุด

จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าย่ำทรายพรวดๆใกล้เข้ามา

มีเสียงลูกสมุนของโจรใหญ่ถามว่า

“หิวกันหรือยัง…ถ้าหิวก็ไปกินข้าวได้แล้ว”

กันตังก็เลยเปิดผ้าใบขึ้นมา แลเห็นเจ้าต่องยืนอยู่ มีอ่างสังกะสีครอบหัวกันฝนที่ยังคงร่วงหล่นตามลงมา

“ดีที่มีผ้าใบ” ชายหนุ่มก็เลยดึงแขนรุ่นสาวให้ลุกขึ้น

“เลยไม่ทันจู๋จี๋” เจ้านั่นทะลึ่งดีเหมือนกัน สวนทันควันพลางหัวเราะ

เพราะอย่างน้อย นายก็สั่ง

‘มึงไม่ต้องไปบังคับมันนา มันหิวมันมาเอง ถ้ามันยังไม่อยากมา ก็ยังไม่ต้องมา บอกแค่จัดสำรับไว้ให้แล้วแค่นั้น…เฮอะ…จัดสำรับ’ สะลอแมอดขำขันตนเองมิใคร่ได้

แต่ไหนแต่ไรมา เหล่าโจรไม่ถึงกับมีสำรับ ใครใคร่กินกิน ใครยังไม่หิว ยังไม่กินก็ได้ เนื่องด้วยบางทีก็มีงานให้ทำเต็มมือ นั่นก็คืองานในเรือ เป็นต้นว่า เปลี่ยนใบเรือ ซ่อมเครื่องมือเครื่องใช้ที่เสื่อมลงไปด้วยลมฝนแลพายุใหญ่หรือด้วยการยิงกันไปมา หากถ้าเจอเรือค้าบางลำที่สืบรู้มาว่า กลับจากมะละกา จีน ญวน อินเดียที่บรรทุกของดีมีราคามาเต็มลำ มีโอกาสยิงสะกัดกันสนั่นลั่นทะเลอย่างมันมือ

สำรับที่สะลอแมโปรดมีเพียงข้าวโพดต้ม กินกับเหล้าองุ่น ของคาวก็มีเพียงซี่โครงแกะชิ้นใหญ่ย่างไฟสุกๆดิบๆกินกับนาน คือแป้งแผ่นบางของอินเดีย กับผักสดทุกชนิดของภาคใต้

มีเขานั่งกินเพียงลำพังอย่างเหงาหงอย

เมียคนหนึ่งกับลูกสาวคอยเขาอยู่ที่คฤหาสน์ใหญ่ในปีนัง

เมียคนแรกมีบ้านหลังไม่เล็กในดงไม้ พรั่งพร้อมด้วยคนรับใช้ทั้งหญิงชายหลายคน

สะลอแมปรนเปรอนางทั้งคู่อย่างเลอเลิศ ราวจะประเสริฐกว่าเมียขุนนางด้วยซ้ำไป…โดยแวะไปเยี่ยมเมียใหญ่เป็นครั้งคราว

ไปเมื่อใดมักได้ยินสัญญาณเตือนจากทางการครานั้น

น่ารำคาญตายชัก

หนักเข้าก็ต้องปล่อยให้มันส่งเสียง จนกว่าเขาแลเหล่าสมุนทั้งหลายจะถอนสมอออกไป…แล่นลับไปโดยมิได้ปล้นผู้ใดเลยก็ย่อมมี

นึกเสียว่า ต่างฝ่ายต่างก็ทำหน้าที่ของตน

แม้กระนั้น คนอังกฤษก็ยังคงวนเวียนเอาเรื่อง

เมื่อคืน เขาก็เลยเตือนกันตัง

‘จงจำไว้ว่า ฝรั่งไม่เคยดีกะใคร ทุกครั้งที่มันมา มันมาอย่างมีความหมาย เห็นหรือไม่ว่า มันฮุบแต่ละชาติรายทางมาทีเดียว มันใคร่จะฮุบสยาม รู้หรือไม่…เหมือนฮุบอินเดีย พม่า…ถึงกระนั้น ข้าก็จักไม่ทำไรมัน ปล่อยให้ไอ้สามโจรทำกันเองนั่นก็เพราะอังกฤษเคยดีกะเจ้า…อุ้มชูเจ้าจนเจ้าเป็นเจ้า…ไม่เป็นโจรเหมือนข้า…’

สามโจรที่กล่าวถึงก็คือ…สามโจรสลัดรองลงไป แต่ก็แผ่อำนาจใหญ่พอกันอยู่แถบนี้

“ไปกินข้าวกันก่อนดีกว่า ฝนหายแล้วค่อยมาใหม่” สมุนโจรรุ่นใหม่ไม่เคยเห็นหน้ากันตังมาก่อน มีคนเดียวคือ หันที่เคยเห็นกันมา รู้ตื้นลึกหนาบางมากกว่าใคร แต่นายของเขาก็กำชับไว้ ‘หากวันหน้ามึงเจอมัน จะทักกันก็ไม่ว่า แต่ไม่ต้องบอกว่าเคยอยู่ในเรือกูด้วยกัน’

สะลอแมยืนคอยอยู่แล้วภายใต้ชายคาห้องท้ายเรือจับตามองสองหนุ่มสาวผู้ค่อยๆเหยียบบันไดเชือกเก่าคร่ำพาตัวเองขึ้นมายืนอยู่ตรงหน้าเขา ท่ามกลางแสงอมเทาแกมนวลอันผุดเรื่อเรืองขึ้นโดยรอบ ขณะที่ฝนเริ่มซาลงเรื่อยๆจนกระทั่งขาดสาย

ชายผู้เต็มไปด้วยหนวดเคราจึงพาเขาแลนางเข้าไปยังห้องเมื่อคืนที่บัดนี้ไออากาศชื่นบานด้วยประตูที่เปิดกว้างไว้ทั้งสองข้างไหลผ่านเข้ามาพร้อมความโล่งสบาย

“แม่นางเห็นหาดแล้วชอบหรือไม่”

“ชอบค่ะ” นางตอบรับเรียบๆ ผิวหน้าอิ่ม หากก็ยังไม่ถึงกับยิ้มเต็มที่ เพียงแต่รู้สึกดีขึ้น…ที่ว่าดีก็คือ ไม่รู้สึกว่าเขาน่าชังน่ารังเกียจเหมือนก่อนหน้า ด้วยว่ามียิ้มปรายๆอยู่ในตาเขาเหมือนเอ็นดู “อากาศดีกว่าในเรือ”

“เรือนี่เก่าแล้ว” สะลอแมยอมรับ “มันออกจะอับไปสำหรับเจ้า จะต่อใหม่ก็คงไม่ทัน…ถ้าเจ้าผ่านอ่าวตรังก็จะรู้ละว่า มีคนไปให้ที่นั่นต่อเรือมากต่อมาก ฝรั่งก็ยังมาว่าจ้างเพราะราคาถูก…ว่าแต่ว่าเมื่อคืนถูกยุงกัดบ้างหรือไม่”

“ไม่มี”

“มันคงเข็ดกลิ่นสมุนไพร” อีกฝ่ายพยักหน้า

นายล่ากับนายต่องช่วยกันยกกาน้ำชาแลถ้วยกระเบื้องมาวางตรงหน้า มีข้าวโพดต้มสุกใหม่ลอกเปลือกออกแล้วหั่นเป็นท่อนวางมาบนจานทองเหลืองสี่ท่อน พร้อมด้วยกาชาจีนร้อนจนแลเห็นควันอ่อนๆพุ่งจากพวย

ครั้นแล้ว เขาจึงบอกนางอย่างกันเองราวกับนางเป็นลูกของเขา

“ลองข้าวโพดนี่สิ อ่อนแล้วก็หวานมาก กินแล้วจะติดใจ”

กันตังก็เลยหยิบท่อนหนึ่งส่งให้นาง

ดูราก็เลยแกะข้าวโพดต้มสุกใหม่หอมหวานทีละแถวอย่างว่าง่าย ส่งเข้าปาก

 

Don`t copy text!