ข้ามมหาสาคร บทที่ 53 : ลูกโจร

ข้ามมหาสาคร บทที่ 53 : ลูกโจร

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 53 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ครั้นแล้ว ชายหนุ่มจึงขอให้ดูราลงไปยังห้องชั้นล่าง หลังจากบอกกล่าวให้ผู้ควบคุมรับรู้

“ฉันมีเรื่องต้องพูดจากับแม่นายสักนิดหน่อยนะขอรับคุณลุง…หวังว่าคงไม่คิดเป็นอื่น”

ทั้งคู่ไม่ตอบคำว่ากระไร เพียงแต่สบตากันอึดใจหนึ่งพร้อมยิ้มในหน้า

“ฉันจะเปิดประตูไว้ก็แล้วกัน”

ต่อจากนั้น เขาจึงพานางเข้าไปที่ห้องแรกอันเป็นห้องที่เคยนั่งกินข้าว เบาะใบเก่ายังวางซ้อนกันอยู่พร้อมด้วยเชิงเทียนคู่ แต่ประตูอันเปิดกว้างช่วยให้ลมกรูเข้ามา โกรกห้องอันอับด้วยกลิ่นแปลกให้คลายลงไป ขณะที่ใจชายหนุ่มเต้นแรงราวแข่งกับคลื่นแลลมเบื้องนอก

หลังจากจัดเบาะให้นาง โดยเขานั่งถัดออกไป ไม่ถึงกับชิดใกล้ ขณะที่นั่งจนคล้ายเงียบกริบไปพักหนึ่ง นางจึงถามเขา

“เจ้ามีเรื่องใดอยากพูดก็พูดออกมาเลย กันตัง” ดูราคะยั้นคะยอ “รู้หรือไม่ว่า เจ้าทำหน้าท้อแท้เช่นนี้มาหลายวัน ถึงจะดีขึ้นมาก็เพียงประเดี๋ยวหนึ่ง…แล้วก็เหมือนเก่าอีกตามเคย ข้าก็เลยมิสู้สบายใจ”

กันตังก็ได้แต่พยักหน้า พลางสารภาพ

“ข้าเองก็ทุกข์หนัก”

“ทุกข์เรื่องใด…ข้าเป็นหญิงยังไม่ทุกข์ แล้วเจ้าเป็นชาย ไยจึงทุกข์กว่าข้า”

“ทุกข์สิ…ก็ในเมื่อข้ารักเจ้า”

“ข้าก็รักเจ้านี่นะ กันตัง เรารักกัน”

“แต่เราไกลกันนักนะ แม่นาง ข้าคิดว่าคุณหลวงคงมิอาจรับข้าเป็นเขยได้”

“สมมุติว่า คุณพ่อรับไม่ได้ แต่กายกะใจเป็นของข้า” ขณะเอ่ยถึงตรงนี้ น้ำในหน่วยตาเอ่อเต็มนัยน์ตานาง ที่นั่งกันอยู่ห่าง นางก็กระเถิบเข้ามาใกล้ พลางกอดคอเขาไว้ โน้มใบหน้าเขาเข้ามาแนบกับดวงหน้านาง “กันตัง…ข้าไม่มีวันจะรักใครอื่นนอกจากเจ้า”

นางพึมพำพร้อมจับมือเขาไว้แน่น น้ำในตาหยาดลงมาตามร่องแก้ม แล่นเลยไปถึงคาง ขณะที่นางปาดมันออกไปพลางเม้มปากอย่างรวบรวมกำลังใจให้เป็นหนึ่ง

“ถึงเจ้าจะจน จะเคยเป็นสมุนโจร ถ้าตัวเจ้าไม่เป็นโจร แต่เป็นคนดีมีความรู้ ข้าก็พอใจแล้ว” นางกล่าวคำสืบไป “ข้าถึงได้ถามเจ้ายังไรเล่าว่า เจ้ามีงานทำบ้างหรือไม่ เจ้าก็บอกว่ามี…”

เมื่อเอ่ยมาถึงตรงนี้ นางก็ได้แต่สะอึกสะอื้นจนตัวสั่น

“แค่ที่เจ้าบอกว่ามีงานทำ ข้าก็ดีใจจนพูดไม่ออก แต่สมมุติว่าไม่มี…ข้าก็มีทางให้เจ้ามี…”

“ข้าไม่เคยคิดจะมาพึ่งบารมีพ่อของเจ้า” กันตังสวนออกไปในทันที “ข้าไม่อาจทนเสียงเสียดสีเย้หยันว่าข้ามาเกาะใครกิน”

“ที่ข้าว่าเมื่อกี้ มันไม่ใช่อย่างที่เจ้าเข้าใจ…” นางขัดขึ้นทันใดนั้น “ข้าก็แค่ใคร่บอกเจ้าว่า…ถ้าเจ้าพูดภาษาได้เช่นนี้ เจ้าจักเกรงอันใด เจ้าก็ใช้เรือนี่ละ…ตั้งตัว…แม้ไม่มีเรือของเจ้าเอง ก็เช่าเขาไปพลาง…หาสินค้าที่เมืองเทศไม่มีไปขายเขา…ข้าก็เห็นคุณพ่อทำเช่นนี้มานาน…ตั้งแต่มีเรือลำเดียวจนมีสองแลสามลำ…”

กันตังฟังนางว่าราวกับเป็นเรื่องง่าย ก็ได้แต่เอ็นดู จึงเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มตามมา

“เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่า ข้ารักเจ้าตั้งแต่เมื่อใด”

สายตาแพรวพราวที่จ้องจับ ผุดระยับด้วยความหลัง

“เจ้าก็บอกออกมาสิว่าเมื่อใด” นางพึมพำอย่างยินดี

กันตังนิ่งไปอึดใจหนึ่ง…ขณะหวนรำลึกถึงความซึ้งซาบใจในวันที่นางอยู่ในวัยเด็กเล็กเพียงเจ็ดขวบ…เขาเป็นเด็กหนุ่ม…สิบเจ็ดปี…ขณะโรงเรียนปิดภาคใหญ่ จึงรับจ้างเป็นลูกเรือค่อนข้างเล็ก ขึ้นล่องระหว่างปีนังกับเมืองชายฝั่งทะเลของสยาม ซึ่งส่วนใหญ่ที่มาซื้อคือข้าว น้ำตาลทรายแลเกลือ…แต่รังนก ไม้ฝาง ดีบุก พริกไทย เนื้อไม้ ผลเร่ว ตะกั่ว งา แลรงนั้นเป็นสินค้าอันจักค้าขายได้ก็จำเพาะพระคลังสินค้า ดังนั้น พ่อค้าจึงมักจะมารับแค่ข้าวจากนาของคุณหลวงอันเป็นข้าวพันธุ์ดี

“เจ้าอาจจะแค่เจ็ดแปดขวบ”

“จริงหรือ” นางถามไถ่ตื่นเต้น “ก็แล้วเหตุใดคุณพ่อถึงจำเจ้าไม่ได้”

“ข้าอาจโพกหัวหนาไปบ้าง เนื่องด้วยบางทีก็ต้องเอาของหนักทูนไว้…วันนั้นพี่ชายน้องชายของเจ้าก็ไป ชายหนุ่มทบทวนถึงครั้งหนึ่ง…นานมาแล้ว

“ก็แค่นั้นเอง”

“ไม่ใช่แค่นั้น…” เมื่อเอ่ยมาถึงตรงนี้ กันตังได้แต่เจ็บร้าวในหัวใจเมื่อนึกถึงวันอันร้ายกาจวันหนึ่ง…วันที่สะลอแมใช้ดาบฟันขุนเทพอักษรแลเมียของเขาจนขาดใจไปต่อหน้า…วันที่เขาตัดจอมโจรออกจากชีวิตดุจดังเด็ดผลไม้พิษออกจากขั้ว…พลันก็เหวี่ยงมันออกไป…วันที่เขากระโจนลงทะเล…หวังตายดับเนื่องด้วยรับมิได้ในความหินชาติ จำเพาะเมื่อล่วงรู้ ขุนเทพฯ แลนางเทียนทิ้งลูกกำพร้าไว้ผู้หนึ่ง…เป็นหญิง…เพิ่งห้าขวบ

จวบจนถึงวันเวลาที่โชคชะตาผกผัน พาเขาไปจนถึงนาข้าวของคุณหลวง…ได้พานพบดวงใจของชายหญิงผู้วายชนม์…แลตนเองติดตาตรึงใจในดวงแก้วแสนวิเศษผู้ยังเป็นเด็กหญิงเล็กน่ารักจนอยากกอดไว้ไม่จากลา

ครั้นแล้วก็ต้องลาจากด้วยความจำเป็นบีบบังคับ

 

แลนับจากนั้นเป็นต้นมา ก็หาโอกาสเช่นนั้นอีกมิได้ จนกระทั่งนางมีวัยสิบสามปี แลเขายี่สิบสาม

นางพายเรือมากับตายายแลคนรับใช้ชายหญิง มาเทียบข้างเรือค้าที่ว่าจ้างเขาเป็นหนึ่งในลูกเรือ มาถามหาผ้าเนื้อดีของชวา

จะเอาไว้โพกหัวเพลาแดดแรง เสียงอ่อนหวานของนางยังคงดังกังวานอยู่ในหูจนบัดนี้

“ข้ายังจำวันนั้นได้ดี” ในที่สุดเขาก็เอ่ยสืบไปหลังจากเพ่งพิศดวงตา จมูก ปาก คิ้ว คางแลจอนเล็กข้างหู

นางดูเป็นสตรีไม่เหมือนใคร

“ไม่มีวันลืมจนต้องมา…ไม่มาไม่ได้”

ภายในห้องเงียบสงัด ลมบางโชยระรวย ช่วยให้ยามทะเลคลั่งลับหาย เรือแล่นเรียบร้อยคล้ายใคร่ฟัง…เสียงระฆังชีวิตโหยละห้อย น้ำสายน้อยไหลหลั่ง อาบใบหน้าทั้งหญิงแลชาย

ต่างก็โผเข้ากอดกันไว้…แนบแน่น

“แต่…ความไม่คู่ควร…กัน…ก็…ยังอยู่” เขาเอ่ยต่อกระท่อนกระแท่น “ข้า…ไม่รู้…ว่า…จะ…เป็น…ไรอีก”

“กันตัง…เจ้าต้องไม่ร้อนรนให้มากไป…ไหน…บอกข้ามาสิ…ว่า…งานที่เจ้าว่ามี คืองานใด”

“งาน…สั่งสินค้าจากสยามไปขายปีนัง”

“กันตัง” นางร้องดังมากคราวนี้ “แล้วนี่เจ้าจะยังเกรงอันใด…เจ้ามีงานดีทำแล้วไรเล่า”

“งาน…สำหรับข้า คือเรื่องง่าย…ทรัพย์…ก็ไม่กระไรนักหนา…” ชายหนุ่มพาที “แต่โคตรเหง้าเหล่ากอนี่สิ…”

“โคตรเหง้า” ดูราทวนคำดังเช่นผู้ไม่ล้ำลึกในสิ่งนี้ “ข้าก็ไม่เห็นจะเคยนึกว่าโคตรเหง้าเจ้าจะเลวทรามต่ำช้าตรงไหน…ก็คือคนมลายูกะคนสยามทั่วไป…ข้าเคยบอกเจ้าแล้วไรว่า…พ่อแม่ข้าก็คือจูเหลี่ยกะสยามธรรมดา เพียงแต่เป็นคนของหลวงเท่านั้น…แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นคนของหลวงชั้นสูง…เออ…ถ้าพ่อข้าคือเจ้าพระยานคร เจ้าจะเดือดร้อนบ้างก็สมควร”

“ความเดือดร้อนไม่ได้เกิดจากข้างเจ้า แต่เกิดจากข้างข้า” กันตังแน่ใจแล้วว่า เมื่อเจรจากันมาถึงตรงนี้ ก็ควรที่จะซักฟอกทุกสิ่งให้สิ้นกังขา ก่อนเผชิญหน้ากับหลวงประกาศบุรี

“ข้างเจ้าคืออย่างไร กันตัง” นางถอนมือจากมือเขาขึ้นลูบไล้ดวงหน้าชายหนุ่ม แววตาอ่อนโยนนุ่มนวล พลางปลอบประโลม “ข้าเป็นหญิง…มิว่าสมัยไหน…ก็ต้องคิดมากกว่าชาย แต่ข้าว่าข้าตกลงใจแล้วโดยเด็ดขาดแลโดยง่ายว่า ข้าจักไม่ฉีกทึ้งชีวิตแลความรักของข้าที่มอบให้เจ้า…ไม่…เป็นอันขาด…คำว่าโคตรเหง้าไม่มีอำนาจใดเลยสำหรับข้า ถ้าเจ้าทำทุกอย่างให้ข้าแลเห็น…ว่าเจ้าคือใคร”

“ข้าคือใคร แม่นาง” ชายหนุ่มถามเสียงพรึงเพริด ตระหนกเกือบสุดขีด

หากคำตอบที่ได้รับกลับทำให้ร่างทั้งร่างของเขาเยือกเย็น

“เจ้าคือยาจกที่มีหัวใจเจ้าชาย”

“แม่นาง” น้ำตาที่เมื่อครู่ไหลลงมามิรู้ตัวแลดูราวจะแห้งหายไปแล้ว กลับซึมขึ้นมาด้วยความสุดซึ้งในถ้อยคำ “แม่นางเชื่อข้ามากจนข้านึกละอาย”

“แต่ที่เจ้าบอกข้าว่าเจ้ามีงานสั่งสินค้าจากสยามไปขายปีนัง ข้าก็ดีใจยิ่งนักแล้ว”

“แม่นาง…พักเรื่องหากินไว้ก่อน ข้าเริ่มเรื่องร้อนใจไว้แล้วจักต้องต่อให้จบ…จบแล้ว แม่นางจักได้ลงความเห็นอีกทีว่า ข้าจะยังครองตำแหน่งเจ้าชายได้รือไม่” ประโยคท้ายคล้ายแกมหยอกเอิน หากก็เกินกว่าจะพ้นทุกข์ “นั่นก็คือ…ข้าอยากจะสารภาพเกี่ยวกับกำพืดที่แท้ของข้าว่า…ข้าไม่ใช่แค่สมุนของสะลอแม”

ปลายเสียงของเขาคราวนี้แสนสลดหดหู่จนน้ำตาแทบจะพรูลงมาอีก

“กันตัง” คราวนี้นางเบิกตากว้าง “เจ้ากำลังจะบอกข้าว่า…”

“สะลอแมคือพ่อของข้า”

เพียงแค่สิ้นคำ นางก็ได้แต่ตื่นตะลึงอึ้งอั้น…จนคล้ายกับลืมหายใจ

Don`t copy text!