ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 33 : ชีวิตหนูไม่เคยขึ้นกับใคร

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 33 : ชีวิตหนูไม่เคยขึ้นกับใคร

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 33 –

ครั้นแล้ว ครู่ใหญ่ต่อมาสมุทรไทก็ขับรถลาจากเมืองวาเรนนาอันเป็นหนึ่งในหมู่เมืองทั้งสี่ที่ไปแล้วกลับมาแล้วเพียงหนึ่ง คือเบลลาโจ

หากเสียงโยธีก็ดังขึ้น

“คุณปู่ครับ นี่ผมก็ยังเสียดายอยู่เลยนะฮะที่ไม่ได้พาคุณปู่คุณย่าไปอีกสองเมือง ก็คือเมืองโคโมกับเล็นโนน่ะครับ แต่ผมเองก็ไม่เคยไป เพียงแต่ทราบว่าสวยมากเหมือนกันฮะ”

“ก็เอาเถอะน่ะ แค่นี้ก็พอสมควรแก่เวลาแล้วนี่โย” ปู่บอกกล่าวแจ่มใส…แต่ส่วนลึกที่ลึกกว่านั้นก็ยังมี…มากกว่าการท่องเที่ยวในถิ่นที่แปลกออกไป “แค่ที่กินดีที่อยู่สบาย ที่ที่ไปก็ล้วนแต่น่าตื่นเต้น ก็ถือเป็นยาอายุวัฒนะอยู่แล้ว…ขอบใจโยมากจริงๆที่ช่างหาที่เที่ยวให้มาเดินเล่น..ขอบใจไทอีกคนที่ขับรถดั้นด้นมาไกล แต่ไม่บ่นซักคำ”

“ผมก็ชอบด้วยแหละครับคุณปู่” เสียงคนขับดังกังวาน

เขาคงเบิกบานเมื่อสักครู่…บนฟ้านึกในใจ…ทั้งเมื่อคืนและเมื่อเช้าที่เขาทายาให้ ตาต่อตา ใจต่อใจมิได้คลาดไปจากกัน

พี่ปันก็พี่ปันเถอะน่ะ หาได้กลัวเกรงใดไม่

“อีกแค่สองชั่วโมงก็ถึงมิลานแล้วคุณปู่…คุณย่า…พ่อล่ะฮะ หิวไหม น้องเยียล่ะจ๊ะ” โยธีส่งเสียงจากข้างหน้าเรื่อยไป ขณะที่สมุทรไทพารถผ่านอุโมงค์กลับออกมา แต่ขากลับนี้ ทุกอย่างดูง่ายขึ้น

ยาเยียกำลังอารมณ์ไม่ดี…จึงไม่มีเสียงจากด้านหลัง…ชวนให้หญิงสาวผู้นั่งเยื้องอยู่ด้านหน้าหันไปเหน็บแนม

“น้องเยียคงอิ่มแล้วมั้งนะ…ได้เห็นฟ้ากับน้ำจดกันสวยมากจังเลยนะคะ” เจ้าตัวลากเสียงมีความหมาย

แต่ไม่มีเสียงตอบจากอีกฝ่าย

ยงยุทธก็เลยเหลือบมองหน้า แล้วตอบแทนกลับไป

“สงสัยจะเริ่มง่วง” ครั้นแล้วจึงหัวเราะๆเพราะรู้นิสัย…ถ้าเริ่มนิ่งละก็…หมายถึง…ไม่พอใจอย่างแรง

“หิวหรือเปล่าล่ะน้อง” พี่ชายยังคงเอาใจ

“เดี๋ยว…อีกซักพักก็แวะเลยดีกว่า” ปรายออกคำสั่ง “ให้ทุกคนเข้าห้องน้ำ…ทานไอศกรีมกันสักคนละถ้วยดีไหมย่า”

ตลอดทางบนไฮเวย์ มี Autoqrill หรือกลุ่มอาคารร้านสรรพสินค้าอาหารเครื่องดื่มและอื่นๆ รวมทั้งห้องสุขาคอยบริการนักท่องเที่ยวที่ผ่านมาแวะพักเป็นระยะอย่างสะดวกสบาย จึงมิต้องห่วงกังวลใดๆ

“ดีเหมือนกัน”

ถึงอย่างไร สมุทรไทก็ต้องแวะกลางทางระหว่างชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมงอยู่ก่อนแล้ว ตามกฏเกือบจะทั่วไปของการท่องเที่ยวทางไกลที่ต้องให้ผู้โดยสารได้ถ่ายน้ำออกจากตัว เปลี่ยนอิริยาบถเพื่อให้หายเมื่อยล้า ก่อนจะเดินทางต่อไป

“น้องเยียมานี่” ปรายลงจากรถแล้วรีบหันไปคว้าแขนเด็กสาวมาคล้องไว้พลางสัพยอก “พอดีร้านแถวนี้ไม่มีโดรนขายไงหนู คงต้องถึงมิลานก่อน…ถ้าอยากดูเราไปดูกัน…ดีไหม”

บนฟ้านึกขอบใจพี่ชายอย่างที่สุดที่คอยเป็นธุระฉุดรั้งตั้งใจแยกเด็กที่ดูเหมือนเรียบๆ แต่กลับเปรี้ยวเปรียวเฉี่ยวเฉียดกลั่นกล้าออกไปเสียจากข้างกายเพื่อนหนุ่มผู้ถึงอย่างไรก็ต้องระมัดระวังกิริยา

“คุณปู่คุณย่าคุณลุงน้องบนจะทานอะไรกันมั่งฮะ…สั่งได้เลย” สมุทรไทบอกกล่าวเมื่อพาทุกคนไปยืนแซงกับผู้คนอันอลหม่านกลางห้องใหญ่ที่มีอาหารว่างเครื่องดื่มให้ซื้อแบบเซลฟ์ เซอร์วิส

“กาแฟร้อน ไอศกรีม น้ำสตรอเบอร์รี่…คุณลุงล่ะฮะ”

ครู่ต่อมา ชายหนุ่มก็ถือถาดมาวางลงบนโต๊ะกลมสูงกลางห้องที่นักท่องเที่ยวมาอาศัยใช้ด้วยกัน เนื่องด้วยไม่เหลือที่ให้นั่งอีกเลย

“เมื่อยไหมครับคุณย่า” เขาคอยเอาใจใส่ไต่ถาม

แต่ยงยุทธตีความอยู่ในใจ

‘ไทคงกำลังประจบจะเข้าไปเป็นเขย’

หากเขาก็เอ่ยถาม ‘คุณลุง’

“กาแฟของเขาดีไหมฮะ”

“ดีไท…ใช้ได้เลยแหละ หอม เข้มข้น” พลางเหลือบไปทางปลายห้องที่ปรายกับโยธีกำลังพายาเยียไปเรสต์รูม

“คุณลุงอยากซื้ออะไรไหมฮะ เขาก็มีของหลายอย่างเหมือนกัน…แว่นตาก็ยังมีเลยฮะ”

“อ้อ…งั้นหรือ”

“ครับ” ผู้พูดดูดน้ำแอปเปิ้ลหมดกล่องพอดี ครั้นแล้วจึงบอกหญิงสาว

“น้องอยู่เป็นเพื่อนคุณย่านะฮะ พี่จะพาคุณลุงไปดูแว่นตา”

แต่แม้เขาจะเอาใจพ่อของโยธีด้วย หากอีกฝ่ายก็ไม่เปลี่ยนใจที่เชื่อตลอดมาว่าเขาใคร่เข้าไปเป็นเขยบ้านปราย

ทั้งคู่เดินเลยไปถึงตู้กระจกที่อยู่ลึกเข้าไปแล้ว ปู่จึงพึมพำ

“นี่เราใช้ไทมากเกินไปหรือเปล่าน้องบน”

“ไม่มั้งปู่ เขาดูเต็มใจทำนะปู่ขา…” อีกฝ่ายทอดเสียงเปี่ยมศรัทธาจนย่ายิ้มๆ “เขาชอบขับรถ ชอบถ่ายรูป ปู่ก็รู้”

“แล้วชอบอะไรอีก” ปู่แกล้งถาม

เจ้าตัวก็เลยตอบด้วยสีหน้าชอบชื่นรื่นรมย์ ดวงตางามเป็นประกายวามวาว

“ชอบหนู”

ต่อจากนั้นเพียงไม่นาน สมุทรไทก็พารถไปถึงสนามบิน พาปู่ย่า ยงยุทธและหญิงสาวทั้งคู่เข้าไปนั่งรอสามหนุ่มช่วยกันขนกระเป๋าใหญ่ทุกใบเข้าไปฝากไว้ที่ห้องฝากของของสนามบิน เหลือเพียงกระเป๋าใบเล็กที่จะนำติดตัวเข้าไปพักค้างอีก 2 คืน ณ อพาร์ทเม้นท์ใจกลางเมืองมิลานที่โยธีจองและจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว

พอดีได้เวลาอาหารหนัก ปรายจึงชวนปู่ย่าและยงยุทธไปนั่งที่โต๊ะในฟู้ดคอร์ท สั่งพิซซ่าและสปาเก็ตตี้มาให้ผู้อาวุโสและน้องสาวทั้งคู่ผู้นั่งเงียบๆไม่พูดจาคนหนึ่ง กับอีกคนอารมณ์ดีมีแต่ยิ้มทั้งปากและนัยน์ตา

“น้องเยียชอบพิซซ่าไหมน้อง” ปรายต้องคอยชวนคุย แม้จะเข็นไม่ค่อยขึ้นเพราะอีกฝ่ายไม่ปริปากเอาแต่นิ่งเฉย เลยไปถึงหน้าบึ้งบางนาที

“อย่าเพิ่งไปคะยั้นคะยออะไรเลย” พี่ชายของอีกฝ่ายส่ายหน้า “ถึงเวลาเค้าก็พูดเองกินเอง”

“หรือจะต้องให้ไทอ้อนวอน” เพื่อนของพี่สัพยอกขณะที่สมุทรไทตัดแบ่งพิซซ่าใส่ในจานให้ผู้ใหญ่ทั้งสาม

ครั้นได้ยิน ก็เงยหน้าขึ้นถาม

“เอาไหม น้องเยีย พี่ตัดให้”

ที่หน้าบึ้งเมื่อสักครู่ ก็ดูเหมือนจะมียิ้มอมๆผสมเข้ามานิดหนึ่ง…นิ๊ดเดียว

ดังนั้น ชายหนุ่มจึงตัดพิซซ่าหนึ่งชิ้นใส่ลงในจานของหล่อนผู้นั่งตรงข้าม เยื้องออกไป

“เฮ้อ…กูละก็…อิจฉามึงไม่หายเลยวะไท” ปรายทำเสียง

ชวนให้ทั้งปู่และย่าผู้กำลังเคี้ยวต้องทำตายิ้ม แต่ยงยุทธพึมพำกับโยธีเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้ยิน

“พิซซ่านี่ก็รสดีนะ”

“ถ้าไม่ดี ก็ถือซะว่ากินแก้หิวละกันพ่อ” ลูกชายบอกกล่าว “เก็บกระเพาะไว้ทานของดีๆในตัวเมืองดีกว่า เพราะกว่าจะนั่งบัสเข้าไปถึงสถานีรถไฟก็อีกเกือบชั่วโมง…ว่าแต่ว่าพ่อก็ต้องเก็บเรี่ยวแรงไว้เดินดูแสงสีเมืองแฟชั่นตอนกลางคืนเหมือนกันนะพ่อนะ…คุณปู่คุณย่าล่ะครับ…จะเดินไหวไหม ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืนออกไปเดินนะฮะ…แต่สำหรับผม ต้องขออนุญาตเดินนิดหน่อย…บางทีก็อาจจะนัดเพื่อนเก่าออกมาระลึกถึงความหลังครั้งยังเรียนอยู่ที่นี่ก็ได้นะฮะ…นะพ่อนะ…พ่อจะไปกับผมก็ได้…เยียล่ะ…จะไปกะพี่ไหม…เผื่อคุยกับเพื่อนพี่ติดใจ ปีหน้าอาจบินมาเรียนต่อก็ยังพอเป็นไปได้นี่นา”

แต่น้องของเขาทำหน้าเฉย ไม่โต้ตอบ ก้มลงจิ้มชิ้นแป้งในจานเข้าปากอย่างเงียบๆ

ยิ้มเฉียบจากหญิงสาวผู้นั่งเยื้องกันก็ผุดขึ้น

 

กินของว่างจบสิ้นจึงได้เวลาออกมาพารถไปยังที่จอดของบริษัทเพื่อให้โยธีคืนรถเสร็จสรรพ

“มึงยอดเลยว่ะ ไท” ปรายชูนิ้วขณะเดินตรวจสภาพรอบรถก็พบว่าเนียนเรียบเหมือนตอนที่ขับออกไป ไม่มีร่องรอยขูดขีดแม้สักน้อย “คุ้มจริงๆ…ไอ้เช่ารถขับเองนี่…ถ้ามือเจ๋งแล้วละก็…ดีกว่าระหกระเหินเป็นไหนๆ…เดี๋ยวขึ้นรถไฟ เดี๋ยวลงเรือ เดี๋ยวตะกายขึ้นบัส อีกกระเดี๋ยวก็แท็กซี่ขนาดกูกล้ามแข็งๆยังแหยงเลยมึง”

ปู่ก็เลยบอกเขา

“ขอบใจไทมากเลยนะ…มาเที่ยวนี้ปู่สนุกมากเลย”

“ขอบพระคุณคุณปู่เช่นกันครับ” เขาพนมมือไหว้ “ผมก็สนุก…แล้วก็…เอ้อ…สบายใจมาก…ที่ทุกคนประทับใจบ้านเมืองของเขาพอๆกัน…”

แสงแห่งยามบ่ายทอดอ่อนๆท่ามกลางบรรยากาศกำลังดี ต่างก็ขึ้นรถบัสใหญ่ที่จอดอยู่แถวหน้าประตู 4 สักไม่กี่นาที คนก็เต็ม รถพาแล่นออกจากสนามบินเรื่อยไป ผ่านหมู่ไม้ตึกรามสลับสับหว่าง ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่กำลังคล้อยต่ำ แต่ภายในรถก็ฉ่ำเย็น

บนฟ้านั่งคู่กับสมุทรไทราวเคยฝันร้าย แล้วผวาตื่น พลันก็ได้ชื่นใจเมื่อพบเขา

“พี่ไทคะ…คืนนี้ เราออกไปเดินเที่ยวกันสองคนดีไหม”

“ก็ดี” เขาเหลือบมาพร้อมยิ้มพยักหน้า “พี่ก็นึกอยู่เหมือนกัน เพราะค้างสองคืนนี่ก็ถือว่าส่งท้ายรายการเที่ยวกันแล้วใช่ไหม”

“ถึงบ้านแล้ว…” หญิงสาวเว้นระยะอึดใจจึงเอ่ยต่อ “พี่ต้องไปสอนเด็ก หนูก็ต้องไปทำงานให้บริษัท…เราจะต้องจากกันไหมพี่ไท”

“พี่เลิกสอนแล้วก็มาหาน้องได้ทุกวันอยู่แล้วน่า…ไม่ต้องกลัวว่าพี่จะหายไปไหน…ควรกลัวพี่ปันมากกว่า เพราะเขาดูท่าว่าไม่ค่อยพอใจให้น้องคบกับพี่”

“พี่ไทจ๋า…” บนฟ้าลากเสียง “พี่ต้องรู้นะว่าชีวิตหนูไม่เคยขึ้นกับใคร”

ปู่ย่านั่งแถวหน้าซึ่งมีที่ว่างคู่กันพอดี

ยาเยียนั่งกับพ่อของหล่อน ฝ่ายปรายต้องแยกกันกับโยธี หากก็ยังมีเวลาเอี้ยวตัวมาหลิ่วตากับสมุทรไทและน้องสาวผู้นั่งหลังสุด

“ไม่เอาน้อง ต้องไม่พูดเรื่องเศร้า” ชายหนุ่มปรามพลางบีบมือหญิงสาวไว้แน่น “เอาเป็นว่า คืนนี้เราไปเที่ยวกัน…แต่ต้องไม่ลืมทายา”

“พี่ไทยังจำได้”

“ทำไม…คิดว่าลืมแล้วหรือ” เขาพึมพำข้างหู

ผู้โดยสารชาวอิตาเลียนนั่งถัดไป เหลือบมองคนเอเชียทั้งคู่นิดหนึ่ง…มิรู้ว่าจีนหรือญี่ปุ่น เห็นแต่จับมือกระซิบกระซาบ…ฝ่ายหญิงขาวสวย วงหน้ารูปไข่ สวมหมวกถักสีแดงเข้มเข้ากับเสื้อหนังดำขลิบแดง ฝ่ายชายสวมแจ็กเก็ตสีกรมท่า หน้าตาคมคาย เพียงแต่ผิวสองสี ไม่ดูเป็นจีนหรือญี่ปุ่นแม้แต่น้อย

หากก็ไม่ใช่อิตาเลียนแน่นอน

“น้องจะทายาแล้วไปเที่ยว แล้วกลับมาอาบน้ำทายาก่อนนอนหรือจะยังไง เพราะป่านนี้ยาก็คงหมดฤทธิ์ไปนานแล้ว”

บนฟ้าก็เลยนิ่งคิด หันไปยิ้มด้วยประกายในแสงตา

“ก่อนไป พี่จะมีเวลาทายาหรือคะ”

“นั่นซี” เขาได้แต่นึกถึงเสื้อนอนมันลื่น…เลยไปถึงความตื่นเต้นขณะแลเห็นรอยเขียวคล้ำแผ่นกว้างทาบอยู่ตรงกลางเนื้อสวย “สงสัยจะทาไม่ได้…คงต้องรอกลับจากเที่ยว…อาบน้ำแล้วทาแล้วนอนเลยดีกว่า”

“พี่ไท” หล่อนได้แต่ช้อนนัยน์ตาสบตา “ขอบคุณพี่มาก”

Don`t copy text!