ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 36 : ของหรือคน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 36 : ของหรือคน

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 36 –

เสียงที่ดังขึ้นข้างๆ ‘จ๊ะเอ๋’ ทำให้ทุกคนหันไป จึงแลเห็นทั้งสี่ยืนอยู่ใกล้นิดเดียว

ยาเยียก็เลยหัวเราะคิกคัก

“นึกแล้วว่า…พี่บนคงยังไปไม่ถึงไหน คงง่วนซื้ออะไรอยู่แถวนี้”

ปรายได้แต่สบตากับสมุทรไท คล้ายจะบอก

‘ไงๆก็ไม่พ้นอยากเจอมึง’

แต่เท่าที่เอ่ยออกมาก็คือ

“น้องเยียนี่ก็แปลก ไอ้นั่นก็ไม่ชอบไอ้โน่นก็ไม่ถูกใจ เลยไม่ซื้ออะไรซักอย่าง ทั้งๆข้าวของที่นี่มันมีสารพัดจะให้เลือก”

“ก็น้องอยากได้โดรนไงพี่”

“เฮ้อ” ปรายทอดถอนใจ “น้องน่าจะเป็นผู้ชายมากกว่านะ…ขนาดพี่เป็นผู้ชาย ยังไม่เคยอยากซื้อโดรนเลย”

“แต่กูอยาก” โยธีแซงขึ้นมา “ตั้งใจว่ากลับไปนี่จะซื้อคนละเครื่อง…นะพ่อนะ…พ่อให้ซื้อใช่ไหม…ก็จะต้องปรึกษาพวกที่เขาชำนาญการโดรนก่อนว่า ซื้อราคาไหนถึงจะใช้คุ้ม”

พ่อของทั้งสองได้แต่ฟังเงียบๆ ไม่ปริปากใดๆ ลูกก็เลยกระเซ้า

“สงสัยพ่อกลัวจะไปเลือกอย่างเป็นแสน”

“นะคะพ่อขา” ยาเยียก็เลยหอมแก้มบิดาฟอดหนึ่ง “พ่อก็เป็นวิศวะทั้งที”

“คิดดูก่อน” พ่อของหล่อนบอกยิ้มๆ พลางหันมาทางปู่ “เดี๋ยวนี้เด็กเล็กๆก็มีโดรนเล่นนะครับ…สมัยผมนี่ จะซื้อเลโก้ซักกล่อง แม่ยังคิดแล้วคิดอีก”

ปู่ก็เลยพยักหน้าเนื่องด้วยขณะนี้อารมณ์กำลังดีมาก แม้จะยืนรอเดินรอย่ากับหลานซื้อของ ย้ายจากสบู่ไปหาลิพสติคเพราะหลานอยากได้ไปฝากใครต่อใครตั้งแต่มารดา ป้า น้า ที่เป็นสะใภ้ พนักงานในบริษัทเลยต้องปักหลักยืนเดินมองไปรอบๆ แต่จะแยกตัวไปหาสินค้าที่ตนเองชอบ สมุทรไทก็ขอให้รอก่อน

ท้ายที่สุดจึงต้องมาเจอะเจอคนหน้าเดิมอีกจนได้

“มันคนละสมัยแล้วไงคุณ” ปู่ตอบ หากก็เมินหน้าไปจากยาเยีย เพราะถึงอย่างไร ก็รู้ว่าตนเองไม่มีวันรับได้ในอากัปกิริยาของหญิงสาวผู้ไม่รู้จักควบคุมมารยาท รู้ทั้งรู้ว่าคู่นี้เขาหมายตาหมายใจกันอยู่ จู่ๆก็เข้ามาแทรกกลางเสียอย่างนั้น “สมัยใหม่นี่ไงๆก็ต้องล้ำหน้านำสมัยเข้าไว้ก่อน…ดีหรือไม่ดีไม่สนใจ ต้องเข้าไส้เอาไว้ก่อน”

“อูย…นี่คุณปู่ว่าหนูหรือเปล่าคะ” ยาเยียถามไถ่อย่างไม่กลัวไม่เกรงใดๆ

แต่ปู่ก็ไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มๆ

“ว่าแต่ว่าปู่ย่าเมื่อยหรือยัง ถ้าเมื่อยเหนื่อยอยากกลับก็กลับได้นะ ปรายไปส่ง” หลานชายถาม

“เดี๋ยวก่อน…ยังไม่กลับ ยังอยากไปเดินดูที่สรรพสินค้าตรงนั้นอีกหน่อยว่าเขามีอะไรขายมั่ง”

“งั้นก็ไป ถ้าเหนื่อยค่อยแวะดื่มอะไรนิดหน่อยค่อยกลับบ้าน” ปรายเริ่มจัดการทั้งเวลาและสถานที่ตามอัชฌาสัย

ต่อจากนั้น ทุกคนก็ใช้ชั่วโมงเต็มในห้างสรรพสินค้าที่คราวนี้ปู่ซื้อแก้วเนื้อกระเบื้องเขียนสีฝีมืออิตาเลียนแท้ 5 ใบ แต่ละใบงดงามด้วยลวดลายต่างกัน

“จะไปฝากปันปุญให้มันกินน้ำมากๆ เอาตั้งไว้บนโต๊ะทำงาน” ปู่เป็นคนเลือกแก้วด้วยตนเองอย่างยิ้มย่องผ่องใส ด้วยว่าเป็นคนชอบสะสมแก้ว ทั้งแก้วน้ำ แก้วไวน์ แก้วเชมเปญ แก้ววิสกี้และอื่นๆ… “แล้วก็นายบูรณ์แม่เฟื่อง…แต่ต้องพลิกดูก้นแก้วให้ดีนะว่าเมดอินอิตาลีแท้ ไม่ใช่ไปถึงกรุงเทพฯแล้วกลายเป็นเมดอินที่อื่น”

“ว่าแต่ว่า น้องเยียเอาไหม พี่ซื้อให้” ปรายถาม

“ล้อเล่นอ๊ะป่าว” เด็กสาวทอดเสียง “มาทั้งทีซื้อแก้วให้น้องใบเดียวเนี่ยนะ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อีกฝ่ายออกอาการรื่นรมย์

ขณะที่ทั้งยงยุทธและโยธีมองดูปรายอย่างเล็งแลราวกับนัดกันว่า…หนึ่งในทายาทพงษ์เทวฤทธิ์ผู้นี้จะไยดียาเยียจริงจังหรือไม่ เนื่องด้วยปรายมีลักษณะทีเล่นทีจริงตลอดมา

สมุทรไทในยามนี้จึงมีแต่โล่งอกที่เพื่อนดึงเอาภาระค่อนข้างลำบากใจไปเสีย

เหตุไฉนเขาจะไม่รู้สึกถึงสายตายงยุทธผู้คอยเฝ้าติดตามเขากับยาเยียตลอดการเดินทางคราวนี้อย่างเงียบๆ

แม้ดูเหมือนเขาจะเป็นพ่อที่เรียบๆตามใจลูก หากก็มิได้หมายความว่าจะไม่ดูแลความเรียบร้อยตั้งแต่เรื่องเรียนไปจนถึงเรื่องเลือกคู่

ท่าทางเขาดูก็รู้ว่า ยังไม่จุใจ หากชายในดวงใจของลูกวัยรุ่นคือเพื่อนของโยธีผู้นี้

“ก็แล้วน้องอยากได้อะไรล่ะ บอกมาเลย ถ้ามีแถวนี้จะซื้อให้ทันทีเลย”

“จริงอ่ะ” ยาเยียหรี่ตา “แน่ใจนะว่าพูดจริง”

“จริงเซ่…” ปรายเองก็อยากตอบโต้ ค่อยๆดึงเอาน้องของโยธีออกมาปรากฏกายให้ทุกคนได้เห็นว่าหล่อนคือเช่นไร “พี่พูดอะไรพูดจริงอ่ะคะ”

“พี่ปรายเนี่ย” อีกฝ่ายก็เลยตีแขน “คุยกับพี่สนุกทุกวัน”

“แล้วคุยกับใครไม่สนุก” อีกฝ่ายรุกเรื่อยไป “ไหนน้องว่าอยากได้อะไรก็ไม่เห็นบอก…”

ยาเยียก็เลยอึ้งไป หากก็แย้มพรายไว้นิดหนึ่ง

“ขืนน้องบอก พี่ก็คงร้องดังทั่วมิลานมั้ง”

“ถ้างั้นก็มาถึงคำถามรองสุดท้าย…ของหรือคน” ปรายพ่นพิษเข้าใส่

ยาเยียก็เลยหัวเราะหัวใคร่นัยน์ตาระยับ

บนฟ้าแทบจะระงับความชังไว้มิได้ แม้พยายามรักษามารยาทก็เป็นไปอย่างยากเข็น จึงรีบตัดบท

“ไม่เอาละ พี่ปราย หนูพาปู่ย่ากลับห้องก่อนดีกว่า…ดีไหมปู่…”

สองผู้อาวุโสกำลังดู ‘การแสดง’ เพลินอยู่ ใคร่รู้เหมือนกันว่า จุดจบของเรื่องจะอยู่ตรงไหน

หากเมื่อเห็นสีหน้าหลานก็เกรงว่าเหตุการณ์จะบานปลาย ก็เลยบอก

“กลับก็ดีเหมือนกัน…ซื้อของได้พอแล้ว”

“ยังมีพรุ่งนี้อีกทั้งวันกับครึ่งคืนนี่คะคุณปู่” ยาเยียทำเสียงหวานไม่รู้ไม่ชี้ คล้ายไม่มีความรู้สึก

แต่แท้จริงแล้วมี

สมุทรไทเพียงแต่เหลือบมอง เห็นสีหน้าหญิงทั้งสองต่างกัน

หนึ่งนั้นเริงร่า ด้วยว่า ยั่วขึ้น

แต่อีกคนที่เคยเป็น ‘ยืนหนึ่ง’ กลับตีไม่ตื้นตามเคย

เขาก็เลยตัดบท หันไปถามปู่

“คุณปู่อยากนั่งพักซักครู่แล้วค่อยกลับหรือจะกลับเลยล่ะฮะ”

“กลับเลยดีกว่าไท…เมื่อยแล้ว”

“แต่ปรายยังไม่กลับนะปู่นะ จะชวนคุณลุง นายโยกับน้องเยียเดินดูอะไรไปเรื่อยๆ…ดีไหมครับคุณลุง หรือว่าอยากกลับ”

ยงยุทธไม่หวังเห็นลูกสาวระรานน้องของปราย จึงแข็งใจตอบทั้งๆอยากกลับไปนอนเต็มประดา แอบซื้อผ้าพันคอไปฝากผู้รู้ใจ ยาเยียเห็นเข้าก็ทำท่ากระเง้ากระงอดแกมเหน็บแนม ยังความเหนื่อยหน่ายจนมิรู้จะทำอย่างไรดี เพราะตนเองก็ถลำลึก ยอมเป็นเบี้ยล่างลูกมาแสนนาน

ดังนั้น จึงตอบปราย

“เราเดินกันต่อดีกว่า ถ้าเมื่อยก็แวะหาที่นั่งแถวนี้ หรือจะนั่งจิบไวน์ซักแก้วก็ยังดี”

“ดีเลยคุณลุง” ปรายเห็นชอบทันใด

“ดี ดี ดี” เด็กวัยรุ่นชูแขน ซอยเท้าถี่ พลางหันมาทางสมุทรไท “พี่ไทอยู่ชนแก้วกับน้องดีไหมคะ”

ชายหนุ่มอยากดื่มไวน์อยู่เหมือนกัน…พร้อมกันนั้นก็คิดว่าทั้งปู่ย่าบนฟ้าก็อาจอยากนั่งทอดอารมณ์สบายบนที่นั่งริมลานใหญ่ที่ผู้คนยังคงเดินกันขวักไขว่หนาตา แต่ก็ขัดด้วยเกรง ‘สงครามนางดิน’ ทำให้ความสนุกสิ้นไปไม่นึกอยากอยู่ต่อ จึงตอบอีกฝ่ายโดยไม่ลังเล

“คงไม่ไหวแล้วละน้อง คุณปู่คุณย่าคงเหนื่อยแล้ว”

ปู่จึงพลอยเอ่ยกับยงยุทธ

“ไงๆก็ขอตัวกลับก่อนนะคุณ เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยเจอกัน”

“ครับคุณปู่” ยงยุทธก็เลยพนมมือ “ราตรีสวัสดิ์นะครับ”

ปรายก็ได้แต่แอบถอนใจโล่งอกเมื่อเหลียวตามทั้งสี่เดินจากไป

“พี่ไท” มีเสียงงึมงำจากคนที่กำลังคล้องแขนเขา “ขอบคุณพี่มากที่พี่ไม่ไปจิบไวน์กับเด็กนั่น…คิดดู…เขาอายุแค่สิบเก้า ริกินเหล้าเมายา”

“โธ่เอ๊ย น้องบน” เสียงย่าดังเชิงเตือน “ก็อย่าไปสนใจอะไรให้มากดีกว่า พ่อกับพี่ชายก็ยังไม่กล้าว่าเขาเลยนี่นา”

“จริงครับคุณย่า น้องบนไม่ควรไปเสียอารมณ์กับน้องเยีย…คือ…ก็ต่างคนต่างรสนิยม…”

บนฟ้าก็เลยต้องนิ่งไม่โต้ตอบ…เดี๋ยวเรื่องราวจะยืดเยื้อเปลืองเวลา

ถึงห้องแล้ว ทุกคนต่างก็ผลัดกันเข้าห้องน้ำ พร้อมความรู้สึกว่าคิดถูกที่ตัดสินใจกลับ

“อือ…ค่อยสบายหายเหนื่อยหายอารมณ์เสีย” ย่าพึมพำเบาๆ

“น้องบนมานั่งนี่” สมุทรไทก็เลยบอกให้หญิงสาวนั่งลงตรงปลายเตียงที่เขากับปรายนอน มีปู่ย่านั่งพักผ่อนอย่างสบายบนเก้าอี้ที่โต๊ะอาหาร มองดูหลานสาวเปิดชายเสื้อแพรให้เขาทายา

“โอ้โฮ น้อง…มันม่วงจัดขนาดนี้แล้ว ยังเจ็บมากไหม” ชายหนุ่มออกอุทานอย่างไม่สบายใจเมื่อเห็นแถบเนื้อตั้งแต่ต้นสะโพกเปลี่ยนจากเขียวแกมม่วงคล้ำกลายเป็นม่วงเข้มน่าตกใจ “กดแบบนี้เจ็บมากไหม แต่ถึงยังไงน้องก็ต้องทนนะฮะ”

หากบนฟ้าก็แข็งใจทนเจ็บ…ขณะมองดูนิ้วสีน้ำตาลอ่อนของเขานวดคลึงไปทั่วต้นขาเลยลงไปถึงหัวเข่าอย่างซาบซึ้งตรึงดวงมาน

 

Don`t copy text!