ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 37 : ขอหนูหอมพี่หน่อยนะ

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 37 : ขอหนูหอมพี่หน่อยนะ

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 37 –

ทั้งปู่และย่ามองดูท่าทางสีหน้าของสมุทรไทอย่างคนที่บัดนี้ใจอยู่กับเขา

ชายหนุ่มเอาใจใส่จริงจัง…เหมือนหมอกับคนไข้ พ่อกับลูก พี่กับน้อง มากกว่าเหมือนชายหนุ่มกำลังลวนลามหญิงสาว

ไม่มีเค้าให้เห็นว่าเขาใช้รอยฟกช้ำของหล่อนเชิงเล่นกับกิเลส เพราะตั้งคำถาม

“น้องเคยหกล้มแรงๆขนาดนี้มั่งไหมฮะ”

“ไม่เคยเลยค่ะ” อีกฝ่ายช้อนนัยน์ตาขึ้นมองพร้อมบิดริมฝีปากอย่างเจ็บลึกเพราะเขาใช้ปลายนิ้วผนึกลงไปเพื่อให้เนื้อยาซึมซ่าน นวดคลึงไปตามท่อนขาเรียวยาวที่ทอดเหยียดตรงปลายเตียง ตรงนัยน์ตาปู่ย่าผู้มองเขาอย่างซาบซึ้งในความห่วงหา

มองอย่างหวังว่า…ในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า…สองผู้อาวุโสนึกในใจ

จะได้เห็นหลานคนงามมีความสุขในรักกับชายผู้สามารถดูแลและให้อภัยความขาดตกบกพร่องของหล่อนได้

“ไท” ปู่เอ่ยขึ้นเบาๆ ขณะสายตายังคงจับอยู่ที่นิ้วมือของเขาที่กำลังละเลงยาทีละน้อยให้ค่อยๆซึมซ่านลงไปในเนื้อของหญิงสาว “ไทเป็นอาจารย์สอนสามแห่งนี่แห่งละมากไหม หนักเกินไปหรือเปล่า”

“ไม่หนักครับ” เขาก็เลยตอบแค่สั้นๆ “คือก็ต้องเหลือเวลาไว้ทำอย่างอื่นที่พอใจด้วยน่ะฮะ”

“ดีแล้ว ไม่งั้นทำงานหนักมากเกินไป เท่าที่ปู่เห็นๆมาก็…” ในที่สุดอีกฝ่ายก็หยุดไว้เพียงนั้น

“อะไรที่มากเกินไปก็คงไม่ดีอย่างที่คุณปู่เป็นกังวลเหมือนกัน” ชายหนุ่มคล้อยตามเพราะนึกรู้ว่าปู่ของหล่อนเป็นห่วงเรื่องใด “โลกเวลานี้แข่งขันกันสูงครับ…เพราะฉะนั้น บางคนที่จัดไม่ได้มักจะไม่มีเวลาให้ใครเลยแม้แต่คนในครอบครัว…คือ…ก็ไม่ใช่เขาไม่อยากจัด แต่บางทีมันจัดไม่ได้เพราะคนจัดไม่ใช่เรา…แต่อาชีพอาจารย์นี่จัดได้ครับคุณปู่”

“ถ้าจัดได้ก็ดี”

“ผมก็เลยต้องเลือกอาชีพนี้ด้วยเหตุผลหลายอย่างน่ะครับ” เขาพูดพลางนิ้วก็ยังคลึงเนื้อสีม่วงตรงหน้า…จนจบแนวยาวที่ต้องคลึง พลางดึงชายเสื้อที่เปิดไว้ให้ปิดลงมาคลุมข้างขาตามเดิมพลางบอก “พรุ่งนี้เช้าเย็นก็ต้องทาอีกนะน้อง ถึงบ้านแล้วก็ต้องทาต่อ”

“เมื่อไหร่หายก็ไม่รู้” ย่าเปรยๆ หากก็ไม่ถึงกับกังวลใจมาก

“ก็คงนานเหมือนกันครับ อาจจะสักอาทิตย์หรือกว่านั้นก็ได้”

“พี่ไทมาทาให้หนูนะ” อีกฝ่ายบอกอ้อนๆ

“มาซี” เขาก็เลยต้องยิ้มเอ็นดู

ปู่ได้แต่พยักพเยิดพลางบอกกลั้วหัวเราะ

“ต่อไปนี้ก็งานหนักละนะไท”

“ยังดีน้า-า-า…ที่หนูไม่ได้ให้พี่อุ้ม” หญิงสาวทอดเสียงพลางกอดแขนเขา ต่อหน้าปู่ย่า เอียงหน้าเข้าไปอิงแอบอยู่กับบ่าโดยไม่รู้สึกเก้อเขินใดๆ

ตรงข้ามกับชายหนุ่มหน้าแดงก่ำ สบตากับปู่พลางเสกลบเกลื่อน

“น้องบนเหมือนเด็กห้าขวบนะฮะ”

ย่ายิ้มๆ มองหลานอย่างไม่รู้สึกว่าน่าเกลียด เนื่องด้วยเหมือนเด็กหญิงฝรั่งมากกว่าเด็กหญิงไทย

“น้องบนก็งี้แหละ…อ้อนเก่ง” ปู่ว่า…ขณะที่อยากรู้ใจเขายิ่งนักว่า เขานึกรักหลานตนเองเพียงไหน…นี่หากไม่นึกถึงคำเตือนของหลานชาย มิให้บีบสมุทรไทจนเกินควร ก็คงจะชวนให้เขาตอบหลายคำถาม “ชอบแต่คนตามใจ…แล้วก็หารู้ไม่หรอกว่า ตามใจมากๆมันไม่ดี…น้องบนเห็นท่าทางพี่เขาไหมล่ะ…เขาแก่กว่าหนูแค่สามสี่ปี แต่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าหนูสักสิบปี”

“โธ่โธ่โธ่..ปู่ขา” อีกฝ่ายกลับยิ้มหัวร่าเริง กอดแขนเขาไว้ไม่ยอมปล่อย “ก็พี่ไทเขาเรียนโบราณคดีนี่ปู่ก้อ…หนูว่านะ…วิชาที่เรียนนี่ก็สำคัญ ของโบราณที่เป็นศิลปะวัฒนธรรมนี่ทำให้คนเราเติบโตทางปัญญานะปู่ขา…”

ทั้งปู่ย่ารวมทั้งเขา ต่างก็แปลกใจในภาษาที่บนฟ้านำมาใช้

‘เติบโตทางปัญญา’

ไม่น่าที่หญิงรุ่นใหม่ ใจบูชาวัตถุจะนึกออกถึงคำนี้

“อื้อฮือ…น้องบน” ย่าครางเสียงยาว “ตั้งแต่เป็นย่าหลานกันมา ก็เพิ่งได้ยินหนูเริ่มได้เรื่องก็วันนี้เอง…สงสัยอยู่กับไทมากก็เลยความรู้เข้าฝัก”

ชายหนุ่มก็ได้แต่หัวเราะ หน้าตายังคงแดงไม่เลิก ด้วยว่าเก้อเขินในถ้อยคำที่แม้มิอาจกล่าวได้ว่าเกินจริง แต่ก็กระดากกระเดื่องยิ่งนัก…

หากก็แปลกที่รู้สึกมีแต่ความสุขความสบายท่ามกลางห้องกว้างทั้งยาวลึก ได้กลิ่นหอมกรุ่นจากเนื้อตัวที่กำลังเบียดอยู่กับเขาโดยไม่มีใครอื่นเข้ามารบกวน

ช่างเป็นบรรยากาศที่ชวนให้ชื่นใจกระไรเช่นนี้

“ผมยังไม่เคยเล่าอะไรที่เป็นเนื้อหาหนักๆให้น้องบนฟังเลยนะครับคุณย่า…สงสัยจะอ่านเอาตามที่เขาติดคำบรรยายไว้ที่ใต้รูปมากกว่า…ก็เราไปด้วยกันมาสองทริปแล้วนี่ฮะ…มีแต่ประวัติศาสตร์กับพิพิธภัณฑ์ แต่น้องบนก็ไม่บ่นเบื่อ…เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าทุกอย่างที่ผ่านตาคงค่อยๆซึมเข้าไปเองมากกว่าใช่ไหมน้อง…เด็กคนนี้ฉลาดนี่ครับคุณปู่ สู้ใครๆได้สบายมาก”

เท่านั้นเอง บนฟ้าก็เลยโผเข้ากอดพร้อมด้วยจูบแก้มเขาดังฟอด

“นี่แน่ะๆ…พี่ไททำไมพูดตรงใจหนูเป๊ะขนาดนี้น้าา…อายุตั้งแค่นี้แล้ว ไม่เคยมีใครเคยชมหนูเลยซักคน”

ย่าเลยแกล้งยกมือทาบอก

“โตะ…จาย…โหมะ…เยย”

เจ้าตัวก็เลยหัวเราะคิก ก้าวจากเตียงมากอดย่าใบบุญกับปู่ประธานพร้อมหอมแก้มคนละฟอด

“เอ้า…แบ่งๆกันไป…เดี๋ยวจะหาว่าหนูหอมแต่พี่ไทคนเดียว”

ขณะที่ใบหน้าของ ‘พี่ไท’ ทั้งแดงทั้งบานฉ่ำจนต้องนั่งนิ่งๆ ได้ยินแม้เสียงเต้นจากหัวใจตนเอง

ปู่กับย่าก็เลยหายเมื่อยหายเหนื่อยราวปลิดทิ้ง ขณะที่นึกชมตนเองที่ไม่ผลีผลามถึงกับเอ่ยวาจาไล่เลียงเพียงเพราะอยากรู้ว่าเขาจะมีแก่ใจกับหนูน้อยๆของตนเองประมาณไหน

หากท้ายที่สุดก็ราวกับกรรมสัมพันธ์เป็นใจ บนฟ้าก็ได้โอกาสกอดรอบอกเขาไว้เพลางซบหน้ากับไหล่ มีแขนเขาโอบเข้ามา…ตรงสายตาย่ากับปู่ผู้ยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร

“เดี๋ยวพี่ต้องอุ้มหนูไปนอนด้วยนาาา”

“เอาแล้วไหมล่ะ” ปู่ว่า…แม้จะเสียวไส้อยู่เหมือนกัน แต่บอกตนเองว่า ยังไม่เคยเห็นหญิงชายกอดกันแล้วรู้สึกประหนึ่งพี่ชายกับน้องสาวที่รักกันมากเคล้าเคลียกันอยู่ตรงหน้า “ได้คืบจะเอาศอกแล้วเห็นไหมไท”

ชายหนุ่มเห็นสีหน้าปู่ย่าแล้วจึงกล้าถามอย่างรู้สึกสนิทประหนึ่งตัวเขาก็เป็นลูกหลานของผู้อาวุโสคู่นี้

“คุณปู่จะอนุญาตให้ผมอุ้มเด็กคนนี้ไหมล่ะครับ”

“อุ้มเลยไท…มันอยากให้อุ้มก็อุ้มเลย ไปส่งถึงเตียงก็ได้ แต่…” ปู่เองก็นึกสนุกเพลินใจไปกับหนุ่มสาวผู้ที่ตนเอง ‘อนุมัติแล้ว’ “แต่ส่งแล้วรีบออกมาละกัน”

สมุทรไทก็เลยยิ่งเคารพรักปู่ย่ามากขึ้นอีกร้อยเท่าพันทวี

เนื่องด้วยไม่ค่อยเคยเห็น คนอายุเท่านี้มีความคิดสมัยใหม่ เข้าใจคนเป็นลูกหลานมาก่อน

หากเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ชายหนุ่มจึงเดินไปเปิดให้ปรายก้าวเข้ามา

“เป็นไงมั่งหนูเยีย” เขาก็เลยแกล้งยั่ว

“ฮ่าฮ่าฮ่า…จะเป็นยังไง อีก็เหงาไปเลยน่ะซี…ไม่มีมึงแล้วอีจะสนุกได้ไง” อีกฝ่ายยังคงขำแกมหงุดหงิดไม่หาย

“สงสัยจะไม่สนุกตรงไม่มีน้องบนมากกว่า” สมุทรไททายทัก พลางก็เดินตามกันมานั่งที่โต๊ะซึ่งปู่กับย่ายังคงนั่งรอปรายด้วยท่าทางแจ่มใสตาสว่าง

“อ้าว…ทำไมถึงจะมาเกี่ยวกับหนูด้วย…ยังกะว่าหนูอยากพูดกับเด็กนี่ซะจะตายงั้นละ ชอบมาก้อร่อก้อติกกับพี่ไท สงสัยจะยังไม่รู้ฤทธิ์หนูละมั้ง” น้องบนชักจะเสียงสูง

ปรายก็เลยถอดเสื้อ เตรียมเข้าห้องน้ำ หากก็เอ่ยดังๆ

“ไอ้หมอนี่มันไม่ไปไหนแล้วละน้อง เชื่อพี่” พลางก็เดินจากไปพร้อมเสียงของเพื่อนคืนก่อน

‘น้องบนอยู่กับใครก็ไม่ทน นอกจากอยู่กับกู’

เขาน่ะหรือจะไม่ไว้วางใจชายผู้นี้

‘มึงฝึกน้องให้กูหน่อยนะไท’ ประโยคไม่เล็กยังคงแว่วกังวานติดหูอยู่ทุกวัน

ขณะกำลังรดน้ำฝักบัวใส่ศีรษะ ปรายก็ได้แต่ต่อเติมเสริมภาพสืบไป…ว่า…เมื่อถึงกรุงเทพฯแล้ว คนทั้งคู่จะจัดการอย่างไรกับชีวิตที่มีทั้งการงานและผู้คนจำนวนมากผลัดกันเข้ามาทั้งซ้ายขวาหน้าหลัง ไม่มีหวังได้เดินแกว่งแขวนแหงนมองความงามของสิ่งก่อสร้างใดๆอย่างทอดอารมณ์ได้อีกต่อไป…ท่ามกลางทุกสิ่งที่วิ่งไปข้างหน้า

กลับจากห้องน้ำในชุดนอนพร้อมเช็ดผมจนแห้ง ปรายก็ลงนั่งปลายเตียงอีกข้าง หันหน้าไปทางปู่ย่า แค่เอี้ยวตัวมาถามสมุทรไทผู้มีน้องสาวของตัวเองซบอยู่กับบ่า

“น้องกูติดมึงขนาดนี้ มึงจะว่ายังไง ตกลงจะทำมาหากินอะไรกันไหม”

ทั้งปู่ย่า ชายหนุ่มหญิงสาวต่างก็หัวเราะหัวใคร่ไปกับท่าทางพี่ชายคนที่สามที่มีอารมณ์สนุกยามดึก

“นี่เห็นน้องเยียเขาก็เตรียมเชิญทุกท่านไปดินเน่อร์ที่บ้านเขานะปู่…เขาเอาจริงนะ…ปู่ย่าสู้สู้…” ปรายชูกำปั้น “สงสัยเสียหลานหมดตัวละคราวนี้” 

 

Don`t copy text!