ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 41 :  เสี่ยงมาลัย

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 41 : เสี่ยงมาลัย

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 41 –

เพียงแต่ก้าวออกจากประตูสนามบิน ทุกคนก็แลเห็นปันกับชายหนุ่มอีกคนยืนรออยู่แล้วพร้อมกับตรงเข้ามากราบปู่ย่าพลางกอดและหอมแก้มอย่างฝรั่งอันเป็นกิริยาของคนทั้งครอบครัว ขณะที่ชายหนุ่มผิวคล้ำล่ำสันค่อนข้างสูงพนมมือไหว้เมื่อฝ่ายปันแนะนำ

“เพื่อนปันครับปู่…ด็อกเตอร์สุดหล้า เพิ่งจบปริญญาเอกจากอเมริกา…อ้อ…แล้วนี่น้องสาวกู…รู้จักกันไว้…เผื่อจะมาร่วมงานกัน”

ทันใดนั้น ทุกคนก็แลเห็นแสงตาเป็นประกายจากดร.หนุ่มฉับพลันที่รับไหว้หญิงสาว

“ได้ยินปันพูดถึงเรื่อยเลยละครับ”

“พวกพี่ชายก็ยังงี้ทุกคน” ปู่ตอบยิ้มๆด้วยมารยาท “ชอบเอาน้องบนไปโฆษณา”

“น้องบน” อีกฝ่ายทวนคำขณะชวนกันเดินคลอไปยืนรอรถตู้ดำและขาวที่ยังมาไม่ถึง “น้องบนฟ้า ชื่อน่ารักมากเลยครับ”

ปรายรีบกระตุกแขนสมุทรไท…พลางทำเสียงลอดไรฟัน

“หวังว่ามึงคงไม่ถึงกะตัวสั่นนะ”

แต่ยาเยียรีบยื่นหน้าเข้ามา

“สวัสดีค่ะพี่ปัน…น้องไปทริปนี้ด้วยกันกับพี่ปรายไงคะ พ่อกับพี่โยไปด้วยค่ะ”

“อ้อ” ปันหันมาพลางไต่ถาม “แล้วน้องมีรถมารับหรือยังครับ ถ้ายังไปด้วยกันก็ได้ พี่เอารถมาสองคัน”

“มีค่ะมี…กำลังมา”

ปู่กับย่าน่ะหรือจะแลไม่เห็นสายตาหลานคนใหญ่ว่า แค่หันไปรับไหว้สมุทรไทแล้วเมินกลับ ราวจะบอกว่าฉันไม่นับแกเป็นใครดอกนะ…นอกจากเพื่อนนายปรายที่มารับจ้างไปกับทริป ทั้งทริปที่แล้วและทริปนี้ ก็แค่นั้น

“แต่ก่อนแยกกันไป น้องขอเชิญพี่ปันไว้ล่วงหน้าว่า น้องจะจัดดินเน่อร์เลี้ยงฉลองหลังเดินทางด้วยค่ะ”

“ได้เลยน้อง เมื่อไหร่ก็บอกมาทางปรายนะครับ” ปันทำท่าต้อนรับเด็กวัยสิบเก้าผิวพรรณเกลี้ยงเกลา ช่างโอภาปราศรัยในฉับพลัน พลางมองเลยไปทางโยธี “ดูเหมือนโยธีใช่ไหมที่เคยไปเรียนอิตาลี”

“ใช่ครับพี่”

“ปรายก็เลยเอามันมาใช้ไง…เป็นไกด์ซะช่ำ…แล้วให้ไทขับรถ…คือมันขับเก่งยังงี้” อีกฝ่ายยกนิ้วให้

แต่ปันไม่สนใจ หันไปทางน้องสาว

“น้องบนคงสนุกใหญ่ซีนะ…เสียดายที่นายหล้ากลับช้าไปหน่อย ถ้าเร็ว…ก็อาจชวนกันไปสมทบทริปนี้กับปู่ย่าก็ได้”

ปู่กับย่าถึงคราวต้องนิ่งฟัง ด้วยว่าเกรงใจหลานคนโตผู้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท

“ว่าแต่ว่าเดี๋ยวน้องมานั่งคันเดียวกับพี่ดีกว่า”

“อย่าเลยพี่ปัน…หนูจะไปคันเดียวกับพี่ไท” อีกฝ่ายตอบเด็ดเดี่ยว…ไม่…แม้แต่เหลียวมองเพื่อนพี่คนใหม่ “ต้องไปส่งพี่ไทก่อนไงคะ พี่เขาอุตส่าห์ขับรถให้ทั้งไปทั้งกลับ”

แต่ปันยิ้มมุมปาก แม้อยากเอ่ยก็ยังยั้งไว้ได้

‘แล้วนายปรายจ่ายเงินค่าเดินทางค่าอะไรต่อมิอะไรให้มันหรือเปล่าล่ะ’

นั่นก็เนื่องด้วยสายตาดร.สุดหล้ามีวี่แววว่าสนใจน้องสาวของปันทันใดที่พบหน้า สมปรารถนาของพี่ชายที่จะพาเพื่อนดีๆมาดองกับตนเองให้ได้

ย่าก็เลยแตะแขนหลาน

“ต่างคนต่างไปคนละคันแล้วกันปัน ถึงยังไงปรายก็ต้องไปส่งไทอยู่แล้ว”

นั่นเอง ปันก็เลยตอบอ่อยๆ

“งั้นก็ได้ย่า”

“พรุ่งนี้ค่อยเจอกันนะลูกนะ” ย่าก็เลยออกเสียงเอาใจ

“ก็ได้ฮะย่า พรุ่งนี้เจอกัน…นะน้องนะ” ครั้นแล้วจึงพยักหน้ากับบนฟ้า แต่ไม่เลยไปถึงสมุทรไทผู้ถึงอย่างไรก็ต้องยกมือไหว้

“ผมลาละนะฮะ พี่ปัน”

แม้จะเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายก็รับไหว้ไปอย่างนั้น

เมื่อต่างคนต่างขึ้นรถ โดยปู่ย่าจำต้องไปกับปันและเพื่อนของเขา ปรายมากับน้องสาวและเพื่อนหนุ่ม เจ้าตัวผู้โดนกีดกันจึงขรึมไป

“ไม่ต้องคิดมากหรอกเว้ยไท” ปรายเอ่ย “มันอยู่ที่ใจน้องบนกับใจกูเท่านั้น…อ้อ…ปู่ย่าด้วย…พี่ปันน่ะหาควรเข้ามาเกี่ยวไม่…ก็เขาจะไม่เมินหน้ามึงได้ไง ในเมื่อไปเชื่อไอ้เจ้าสามซะเต็มเปา”

“ก็ไม่ได้คิดมากอะไร” สมุทรไทตอบชัด มือเขากับมือหล่อนยังคงจับกันแน่น ใจต่อใจแล่นถึงกัน

“ขืนมึงงอน น้องบนงอน…ก็คิดดู…กูจะสู้ไหวไหมวะ” ปรายถามไถ่จากข้างหลัง ปล่อยให้เพื่อนกับน้องนั่งคู่กันด้านหน้า “จะงอนจะเล่นตัวอะไร…ก็นึกถึงกูมั่งว่า…กูเหนื่อย…ฮ่าฮ่าฮ่า”

สมุทรไทก็เลยยิ้มฟันขาวในความมืดพร้อมเสียงคิกๆจากน้องบน ดังนั้น ชายหนุ่มก็เลยสัพยอกพี่ของหล่อน

“ว่าแต่ว่าดินเน่อร์ที่บ้านไอ้โยนี่คงสนุกไม่เลวเหมือนกันนะปราย…มึงกะเสี่ยงพวงมาลัยคล้องคอน้องเยียป่าววะ”

“ฮ่าฮ่า…พวงมาลัย…ขำว่ะ…”

“ไม่ติดใจเลยเหรอพี่ปราย ถามจริ๊ง” เสียงใสจากฝ่ายหญิงดังขึ้น

“คะแนนยังไม่นิ่งว่ะ” ปรายว่า พลางก็นึกถึงเด็กรุ่นใหม่ผู้ใหม่จริง มิใช่ใหม่เล่น นั่นก็คือไม่เห็นหลักเกณฑ์ความคิดที่เคยเป็นมาสำคัญอีกต่อไป “มึงว่าอีจืดงั้นเรอะ…สามหัวกบาลของกูมึงน้องบนยังสู้หัวน้องไอ้โยคนเดียวไม่ได้เลย…แต่…แต่กูว่านะ มันก็ดีสำหรับเอามันไปทำประโยชน์เหมือนกัน…เพียงแต่ต้องมีคนกำกับไม่ให้มันเข้ารกเข้าพง”

ปรายคิดเลขแตกเป็นเปลาะๆ

“ใครกันแน่ เสี่ยงพวงมาลัย” บนฟ้าเอ่ยอย่างเยาะหยัน “พี่หรือเด็กนั่น”

“อือ…น้องเรานี่ก็ไม่เลวเหมือนกันนะไท” ปรายหยอกเอิน

“จะเสี่ยงไปคล้องใครก็เสี่ยงไป แต่อย่ามายุ่งเกี่ยวกับพี่ไท” น้องสุดท้องออกเสียงเฉียบขาด

“ได้ยินไหมมึง…จำไว้ให้แม่นนา…ขืนไม่จำมึงก็เดือดร้อนละทีนี้”

สมุทรไทก็เลยหันมายิ้มพลางลูบหลังมือหญิงสาวแผ่วเบา

“น้องบนไม่ควรเจ้าอารมณ์ ไม่ควรทำให้พี่เป็นทุกข์บ่อยๆ…ควรจะช่วยพี่ให้มีกำลังใจทำงาน…ก่อร่างสร้างตัว ตั้งต้นชีวิต” เขาก็เลยพูดช้าๆให้ปรายมีส่วนรับฟัง

“ขนลุกว่ะ” เพื่อนของเขาพึมพำ

บนฟ้าก็เลยซาบซึ้งจนน้ำตาเต็มตา เอนตัวเข้าไปซบกับบ่าของเขา

ส่วนชายหนุ่มเข้าประตูบ้านโดยสองพี่น้องไม่ตามลงไปเนื่องด้วยค่ำมากแล้ว ไม่เหมาะเข้าไปรบกวนบิดาและมารดาเลี้ยงของเพื่อน เพียงแต่มอบของฝากไปกับเขา พร้อมกับนัดกันพรุ่งนี้เนื่องด้วยสมุทรไทยังไม่มีชั่วโมงสอน

เลื่อนมานั่งคู่กันอย่างมิวายสะท้อนสะท้านคำของเขา ต่างก็นิ่งงันกันไปอึดใจเต็ม ปรายจึงเอ่ยอย่างจริงจัง

“น้องได้ยินแล้วใช่ไหมที่มันพูด ฟังแล้วสงสารมันจับใจ…แทบจะร้องไห้เลยละ…” พี่ชายก็เลยถือโอกาสขณะนี้ ที่ได้เปิดอกกันสดๆร้อนๆอย่างไม่ต้องสอนกันให้มากความ…นั่นก็ได้แก่…เพื่อนของเขาแค่คั้นเอาสามสี่ประโยค เลือกจำเพาะถ้อยคำกินใจ…ใส่ลงไปในอารมณ์รักของบนฟ้า เพียงเท่านี้ น้องสาวเจ้าน้ำตาก็คงรู้สึกถึงลึกตื้นดีขึ้นมากกับการจะเกาะแขนสมุทรไทเดินไปด้วยกันบนหนทางยาวไกล

เจ้าตัวฟังแล้วป้ายน้ำตา

“หนูจะพยายาม…พี่ปราย…จะพยายามไม่ทำอะไรที่กวนใจเขา”

พี่ชายก็เลยกลับมากระเซ้านิดหนึ่ง

“แต่…นานๆวีนทีก็คงได้นา…ฮ่าฮ่า…” ว่าพลางก็ดึงคอน้องเข้ามา

น้องน่ารักเจ้าอารมณ์ของเขาก็เลยยิ้มออกมาได้ จึงตอบกลับ

“แน่น้อน…นานๆวีนที…”

“พอให้มันมีแรงสอนเด็กละกัน”

“ใช่เลย-ย-ย…ใช่แล้ว-ว-ว” น้องแก้วของเขาเริ่มหัวเราะได้ พรายนัยน์ตาวาบวับเมื่อนึกถึงชายหนุ่ม “ว่าแต่ว่าพี่ว่าเขาจนไหม พี่ปราย”

“เอาอีกแล้ว” ปรายก็เลยตาเขียว “ทำมั้ยน้องจะต้องพูดเรื่องเงิน…ทุกวันนี้ยังมีไม่พอหรือไง”

“ม่าย-ย-ย-ช่าย-ย” อีกฝ่ายหัวเราะเจื่อนๆ “หนูเพียงแต่อยากรู้ไงว่า…เขาจนจริงเหรอ…แต่หนูว่า…ไม่น่านะ”

“ไม่รู้เหมือนกัน…มันเองก็ไม่เคยอวด คงอยากให้ดูเอาเองมั้ง” ปรายเองก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขากับสมุทรไทไม่เคยพูดเรื่องเงินของกันและกัน ต่างก็นึกว่ารู้กันแล้วโดยไม่ต้องเอ่ยว่าใครคือใคร…เพราะถึงอย่างไร มิตรไมตรีก็เดินทางมายาวนานนับตั้งแต่ชั้นประถมที่เขายังจำได้ติดตาว่ามีรถออสตินสีน้ำเงินคันไม่ใหญ่แล่นมาจอดรับเพื่อนที่หน้าโรงเรียนมีสตรีสูงวัยซึ่งก็คือคุณย่าของเพื่อนก้าวลงมา ส่วนใหญ่มักเข้ามาซื้ออาหารว่าง ฝีมือญาติพี่น้องของครูในโรงเรียนกลับไป ‘คุณย่าบอกว่าเมี่ยงลาวแป้งสิบอร่อย’ เพื่อนพูดน้อยเคยบอกเขา “คือมันเป็นคนไม่พูดมากไงน้อง ไม่ขี้คุย แล้วก็ไม่ขี้เหนียวอย่างที่น้องชอบ…ฮ่าฮ่าฮ่า…”

“พี่ปร๊าย-ย-ย” ฝ่ายน้องก็เลยร้องเขินๆ ตีแขนพี่แก้เก้อ

“เพราะฉะนั้นน้องก็ต้องถนอมน้ำใจมันไว้…พี่จะบอกให้นา…ผู้ชายดีๆนอกจากพี่แล้วก็หายากนาที่ใครจะเข้าใจน้องน่ะ” ปรายทิ้งประโยคเด็ดไว้ตามนิสัย “มีแต่เป็นฟืนเป็นไฟ ท้ายที่สุดก็ล็อกคอฆ่า”

ประโยคท้ายน้องก็เลยร้องวี้ดยาวราวไซเร็น

 

 

Don`t copy text!