คุณหลวงเจ้าขา…ข้ากลัวผี บทที่ 41 : เปิดศึก

คุณหลวงเจ้าขา…ข้ากลัวผี บทที่ 41 : เปิดศึก

โดย : พงศกร

คุณหลวงเจ้าขา…ข้ากลัวผี นวนิยายโรแมนติกคอมเมดี้จากอ่านเอา โดย พงศกร เมื่อวิญญาณของแพทย์หญิงยุคปัจจุบันเข้าไปอยู่ในร่างแม่หญิงแห่งกรุงศรีผู้บอบบางที่มีคนหมั่นไส้ทั้งเมือง เธอจึงต้องลุกขึ้นมาปฏิวัติชีวิตของแม่หญิงคนนี้ให้แข็งแกร่ง ไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายคนไหน โดยเฉพาะคุณหลวงกำแหงฤทธิรณ หนุ่มหล่อ…อยุธยาคิ้วต์บอยคนนั้น!

ค่ำคืนนั้นเป็นค่ำคืนที่ดาราเรศนอนหลับสนิทที่สุด นับแต่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาในร่างของแม่หญิงดารา นอกจากนอนหลับสนิทแล้วเธอยังฝันดีอีกด้วย

รู้สึกตัวตื่นเมื่อตอนฟ้าใกล้สาง พลิกตัวไปหาสามีก็พบว่าที่นอนมีแต่ความว่างเปล่า ออกหลวงหนุ่มลุกไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

ดาราเรศลุกขึ้นทำหน้านิ่วคิ้วขมวด นึกสงสัยว่าสามีหายไปไหนเช้ามืด พระยังไม่ทันออกบิณฑบาตเลยด้วยซ้ำ เหลียวซ้ายแลขวาก็หันไปจ๊ะเอ๋กับกุมารผมจุกเข้า

“ฮิ ฮิ” หนูยอดหัวเราะชอบใจ

“หัวเราะอะไรหนูยอด” ดาราเรศหน้าแดง

“ก็เมื่อคืนนะสิจ๊ะแม่ดารา…เอ่อ…อู๊ย หนูไม่อยากพูด มันน่าบัดสี” หนูยอดยกมือขึ้นปิดตา

“นี่…มาแอบดูหรอ” ดาราเรศร้องเสียงแหลม “เป็นเด็กเป็นเล็ก มาแอบดูผู้ใหญ่ได้ยังไง มานี่เลย มาให้แม่ดาราตีเลยนะ”

“จะตีหนูหรออออออ” เด็กยอดทำเสียงยานคาง ก่อนจะทำคอยาวยืดไปหาดาราเรศ “ตีสิจ๊ะ…อ้ะ…ตีเลยยยยยย”

“ว๊าย” ดาราเรศร้องลั่น นึกได้ว่ากำลังคุยกับผี ไม่ได้คุยกับคน “ไหนตกลงกันแล้วว่าจะไม่ทำผีหลอก”

“ก็น้าจะตีหนูก่อนนี่” หนูยอดเถียง

“เดี๋ยวไม่ให้กินขนมต้มเลย” ดาราเรศขู่

“ตกลงไม่ให้หนูกินขนมต้มหรอ ไม่ให้ใช่ไหม” หนูยอดโมโหที่จะไม่ได้กินของโปรด เลยทำตาถลนตกลงบนพื้น “แบร่”

“ว๊าย” ดาราเรศปิดตา “รู้งี้ตอนโดนพ่อหมอจับตัวไป ไม่ช่วยเสียก็ดี”

“แบร่” หนูยอดยิ่งแลบลิ้นยาวกว่าเดิม

“พอแล้ว พอได้แล้ว อย่าเพิ่งทะเลาะกัน หนูยอดเก็บลูกตาขึ้นมาก่อน ส่วนแม่หญิงก็ใจเย็นๆก่อนนะจ๊ะ” เสียงเย็นๆของใครคนหนึ่งดังขึ้น

“แม่ศรี” ดาราเรศหันไปทางผีประจำเรือน

“ฉันเองจ้ะแม่ดารา” แม่ศรีนั่นเอง เธอซ่อนอยู่ในเงามืดที่มุมห้องนอน และเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “หนูยอดไม่ได้แอบดู ไม่เห็นอะไรหรอกจ้ะ เรื่องนี้ฉันรับรองได้ เพราะฉันเป็นคนลากตัวหนูยอดออกไปเอง แม่หญิงสบายใจได้”

“แล้วไป” ดาราเรศถอนใจยาวด้วยความโล่งอก

“เห็นไหม แม่ดาราไม่เชื่อหนู” กุมารพึมพำ

“อ่าบ่นน่ะ ดาราเรศรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ว่าแต่พวกแม่เห็นไหมจ๊ะว่าคุณหลวงหายไปไหน”

“ออกไปแต่เช้าแล้ว” หนูยอดตอบ

“ไปไหน ไปทำไม” ดาราเรศนิ่วหน้า

“ฉันก็ไม่รู้หรอกนะแม่” แม่ศรีช่วยตอบ “คนของออกญานคเรศฤๅไชยมาตามคุณหลวงไปตั้งแต่ฟ้ายังมืดอยู่เลย ฉันได้ยินว่าให้รีบไปวังหลวง วันนี้กำลังจะเกิดเรื่องใหญ่”

“ตายจริง” ดาราเรศใจหายวาบ “หรือว่าพวกญี่ปุ่นจะก่อกบฏวันนี้”

“ไม่รู้” ทั้งหนูยอดและแม่ศรีส่ายหน้าพร้อมกัน

“หนูยอด” ดาราเรศสั่งกุมารน้อย “ตามไปคอยช่วยพ่อคุณหลวงเดี๋ยวนี้เลย”

“แล้วแม่ดาราล่ะจ๊ะ” กุมารน้อยเป็นห่วง

“แม่ดาราไม่เป็นไรหรอก” ดาราเรศยืนยันเสียงหนักแน่น “ไปช่วยพ่อคุณหลวงดีกว่า…ทางนั้นท่าทางน่าเป็นห่วงกว่าทางนี้”

“หนมต้มสิบลูก” ผีเด็กเรียกค่าจ้าง

“ให้ยี่สิบลูกเลยเอ้า” ดาราเรศพยักหน้า

“ได้” กุมารยอดหัวเราะชอบใจ ก่อนจะหายตัววับไปอย่างรวดเร็ว

 

เช้าวันนั้นก็เหมือนกับทุกเช้าที่ผ่านมา หากจะมีอะไรผิดแผกแตกต่างไปก็คือเช้าวันนี้ ไม่มีพระจากวัดประดู่มารับบาตรเหมือนเช่นเคย

ดาราเรศลองสอบถามจากพระวัดกุฏีดาวที่มารับบาตรตามปกติ ทั้งสองวัดตั้งอยู่ใกล้กัน ได้ความจากหลวงพ่อวัดกุฎีดาวว่า พระเจ้าอยู่หัวนิมนต์หลวงพ่อวัดประดู่และพระลูกวัดเข้าไปฉันเช้าในพระบรมมหาราชวัง และสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นกรณีพิเศษ

ตักบาตรเสร็จเรียบร้อย เรือนหลังเล็กกลับมาอยู่ในความสงบดังเดิม ที่จริงออกพระพินิจธรรมผู้เป็นพี่ชายของสามี เคยเสนอให้ออกหลวงเข้มและแม่หญิงดาราย้ายไปอยู่เสียที่เรือนใหญ่ เพราะเนื้อความในจดหมายฉบับล่าสุดที่คูณหญิงแป้นส่งข่าวมาถึงอยุธยา พูดชัดเจนว่าเธอกับแม่บัวและแม่ใจจะลงหลักปักฐานอยู่ที่สองแคว ไม่ย้ายกลับมาอีกแล้ว แม่บัวกำลังจะแต่งงานกับชายหนุ่มชาวสองแคว

ออกหลวงกำแหงฤทธิรณปรึกษาเรื่องนี้กับเมียอย่างเคร่งเครียด ก่อนจะปฏิเสธพี่ชายไปด้วยท่าทีจริงจัง เขาและแม่หญิงดาราสมัครใจจะอยู่ที่เรือนหลังเล็กต่อไป และยกเรือนใหญ่ให้ออกพระพินิจธรมครอบครองแต่เพียงผู้เดียว เพราะพร้อมๆกับจดหมายที่คุณหญิงแป้นส่งมา แม่ใจก็มีจดหมายอีกหนึ่งฉบับมาบอกเลิกสามีแนบมาด้วย หญิงสาวให้เหตุผลว่าไม่อาจจะบากหน้ากลับมาอยุธยาได้อีกแล้ว จึงขอเลิกร้างกับออกพระขามเพื่อตัวเองและสามีจะได้แยกย้ายกันไปมีครอบครัวใหม่

ออกหลวงเข้มรู้จักพี่ชายดี ออกพระพินิจธรรมยังอายุไม่มาก หน้าตาดี ทั้งยังเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ จำเป็นต้องมีศรีภรรยาเป็นหน้าเป็นตาคอยดูแล

เขาคาดการณ์ว่าออกพระขามคงเป็นโสดอยู่ได้ไม่นานก็คงจะมีเมียใหม่ ถึงเวลานั้นพี่ชายกับพี่สะใภ้คนใหม่ ก็จะได้อาศัยอยู่ที่เรือนหลังใหญ่ให้สุขสบาย และเขากับแม่หญิงดาราก็จะได้ไม่ต้องอพยพกลับมาที่เรือนเล็กเป็นรอบที่สอง

ดาราเรศมัวคิดโน่นคิดนี่เพลินไป เธอเพิ่งอาบน้ำผลัดผ้าเสร็จเรียบร้อย เตรียมลงครัวทำอาหารรอรับสามีกลับมาตอนเย็น ก็พอดีกับนังแหวนวิ่งมาหาหน้าตาตื่น ตรงเข้ามากระซิบที่ข้างหูว่า

“มีคนมาหาแม่หญิงเจ้าค่ะ”

“ใคร” ดาราเรศนิ่วหน้า

“ไม่รู้เจ้าค่ะ บ่าวไม่เคยเห็นหน้า” แหวนส่ายหน้า “เขารอแม่หญิงอยู่ที่ท่าน้ำ”

ดาราเรศวางผักในมือลงในกระจาด แล้วเดินตามบ่าวคนสนิทไปที่ท่าน้ำ มีเรือแจวลำเล็กจอดเทียบท่าอยู่ และมีชายหนุ่มแต่งกายรัดกุม ท่าทางประเปียวยืนรออยู่ด้วยอาการกระสับกระส่าย ครั้นพอเห็นดาราเรศเดินมาเขาก็คุกเข่าลง ยกมือไหว้และเอ่ยขึ้นว่า

“แม่หญิงดาราขอรับ”

“พ่อชื่ออะไร พ่อมีธุระอะไรกับฉัน” ดาราเรศจ้องมองดวงหน้าของอีกฝ่ายด้วยท่าทางพินิจพิเคราะห์ มั่นใจว่าไม่เคยพบชายผู้นี้มาก่อน

“กระผมชื่อมั่น เป็นคนของออกญาโชดึกราชเศรษฐี” ชื่อนั้นทำให้ดาราเรศตื่นตัว

“เจ้าคุณพ่อ” หล่อนพึมพำ

“ท่านเจ้าคุณให้กระผมมาเชิญตัวแม่หญิงไปหาขอรับ” ชายชื่อมั่นเอ่ย

“ไปหา” ดาราเรศนิ่วหน้า

“ขอรับ” เขาพยักหน้าหนักแน่น

“เจ้าคุณพ่ออยู่ที่ไหน” ดาราเรศกะพริบตาด้วยความตื่นเต้น

“หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง กระผมบอกไม่ได้” ชายผู้นั้นส่ายหน้า “แม่หญิงไปด้วยกันเถิดขอรับ ท่านเจ้าคุณมีเรื่องสำคัญมากจะต้องพบแม่หญิงให้ได้”

“ตกลง” ดาราเรศพยักหน้า หากนังแหวนรีบรั้งเอาไว้

“จะดีหรือเจ้าคะแม่หญิง” แหวนกระซิบกระซาบ “ชายผู้นี้เป็นใครก็ไม่รู้ คุณหลวงเป็นคนพาท่านเจ้าคุณโชดึกไปซ่อน…ถ้าท่านเจ้าคุณจะหาแม่หญิง ทำไมไม่บอกคุณหลวงเข้ม แล้วทำไมคุณหลวงจึงไม่ใช้คนของท่าน”

“เอ็งอย่ามาทำเป็นรู้ดี” แม้จะกระซิบ หากชายผู้นั้นได้ยินสิ่งที่นังแหวนพูดกับนายได้ชัดเจน เขาหันมาทางดาราเรศแล้วพึมพำว่า “หากแม่หญิงไม่แน่ใจก็ไม่เป็นไรขอรับ กระผมจะกลับไปเรียนท่านเจ้าคุณว่าแม่หญิงไม่สะดวกจะไปพบ”

“ฉันสะดวก” ดาราเรศตัดสินใจทันที “ไปกัน ฉันจะไปหาเจ้าคุณพ่อ”

“งั้นบ่าวไปด้วยเจ้าค่ะ” แหวนขยับจะลงเรือตามผู้เป็นนาย หากมั่นห้ามเอาไว้

“ไม่ได้” เขาแค่นเสียง “ท่านเจ้าคุณกำชับว่าให้แม่หญิงไปคนเดียวเท่านั้น”

“แต่…” แหวนลังเล ออกหลวงกำแหงฤทธิรณสั่งเอาไว้ว่าให้ดูแลแม่หญิงดาราให้ดี ห้ามให้คลาดสายตาไปไหนเด็ดขาด

หลายวันมาแล้วที่คุณหลวงจะส่งพลตระเวนลับให้มาคอยลาดตระเวนอยู่รอบๆเรือน เพื่อระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้นกับแม่หญิง หากวันนี้พลตระเวนลับทั้งหมดถูกเรียกตัวเข้าวังไปพร้อมๆกับคุณหลวง จึงไม่มีใครอารักขาความปลอดภัยเหมือนเช่นเคย

“ไม่เป็นไรแหวน” ดาราเรศบอกกับบ่าวคนสนิท “ฉันไปไม่นานจะรีบกลับ…แหวนอยู่ทางนี้เตรียมข้าวปลาอาหารเอาไว้ให้คุณหลวงด้วยก็แล้วกัน”

“เจ้าค่ะ” แหวนพึมพำ สายตาทอดมองเรือแจวลำน้อย พาร่างโปร่งบางของเจ้านายหายลับไปในคุ้งน้ำด้วยความเป็นกังวล…

 

ค่ำคืนที่ผ่านมา เป็นค่ำคืนที่ออกหลวงกำแหงฤทธิรณรู้สึกราวกับฝันไป และเขาไม่อยากตื่นเลย หากไม่ใช่เพราะมีเรื่องด่วนที่ต้องรีบรุดเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมมหาราชวังพร้อมกับออกญานคเรศฤๅไชยผู้เป็นนาย

เขาหลงรักแม่หญิงดาราตั้งแต่แรกเห็น แต่แม่หญิงดารากลับมีใจให้กับพี่ชายของเขา ตอนแรกออกหลวงหนุ่มก็คิดว่าความรักของเขาคงเป็นไปไม่ได้ จนกระทั่งคุณหญิงแป้นบังคับให้เขาต้องแต่งงานกับแม่หญิงดาราแทนพี่ชายนั่นละ ออกหลวงหนุ่มจึงตอบรับด้วยความยินดี

ครั้นพอแต่งงานกันเข้าจริงๆ แม่หญิงดารากลับทำตัวปั้นปึ่ง หงุดหงิด วันๆเอาแต่ร้องหาออกพระพินิจธรรมทั้งที่ตัวเองแต่งงานแล้ว

ออกหลวงเข้มรู้ว่าหล่อนยังมีใจให้พี่ชายของเขา ออกหลวงหนุ่มจึงย้ายไปนอนที่หอนั่ง พยายามทำตัวห่างเหินหญิงสาว เพราะไม่อยากให้ตัวเองรู้สึกแย่ไปกว่าที่เป็นอยู่ ทุกๆวันเขาจะทำตัวเฉยชา ไม่สนใจแม่หญิงดารา จนวันที่เธอเป็นลมตายนั่นละ ที่เขารู้สึกเหมือนหัวใจถูกกระชากไป ชายหนุ่มนึกภาวนาขอให้เธอฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง และเขาสัญญาว่าจะดูแลเธอให้ดีที่สุด

แล้วคำอธิษฐานของเขาก็เป็นผลจริงๆ

แม่หญิงดาราเมียของเขาฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ใจ หากทว่าแม่หญิงดาราที่ฟื้นขึ้นมาครั้งนี้ เหมือนไม่ใช่แม่ดาราคนเดิม

ตอนแรกเขาก็ไม่แน่ใจ นึกว่าสติสตังของแม่ดาราป้ำเป๋อไปเหมือนที่เธอพยายามบอกทุกคน แต่เมื่อได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ออกหลวงหนุ่มจึงได้รู้ว่าแม่ดาราไม่ได้ป้ำเป๋อ แต่แม่ดาราคนนี้เป็นคนละคนกับแม่ดาราคนเดิมแน่ๆ ยิ่งวันนั้นที่ได้ยินเธอละเมอเพ้อหาพ่อและแม่ตอนจับไข้ ออกหลวงกำแหงฤทธิรณยิ่งมั่นใจ

พร้อมๆกับที่มั่นใจ ออกหลวงหนุ่มยิ่งประหลาดใจตัวเอง เพราะเขารู้ตัวแล้วว่ารักแม่ดาราคนไหนกันแน่

ความรู้สึกที่มีกับแม่ดาราคนเก่าคือความลุ่มหลงมากกว่า กับแม่ดาราคนใหม่นี่สิ ที่เป็นความรักแท้จริง เขาชอบนิสัยใจคอเด็ดเดี่ยว ไม่กลัวใครของเธอ ยังจะฝีมือทำกับข้าวที่อร่อยจนหาตัวจับยาก ความฉลาดเฉลียวและความรู้ที่ติดตัวมานั่นอีกที่ทำให้เธอแตกต่างไม่เหมือนกับแม่หญิงคนไหนๆที่เขาเคยรู้จัก

แม่ดาราคนใหม่ช่วยเขาไขปริศนาการตายของผู้คนในอยุธยาได้อย่างง่ายดาย ทำให้ข่าวลือเรื่องผีปอบสังหารผู้คนสงบลงอย่างรวดเร็ว แต่นั่นกลับนำอันตรายมาสู่ตัวหล่อนและเขา กระนั้นแม่หญิงดาราก็ไม่หวั่นกลัว นี่ทำให้เขายิ่งรักหล่อนมากกว่าแม่หญิงดาราคนเก่า

ถ้าไม่ใช่เพราะออกญานคเรศฤๅไชยส่งคนมาตามตัวถึงเรือน เขาก็คงไม่ลุกออกมาตั้งแต่ฟ้าไม่สาง ตอนแรกออกหลวงหนุ่มก็สงสัยว่ามีเรื่องเร่งร้อนอะไร ครั้นเมื่อได้ฟังเรื่องราวท้งหมดโดยละเอียด เขาก็รีบแต่งตัวและหันไปคว้าดาบคู่กายแล้วลงเรือนเข้าวังไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่สถานการณ์ในวังหลวงจะวิกฤติ

เสียงพระสวดเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระเจ้าอยู่หัวดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นจังหวะจะโคน นอกจากเสียงพระสวดแล้วบรรยากาศในท้องพระโรงเต็มไปด้วยความเงียบสงบ

ออกหลวงกำแหงฤทธิรณที่หมอบเฝ้าอยู่ภายนอกรู้สึกว่าเป็นความสงบก่อนจะเกิดพายุใหญ่ เขาเหลือบมองไดเมียวที่หมอบเฝ้าอยู่ฝั่งตรงข้าม

ตอนเข้ามาในวัง เขาเห็นแล้วว่าไดเมียวพาทหารอาสาชาวญี่ปุ่นมารออยู่ที่สนามหลวงจำนวนมาก นัยว่าจะขอเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวเพื่อปรึกษาข้อราชการ แต่ติดที่พระองค์ยังฟังธรรมไม่เสร็จ พวกเขาจึงได้แต่เฝ้ารอด้วยความอดทน

สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องปกติ หากต้องการปรึกษาข้อราชการ ไดเมียวมาคนเดียวก็ได้ ไม่จำเป็นต้องพาสมัครพรรคพวกมามากมายเช่นนี้ กรมวังเองก็เหลือเกิน ปล่อยให้เข้ามาถึงเขตพระราชฐานได้อย่างไรกัน ออกหลวงกำแหงฤทธิรณถอนใจหนักหน่วง ก่อนจะหันไปสบสายตากับท่านเจ้าคุณนคเรศฯ ผู้เป็นหัวหน้า และทั้งสองก็พยักหน้าอย่างรู้กัน

เสียงสวดเจริญพระพุทธมนต์เสร็จเรียบร้อย ก่อนที่พระภิกษุจำนวนแปดรูปจะเดินออกมาจากท้องพระโรงด้วยอาการสำรวม

ทหารทั้งอยุธยาและญี่ปุ่นต่างก้มหน้านิ่งอยู่ในความสงบ

และทันทีที่พระภิกษุเดินออกไปพ้นเขตพระราชฐาน  ไดเมียวก็ลุกขึ้นส่งเสียงตะโกนดังลั่นโดยไม่เกรงใครหน้าไหน

“พวกเรา…บุก”

ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความผยอง ดวงหน้าดุดันสายตาโหดเหี้ยม ไดเมียวตะโกนเรียกทหารที่ตนพามาด้วยโดยไม่สนใจว่าออกญานคเรศฤๅไชยและคนในสังกัดยังหมอบอยู่ฝั่งตรงข้าม เพื่อรอเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว

ไดเมียวไม่เกรงแม้แต่อาญาบ้านเมือง เพราะวัตถุประสงค์สำคัญของเขาในวันนี้ก็คือ จะต้องบุกจับองค์พระมหากษัตริย์เอาไว้ให้ได้ !

 

 



Don`t copy text!