ชะตารัก…กิตะซะว่า บทที่ 1 : ที่นี่…ที่ไหน

ชะตารัก…กิตะซะว่า บทที่ 1 : ที่นี่…ที่ไหน

โดย : ปุณรสา

ชะตารัก…กิตะซะว่า โดย ปุณรสา เมื่อผู้เป็นลุงเสียชีวิตลงและทิ้งคาเฟ่ขนมหวานแสนอร่อยที่เป็นความทรงจำแสนงดงามของคุณลุงและคุณป้าไว้ เขาจะขายร้านและพาคุณป้ากลับเมืองไทยหรือปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็น หรือบางทีคำตอบที่อยากได้อาจจะมาพร้อมกับหญิงสาวคนนั้น นิยายรักอบอุ่นหัวใจที่อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้อ่านออนไลน์

***************************

-1-

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

‘ความรู้สึกอึมครึมนี้เมื่อไหร่จะหายไป’

คีรีคิดขณะเดินลัดเลาะไปตามป่าละเมาะที่มีต้นไม้ขึ้นไม่หนาทึบนัก อีกฝั่งหนึ่งนั้นเป็นลำธารเล็กมากๆ เหมือนเป็นเพียงสายน้ำเล็กๆ ที่เขาต้องเดินตามมาเท่านั้น ข้างๆ ค่อนไปด้านหลังเขานั้นมีชายร่างใหญ่เดินประกบอยู่ไม่ไกลนัก เขาไม่ได้เห็นหน้าชายคนนั้นชัดนัก รู้แต่ว่าเขาใส่ชุดสีดำหลวมๆ ในใจเขารู้แต่เพียงว่าต้องเดินตามสายน้ำไปโดยที่ชายร่างใหญ่นั้นแทบไม่ต้องบอกทางเขาเลย ทำให้เขาไม่คิดจะหันไปมองชายคนนั้น

พอเดินลึกเข้าไปมากขึ้น เขาเริ่มเห็นสายหมอกลอยละล่องอยู่ในสายน้ำ สายน้ำเริ่มใหญ่ขึ้นเป็นลำธาร สองข้างลำธารมีต้นไม้พุ่มเตี้ยขึ้นบ้างบางๆ ในขณะนั้นเขาไม่ได้รู้สึกเหนื่อยเท่าไร แต่เขาก็เฝ้าถามตัวเองอีกนั่นแหละว่า

‘ความรู้สึกอึมครึมนี้เมื่อไหร่จะหายไป’

เขาไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไรกับชายที่เดินตามเขามา แต่บรรยากาศที่นิ่งเงียบและไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหน…นั่นทำให้เขารู้สึกอึมครึมอย่างบอกไม่ถูก

สายหมอกเริ่มหนาขึ้นๆ ทุกที จนไม่ได้แค่ลอยละล่องบนสายน้ำ แต่เข้าปกคลุมพื้นที่โดยรอบทำให้ทุกสิ่งดูขมุกขมัวอย่างบอกไม่ถูก เขาเริ่มรู้สึกอยากรู้แล้วว่าตัวเองกำลังเดินไปไหน และเขาต้องเดินตามลำธารไปเรื่อยๆ ใช่ไหม หรือเขาควรหันไปถามชายร่างใหญ่ที่เดินมากับเขา

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะหันไปถาม เขาก็เริ่มได้ยินเสียงของชายหญิงดังมาจากทางด้านหน้า เขารีบสาวเท้าไปข้างหน้าอย่างไม่หยุด เสียงโอดโอยและร้องครวญครางของชายหญิงดังมากยิ่งขึ้น

‘แล้วทำไมไอ้สายหมอกนี้…ถึงมีกลิ่นฉุนนัก’ เขารู้สึกได้ว่านี่มันกลิ่นกำมะถันชัดๆ เขาอยากหยุดหายใจเพราะไม่อยากสูดไอ้กลิ่นฉุนๆ นี้เข้าไป นอกจากความน่าอึดอัด เขายังรู้สึกร้อนมากขึ้นๆ

เขาหันไปมองในลำธารเบื้องล่าง เขาเห็นชายหญิงมากมายโอดร้องอยู่ในสายธารของน้ำเดือดที่มีกลิ่นกำมะถันพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับหมอกควันอันหนาทึบ สายตาหลายคู่จ้องมองมาที่เขาอย่างขอความช่วยเหลือ

คีรีส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อว่าเขาจะได้เห็นภาพที่อยู่ข้างหน้านี่ เขารีบหันไปมองชายร่างใหญ่ที่เดินตามมา เขาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นง้าวยาวอยู่ในมือของเขา เขาเดินมากับคนที่ถืออาวุธแบบนี้ได้อย่างไร

ชายคนนั้นพยักหน้าช้าๆ แล้วมองไปทางเนินสูงที่อยู่ข้างลำธาร เหมือนกับบอกคีรีให้มองไปทางนั้น  เมื่อคีรีมองตามสายตาที่ดุดันคู่นั้นไป เขาก็เห็นชายร่างใหญ่อีกคนท่อนบนเปลือยเปล่าจนเห็นผิวดำแดง แต่ผิวดำแดงนั้นก็เป็นสีผิวที่แปลกคล้ายกับสีชมพูคล้ำเสียมากกว่า บนศีรษะชายผู้นั้นเหมือนมีเขาสีขาว คีรีไม่รู้ว่านั่นคือมงกุฎหรืออะไรกันแน่ ในมือของเขามีไม้เท้าอยู่ แต่ที่น่าแปลกใจคือ…บนไม้เท้านั้นมีหัวกะโหลกประดับอยู่ แล้วชายร่างใหญ่ผิวดำแดงก็หันมาสบตากับเขา

คีรีตาลุกวาว…แน่ใจที่สุดแล้วว่าท่านผู้นั้นคือใคร…‘พญามัจจุราช’

คีรีรีบตะโกนสุดเสียง “นี่มันนรกชัดๆ”

 

คีรีลืมตาขึ้นหายใจหอบ เขายังนอนอยู่บนที่นอนฟูกผืนบาง เขาสูดอากาศเย็นเข้าไปเต็มปอดหลังจากที่รู้สึกร้อนรุ่มและอึดอัดมานาน รู้สึกขอบคุณสวรรค์ที่เรื่องเมื่อครู่เป็นเพียงความฝัน เขาค่อยๆ ลำดับความคิด

‘นี่เราอยู่ที่ไหนอยู่เนี่ย’ เขายังหายใจหอบอยู่

เขาหลับตาลงอีกครั้งเมื่อจำได้ว่าเขากำลังอยู่ในห้องนอนของบ้านคุณป้าเขาที่เมืองชิโมกิตะซะว่าที่อยู่นอกกรุงโตเกียว บนฟูกผืนบางที่เขานอนอยู่นั้น ทำให้เขานอนหลับไม่สบายตัวเท่าไรนัก อาจเป็นเพราะเขาเป็นคนตัวผอมสูง กระดูกของเขาเบียดกับพื้นด้านล่างทุกครั้งที่เขาพลิกตัว เขาคิดถึงเตียงนอนนุ่มของเขาในคอนโดมิเนียมที่กรุงเทพฯ

คิดถึง…ชีวิตประจำวันง่ายๆ ที่แทบจะเหมือนกันทุกวัน ตื่นเช้าขึ้นมาเพื่อดื่มกาแฟกับทานขนมเล็กน้อยบนโต๊ะอาหารที่อยู่ในห้องรับแขก แล้วเขาก็ขับรถไปมหาวิทยาลัยที่เขาสอนซึ่งใช้เวลาเพียง 15 นาที ใช่…งานอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ได้ง่ายนัก นอกจากจะต้องเตรียมการสอนและสอนนักศึกษาแล้ว เขายังต้องศึกษางานวิชาการต่างๆ ที่คืบหน้าไปในสาขาที่ตนสอน ไหนจะต้องเป็นที่ปรึกษานักศึกษา และที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และโครงงานด้านวิชาการของนักศึกษาปริญญาโท แต่นั่นก็เป็นอะไรที่เขาทำมากว่า 5 ปี อาจมีเรื่องลำบากใจบ้าง อย่างไรเขาก็รู้สึกว่าทุกอย่างเป็นเรื่องที่เขาสามารถควบคุมจัดการได้

บางครั้งเขาอาจจะเคยนึกเบื่อชีวิตที่เหมือนกันทุกวี่วันของเขา เบื่อกับความคิดขัดแย้งในหมู่อาจารย์หรือนักวิชาการด้วยกัน เบื่อกับนักศึกษาที่พยายามเอาตัวรอดในการผ่านวิชาของเขาด้วยวิธีการต่างๆ ที่ไม่ได้กำหนดไว้ในหลักสูตร หรือปัญหาต่างๆ ของนักศึกษาทั้งที่เกี่ยวกับวิชาเรียนและเรื่องราวในชีวิตของพวกเขาที่จะต้องมาปนเปกับการเรียนจนได้ แต่สิ่งที่อยู่กับเขามากที่สุดจนเขาอาจจะเบื่อที่สุดก็คือการอยู่คนเดียว การที่จะต้องนั่งโต๊ะทานข้าวคนเดียวในเวลาเช้าและเย็นในคอนโดฯ เล็กๆ ของเขา แต่อย่างไรทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เขาปรารถนาในตอนนี้

เขาถอนหายใจอีกครั้ง ไม่อยากคิดจะสลัดผ้าห่มผืนบางที่อยู่บนตัวเพื่อออกไปเจอกับชีวิตจริงเลย เขาไม่อยากจะเริ่มต้นเรื่องของเขาด้วยคำพูดที่ว่า

‘ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก’…แต่มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

เมื่อได้ข่าวว่าคุณลุงที่นี่เสียชีวิต เขารู้สึกเป็นห่วงคุณป้าแท้ๆ ของเขาที่ท่านเริ่มมีอาการอัลไซเมอร์ ป้าวนานั้นเคยเลี้ยงเขาเมื่อสมัยเขาเด็กๆ ชื่อคุณป้าคือวนาวรรณแต่ที่บ้านจะเรียกว่าวนา ในขณะที่เรียกแม่เขาว่าวลัยเพราะชื่อเต็มของแม่คือวลัยวรรณ

แม้คุณป้าจะเป็นพี่สาวของแม่เขา แต่คุณป้าก็ค่อนข้างยอมแม่เขาเสมอมา อาจเป็นเพราะแม่ดูเป็นสาวมั่นใจที่สวยนำสมัยในขณะนั้น แม่ชอบทำงาน…ดังนั้นจึงมักเอาเขาไปทิ้งไว้ที่บ้านยายเป็นประจำ และหลายครั้งที่แม่จะทิ้งเขาไว้ที่นั่นนานหลายเดือน ซึ่งยายก็เลี้ยงเขาไปตามประสา ในขณะนั้นป้าวนายังไม่ได้แต่งงานและทำเค้กต่างๆ ส่งตามร้านขนมและอาหารต่างๆ ดังนั้นป้าวนาจึงใช้เวลาอยู่กับเขามากที่สุด เขาชอบเค้กของป้าทุกอย่าง นั่นทำให้ทุกปิดเทอมเขามักขอไปอยู่บ้านคุณยายเพื่ออยู่กับป้าวนา

จนเขาอายุได้เก้าขวบ ป้าวนาก็แต่งงานไปกับอยู่กับลุงอากิที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นคุณป้าอายุสี่สิบสองแล้ว คุณป้าแต่งงานสายแบบนี้เพราะลุงอากิเป็นเจ้านายป้าในสมัยที่คุณป้ายังทำงานที่บริษัทญี่ปุ่นในสมัยสาวๆ แต่ตอนนั้นเหมือนลุงอากิมีภรรยาอยู่แล้ว ส่วนลุงอากิก็อายุมากกว่าป้าวนา 20 ปี ทำให้ป้าวนาไม่ได้ติดต่อกับลุงอากิอีกเมื่อครั้งออกจากบริษัทมา พอภรรยาลุงอากิเสียชีวิต คุณลุงก็ติดต่อหาคุณป้า จนในที่สุดคุณป้าก็ตัดสินใจแต่งงานและไปอยู่กับลุงอากิที่ชิโมกิตะซะว่า ช่วงนั้นลุงอากิเพิ่งเกษียณ ทั้งคู่จึงคิดจะเปิดร้านกาแฟเล็กๆ เพราะป้าวนามีฝีมือในการทำเค้ก และได้ตั้งชื่อร้านว่ายามะโมริ

พอทั้งคู่อายุมากขึ้น คุณป้าก็เริ่มทำเค้กน้อยลง ในร้านจึงขายพวกขนมขบเคี้ยว ลูกอม เยลลี เวเฟอร์ต่างๆ มากขึ้น โดยลุงอากิไปรับมาจากในเมืองและขายเพื่อให้ได้กำไรเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นโดยมีณัฐหนุ่มไทยที่มาเรียนภาษาญี่ปุ่นที่นี่คอยเป็นลูกมือในร้าน แต่เวลาผ่านไปอย่างไรภาษาญี่ปุ่นของณัฐก็ไม่ก้าวหน้าสักที ในที่สุดณัฐก็หยุดเรียน เมื่อณัฐไม่อยากกลับเมืองไทย เขาก็ขอมาอยู่ในร้านนี้ด้วยเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและช่วยงานร้านไปวันๆ ให้ได้รายได้เล็กๆ น้อยๆ พอที่เขาจะอยู่ได้

แล้วจู่ๆ ลุงอากิก็มาเสียชีวิตด้วยอาการโรคหัวใจ ป้าวนาก็มีอาการอัลไซเมอร์อ่อนๆ นั่นทำให้เขาต้องรีบจัดการเรื่องคอร์สสอน โชคดีที่คอร์สกำลังจะปิดและนักศึกษาเริ่มสอบ ทำให้เขาไม่ลำบากใจมากนัก เมื่อจัดการเรื่องการสอนของเขาเสร็จ เขาก็รีบบินมาโตเกียว

นอกจากรีบมาดูแลป้าวนาแล้ว พินัยกรรมของลุงอากินั้นระบุให้เขาเป็นทายาทของ…ตึกหรือบ้านหรือร้านที่เขากำลังนอนอยู่ขณะนี้ อาจเป็นเพราะลุงอากิรู้อยู่แล้วว่าอาการป้าวนาคงจะต้องกำเริบขึ้นเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าป้าวนาจะหายไปกับความทรงจำเมื่อไหร่ และอาจเป็นป้าวนาเองที่บอกให้ลุงอากิทำอย่างนั้น ทำให้เขาต้องเข้ามาจัดการเรื่องราวทั้งหมดตรงหน้า

‘แต่ที่นี่…มันอะไรกัน’

มันไม่ใช่ร้านกาแฟสวยหรูที่มีพนักงานครบ ร้านนี้เป็นเพียงร้านเล็กๆ…ร้านกาแฟทีเดียวก็ไม่ใช่ ร้านขนมก็ไม่เชิง ที่นี่มีกาแฟกับขนมเค้กของคุณป้าวนาอยู่ในเมนู พร้อมกับขนมขบเคี้ยวต่างๆ ที่ตั้งอยู่บนชั้นทางกำแพงฝั่งหนึ่งของร้าน ณัฐมีหน้าที่ชงกาแฟและเครื่องดื่มต่างๆ เมื่อก่อนนี้คุณลุงอากิทำหน้าที่เสิร์ฟขนมเค้กและกาแฟพร้อมกับคิดเงินไปด้วย

เขามาไม่ทันพิธีศพลุงอากิ เพราะเป็นช่วงต้นมิถุนายนที่เขายังต้องสอนที่มหาวิทยาลัยอยู่ เขามาถึงช่วงกลางเดือน ป้าวนาดีใจมากที่เห็นเขา ที่ผ่านมาป้าคงรู้สึกเคว้ง แต่อย่างไรป้าวนาก็ไม่ได้แสดงอาการโศกเศร้ามากสักเท่าไร ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการอัลไซเมอร์ที่ทำให้ไม่รับรู้หรือจดจำเรื่องราวปัจจุบันเท่าที่ควรหรือเปล่า แต่พอเขามาถึงได้เพียง 3 วัน ป้าวนาก็ลุกขึ้นทำขนมและบอกว่าต้องเปิดร้านแล้ว

ใช่ ร้านปิดไป 10 กว่าวัน แต่เขาเพิ่งมาถึงที่นี่ได้แค่ 3 วัน และเขาก็พูดภาษาญี่ปุ่นได้ไม่กี่คำ จะหันไปบอกป้าวนาว่าเปิดร้านยังไม่ได้ ป้าวนาจะเข้าใจเขาไหม แล้วเค้กก็อบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นร้านยามะโมริจึงจำเป็นต้องเปิดแบบที่คีรียังรู้สึกงงๆ อยู่

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องในร้าน เขาไม่มีทักษะสักนิด…กับแค่ชื่อกาแฟ หรือราคาของกาแฟ เขาก็ไม่รู้เอาเลย โชคดีที่วันแรกที่เปิดนั้นมีลูกค้าเพียงไม่กี่คน แต่หากลูกค้าเข้ามา 3 คนพร้อมกัน ก็เหมือนร้านจะแตก เขาจดออร์เดอร์ลูกค้าส่งให้ณัฐ

เมื่อกาแฟออกมา…แก้วหนึ่งเป็นเวียนนิชคอฟฟี แก้วหนึ่งเป็นอเมริกาโน และอีกแก้วหนึ่งเป็นลาเต้ เขาก็ดูไม่ออกแล้วว่า ไอ้กาแฟ 3 แก้วนี้อันไหนเป็นอันไหน และต้องเอาแก้วไหนไปเสิร์ฟใคร

“อันที่มีวิปครีมอยู่ข้างบน เป็นเวียนนิชคอฟฟี” ณัฐตะโกนออกมาเสียงห้วน “นั่น…นั่น…นั่น ไม่เอาน้ำตาล ครีมสดไปด้วยล่ะ”

“อ้าว แล้วทำไมไม่ตั้งน้ำตาลกับซองครีมไว้บนโต๊ะแต่เช้าล่ะ” คีรีเถียง

“เอ๋ะ…” ณัฐชอบทำเสียงแปลกใจเหมือนคนญี่ปุ่นทั้งๆ ที่ภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขาสักเท่าไร “ก็ไม่ได้สั่งให้ทำนี่ครับ”

“ของแบบนี้ต้องสั่งด้วยเหรอ” คีรีหงุดหงิด

“คุณคีรีไปเสิร์ฟก่อนดีไหมครับ เดี๋ยววิปครีมจะละลายหมด” ณัฐเฉไฉทันที

ชายหนุ่มยิ่งรู้สึกหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ที่จะต้องทำตามคำบอกของณัฐ-เด็กในร้านที่เขาเห็นว่าทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง

ชายหนุ่มเดินกลับมาหาณัฐ “ลูกค้าอยากได้แอปเปิลครัมเบิ้ลชิ้นนึง”

คีรีรู้สึกโชคดีที่เมนูที่ร้านมีภาพและชื่อภาษาอังกฤษกำกับพร้อม นั่นทำให้เขาไม่ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นกับลูกค้าสักเท่าไร

“อืม…” ณัฐทำเหมือนคิดอยู่นาน ขณะที่คีรีก้มลงมองที่ช่องส่งอาหารเพื่อฟังณัฐพูดคำต่อไป “วันนี้คุณป้าไม่ได้ทำแอปเปิลครัมเบิ้ลครับ”

คีรีรู้สึกว่าณัฐจะอ้ำอึ้งทำไมก่อนจะพูดอะไรสักคำ

“แล้วทำไมมีอยู่ในเมนูล่ะ” เขาเริ่มส่งเสียงห้วน

ณัฐทำหน้าเหมือนไม่รับรู้อะไร ได้แต่หันหน้ามองไปทางป้าวนาที่กำลังรื้อลังขนมอยู่ เพื่อจะเอาออกไปจัดหน้าร้าน เหมือนณัฐจะบอกเป็นกลายๆ ว่า

‘คุณป้าความจำเสื่อม…จะเอาอะไรกันนักหนา’

คีรีซึ่งมีความรับผิดชอบสูงแต่ไหนแต่ไร กลับรู้สึกว่าแล้วจะทำอย่างไรต่อไป ภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ได้ แล้วจะไปบอกลูกค้าว่าอะไร คีรีทำหน้าวุ่นวายใจส่ายหัว เขาไม่รู้ว่าควรไปขอความช่วยเหลือจากใครดีระหว่างณัฐกับป้าวนา เมื่อเขามองกลับไปกลับมาระหว่างสองคนนี้ เขาก็รู้สึกว่าคงไม่มีใครช่วยเขาได้

คีรีรีบกดโทรศัพท์หาคำว่า ‘ไม่มีเค้ก’ แล้วเขาก็เดินไปที่ลูกค้า

“แอปเปิลครัมเบิ้ล – เคคิ วะ ไน่”

ลูกค้าสาวสวยพูดภาษาญี่ปุ่นยาวที่เขาก็ฟังไม่เข้าใจ แต่ในที่สุดเธอก็ชี้ไปที่เค้กส้มที่อยู่บนเมนู

เขารีบเดินเข้าไปหาณัฐสั่งเค้กส้ม เขาภาวนาให้วันนี้ป้าวนาทำเค้กส้มด้วยเถอะ สักพักณัฐก็เอาเค้กส้มมาวางที่ช่องส่งอาหาร พอคีรีจะหยิบ ก็มีเสียงสั่งดังออกมา

“อย่าลืมเอาส้อมกับทิชชูรองส้อมไปให้ลูกค้าด้วยนะครับ”

พอเขาหยิบส้อมกับทิชชูเสร็จ เสียงณัฐก็สั่งออกมาอีก “น้ำ…น้ำ รินน้ำให้ลูกค้าด้วย ทั้งสามคนเลย”

คีรีอดสงสัยไม่ได้ว่าณัฐมีหน้าที่แค่ส่งของในครัวออกมาให้เท่านั้นหรือ ณัฐจะไม่ออกมาช่วยหน้าร้านบ้างเลยหรือไร เขาได้แต่ทำตามคำสั่งณัฐ แล้วอดมองไปที่ป้าวนาที่ดูเหมือนไม่สนใจอะไรไม่ได้ เขาจะถามเรื่องในร้านจากป้าวนาได้บ้างไหมนี่

เรื่องคิดเงินค่าเครื่องดื่มและเค้กไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขา เพราะเขาสามารถดูราคาจากเมนู ส่วนเครื่องคิดเงิน…เขาพอเรียนรู้ได้จากคู่มือที่วางไว้ในลิ้นชักของเคาน์เตอร์ร้าน ถ้าลูกค้าเข้ามาครั้งละไม่กี่คน เขาก็น่าจะพอคิดเงินทันอยู่

แต่ที่น่าขนหัวลุกคือเวลาบ่ายสี่โมงที่เด็กน้อยทั้งหลายเลิกเรียน และเดินผ่านร้านเป็นกลุ่มๆ เมื่อเห็นร้านเปิด แต่ละกลุ่มก็รุมเข้ามาในร้าน ซื้อลูกอมขนมในชั้นเตี้ยๆ ที่คุณป้าวนาวางไว้คนละชิ้นสองชิ้น แต่เขาต้องมึนตึ้บ เพราะเขาไม่รู้ราคาของแต่ละชิ้น และเด็กน้อยนั้นเข้ามาเป็นกลุ่มๆ เมื่อคิดจะจ่ายเงินก็เดินมาจ่ายพร้อมกัน ทำให้คิวนั้นยาวเกือบไปถึงหน้าร้าน เขาต้องคอยตะโกนให้ณัฐออกมาดูราคาของแต่ละชิ้นให้

เด็กน้อยหลายคนพยายามบอกราคาเขา แต่ด้วยเป็นภาษาญี่ปุ่น เขาก็ฟังไม่ออกอยู่ดี ทำให้เขาได้แต่เกาหัว และยกสินค้าให้ณัฐดูและขอราคา ป้าวนาได้แต่ยืนยิ้มหัวเราะอยู่ที่ชั้นวางของ บางทีก็หันไปพูดคุยกับเด็กที่กำลังเลือกของอยู่อย่างเอ็นดู ส่วนณัฐก็ทำงานไปตามหน้าที่ มีแต่เขาที่รู้สึกเครียดจนเหงื่อไหลซึมออกมาทั่วตัว

กว่าจะปิดร้านตอนสองทุ่ม ขาเขาก็รู้สึกล้าเพราะต้องยืนแทบทั้งวัน ป้าวนายกอาหารที่มีอยู่ออกมาตั้งโต๊ะทานอาหารเย็น ขณะที่ณัฐกำลังทำความสะอาดร้าน

คีรีนั่งลงอย่างเหนื่อยล้า “นี่เราต้องเปิดร้านอย่างนี้ทุกวันเหรอครับ”

ป้าวนาพยักหน้า “สนุกดี…ใช่ไหมล่ะ”

“สนุกตรงไหน ผมไม่รู้อะไรเลยน่ะสิครับ”

“อยู่ๆ ไปก็รู้เองแหละน่า” ป้าวนาตักข้าวใส่จาน

คีรีรีบส่ายหน้า “ผมอยู่แค่ 2 เดือนเองนะครับ แล้วผมก็ต้องกลับไปสอน ผมรีบมาที่นี่เพื่อมาดูป้า แต่ผมว่าในที่สุดเราคงจะต้องขายร้านนี้ และป้าต้องกลับเมืองไทยกับผม”

พอคีรีพูดคำนี้ออกไป ณัฐก็หยุดถูพื้นและจ้องมาที่เขา ส่วนป้าวนาเงยหน้ามองดูเขาแป๊บนึง ก่อนหันไปหยิบช้อนส้อมวางลงในแต่ละจาน และทำเป็นเหมือนสิ่งที่คีรีพูดออกมานั้นไม่มีความหมายอะไร

คีรีรู้สึกผิด เขารู้ว่าเขาเพิ่งมาถึงที่นี่เพียงไม่กี่วัน เขาไม่ควรลั่นคำพูดแบบนี้ออกไปทันที ป้าวนายังคงโศกเศร้ากับการจากไปของสามีอยู่

“ผมไม่มีทักษะการทำร้านเลย เดี๋ยวผมจะลองหาผู้จัดการมาลองรันร้านนี้ดู”

ป้าวนาที่นั่งลงแล้ว เงยหน้าขึ้นมองเขา “คีรีเหนื่อยเหรอ”

แม้ในตาของป้าวนาจะดูว่างเปล่า แต่ก็มีสีหน้าห่วงใย ชายหนุ่มพยักหน้าช้าๆ

“คือผม…ยังทำอะไรไม่เป็น และไม่ชินกับงานแบบนี้เลย”

ป้าวนาหันไปหาณัฐ “ณัฐคอยช่วยคีรีนะ”

ณัฐได้แต่มองหน้าคีรีและไม่ได้พูดรับปากใดๆ แล้วก็เหมือนว่าทุกอย่างไม่ใช่ปัญหาของป้าวนาอีกต่อไป เธอพยักหน้าให้คีรีและณัฐมานั่งทานข้าว

“เดี๋ยวผมทำความสะอาดร้านให้เรียบร้อยก่อนครับ ทานกันไปก่อนเถอะครับ” เสียงณัฐเวลาพูดจากับป้าวนาดูอ่อนโยน ช่างผิดกับณัฐเมื่อกลางวันที่คอยสั่งเขาทำโน่นนี่ตลอดเวลา

‘แล้ววันนี้ จะต้องลงไปทำงานอีกใช่ไหม ถ้าลูกค้าเยอะขึ้นมาล่ะ จะทำยังไง’ 

คีรีรู้ว่าร้านยามะโมริยังคงต้องเปิดไปก่อนเพราะข้าวของในร้านยังมีอีกเยอะทีเดียวโดยเฉพาะขนมขบเคี้ยวต่างๆ พอขายได้อยู่หลายอาทิตย์ อย่างน้อยก็ต้องเปิดเพื่อระบายของในร้านให้น้อยลงก่อน

ส่วนเรื่องจะเปิดร้านต่อไปอีกหรือเปล่านั้น…เขาจะทำอย่างไรดี เพราะหากต้องปิดร้าน แล้วป้าวนาจะอยู่อย่างไร เขาจะต้องเอาป้าวนาไปอยู่ในคอนโดฯ เล็กๆ ของเขาหรือ แล้วอาการของป้าวนาจะไม่ยิ่งแย่ลงเร็วกว่านี้หรือ

คีรีหลับตาลงอีก เหมือนไม่อยากจะคิดอะไรและไม่อยากต้องลืมตาขึ้นมาพบกับความจริงที่เผชิญหน้าอยู่

เมื่อคิดว่าจะต้องลงไปเจอกับอะไรไม่รู้ แต่รู้ว่าต้องวุ่นวายแน่ๆ ชายหนุ่มก็อดคิดไม่ได้ว่า

‘ใช่…นี่เรากำลังอยู่ในนรกจริงๆ’

 

เสียงโทรศัพท์ข้างตัวเขาดังขึ้น เขารีบลุกขึ้นหันไปหยิบโทรศัพท์ นิคมเพื่อนสนิทของเขาโทร.เข้ามา

“ยังไม่ขึ้นสอนอีกหรือวะ” คีรีเอ่ยถาม

“อะไร ที่นี่ยังไม่แปดโมงเช้าเลยนะ เห็นเมื่อวานส่งไลน์บ่นมายาว เลยคิดว่าต้องโทรมาสักหน่อย”

“โทรมาก็ดีแล้ว เพิ่งฝันเสร็จเลย…” คีรีเล่าความฝันให้นิคมฟัง

นิคมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเหมือนกัน แต่อยู่คนละมหาวิทยาลัยกับเขา เขากับนิคมสนิทกันตั้งแต่อยู่มัธยม ตอนนี้นิคมเป็นอาจารย์สอนจิตวิทยาคลินิก ทำให้คุ้นชินกับจิตวิทยาพื้นฐาน การวิเคราะห์และตีความผลบททดสอบจิตวิทยา ส่วนเรื่องความฝันนั้นพอตีความได้บ้าง

“แกรู้สึกไม่สบายใจขนาดนั้นเลยหรือวะ” นิคมเอ่ยถาม “แกบอกว่าเหมือนอยู่ในบรรยากาศที่อึมครึม แปลว่าแกรู้สึกเหมือนแกทำอะไรไม่ได้สักอย่าง แกเลยรู้สึกอึดอัด ส่วนเรื่องบรรยากาศนิ่งเงียบ ในฝันของแก คงเป็นเพราะแกรู้สึกว่าแกไม่สามารถหันหน้าไปปรึกษาใครได้”

คีรีคิดถึงหน้าป้าวนาและสายตาที่ว่างเปล่าในหลายๆ ครั้ง และเด็กหนุ่มณัฐที่ทำตัวเหมือนไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร จะเป็นเพราะกลัวงานหนักหรือสติปัญญาเขามีแค่นั้นทำให้เขาดูเป็นที่พึ่งไม่ได้…เป็นอย่างไหนก็ไม่รู้

ทำให้สองสามวันที่ผ่านมา เขาเลยไม่ได้คุยกับใครจริงจัง แม้แต่เรื่องเปิดร้านต่อหรือขายร้านไป ก็เหมือนเขายังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เขาคิดแต่เป็นห่วงป้าวนา รีบมาญี่ปุ่นให้เร็วที่สุด เขาไม่รู้เลยว่าเขาจะต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้

“ทำไมแกไม่ลองปรึกษาแม่แกล่ะวะ” นิคมถาม

“แม่น่ะ ต้องคุยอยู่แล้ว แต่แม่ก็ไม่มายุ่งอะไรหรอก ครอบครัวเขามีปัญหาโน่นนี่ตลอด”

มารดาคีรีแต่งงานใหม่หลังจากเลิกกับพ่อของเขาและมีลูกกับสามีใหม่ซึ่งขณะนี้อยู่ในวัยเรียน ทำให้มารดาเขาไม่คิดจะสนใจเรื่องราวของป้าวนามากนัก

“ว่าแต่แกเถอะ โทรมาแต่เช้าทำไมวะ” คีรีถาม

“ก็คิดขึ้นได้น่ะสิ ว่ามีอาจารย์ที่คณะ อาจารย์จากจิตอุตฯ” นิคมหมายถึงจิตวิทยาอุตสาหกรรม “เขาไปทำวิจัยที่ญี่ปุ่นพอดี”

“แล้วเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ”

“เผื่อแกจะสนใจ” นิคมถามแบบมีเลศนัย

“โอ๊ย…เอาอีกแล้ว คราวก่อนก็แนะนำผู้ปกครองนักศึกษาให้กับฉัน ตาย…ถ้าฉันเกิดชอบเขาขึ้นมา เขาอายุแก่กว่าฉันเกือบสิบปีแถมมีลูกอายุสิบแปด”

“แต่เขาดูดีมาก เหมือนคนรุ่นเราเลยนะโว้ย”

“แล้วคราวก่อนๆ นั้นอีก แต่ละคนไม่มีใครดูใช่สำหรับฉันเลย”

“เฮ้ย…แต่คราวนี้…ใช่เลย เป็นอาจารย์ดาวรุ่ง อยู่คนละสาขากับฉัน ทีแรกฉันก็ไม่รู้จักเขา ก็เพิ่งรู้จักเขาไม่กี่เดือนนี้แหละ ตอนนี้ได้ข่าวว่าเขาไปทำวิจัยอยู่ที่ญี่ปุ่นและจะอยู่นั่น 3 เดือน นี่เขาก็เพิ่งไป…”

“ไม่ต้องมาเลย” คีรีรีบพูดแทรก “แกแนะนำใครแต่ละคน สร้างความเดือดร้อนให้ฉันไม่ซ้ำแบบ อย่างนักศึกษาปริญญาโทคนนั้นที่ให้ฉันไปนั่งติวสถิติให้ คราวนี้ฉันไม่หลงกลแกแล้ว”

“อ้าว ไม่ติวให้…แล้วจะได้ใกล้ชิดเหรอ”

“เออ…ติวเข้มซะแบบนั้น ดันตกอีก คราวนี้ก็หายจ้อยละสิ” หวนคิดไปแล้วคีรีก็นึกขำผู้หญิงแต่ละคนที่นิคมสรรหามาให้เขา

นิคมเป็นเพื่อนสนิทกับคีรีตั้งแต่ครั้งมัธยม ด้วยมารดาเขามีครอบครัวใหม่ทำให้เขากลับบ้านเย็นเป็นประจำ และนิคมมักอยู่ที่โรงเรียนตอนเย็นๆ กับเขาเสมอ แม้ไม่ได้อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน เสาร์อาทิตย์ก็นัดเจอกันแทบทุกอาทิตย์ ทำให้เขากับนิคมพูดคุยปรึกษาปัญหากันเสมอ จนนิคมแต่งงานไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว นั่นทำให้นิคมเริ่มห่างหายไป แต่เขาก็รู้ว่านิคมเป็นห่วงเขาเสมอ นิคมจะคอยโทรศัพท์พูดคุยกับเขา เพราะรู้ว่าเขามาซื้อคอนโดฯ อยู่คนเดียว และด้วยความกลัวเพื่อนจะเหงา ช่วงสองปีที่ผ่านมาเขาก็มักหาสาวโสดมาให้คีรีพิจารณาเสมอ

“แต่อาจารย์รี ชื่อจริงเขา ปารีวา ปารีญา อะไรนี่แหละ เค้าเป็นคนดี สูงสวย แต่งตัวดี รับรองว่าต้องถูกใจแก ตอนนี้เขาอยู่ญี่ปุ่นพอดี แกแวะไปคุยกับเขาหน่อยมั้ย เดี๋ยวฉันขอที่อยู่และเบอร์ติดต่อเขาให้”

“โอ๊ะ…โอ๊ะ อย่าดีกว่ามั้ง ไอ้ที่ต้องเคลียร์ ต้องทำตอนนี้ ก็แทบแย่อยู่แล้ว”

“ฉันน่ะเรียกเขาว่าคุณรี” เหมือนนิคมจะไม่ยอมฟังที่เขาพูด “ใครๆ ก็ชมเขาว่าทั้งความรู้ดี ภาษาก็ดี เห็นว่าพูดญี่ปุ่นได้ด้วย เหมือนว่าเคยเรียนที่ญี่ปุ่นมาสักปีสองปี แถมฉันไปส่องมาแล้ว เหมือนยังโสดอยู่ด้วย”

พอคีรีได้ยินว่าพูดญี่ปุ่นได้ ชายหนุ่มก็รู้สึกสนใจขึ้นมา เพราะตอนนี้เขาอยากหาคนที่จะปรึกษาทั้งเรื่องร้านและเรื่องเอกสารของร้านหลายอย่าง ทุกวันนี้หากเขาติดขัดอะไร เขาจะต้องเดินไปพูดคุยกับคูมิเจ้าของร้านขายต้นไม้ที่หัวมุมถนนเพราะเธอพอพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง แต่ก็ไม่ดีนัก

แต่อย่างไรเขาก็ยังไม่ไว้ใจรสนิยมสาวๆ ที่นิคมเลือกให้เขาอยู่ดี

“อย่าเพิ่งเลยว่ะ ขอเคลียร์เรื่องที่ร้านให้เรียบร้อยหน่อยเถอะ”

“ตามใจแก แล้วอย่ามาบ่นว่านั่งกินข้าวคนเดียว ดูหนังคนเดียวอีกล่ะ”

“ไม่ได้บ่น ก็แกโทรมาถามว่าทำอะไรอยู่ ฉันก็บอกไปตามตรง”

“เออๆ เดี๋ยวฉันไปเตรียมการสอนก่อนก็แล้วกัน มีข่าวคราวคืบหน้าเรื่องคุณรี จะรีบส่งไปให้” เสร็จแล้วนิคมก็วางสายไป

คีรีกดปิดสายโทรศัพท์และได้แต่ส่ายหัว แต่ยังไม่ทันวางโทรศัพท์ลง เขาก็เห็นนิคมส่งรูปพร้อมข้อความเข้ามาในมือถือ ชายหนุ่มกดเปิดดู

ตอนนั้นไปสัมมนากับคุณรี

เป็นภาพของนิคม ชายหนุ่มขาวร่างท้วมนิดๆ ใส่แว่นกับหญิงสาวผมยาวหน้าตาสวยสะอาดสะอ้าน อาจเป็นเพราะเธอใส่ส้นสูงทำให้สูงไล่เลี่ยกับนิคม และมีอาจารย์หนุ่มคนอื่นอีกหนึ่งท่าน เป็นภาพเต็มตัวทำให้เขาเห็นหน้า ‘คุณรี’ ของนิคมไม่ชัด เขาจึงต้องใช้นิ้วแหวกภาพเพื่อดูหน้าหญิงสาวให้ชัดเจน

‘หน้าตาใช้ได้’ ชายหนุ่มพยักหน้า

แต่ยังไม่ได้พิจารณาภาพหญิงสาวให้ถ้วนถี่ เขาก็ได้ยินเสียงณัฐโวยวายดังมาจากข้างล่าง

“คุณป้าใส่เกลือไปแบบนั้น เค้กไม่เค็มแย่หรือครับ”

ชายหนุ่มคอตก

รู้แล้วว่าได้เวลาแล้ว…ที่เขาจะต้องเผชิญหน้ากับความจริง แล้วเขาก็ลุกขึ้นเก็บที่นอนและพับผ้าห่มเพื่อจะลงไปทำงานข้างล่าง

 



Don`t copy text!