ลามิลืม บทที่ 29 : จวนจะได้เจอกันแล้วใช่ไหม?

ลามิลืม บทที่ 29 : จวนจะได้เจอกันแล้วใช่ไหม?

โดย : กุลวีร์

ลามิลืม นวนิยายออนไลน์ โดย กุลวีร์ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของทิวพนม สัตวแพทย์หนุ่มผู้มองโลกในแง่ดี มีหัวใจอบอุ่นงดงาม จะต้องผ่านความทุกข์ และการจากลาอีกกี่ครั้ง คงมีแต่ความรัก หัวใจอันเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวเท่านั้น ที่จะพาให้ชายหนุ่มผ่านวันเวลาอันยากลำบากไปได้ในที่สุด

หลังจากนรวิชญ์นำรูปภาพไปให้กานต์สินีได้เห็นสาวน้อยในชุดนักศึกษาที่ได้เจอในค่ำคืนที่ไปร่วมงานเลี้ยง แม้ภาพนั้นจะเป็นการถ่ายภาพหมู่ แต่ละคนนั้นมองเห็นแค่เพียงใบหน้า ตอนแรกเขาไม่ได้ตั้งใจดูดีๆ ก็คงผ่านตาไป แต่พอไล่สายตาดูทีละคนจนได้มาเจอใบหน้าซึ่งไม่เคยลืม แม้วันนั้นจะมีแสงสว่างจากเสาไฟเพียงต้นเดียวในที่แห่งนั้น หากก็เพียงพอให้เขาจดจำใบหน้าของนักศึกษาสาวได้ซึ่งเป็นผู้เดียวที่เอ่ยถึงคนที่มีแหวนเหมือนกับเขา ชายหนุ่มจึงจำฝังใจจนถึงทุกวันนี้

กานต์สินียืนยันว่าบรรดาผู้ที่ใส่ชุดนักศึกษาในคืนนั้นคือรุ่นน้องคณะเดียวกันที่หล่อนเคยศึกษาแน่นอน ภาพนั้นเป็นการถ่ายรวมศิษย์เก่าและศิษย์รุ่นปัจจุบันก่อนที่งานเลี้ยงจะเลิก เขาขอร้องให้หล่อนพาไปตามหาสาวน้อยผู้นั้น หากกานต์สินีมีงานติดพันจนล่วงเลยมาหลายวัน เวลานี้หล่อนก็พาเขามาที่ตึกของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ซึ่งเคยมาเยือนในคืนนั้น

‘วิชญ์เหมือนเด็กเลยนะ อ้อนจะเอาให้ได้ กานต์ก็ใจอ่อน ยอมเลื่อนประชุมออกไป’ เป็นคำกล่าวของกานต์สินีก่อนที่จะพาเขาออกจากบริษัท หล่อนคงทนการรบเร้าของเขาไม่ไหว เพราะทุกครั้งที่เจอหน้ากัน เขาจะวอนขอสาวคนรักในสิ่งที่ต้องการ

‘ถ้าเรื่องแหวนไม่สำคัญกับพ่อ วิชญ์ก็ไม่ขอร้องกานต์ทุกวันหรอก’ เขาตอบหญิงสาวด้วยรอยยิ้มที่สมใจหมาย

นรวิชญ์ตามใจหล่อนในเรื่องงานวิวาห์ที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงมีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวที่อยากให้หล่อนช่วยเหลือกันในเร็ววัน

พอรู้ว่าสาวคนรักยอมทำตามความต้องการของเขา ก็รีบเร่งออกจากบริษัทราวกับถ้าหากไปช้ากว่านี้อาจจะไม่ได้พบตัวคนที่เขาอยากเจอ

เหมือนจะเป็นอย่างที่คิด ถ้าเขาผลัดวันหรือไม่มาในวันนี้ก็อาจไม่พบนักศึกษาสาวผู้นั้นอีกเลย

เมื่อทั้งสองคนถึงอาคารเรียนของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ก็เริ่มถามหาคนในภาพถ่าย จนได้ทราบว่าชื่อเทียนเป็นนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายที่สอบเสร็จเรียบร้อยและกำลังเตรียมตัวเป็นบัณฑิต มีรุ่นน้องที่สวมชุดนักศึกษาหลายคนยืนยันว่าช่วงนี้พวกรุ่นพี่ปีสุดท้ายไม่ค่อยจะเข้ามาในตึกคณะ จนเขาเริ่มใจฝ่อ คนที่อยากเจอนั้นอาจจะไม่มีโอกาสได้เจอ

ความหวังที่จะได้รู้เรื่องราวของคนที่มีแหวนเหมือนเขาเป็นดั่งแสงไฟริบรี่ กานต์สินีก็ยังคอยให้กำลังใจว่าอาจไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ เขาต้องได้พบน้องคนนั้นในสักวันแน่นอน

ชายหนุ่มหญิงสาวนั่งพักและทำใจ จนเขาตัดสินใจขอกลับไปตั้งหลักใหม่ ก่อนลุกขึ้นยืนก็มีผู้ที่ไม่ได้สวมชุดนักศึกษาเดินเข้ามาทักทายกานต์สินี อีกฝ่ายคงจดจำหล่อนได้จากงานเลี้ยงคืนนั้น กานต์สินียิ้มให้และลองถามถึงเรื่องที่อยากรู้

“น้องรู้จักน้องผู้หญิงที่ชื่อเทียน รุ่นที่กำลังจะจบปีนี้หรือเปล่าคะ”

“เทียนเหรอคะ ถ้ารุ่นเดียวกับหนู ก็น่าจะใช่คนเดียวกัน เพราะมีแค่คนเดียว พี่โชคดีมากนะคะ ถ้ามาวันอื่นก็คงไม่พบหรอกค่ะ เพราะพวกเรากำลังจะไปต่างจังหวัดหรือออกหน่วยด้วยกัน นี่ก็ถึงเวลารวมตัวที่ตึกคณะ ป่านนี้คงรอให้รถตู้มารับค่ะ”

นรวิชญ์กับกานต์สินีมองหน้ากันด้วยความยินดียิ่ง การมาเยือนที่แห่งนี้ในวันนี้ไม่สูญเปล่าอย่างที่คิด

“พี่ขอบคุณมากนะคะ พาพวกพี่ไปหาน้องเทียนได้ไหมคะ” หล่อนบอกรุ่นน้องที่เดินเข้ามาทักทายกัน พวกหล่อนคิดผิดที่มัวแต่เข้าไปสอบถามคนสวมชุดนักศึกษาจึงมองข้ามคนอื่นไปโดยสิ้นเชิง

ทั้งสองเดินไปทางด้านหลังอาคารซึ่งเป็นลานจอดรถ มองเห็นกลุ่มนักศึกษาสาวทั้งแปดคนยืนพูดคุยกันด้วยเสียงเจี๊ยวจ๊าวปนกับเสียงหัวเราะให้เกิดบรรยากาศครื้นเครง หากเสียงเหล่านั้นต้องหยุดลงเมื่อชายหนุ่มหญิงสาวเดินเข้าไปใกล้กลุ่มคนเหล่านั้น

นรวิชญ์เห็นคนที่ต้องการมาพบ ยืนแอบอยู่ข้างหลังผู้หญิงที่ตัวใหญ่กว่า ก่อนที่กานต์สินีจะเอ่ยขึ้นก็มีเสียงทักจากหญิงสาวในกลุ่มแทรกขึ้นมา

“พี่กานต์ใช่ไหมคะ หนูจำได้ วันนี้มาทำอะไรที่คณะเหรอคะ”

“พวกพี่มาหาน้องเทียนค่ะ มีเรื่องจะสอบถามนิดหน่อย” กานต์สินีบอกวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนและมองไปทางคนที่ชื่อเทียนซึ่งไม่ต่างจากเขา

ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น เมื่อได้ยินคำของรุ่นพี่ที่เป็นศิษย์เก่าก็จ้องเทียนพนาเป็นจุดเดียวกัน รวมทั้งคนตัวใหญ่ที่เทียนพนาใช้เป็นที่กำบังกายก็ยังก้าวขาไปด้านข้างเพื่อให้เห็นตัวเทียนพนาได้ชัดเจนและยังกล่าวขึ้นเพื่อยืนยันความต้องการของพวกเขา

“เทียน พี่กานต์มาพบแน่ะ มัวมายืนทำอะไรตรงนี้ เดินไปหาพี่กานต์สิ” คนพูดยังดุนหลังเทียนพนาให้ไปยืนประจันหน้ากับคนทั้งสอง

“น้องเทียนใช่ไหมคะ พอดีพวกพี่มีเรื่องจะสอบถามสักเล็กน้อย คงไม่รบกวนเวลามากไปนะคะ” กานต์สินียืนยันความต้องการกับเจ้าตัวอีกครั้ง

นรวิชญ์ก็ได้แต่ยืนยิ้ม มองผู้หญิงสองคนข้างกาย เขาปล่อยให้สาวคนรักเป็นฝ่ายเริ่มเจรจา น่าจะดูดีกว่าเขาซึ่งเป็นผู้ชายที่จะเข้าหาหญิงสาวซึ่งเจอหน้ากันเป็นครั้งที่สอง

“พวกพี่มีอะไรจะถามหนูเหรอคะ” เทียนพนาเอ่ยถาม

กานต์สินีจูงแขนเทียนพนาให้ออกห่างจากกลุ่มเพื่อนพอประมาณ สื่อให้รู้ว่าเรื่องที่จะสอบถามนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวหรือไม่อยากให้ผู้อื่นรับรู้ ส่วนกลุ่มคนที่เหลือคงไม่สนใจนักจึงหันหน้าไปพูดคุยกันต่อตามเดิม

ทั้งสามคนยืนพูดคุยกัน โดยเขาเป็นคนเริ่มเข้าเรื่องที่อยากจะรู้ทันที “พี่มาถามเรื่องแหวนกับน้อง”

“หนูไม่ได้เอาแหวนของพี่ไปนะคะ วันนั้นคืนให้พี่แล้ว” เทียนพนารีบปฏิเสธทันที นึกถึงค่ำคืนนั้นขึ้นมาได้

“ไม่ใช่ครับ พี่ไม่ได้คิดว่าน้องเอาแหวนพี่ไป แต่พี่ได้ยินน้องพูดถึงพี่ชายที่มีแหวนวงนี้เหมือนกับพี่ใช่หรือเปล่าครับ” นรวิชญ์พูดพลางปลดสร้อยคอออกจากตัว ยื่นให้อีกฝ่ายได้เห็นแหวนที่คล้องไว้กับสร้อย

เทียนพนาจำได้ทันที แหวนที่พี่ชายมีนั้นไม่ต่างจากแหวนวงที่อยู่ตรงหน้าและยังคิดว่าคงทำมาจากที่เดียวกันซึ่งมีอยู่หลายวงตามท้องตลาด “ใช่แล้วค่ะ พี่ชายของหนูมีแหวนเหมือนกับวงนี้ อย่างกับเป็นแหวนวงเดียวกันเลยค่ะ”

นรวิชญ์ได้ยินคำตอบนั้นก็เริ่มเห็นหนทางตามหาพี่ชายต่างมารดา ยืนยันได้ว่าคืนนั้นตนได้ยินไม่ผิด “เป็นแหวนที่ติดตัวพี่ชายของน้องหรือไปซื้อต่อมาจากใครครับ”

“ถ้าจำไม่ผิด เป็นแหวนที่แม่ให้พี่ของหนูไว้ คงไม่ได้ซื้อมาจากที่ไหนค่ะ” เทียนพนาตอบไปตามตรง ทั้งที่ไม่เห็นจำเป็นเลยที่เล่าเรื่องของคนในครอบครัวให้ผู้อื่นรับรู้ แต่สายเกินไปที่จะเก็บคำพูดเหล่านั้นกลับคืนมา ต่อไปถ้าจะเอ่ยคำใด ก็ต้องคิดให้ดีก่อนที่จะพูด เทียนพนาบอกกับตัวเอง

นรวิชญ์หันมองกานต์สินี ต่างฝ่ายต่างมีใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ซึ่งไม่ต้องเอ่ยคำใดก็ล่วงรู้กันและกันว่าสิ่งที่เขากำลังตามหาจะค้นพบความจริงในอีกไม่ช้า

“พี่ขอพบพี่ชายของน้องเทียนได้ไหมคะ คนที่มีแหวนวงนี้ ไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด” กานต์สินีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ

ขณะเดียวกันเทียนพนาก็เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่า พี่ชายหรือทิวพนมคงไม่อยากพบเจอผู้หญิงตรงหน้าอีกแล้ว อีกทั้งช่วงนี้จิตใจของพี่ชายที่เพิ่งถูกผู้หญิงอีกคนทิ้งไปก็คงยังเจ็บอยู่ ซึ่งรู้เรื่องนั้นเมื่อไม่กี่วันก่อนยามที่โทร.ไปคุยกับผู้เป็นป้า ถ้าบอกให้กานต์สินีไปหาทิวพนม อาจเพิ่มความบอบช้ำหรือสะกิดรอยแผลเก่าก็เป็นได้ ยิ่งไปพร้อมกับชายคนรัก พี่ชายที่เจ็บอยู่แล้วคงเจ็บปางตาย เพื่อป้องกันไม่ให้ทิวพนมต้องเจ็บช้ำไปมากกว่านี้กับการถูกทิ้งหรือเป็นคนที่ไม่ถูกเลือก เทียนพนาจึงโพล่งถามออกไป

“พวกพี่จะไปหาพี่ของหนูทำไมคะ”

นรวิชญ์เป็นฝ่ายตอบคำถามนั้นโดยละเรื่องสำคัญของตนไว้ “พี่อยากจะเจอคนที่มีแหวนเหมือนกับพี่ ถ้าใช่คนที่พี่คิดไว้ พอดีมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย น้องพอจะบอกที่อยู่ของพี่ชายของน้องให้เราสองคนทราบได้ไหมครับ”

เทียนพนาได้ยินดังนั้น หากบอกไป ทิวพนมคงได้พบสองคนผู้นี้แน่นอน จึงยิ้มน้อยๆ พยายามคิดหาวิธีหลีกเลี่ยง เพราะไม่อยากให้พี่ชายเจอคนทั้งสองในช่วงนี้

“เทียน รถตู้มาแล้ว ไปกันหรือยัง”

เสียงเพื่อนตะโกนเรียกเทียนพนา ช่างเป็นโอกาสเหมาะที่จะยุติการสนทนาหรือไม่ต้องให้ที่อยู่ของทิวพนม

เทียนพนาพูดทิ้งท้าย ก่อนวิ่งไปหากลุ่มเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างรถตู้ “ขอให้หนูกลับมาก่อนนะคะ ค่อยพาพวกพี่ไปหาพี่ชายของหนูด้วยกัน ถ้าพวกพี่รอไม่ไหวก็ไปตามหากันเองได้นะคะ เพราะพี่ชายของหนูอาจเป็นคนที่พี่กานต์เคยรู้จักชื่อพี่ทิวค่ะ”

เทียนพนาโล่งอกที่หนีจากสถานการณ์ยุ่งยากใจยิ่งนักเพราะเป็นห่วงความรู้สึกของพี่ชาย หากด้วยความเห็นอกเห็นใจ ยามมองเห็นแววตาของนรวิชญ์เหมือนจะอ้อนวอนให้หล่อนบอกที่อยู่ของทิวพนม เทียนพนาจึงอดทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้ไม่ได้ หวังว่ากานต์สินีคงจะไม่ลืมคนที่เคยพบกันง่ายๆ

นรวิชญ์เดินคอตก เมื่อไม่เป็นอย่างที่หวัง แต่ก็มองเห็นหนทางมากขึ้น เพียงแค่รอให้เทียนพนากลับมาจากการไปเที่ยวต่างจังหวัด ถ้ามองในแง่ดี เขาอาจจะมาถูกทางแล้วเพียงแค่ยังไม่พบเป้าหมายเท่านั้นเอง

หากกานต์สินีนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา ตั้งแต่เข้ามาในรถยนต์ หล่อนอยู่กับคำกล่าวของเทียนพนา จนในที่สุดก็นึกขึ้นมาได้ หากยังไม่เอ่ยคำใดจนเข้ามาในห้องประธานบริษัท หล่อนก็พูดขึ้นทันที

“กานต์ขอดูแหวนที่พ่อให้วิชญ์หน่อยได้ไหม”

นรวิชญ์ถอดสร้อยออกจากคอ ยื่นส่งให้สาวคนรักอย่างไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรทั้งสิ้น เพราะเรื่องไม่เป็นไปตามหวัง

“ใช่จริงๆ ด้วย กานต์นึกออกแล้ว เคยเห็นแหวนวงนี้จากใคร ถ้าน้องเทียนไม่บอกกานต์ก็คงจะคิดไม่ถึง อาจจะเป็นพี่ชายของน้องเทียนก็ได้ค่ะ คนที่กานต์เคยรู้จัก วิชญ์จำได้ไหม”

เขามองหน้าคนรักด้วยความสนใจ เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น นรวิชญ์ตั้งใจรับฟังเรื่องราวที่หญิงสาวเล่าถึงตอนกลับไปอยู่กับพ่อแม่ครั้งล่าสุด จนเขาก็เพิ่งจะนึกออกว่าเคยได้ยินหล่อนพูดถึงสัตวแพทย์หนุ่มในช่วงนั้น

กานต์สินีจบลงด้วยการเน้นย้ำตามความเข้าใจตน “คงใช่หมอทิวแน่เลยคะ ที่เป็นพี่ชายของน้องเทียน หมอทิวก็มีแหวนเหมือนกับวิชญ์ กานต์เคยทักเขาเหมือนกัน แต่ตอนนั้นยังนึกไม่ออกว่าเคยเห็นแหวนมาจากวิชญ์นั่นเอง” หล่อนนึกถึงเหตุการณ์ในครานั้นจนได้พบคำตอบที่แท้จริง

พอจะนึกอะไรไม่ออกก็แทบจะไม่มีภาพเข้ามาในความทรงจำได้เลยราวกับปิดสวิตช์ของหลอดไฟไว้ไม่ให้ส่องแสงสว่าง แต่พอนึกขึ้นได้ ภาพต่างๆ ก็ฉายชัดในความทรงจำคล้ายมีคนเปิดสวิตช์ไฟให้ทำงานอีกครั้ง

“กานต์พูดจริงใช่ไหม ไม่ใช่หลอกให้วิชญ์ดีใจ”

“ใครจะทำอย่างนั้นล่ะคะ กานต์พูดจริงๆ หมอทิวคงไม่หนีไปไหนหรอกค่ะ คงอยู่ที่โรงพยาบาลสัตว์เอื้อเอ็นดู”

“โรงพยาบาลที่พ่อของตันหยงเป็นเจ้าของน่ะสิ ถ้าเป็นคนคนนั้นอย่างที่กานต์บอก พวกเราค่อยไปพบเขาก็ได้” นรวิชญ์หมดอารมณ์ที่จะตามหาใครอีกแล้วในวันนี้ ไม่อยากจะผิดหวังซ้ำสองภายในวันเดียวกันจึงเอ่ยด้วยการตัดสินใจแน่วแน่ “อาทิตย์หน้าก็ถึงงานแต่งงานของเราแล้ว ไว้หลังงานแต่งค่อยไปตามหาเขาก็ได้ คงพอดีกับที่น้องคนนั้นกลับมา จะได้รู้ว่าใช่คนเดียวกันหรือเปล่า”

เขายังไม่มั่นใจกับคำของกานต์สินีมากนัก เพราะเทน้ำหนักไปทางนักศึกษาสาวมากกว่าจากคำว่าพี่ชายซึ่งอาจทำให้สมหวังกับการตามหาคนผู้นั้น

“ก็แล้วแต่วิชญ์ กานต์ยังไงก็ได้ เราแต่งงานกันก่อนค่อยไปพบหมอทิวก็ดีเหมือนกันค่ะ กานต์จะได้พาวิชญ์ไปให้เขารู้จักในฐานะสามีของกานต์”

เขาไม่รู้ว่ากานต์สินีจะสื่อถึงเรื่องใด แต่ตอนนี้นรวิชญ์กลับไปสนใจงานวิวาห์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วัน

วันนี้แค่ค้นพบหนทางเดินเพื่อไปเจอพี่ชายต่างมารดา เพียงแต่จุดหมายต้องรอในวันข้างหน้าให้ทุกอย่างเป็นใจมากกว่านี้

ทั้งสองคนไม่รู้เลยว่ามีบางอย่างอาจเกิดขึ้นโดยไม่ต้องรอและเกินความคาดหมายที่จะได้เจอคนที่ตามหา

นรวิชญ์จะได้พบคนที่มีแหวนเหมือนกับเขาได้อย่างไร หรือใครจะเป็นคนชักนำให้อีกฝ่ายมาพบกันแบบไม่ทันตั้งตัว

 

นทีฤทธิ์นั่งรอลูกชายกลับมาถึงบ้านเพื่อรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน เขาพยายามใช้เวลาอยู่กับลูกชายให้มากที่สุด ก่อนอาการจะทรุดหนักก็ได้แต่หวังว่ามีโอกาสเจอหน้าบุตรคนโต

“วันนี้พ่อออกจากห้องหนังสือเร็วนะครับ วิชญ์นึกว่าพ่อยังอยู่ข้างบน” นรวิชญ์เดินผ่านห้องนั่งเล่น สายตาเหลือบไปเห็นบิดานั่งบนโซฟากำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือพิมพ์ จึงแวะทักทาย

“เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ทำไมวันนี้กลับบ้านเร็วยังไม่ได้เริ่มตั้งโต๊ะเลย ต้องรอหน่อยนะ” เขาบอกบุตรชาย

“วิชญ์ขอไปเปลี่ยนชุดก่อนดีกว่า วันนี้มีข่าวดีมาบอกพ่อด้วย” นรวิชญ์พูดเพียงแค่นั้น ก็เดินขึ้นไปบนชั้นสอง

หลังจากที่ไม่เป็นไปตามความคาดหมาย นรวิชญ์นั่งทำงานจนถึงเวลาเลิกงาน ไม่ได้โอ้เอ้หรือนั่งดูงานต่อเหมือนอย่างเคย เนื่องจากอยากกลับบ้านมาคุยกับบิดา ส่วนกานต์สินีขอตัวไปสะสางงานที่คั่งค้างและออกไปกับทีมงานเพื่อเคลียร์งานสุดท้ายในกรุงเทพฯ ก่อนจะหยุดไปเตรียมตัวเข้าพิธีวิวาห์

นรวิชญ์โทร.บอกสาวคนรักว่าถึงบ้านเรียบร้อย ส่วนฝ่ายหญิงก็กำลังขับรถกลับคอนโดฯ เช่นกัน

นทีฤทธิ์ได้ยินคำว่าข่าวดีจากลูกชายก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าเป็นเรื่องใด หากคนพูดนั้นมีสีหน้าไม่ค่อยจะดีอย่างที่เอ่ย เขาจึงคิดว่าเป็นข่าวดีในเรื่องงานมากกว่าเรื่องอื่นๆ

ไม่นานนัก ลูกชายมาหาเขาด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ เนื้อตัวหอมฟุ้งจนคนสูงวัยฉุนจมูกมากกว่าที่จะสดชื่นเหมือนเจ้าตัว

“วันนี้วิชญ์ออกไปพบคนที่บอกว่ามีแหวนเหมือนกับวิชญ์” นรวิชญ์เข้าเรื่องทันทีที่ลงนั่งโซฟาข้างๆ บิดา

“ใช่พี่ชายของลูกไหม” นทีฤทธิ์ถามด้วยเสียงเรียบ หากสะกดกลั้นความดีใจไว้ในอก

“ไม่เจอหรอกครับ คนที่วิชญ์ไปพบเป็นน้องสาวของคนคนนั้น เขาบอกว่าคนที่มีแหวน ได้แหวนมาจากแม่ พ่อคิดว่าจะใช่คนเดียวกันไหมครับ” นรวิชญ์เปลี่ยนคำพูดใหม่ อธิบายให้พ่อเข้าใจมากขึ้น

ความดีใจที่เกิดขึ้นมลายลง เมื่อได้ยินคำของบุตรชาย “พ่อไม่รู้หรอก จะใช่คนที่ให้ตามหาหรือเปล่า แต่ผู้หญิงที่พ่อให้แหวนไปชื่อพิมพา ส่วนเด็กคนนั้นพ่อจะเรียกว่าตาภู พ่อเคยบอกชื่อพี่ของลูกไปแล้ว ใช่ชื่อนั้นไหมล่ะ”

“แต่คนคนนั้นเหมือนจะชื่อทิว แล้วจะชื่อภูผาจริงเหรอครับ” เป็นอีกเรื่องที่นรวิชญ์ยังไม่ปักใจเชื่อกานต์สินีว่าคนที่กล่าวถึงจะเป็นคนเดียวกับพี่ชายของน้องนักศึกษาสาว

“พ่อเป็นคนตั้งชื่อให้พี่ชายของวิชญ์ว่าภูผา” เขาเน้นย้ำกับบุตรชายอีกครั้ง

“พอดีกานต์เพิ่งนึกได้ว่าเคยเห็นคนที่มีแหวนคล้ายวงนี้ แต่บอกว่าชื่อหมอทิวหรือทิวพนม เป็นไปได้ไหมครับที่แหวนแบบนี้จะไม่ได้มีแค่สองวง” เขาปรึกษาบิดากับเรื่องที่ยังคาใจ

“เป็นไปไม่ได้ เพราะพ่อเป็นคนสั่งทำแค่สองวง มันเป็นตัวย่อของตระกูล ไม่น่าจะมีคนทำเลียนแบบ มันไม่ได้สวยงามหรือจะเป็นของมียี่ห้อดังสักหน่อย” นทีฤทธิ์ยืนยันด้วยความมั่นใจ

“พ่อคิดยังไง เด็กที่ชื่อภูผากับหมอทิวที่กานต์อ้างถึง จะใช่คนเดียวกันหรือเปล่าครับ”

“พ่อก็ไม่แน่ใจหรอก บางทีคนเราเปลี่ยนชื่อกันได้ใครจะไปรู้ ลูกได้ไปเจอเขามาบ้างหรือยัง”

“วิชญ์ยังไม่กล้าไป กลัวจะไม่ใช่คนที่เราตามหา วิชญ์จะรอให้น้องคนนั้นพาไปเจอพี่ชาย น่าจะใช่มากกว่าคนที่กานต์พูดถึง”

“แสดงว่าตอนนี้ก็ยังไม่เจอพี่ชายของลูก” เขามองบุตรชายพยักหน้ารับคำของเขา “ลองไปเจอกันก่อน แล้วค่อยมาว่ากันจะใช่หรือไม่ใช่”

“พ่อไม่ต้องกลัว ยังไงวิชญ์ต้องไปเจอเขาแน่นอน แต่ต้องหลังแต่งงาน วิชญ์จะทุ่มเวลาตามหาให้พบ ช่วงนี้คงมุ่งกับงานบริษัทและงานตัวเอง พ่ออย่ากังวลนะครับ ยังไงพ่อคงได้เจอเขาแน่ๆ วิชญ์ยังเชื่อว่าพี่ชายของน้องคนนั้นจะใช่คนที่เราตามหา วิชญ์รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ”

นทีฤทธิ์รับฟังลูกชายอย่างตั้งใจ หากภาวนาให้โรคภัยที่รุมเร้าอยู่นั้นอย่าลุกลามจนมีอาการแย่ลง แม้ร่างกายจะทรุดไปตามรอยโรคที่ยิ่งทวีความรุนแรง ทว่าจิตใจนั้นยังมีแรงมหาศาล อาจจะช่วยต่อลมหายใจให้ได้เห็นหน้าค่าตาบุตรคนแรก

หากโชคชะตาอาจทำให้เร็วกว่าที่ลูกชายคนเล็กบอกให้รอ หรือสายเกินเพราะโรคร้ายอาจพรากเขาไปก่อนที่จะได้พบลูกชายคนโต

อนาคตเป็นสิ่งที่ยากจะคาดการณ์ได้ นทีฤทธิ์ก็ไม่อาจรู้เช่นกันว่าชีวิตจะเป็นเช่นไร แม้วันนี้อาจจะไม่มีอาการใดเลยทำให้หลงระเริงดีใจ หากไม่กี่วันต่อมาอาจเกินต้านไหวจนแทบปางตายในฉับพลันก็เป็นได้

ถ้ามีบุญกุศลมากพอหรือชีวิตยังไม่ถึงฆาตก็ขอให้มีโอกาสได้พบลูกชายคนโตตอนที่ยังมีสติดีอยู่และได้เห็นลูกชายคนเล็กมีครอบครัวสมบูรณ์ เขาขอเพียงเท่านี้จริงๆ กับช่วงสุดท้ายของการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้



Don`t copy text!