ลามิลืม บทที่ 39 : จะเปลี่ยนความตั้งใจเดิมหรือเปล่า?

ลามิลืม บทที่ 39 : จะเปลี่ยนความตั้งใจเดิมหรือเปล่า?

โดย : กุลวีร์

ลามิลืม นวนิยายออนไลน์ โดย กุลวีร์ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของทิวพนม สัตวแพทย์หนุ่มผู้มองโลกในแง่ดี มีหัวใจอบอุ่นงดงาม จะต้องผ่านความทุกข์ และการจากลาอีกกี่ครั้ง คงมีแต่ความรัก หัวใจอันเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวเท่านั้น ที่จะพาให้ชายหนุ่มผ่านวันเวลาอันยากลำบากไปได้ในที่สุด

ตั้งแต่เขาเปิดโอกาสให้ตัวเองต้อนรับหญิงสาวเข้ามาในหัวใจ สิ่งที่เคยละเลยมองข้ามไป เมื่อตั้งใจมองพิจารณาอย่างถี่ถ้วน จากการกระทำโดยไม่ต้องมีวาจาใดเอื้อนเอ่ยแก่กันที่หญิงสาวทำให้ทั้งหมดนั้นเพราะรู้สึกดีไม่ต่างจากเขา หรือจะมองเขาเป็นเพียงพี่ชายคนหนึ่งซึ่งมาแทนที่พี่ชายที่จากไป

สักวันเขาคงได้คำตอบให้กับตนเอง

วันนี้ทิวพนมมาทำงานด้วยหน้าตาแจ่มใส เพราะเมื่อวานได้พักผ่อนเต็มที่ นับจากนี้ เขาจะไม่หักโหมทำงาน ขอใช้เวลาอยู่กับมาลินทร์ให้มากขึ้นเพื่อพิสูจน์ใจเขาและหญิงสาวไปพร้อมกัน เขาต้องไม่ล้มป่วยหรือไม่เป็นอะไรให้อีกฝ่ายต้องทุกข์ใจอีกแล้ว

ในเมื่อหล่อนตั้งใจอยู่เคียงข้างและเดินไปพร้อมกัน เขาซึ่งเป็นสุภาพบุรุษก็ต้องเป็นหลักให้สุภาพสตรีได้ยึดเหนี่ยวและพึ่งพิง ไม่ใช่สร้างความลำบากหรือความไม่สบายใจให้แก่กัน

ทิวพนมกลับมาเป็นคนเดิมที่ยิ้มทักทายพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับทุกคน ไม่อมทุกข์ หรือมุ่งมั่นทำแต่งานแบบจริงจังมากเกินไป เขาได้ยินคำกล่าวของมาลินทร์ ระหว่างที่นั่งรถมาทำงานพร้อมกันว่าเหมือนได้พี่ทิวคนเดิมกลับคืนมา

หลังเลิกงาน ทิวพนมตั้งใจจะพาหญิงสาวไปนั่งกินข้าวเย็นนอกบ้านด้วยกัน นี่คงเป็นอาหารมื้อแรก หลังจากเลอมานจากไปที่เขากับมาลินทร์จะไปรับประทานมื้อเย็นที่ร้านอาหาร

เสียงเคาะประตูห้องตรวจของเขาดังขึ้น ทิวพนมไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองผู้ที่เดินเข้ามาในห้อง หากคิดว่าเป็นผู้ช่วยสัตวแพทย์สาวที่ทำงานร่วมกันมานาน เขาพูดโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย “เย็นนี้เลิกงานแล้ว ไปทานข้าวนอกบ้านด้วยกันนะลิน”

หากไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่เขาเอ่ยถึง จึงเงยหน้าขึ้นพร้อมแย้มยิ้ม แต่ก็ต้องหุบยิ้มทันทีที่เห็นหน้าผู้มาเยือน

“คุณจะมาพบผมอีกทำไม” ทิวพนมถามเสียงแข็ง

นรวิชญ์ยังยืนส่งยิ้มให้เขา แม้จะเจอคำทักทายแบบแข็งกระด้างก็ตาม ที่ต้องมาถึงที่นี่ ก็เพิ่งได้ทราบเรื่องราวจากตติยาซึ่งมาหากันเมื่อสองวันก่อน ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะเดินทางไปต่างประเทศและอาศัยอยู่กับพี่ชาย เรื่องที่ตติยาได้คาดการณ์ไว้นั้นคงจะเป็นจริง เมื่อนรวิชญ์ได้รับสายจากหิรัณย์ที่สารภาพผิดว่ายิงคนตายและบอกสาเหตุของการกระทำ แต่หิรัณย์ไม่ยอมบอกว่าหลบอยู่ที่ใด พอนรวิชญ์ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ก็เริ่มเห็นใจผู้ตายและผู้ที่สูญเสียคนสำคัญไป

หากการมาที่โรงพยาบาลสัตว์เอื้อเอ็นดูหนนี้ นรวิชญ์มีเรื่องสำคัญอยากพูดกับทิวพนม

มาลินทร์เข้ามาในห้อง ก็ต่อว่าบุคคลที่เข้ามาก่อน “ลินบอกคุณแล้วนะคะ ว่าตอนนี้หมอทิวยังไม่สะดวกต้อนรับใคร ยังมีเคสรอตรวจอยู่ค่ะ”

“ผมขอโทษ ผมขอรบกวนเวลาไม่นานหรอกครับ ขอแสดงความเสียใจด้วย เรื่องพี่ชายของคุณ” นรวิชญ์บอกมาลินทร์ ก่อนที่จะหันหน้าพูดกับเขา “ที่ผมมาวันนี้ ผมมายอมรับผิดแทนเพื่อนผม มันเข้าใจว่าเพื่อนของพี่คือคนรักใหม่ของตันหยงก็เลยลงมือยิง ผมขอโทษแทนเพื่อนด้วยครับ”

ทิวพนมมองหน้ามาลินทร์ ไม่คิดเลยว่าเพื่อนจะมารับเคราะห์แทนเขา แต่รู้ไปก็เท่านั้น คงปล่อยให้เวรกรรมเป็นผู้ลงทัณฑ์ คนผิดก็จะได้รับผลกรรมในไม่ช้า

“ช่างมันเถอะ อย่ามารื้อฟื้นเลย ยังไงก็ไม่ทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาได้”

เพื่อนของเขาต้องมาจบชีวิตจากฝีมือคนที่ถูกความรักความหลงบังตาซึ่งไม่ยอมสูญเสียคนที่เคยรักให้แก่ผู้อื่น

“ลินไม่ติดใจอะไรแล้วค่ะ แล้วก็แล้วกันไปขอบคุณนะคะที่ยังอุตส่าห์มายอมรับแทนคนผิด” มาลินทร์บอกอย่างคนปลงตก ไม่คิดตามหาหรือเคียดแค้นคนที่ทำลายชีวิตพี่ชายอีกแล้ว

“มีเรื่องแค่นี้ใช่ไหม ผมจะได้ทำงานต่อ” ทิวพนมเอ่ยปากไล่อีกฝ่ายแบบอ้อมค้อม

“ผมมีอีกเรื่องที่สำคัญที่ต้องรีบมาพบพี่” นรวิชญ์ยังยืนอยู่ที่เดิม ไม่สนใจคำไล่จากปากเขา

ทิวพนมได้แต่มองหน้าอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ตั้งใจรับฟังนรวิชญ์เอ่ยออกมาให้หมด จะได้ออกไปจากห้องตรวจของเขาเสียที

นรวิชญ์พูดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเขาไม่มีคำกล่าวใดๆ “พี่คงรู้ว่าพ่อฤทธิ์ป่วย ตอนนี้อาการทรุดลงทุกวัน หมอบอกให้ทำใจไว้ตั้งนานแล้ว พ่อคงอยู่ได้อีกไม่กี่วัน ถ้าเป็นไปได้พี่ไปหาพ่อฤทธิ์ได้ไหมครับ ตั้งแต่วันนั้น พ่อยังเฝ้ารอจะเจอหน้าพี่ แค่นี้ละครับที่ผมจะมาบอกพี่ ขอโทษด้วยนะครับที่เข้ามารบกวนเวลาทำงานของพี่” คนพูดค้อมตัว ก่อนจะหมุนตัวเปิดประตูออกไปจากห้อง

ทิวพนมได้ยินทุกถ้อยคำของน้องชายต่างมารดา เข้าใจทันทีโดยไม่ต้องคิดทบทวนซ้ำไปซ้ำมา มาลินทร์เหมือนอยากจะเอ่ยกับเขา แต่เขาลุกขึ้นยืน ยื่นแฟ้มประวัติสัตว์ป่วยที่ดูค้างไว้ให้แก่ผู้ช่วยสัตวแพทย์สาว “เราไปตรวจอาการเด็กๆ กันเถอะ เย็นนี้ลินไม่ต้องทำกับข้าว พี่จะพาไปทานข้าวนอกบ้าน”

ชายหนุ่มได้ยินคำตอบรับจากหญิงสาว เขาไม่รอให้อีกฝ่ายถามสิ่งใดหรือเสนอความเห็นใดออกมา หมุนตัวเดินนำหน้าไปสู่ห้องที่บรรดาสัตว์ป่วยจำพวกแมวหรือเด็กๆ ของเขานอนพักรักษาตัวอยู่ในกรง

ทิวพนมพยายามเลี่ยงไม่ให้หล่อนเอ่ยถึงพ่อแท้ๆ ไม่ว่าในยามนี้หรือยามไหน เพราะต่างคนต่างอยู่คือหนทางที่ดีที่สุดและอยากทำให้มาลินทร์มั่นใจว่าเขานั้นยังจะอยู่ที่แห่งนี้ อยู่เคียงข้างกันไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

แม้จะทราบว่ามีคนกำลังจะสิ้นชีพ เขาก็ยังย้ำกับตัวเองตลอดเวลาว่าทั้งชีวิตนี้มีพ่อคนเดียวคือพ่อเดชซึ่งเป็นผู้ที่เลี้ยงดูเขาให้เติบโตและทำให้เขาเป็นคนที่มีครอบครัวสมบูรณ์ ไม่ได้โหยหาอ้อมกอดของผู้เป็นบิดา เขาจึงยืนยันที่จะไม่ไปพบพ่อแท้ๆ ตามความตั้งใจเดิมที่เคยมี

 

ร้านอาหารกับบรรยากาศแสนคุ้นในยามพลบค่ำ เป็นร้านที่เขากับสองพี่น้องจะมานั่งกินข้าวด้วยกันบ่อยครั้ง เพราะเป็นทางผ่านที่จะกลับบ้านของสองพี่น้อง หากวันนี้ต่างจากวันวาน ถึงแม้รสชาติอาหารจะยังไม่เคยเปลี่ยน แต่มีบางอย่างเปลี่ยนไปตลอดกาล

เมื่อก่อนเขาขับรถบนเส้นทางนี้ไปยังบ้านของเพื่อนแล้วค่อยกลับบ้านของตนเอง แต่บัดนี้ไม่ต้องขับวกไปวนมาอีกแล้ว ยังมีสิ่งที่ไม่เหมือนแต่ก่อนอีกอย่างหนึ่งคือเวลานี้เหลือผู้ร่วมโต๊ะเพียงสองคน ไม่มีบรรยากาศเดิมๆ ที่เคยมีเพื่อนชายหรือผู้เป็นพี่ชายของหญิงสาวมานั่งร่วมโต๊ะอีกแล้ว ทั้งสองคนนึกถึงบรรยากาศเก่าๆ บนโต๊ะอาหารในร้านแห่งนี้ ซึ่งมีเสียงหัวเราะและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

“เป็นไงบ้างลิน เย็นนี้ไม่ต้องทำกับข้าวให้พี่กิน” ทิวพนมชวนคุย เมื่อนั่งกินข้าวกันอย่างเงียบเชียบ เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเลอมาน ถ้าเพื่อนยังอยู่ก็คงสร้างบรรยากาศบนโต๊ะอาหารไม่ให้เงียบเหงา เขาพยายามทำตัวให้คลายความวังเวงระหว่างมื้ออาหาร

เขากับหล่อนจะต้องใช้ชีวิตต่อไปด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นสุขดีเหมือนเช่นเคย

“พี่ทิวเบื่ออาหารฝีมือลินก็บอกมาเถอะค่ะ” หญิงสาวยิ้มมุมปากนิดๆ เหมือนจะรู้ทันกัน

“ก็ไม่เชิงหรอก แต่อาหารฝีมือลิน ไม่ใช่จะไม่อร่อยสักหน่อย คงฝึกกับป้าไพมาเยอะ อย่างนี้คนสอนคงภูมิใจ” ทิวพนมพยายามไม่นึกถึงผู้ล่วงลับ แต่ก็ยังเอ่ยถึง

บางทีเรื่องราวดีๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับคนหลายคนที่ได้จากกันไปไกลก็ยังอยู่ในความทรงจำซึ่งไม่เคยลืมเลือน หากได้นึกถึง อาจเป็นความสุขมากกว่าความเศร้าที่ไม่ได้หวนกลับมาเจอกันอีกเลย

“นั่นสิคะ แต่ก็ยังอร่อยไม่เท่าที่ป้าไพกับยายพวงทำให้กิน”

“คนเราจะให้เหมือนกันทุกอย่างไม่ได้หรอก อาหารรสมือเราจะให้เหมือนคนอื่นปรุง มันคงยาก ค่อยๆ ฝึกกันไป พี่จะเป็นคนชิมให้เอง” เขาพูดเอาใจหญิงสาว

“พี่ทิวบอกจะเป็นคนชิม แต่ก็มานั่งกินข้าวนอกบ้านอยู่ดี เหมือนจะเบื่อชิมฝีมือลินมากกว่า” หล่อนเอ่ยอย่างคนน้อยใจ

“ไม่ใช่เบื่ออาหารของลินหรอก พี่แค่อยากมาเปลี่ยนบรรยากาศบ้างเท่านั้นเอง”

“ถ้าพี่เลอยังอยู่ พวกเราคงสนุกปากมากกว่านี้นะคะ พี่เลอมีเรื่องเล่ามากมาย ถ้าปล่อยให้พูดทั้งวันก็คงพูดได้ไม่หยุดปาก” หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปากทำราวกับเผลอพูดเรื่องไม่ควรพูดออกไป

“พูดมาเถอะ การได้พูดเรื่องดีๆ ของคนที่ไม่ได้เจอกัน บางครั้งมันก็ทำให้เราสุขใจได้นะ”

“พี่ทิวคิดอย่างนั้นเหรอคะ” พอเห็นเขาพยักหน้า มาลินทร์ก็เอ่ยต่อ “ลินก็คิดเหมือนพี่ทิว จะนึกถึงแล้วเศร้าไปทำไม เราต้องมีรอยยิ้มที่ครั้งหนึ่งได้รู้จักกัน มีเรื่องดีๆ ในความทรงจำมากมายให้เรานึกถึงไปจนชั่วชีวิต นั่งพูดเป็นปีๆ ก็ยังได้ค่ะ”

“แต่พี่ว่าลินพูดทั้งปีไม่ได้หรอก ไม่เหมือนเลอ”

ทั้งสองคนยิ้มให้แก่กันเมื่อนึกถึงผู้ที่จากไป

นับตั้งแต่นี้พวกเขาคงมีรอยยิ้มมากขึ้น ได้ผ่านการทำใจในช่วงเวลาโศกเศร้ามามากพอสมควร ชีวิตคนเราไม่ควรปล่อยให้จมอยู่กับความทุกข์ตรมนานนัก เพราะไม่ใช่แค่ตัวเราคนเดียวที่จะไม่เบิกบาน ยังส่งผลให้คนรอบข้างก็พลอยไม่เบิกบานตามไปด้วย

มาลินทร์นึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมาได้ “ทำไมพี่ทิวไม่ไปเยี่ยมพ่อที่กรุงเทพบ้างคะ”

เขายังยืนยันความตั้งใจเดิม “ไหนๆ ทำเป็นไม่ต้องรู้จักกันแล้ว ก็ไม่ควรจะไปเกี่ยวข้องกับพวกเขาอีก ไม่ดีเหรอ ต่างคนต่างอยู่กันไป”

“แต่คนป่วยต้องการกำลังใจนะคะ”

“พี่เป็นแค่ลูกที่เขาไม่สนใจมานานแล้ว คงไม่สำคัญเท่าลูกที่เลี้ยงมากับมือหรอก อย่าห่วงเลย เดี๋ยวก็คงหายดีเอง” เขาเริ่มไม่แน่ใจกับคำกล่าวท้ายๆ

“พี่ทิวลองคิดดูนะคะ ถ้าพวกเขาไม่เห็นความสำคัญของพี่ทิวจริงๆ คงไม่คิดตามหาหรือมาถึงที่นี่หรอกค่ะ ที่เขามาหาพี่ทิววันนี้ไม่ใช่เรื่องพี่เลอ แต่เป็นเรื่องพ่อของพี่ทิว เมื่อรู้ว่าคนป่วยจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน”

ทิวพนมรับฟังหญิงสาวอย่างชั่งใจและใคร่ครวญกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้น

มาลินทร์เห็นเขาไม่มีข้อโต้แย้ง ก็ยังไม่หยุดพูด “ลินรู้ว่าพี่ทิวไม่เคยคิดว่าเขาเป็นพ่อ แต่ลินคิดว่าเขาก็เป็นคนทำให้พี่ทิวเกิดมานะคะ แม้จะไม่เคยเลี้ยงดูก็ตาม เขาคือผู้ให้กำเนิด ไม่มีเขาก็คงไม่มีพี่ทิวนั่งอยู่ตรงนี้ ยังไงเขาก็เป็นผู้มีพระคุณ นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ที่พี่ทิวจะได้เจอเขา ถ้ามีเวลา ลองไปหาเขาสักครั้งเถอะค่ะ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ถึงวันไหน วันนี้เขายังมีลมหายใจรับรู้และพูดคุยกันได้ อย่างน้อยๆ ไปบอกขอโทษหรือขอบคุณก็ยังดี บางทีคำว่าพ่อที่พี่ทิวไม่เคยคิดกับเขา อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะพูดให้เขาได้ยินก็ได้นะคะ” คนพูดสูดหายใจเข้าลึก เหนื่อยกับการพูดยาวเหยียดรวดเดียวจบเพื่อให้เขาฉุกคิดขึ้นมาได้บ้าง

ทิวพนมมองหน้าหล่อน ส่งแววตาอ่อนโยนให้กับคนที่เข้าใจกัน

“ขอบคุณลินที่คอยเตือนสติพี่อยู่เสมอ” ชายหนุ่มกุมมือหญิงสาวไว้ หากต้องกระชับมือให้มั่น เมื่อหล่อนพยายามจะชักมือหนี หากสุดท้ายก็ยอมให้เขากุมมือแต่โดยดี

“ถ้าพี่ทิวยังไม่กล้าไปพบเขาคนเดียว พาลินไปด้วยก็ได้ค่ะ ลินพร้อมไปกับพี่ทิวทุกที่ ยกเว้นเรื่องเดียว ถ้าพี่ทิวตัดสินใจไปอยู่กับพวกเขา ลินขออยู่ที่นี่ดีกว่าค่ะ”

เขายิ้มให้กับคำของหล่อน “พี่จะไปอยู่กับพวกเขาทำไมล่ะ ในเมื่อลินอยู่ที่นี่ก็ต้องอยู่ดูแลลิน ไม่งั้นเลอคงเข้าฝันมาบีบคอพี่แน่เลย ที่ผิดคำพูดกับมัน”

“ลินขอบคุณพี่ทิวนะคะที่ยังนึกถึงลิน แต่ถ้าไปอยู่กับพวกเขา อาจจะสบายกว่าอยู่ที่นี่ เดี๋ยวลินจะบอกพี่เลอเองว่าลินเลือกอยู่คนเดียว ไม่ใช่พี่ทิวผิดคำสัญญากัน” ถึงแม้หล่อนจะไม่รู้ว่าชายหนุ่มสองคนเคยพูดอะไรกันไว้บ้าง แต่ไม่อยากให้เขาอยู่ด้วยกันเพราะคำของพี่ชาย

“พี่ต้องขอบคุณลินมากกว่าที่คอยอยู่เคียงข้างพี่ ไม่เคยทิ้งพี่ไปไหน เราสองคนช่วยดูแลกันและกันดีกว่า พี่ไม่คิดจะทิ้งลินไปไหนเหมือนกัน” ทิวพนมกระชับมือที่กุมมือหญิงสาวไว้อีกครั้ง ให้รู้ว่าที่เขาพูดนั้นคือคำสัตย์จริง

มาลินทร์ยิ้มด้วยความเขินอายซึ่งเขาไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก หรือบางทีอาจจะเป็นท่าทีที่หล่อนทำจนเคยชิน หากแต่ก่อนเขามองข้ามไป

“ตกลงพี่ทิวจะไปเยี่ยมเขาไหมคะ”

ทิวพนมจ้องหญิงสาวด้วยสายตาแน่วแน่ พยายามใคร่ครวญให้ดี ก่อนที่จะบอกมาลินทร์ให้ได้รู้ถึงสิ่งที่จะกระทำกับพ่อแท้ๆ นี่คงจะเป็นครั้งสุดท้ายของการพูดถึงคนที่ไม่ได้เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เกิด

มาลินทร์ยอมรับการตัดสินใจของเขาในครั้งนี้ โดยไม่มีคำคัดค้านใดๆ เพียงแค่ส่งยิ้มให้อย่างคนที่เข้าใจกัน

 



Don`t copy text!