ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 2 : ขุนพลแห่งเมืองไฟ

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 2 : ขุนพลแห่งเมืองไฟ

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลรองชนะเลิศจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคต้น : นาวาแห่งดินแดนอันเหน็บหนาว

– 2 –

 

เรือขนสินค้าแห่งเมืองเอียโลกำลังจะออกจากท่า… เขากำลังจะไปจากที่นี่แล้วจริงๆ

ชายหนุ่มอ่านทวนบันทึกที่เขาค่อย ๆ เขียนจากประสบการณ์ใช้ชีวิตในเมืองเอียโลร่วมสองปี… บันทึกที่เตรียมส่งกลับยังเมืองไฟเพื่อรายงานพระราชาอาร์มอนแห่งฟูโอโค

เมืองเอียโล เมืองน้ำแข็งอันเยียบเย็นบนคาบสมุทรนอร์เดนแห่งแดนเหนือ มีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นผลึกและธารน้ำแข็งอันกลายเป็นปราการธรรมชาติที่ป้องกันการบุกรุกโจมตีได้เป็นอย่างดี ชาวเอียโลแข็งแรงทนต่ออากาศหนาวจัดได้เป็นเลิศ ผู้คนไม่ค่อยยิ้มแย้ม หน้าตาท่าทางขึงขัง และเชี่ยวชาญการรบในภูมิประเทศเชิงเขา ผาสูง และธารน้ำแข็ง

คนเมืองน้ำแข็งรวมไปถึงทั้งนอร์เดนนับถือบูชาเทพเจ้าต่างจากมาตุภูมิของเขาโดยสิ้นเชิง พวกเขานับถือเทพโอดินาร์เป็นเทพบิดรผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก และเป็นเทพผู้มีความรักห่วงใยมนุษย์เป็นอย่างมาก แต่ละวันเฝ้าครุ่นคิดเสาะหาวิธีที่จะทำให้มนุษย์มีความเป็นอยู่ทีดี รอดพ้นภยันตรายและความลำบากแร้นแค้นในดินแดนหนาวเหน็บทุรกันดาร

ว่ากันว่าเทพผู้สร้างของคนแดนเหนือเป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ ผมสีส้มครึ่งหนึ่ง เงินครึ่งหนึ่ง และมีดวงตาสีฟ้า สวมเสื้อคลุมหนังหมีทองคำ สะพายคันธนูดาวหางพาดไปข้างหลัง

โอดินาร์มีชายาเอกคือเทพีไฟรกา เทพีแห่งเมฆาผู้เป็นตัวแทนแห่งความรัก ความสงบสุข และความอดทนอดกลั้น ไฟรกามีผมสีเงินยาวถึงข้อเท้า ตาข้างหนึ่งสีฟ้า อีกข้างเป็นสีขาวอมเทา ผิวสีเดียวกับหิมะดูสว่างเจิดจ้าไปทั้งตัว

พวกเขาเชื่อกันว่าเพราะเหตุนี้ มนุษย์ผู้เป็นลูกหลานแห่งโอดินาร์และไฟรกาจึงมีผิวขาวจัด ผมสีส้ม ตาสีฟ้า หรือมิเช่นนั้นก็มีผมสีเงินตาสีเทาอันเป็นลักษณะของผู้คนบนดินแดนนอร์เดน

บรรดากษัตริย์หรือเจ้านครใหญ่น้อยบนแดนหนาวล้วนยึดถือโอดินาร์เป็นแบบอย่างแห่งผู้ปกครอง พวกเขารักสงบหากก็เข้มแข็งเมื่อเผชิญภยันตราย เย็นชาตามภูมิประเทศและอากาศเหน็บหนาวทารุณหากก็อ่อนโยน เอาใจใส่ประชาชนเช่นเดียวกับเทพบิดรผู้ห่วงใยมนุษย์ของพระองค์เสมอ

และในบรรดาราชันทั้งหลายบนคาบสมุทรนอร์เดน เวอร์มอนนิคัสแห่งเอียโลดูจะเป็นทีแซ่ซ้องสรรเสริญมากที่สุดถึงความเก่งกาจเกรียงไกร หากคงไว้ซึ่งคุณธรรมแลเมตตา

ทว่าความสงบสุขทั้งปวงกลับถูกสั่นคลอนเมื่อพระราชาเวอร์มอนนิคัสได้สิ้นพระชนม์ลง ราชบัลลังก์จึงตกไปสู่พระหัตถ์แห่งเจ้าหญิงเนริซาผู้อภิเษกและสถาปนาแม่ทัพอลันผู้เหี้ยมโหดขึ้นเป็นราชันแห่งเอียโล

ราชาองค์ใหม่ทรงมีชื่อเสียงระบือเรื่องความโหดเหี้ยมและบ้าบิ่น คอยวางแผนรบพุ่งขยายอาณาจักรอยู่ตลอดเวลา เมืองเล็กเมืองน้อยโดยรอบถูกรุกรานด้วยกันทั้งสิ้น ยามนี้เขตเหนือทั้งคาบสมุทรนอร์เดนถูกพิชิตราบคาบ เป้าหมายต่อไปราชาแห่งเอียโลอาจจะเดินทัพเรือข้ามมาโจมตีเขตโบเรติส หรือรุกรานมาถึงคาบสมุทรอนาโตเลียอันรุ่งเรืองเพราะอยู่ไม่ไกลเกินวิสัย

หากใครจะรู้ พวกมันอาจคิดการใหญ่ข้ามน่านน้ำบาราอันอันไพศาลมาถึงเขตบาราไนอัสก็เป็นได้

ทาวีญจึงถูกส่งมาสอดแนมด้วยเหตุนี้… การรู้จักศัตรูให้ถ่องแท้ ช่วยให้ฟูโอโคหรือเมืองไฟไม่เพลี่ยงพล้ำ สามารถตั้งรับการโจมตีได้

เขาเริ่มเข้ามาในฐานะพ่อค้าต่างถิ่น และกลายเป็นลูกจ้างโรงหนังหมี พยายามทำตัวกลมกลืนกับชาวเมืองแต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากรูปพรรณสัณฐานที่แตกต่างกันมากเกินไป

‘พี่ชาย ท่านเป็นคนที่ไหนหรือ… ไม่ใช่คนเอียโลแน่ ๆ เล่าให้ข้าฟังบ้างเถิด’ เด็กสาวจากร้านน้ำชาเคยถามชายหนุ่มต่างถิ่นด้วยความอยากรู้อยากเห็น ชาวเอียโลไม่ทำตัวสนิทสนมกับคนแปลกหน้าง่ายนัก แต่หากเมื่อคุ้นเคยกันพักหนึ่ง ทาวีญพบว่าหลายคนนั้นกลับอัธยาศัยดี มีน้ำใจ

‘หากข้าเป็นชาวเอียโลคงเสียใจกับวาจาของเจ้าเป็นแน่’ ชายหนุ่มแกล้งตอบอย่างขี้เล่น ยิ่งทำให้สาวน้อยยิ้มพราย ตาเป็นประกายอย่างนึกสนุก

‘หน้าตาท่านไม่เหมือนพวกเราสักหน่อย ผิวสีเนื้อออกน้ำตาลอ่อน ผมหรือก็สีเข้ม หน้าคมตาคม ผิดจากคนที่นี่มากนัก ท่านเป็นพวกมัซซา (1) หรือ’

จริงอย่างนางว่าเขาดูแตกต่างจากชาวเมืองที่นี่อย่างสิ้นเชิง ชาวเอียโลร่างสูงใหญ่ ผิวขาวจัดจนซีดและตกกระ ดวงตาสีฟ้าอ่อน ผมสีส้มออกแดง รูปหน้ายาวและจมูกใหญ่งุ้มราวตะขอยักษ์ ขณะที่คนมัซซาซึ่งเป็นชาวทะเลทรายแต่ดั้งเดิมบ้างนั้นหน้าเข้มคม บ้างมีผิวสีดำ บ้างสีน้ำตาลดูห้าวหาญขึงขัง

‘แถว ๆ นั้นแล’ ทาวีญตอบแบบกลาง ๆ

‘โอ้โห’ เด็กสาวห่อปาก ตาโต ‘ถ้าอย่างนั้นท่านก็มาจากดินแดนอันไกลโพ้นเลยละซี ข้าได้ยินว่ามัซซาอยู่ไกลจากเอียโลเหลือเกิน ถ้าเปรียบนอร์เดนอยู่เหนือสุดของโลก มัซซาก็อยู่ทางใต้สุดนั้นเลยทีเดียว’

‘ไกลมาก’ เขาพยายามประหยัดถ้อยคำ ‘แต่ก็ไม่ถึงกับใต้สุดของโลกหรอก ยังมีดินแดนตอนใต้เสียยิ่งกว่าเกาะมัซซาที่ข้ายังไม่เคยไปถึง’

‘เห็นทีท่านคงจะเดินทางมามาก เป็นพ่อค้านักเดินทางนี่ก็ดีเหมือนกัน ไม่เหมือนข้า ไม่เคยไปไหนไกลเกินหมู่บ้านนี้เลย’ ฟังแล้วทาวีญก็นึกเห็นใจระคนเอ็นดูหน่อย ๆ ที่โลกของสาวชาวบ้านนางนี้ยังคับแคบอยู่มาก

‘แสดงว่าคนมัซซานั้นรูปหล่อมิน้อย’ นางยังเพ่งพิศเขาอย่างเอาจริงเอาจัง เขาจึงได้แต่เงียบและยิ้มน้อย ๆ ไม่อยากขยายความเพิ่มว่าเขาเป็นชาวฟูโอโคผู้มีเลือดผสมชาวมัซซา…จึงดูรูปร่างหน้าตาไปทางคนกลุ่มนั้นอย่างชัดเจน

ฟูโอโคหรือเมืองไฟอยู่ในเขตบาราไนอัสซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่เกาะขนาดใหญ่ทางตอนใต้ เกาะเดียวกับเขตมัซซา โดยบาราไนอัสอยู่ทางตะวันตกและมัซซาอยู่ทางตะวันออก ทั้งสองเขตคั่นแยกกันด้วยเวิ้งอ่าวเวลต้าและหุบเขาวาการ์ ในอดีตแต่โบราณทำสงครามห้ำหั่นกันมา เปลี่ยนถ่ายประชาชนระหว่างสองดินแดนอยู่เนือง ๆ จึงมีลูกผสมบาราไนอัสหรือมัซซาหน้าตาแบบเขาอยู่เต็มไปหมด

ทาวีญไม่คิดแจกแจงสิ่งเหล่านี้ กลับชอบเป็นฝ่ายฟังผู้อื่นพูดมากกว่า ตามประสาสายลับที่ต้องจับสังเกตทุกสิ่งทุกอย่างมิให้รอดสายตา

เขาเพียรผูกมิตรกับคนท้องถิ่นจนจับความได้ว่าประชาชนไม่ชื่นชอบราชา-ราชินีองค์ใหม่นัก ค่าที่เอาแต่รบพุ่งและมีพระอัชฌาสัยดุร้าย

ชายหนุ่มเคยเฝ้ามองขบวนเสด็จอยู่ห่างๆ ทันได้เห็นกษัตริย์หนุ่มผู้ฮึกเหิมที่อิ่มเอมกับการต้อนรับแห่แหนเอิกเกริกและราชินีผู้มีพระพักตร์เรียบจืด ฉวีขาวซีดตัดกับเกศาสีส้มสว่าง มีเพียงท่าทางองอาจที่แสดงถึงอำนาจแบบผู้ปกครอง

ขุนพลสายลับแห่งฟูโอโคจึงประหลาดใจเมื่อเห็นขบวนม้าเล็ก ๆ ของผู้ติดตามราชินี บนอาชาสีดำตัวเดียวในขบวนน้อยนั้นมีร่มกำบังจากหนังหมีกางคุ้มหนาว ภายในมีสตรีร่างอรชรผิวสีน้ำนมผุดผาด ไม่ขาวซีดแบบชาวเอียโลทั่วไป เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนดูแตกต่างจากคนรอบกายโดยสิ้นเชิง

นางงามจับตาจับใจ ชวนหวั่นไหวตะลึงตะลานจนทาวีญมิอาจละสายตาไปจากนางได้สักนาที

‘เจ้าหญิงซีมายน์อย่างไรเล่าท่าน สวยผิดพี่ผิดน้อง พระมารดามาจากตะวันออก ว่ากันว่ามาจากแถบอนาโตเลีย แต่สิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว น่าเสียดาย’ คนพื้นเมืองกระซิบให้ข้อมูลเขาเช่นเคย

เขาได้รับข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่าชาวเอียโลมักไม่แต่งงานกับคนเผ่าพันธุ์อื่นมากนักด้วยลักษณะภูมิประเทศค่อนข้างปิดจากต่างเมือง หากมีบ้างก็มักจะเป็นจากเมืองใกล้เคียงในเขตนอร์เดนที่มีลักษณะทางกายภาพไม่ต่างกันมาก ในเอียโลจึงพบแต่คนตัวขาวซีด ผมส้มแดง ตัวสูงใหญ่ จมูกงุ้มโง้ง มิเช่นนั้นก็เป็นพวกผมสีเงิน ตาสีเทาดูซีดโพลนไปกับน้ำแข็งและหิมะรอบด้าน

เจ้าหญิงซีมายน์จึงกลายเป็น ‘ของแปลก’ จัดเป็นต้นแบบหญิงงามตามอุดมคติเป็นที่เลื่องลือ เขาเห็นพระนางจากไกล ๆ ก็พออนุมานได้ว่าเป็นราชนารีทรงโฉมโสภายิ่ง… หากก็นึกสังหรณ์อยู่ว่าความงามนั้นอาจเป็นภัยแก่พระนางในสักวัน

มารู้อีกทีก็เมื่อได้ยินข่าวร่ำลือเรื่องเจ้าหญิงซีมายน์ต้องอาญาข้อหาจงใจสังหารพระราชินีเนริซา และถูกคุมขังอยู่บนหอคอยน้ำแข็ง รอการประหารชีวิตเมื่อพ้นวันถือศีลของเมืองเอียโล อันถือเป็นความกรุณาอย่างสูงสุดจากพระราชินี

บังเอิญอีกเช่นกันที่เขาเห็นการเฝ้าระวังหีบไม้สำคัญหีบหนึ่งขณะกำลังลงเรือขนสินค้า… หีบไม้อันเป็นความลับ เก็บเฝ้าระวังอย่างดีใต้ท้องเรือ มีผู้คุมสามนายผลัดเปลี่ยนกันไปเฝ้าอย่างแข็งขัน

และยามนี้ เรือสินค้าจากเอียโลออกจากฝั่งแล้ว… แล่นล่องกลางท้องทะเลที่คลื่นลมแรงสลับนิ่งสงบ ภาพเมืองน้ำแข็งค่อย ๆ ลับไปจากคลองจักษุ เช่นเดียวกับสายลมหนาวเยือกบาดผิวค่อย ๆ บรรเทาความเย็นลงตามระยะทางที่ห่างออกไป

เขาจากเอียโลมาแล้วและพร้อมจะกลับฟูโอโคเสียที… แม้ว่าเรื่องของเจ้าหญิงโฉมงามยังค้างคาในใจ หากเขาก็จากเอียโลมาเสียแล้ว… และมีหน้าที่ขุนพลเมืองไฟรอเขาอยู่

ไม่คาดคิดมาก่อนว่า ‘สินค้าพิเศษ’ ใต้ท้องเรือนั้นจะพลิกชีวิตเขาตลอดกาล

โรอันหรือข้าไม่เชื่อหรอก แต่เอาเถิด ท่านอยากจะชื่ออะไรก็สุดแล้วแต่ท่านเถิด ซีมายน์แค่นยิ้ม พยายามประเมินชายตรงหน้าว่าต้องการสิ่งใด ท่าทางเขาไม่เหมือนจับกังกักขฬะคนอื่นในเรือก็จริง หากใครจะรู้ได้เล่า… นางไม่สามารถไว้ใจใครง่าย ๆ ได้อีก

“แล้วที่มาดูให้เห็นกับตานั้นหมายความว่าอย่างไรหรือ… หรืออยากจะมาดูว่าข้าน่าเกลียดน่ากลัวสักเพียงใด ท่านไม่กลัวหรือ” นางแกล้งเดินเข้าไปใกล้ทั้งที่ใจระทึกประหลาดเมื่อเห็นเรือนร่างล่ำสันในระยะประชิด

ชายหนุ่มไม่ถอยผงะอย่างรังเกียจเช่นผู้คุมและนายเรือคนอื่น เขายืนนิ่งเช่นนั้นจนร่างนางเกือบชนเข้ากับแผ่นอกแข็งแกร่ง คราวนี้นางเห็นดวงตาคมสีเขียวมีร่องรอยขำขัน

“หากกลัวข้าคงไม่เข้ามา” เขาตอบยิ้ม ๆ “ข้าเข้ามาดูเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่อยู่ใต้ท้องเรือนั้นเป็นคนอย่างที่คิดจริง ๆ ไม่ใช่สิ่งของ”

กลับเป็นหญิงสาวเสียเองที่ค่อย ๆ ถอยหลังหนีเมื่ออีกฝ่ายขยับก้าวเข้ามาใกล้

“คนผู้นั้นต้องมีความสำคัญมากถึงได้มีการเฝ้าระวังและปิดคนอื่นในเรือเอาไว้ ข้าก็เพียงแต่อยากรู้ว่าใช่คนที่ข้าหวังไว้ในใจหรือไม่”

หวังไว้ในใจคำพูดของเขาฟังดูประหลาดชอบกล… หากนางก็ยังไม่วางใจอยู่ดี เขาอาจเดาได้ว่านางเป็นใคร แต่จะคิดช่วยเหลือหรือไม่ หรือมีแผนร้ายอันใดก็สุดจะคาดเดา

“ท่านคิดว่าข้าเป็นใครหรือ”

ทาวีญยิ้มพราย เหมือนเป็นยิ้มแรกที่เปิดเผยตั้งแต่พบหน้า  ซีมายน์รู้สึกใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

“ข้าจะรอวันที่ท่านเป็นผู้บอกด้วยตนเอง” เขาเอื้อมมาจับมือนางไว้ ท่าทางไม่ได้รังเกียจตุ่มหนองเยิ้มไหล… สัมผัสจากมือบุรุษแปลกหน้าอุ่นวาบ

“ข้าแอบมาที่นี่ ไม่มีผู้ใดรู้ พวกมันมัวแต่ร่ำสุรายาเมา ข้าจะพยายามมาพบท่านอีก ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ได้คิดร้ายกับท่าน” เขามองท่าทางระวังระแวงอย่างขำขันและยัดถุงหนังบรรจุน้ำให้อย่างใจดี จังหวะเดียวกับที่คลื่นอ่อน ๆ ซัดเรือโคลงเคลงจนหญิงสาวเซปะทะแผ่นอกกว้าง

“ข้ารู้ว่าน้ำที่เจ้าพวกนั้นให้คงไม่พอแก้กระหาย รับน้ำจากข้าไปก่อนเถิด ไว้ข้าจะหาโอกาสนำมาเพิ่มให้อีกในภายหลัง” ทาวีญเองก็เริ่มรู้สึกว่าเสียงตัวเองสั่นเมื่อสบตากลมหวานสีน้ำตาลอ่อนอมม่วง ผิวเนื้อนุ่มนิ่มที่สัมผัสเรือนกายทำให้ขุนพลผู้พรางตัวใจเต้นแรง และยิ่งรัวเร็วระทึกเมื่อได้ยินคำถามจากหญิงสาวตรงหน้า

“ท่านดีกับข้าด้วยสาเหตุอันใดหรือโรอัน”

 

เชิงอรรถ :

(1) มัซซาเป็นเขตดินแดนทะเลทรายอันกันดารแต่กินพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ผู้คนมีผิวสีน้ำตาล หน้าเข้ม บ้างมีผิวดำ และแต่งกายรัดกุมแบบชาวทะเลทราย  มีชนเผ่าเร่ร่อนกระจัดกระจาย ปกครองโดยราชวงศ์ซาลาอัสที่เมืองมัซซารา ซึ่งเป็นศูนย์รวมความเจริญรุ่งเรืองทั้งหมดของมัซซา ให้อิสระกับชนพื้นเมือง ชนเผ่าต่างๆ ในการปกครองตนเองแต่ขึ้นตรงกับพระราชาไซกรัน ว่ากันว่าที่มัซซามีขุมทรัพย์มหาศาลซ่อนอยู่หากยังเป็นปริศนา

Don`t copy text!