รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 12 : ซินเดอเรลล่า

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 12 : ซินเดอเรลล่า

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 12 –

กลับถึงบ้านในตอนสองทุ่มกว่า มัทมีนาก็ต้องแปลกใจเมื่อเลี้ยวเข้าในที่จอดรถแล้วพบว่ารถยนต์คันข้างๆ เป็นเบนซ์เอเอ็มจีป้ายแดงสีเทาปีกนกพิราบ

ตอนออกไปทำงานเมื่อเช้า มัทมีนาคิดว่ากลับมาคงไม่เจอมันแล้ว เพราะเจ้าของซึ่งตื่นสายกว่าเธอคงจะพามันกลับที่พักและไม่ย้อนมาในเร็วๆ นี้ นึกไม่ถึงว่ากลับมาแล้วจะเห็นมันยังจอดอยู่ที่เดิม

หญิงสาวเดินลงมามองมันแล้ววัดอุณหภูมิด้วยการจับหน้ารถ เมื่อพบว่าเครื่องยนต์เย็นสนิท แสดงให้เห็นว่าเจ้าของไม่ได้เพิ่งมาถึง แต่อยู่ในบ้านมาเกินสามชั่วโมง ก็เดินเข้าบ้านอย่างงุนงง ความรู้สึกในด้านลบที่แวบไปแวบมาตลอดวัน หายหนไปในบัดดล กลายเป็นจดจ่อกับเรื่องที่ค้นพบ ส่วนหัวใจก็เร่งจังหวะขึ้น

มัญชรีกับเจตน์ดูแปลนบ้านที่ลูกค้าขอให้หาผู้รับเหมาให้ อยู่ในห้องนั่งเล่นของครอบครัว ในขณะที่เครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์แบบดิจิตอลกำลังรายงานข่าวพระราชสำนักอยู่ตรงข้ามชุดโซฟา

“พ่อคะแม่คะ”

“อ้าว กลับมาแล้วหรือลูก กินข้าวหรือยัง”

“เรียบร้อยแล้วค่ะ ว่าแต่…คุณอามาอีกหรือคะ เห็นรถจอดอยู่”

“อ๋อ!” มัญชรีร้องแล้วรีบปิดปากตัวเอง ก้มหน้าหัวเราะยาว พูดต่อไม่ไหว

เจตน์เห็นก็พลอยขำไปด้วย แต่เขาช่วยตอบคำถามลูกสาวได้

“มาอีกที่ไหนเล่า ยังไม่ได้ไปตั้งแต่เมื่อวานต่างหาก”

“อ้าว!” มัทมีนาเดินเข้ามาหาอย่างยิ่งงงงัน “ทำไมคะ เกิดอะไรขึ้น มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

“เปล่า แต่พ่ออาร์มไม่กล้ากลับบ้าน” มัญชรีเงยหน้าขึ้นมามีส่วนร่วม แต่ก็เหมือนเมื่อกี้…คือพูดแล้วทนไม่ไหว หัวเราะต่ออีก

เจตน์หัวเราะด้วย “เขาบอกว่าเมื่อเช้าเขาตื่นมาแล้วไม่เจอใคร เข้าใจว่าคงออกไปเรียนออกไปทำงานกันหมดแล้ว ก็เลยจะกลับ แต่หากุญแจไม่เจอ ก็เลยติดแหง็กอยู่ในบ้าน”

“คะ?”

มัญชรีซึ่งหัวเราะจนน้ำตาไหล เงยหน้าแดงก่ำขึ้นต่อบทสนทนา

“แม่กับพ่อกลับมาตอนหกโมงเย็น เห็นหญ้าหน้าบ้านที่บริษัทเขาจะมาตัดให้อาทิตย์หน้ามันเตียนๆ ก็เอ๊ะยังไง แถมยังมีกลิ่นกับข้าวลอยมาด้วย พอเดินเข้าบ้านเท่านั้นแหละ แม่รู้สึกเหมือนเป็นซินเดอเรลลาตอนได้นางฟ้ามาช่วยเสก บ้านงี้สะอาดเนี้ยบ ข้าวของเรียงเป็นระเบียบ หมอนอิงหมอนข้างเก็บเข้าที่ พอเดินเข้าไปในครัวยังมีกับข้าวรออยู่ตั้งสี่อย่าง เล่นเอากับข้าวถุงที่แม่กับพ่อแวะซื้อจากตลาดอายม้วนไปเลย”

“พ่ออาร์มเขาบอกว่าเขาจะกลับบ้านช่วงสิบโมง แต่เดินออกมาแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าน่าจะต้องล็อกกุญแจด้วย เพราะหมู่บ้านเรามันเป็นหมู่บ้านรุ่นเก่าๆ อยู่กันมาจะยี่สิบปีแล้ว ไม่มีหรอกระบบรักษาความปลอดภัยประเภทไม่มีบัตรห้ามเข้า แต่เขาหาไม่เจอ จะให้เดินออกไปเลยแล้วเปิดบ้านทิ้งไว้โล่งๆ ก็กลัวโจร เลยมานั่งงงๆ อยู่พักหนึ่ง เห็นว่าไหนๆ คงไปไม่ได้แล้วก็เลยทำงานบ้าน ทำความสะอาดตัดหญ้า พอเห็นว่าเย็นแล้วเลยทำกับข้าวรออีกต่างหาก ตอนพ่ออาร์มบอกแม่นะ เขาทำหน้านิ่งมาก แต่แม่นิ่งไม่ไหวแล้ว แม่หัวเราะจะเป็นจะตายอยู่ตรงนั้นแหละ!”

“จริงหรือคะ แล้วคุณอาอยู่ไหนคะเนี่ย”

“อยู่ในครัวอุ่นกับข้าวให้ม่านกินอยู่ ม่านเพิ่งกลับมา ได้เจอกันเสียที คุยกันถูกคอดี ไปดูสิ”

แม้ภายนอกจะไม่แสดงออก แต่ใจของมัทมีนากลับลอยไปถึงห้องครัวก่อนหน้าแล้ว ตั้งแต่พ่อกับแม่ยังพูดไม่จบ

ไม่น่าเชื่อว่าแค่ได้ยินว่าเขายังอยู่ในที่ที่สามารถเห็นกันได้ เธอจะมีความสุขถึงขนาดนี้ ลืมความรู้สึกหวิวโหวงที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อคืนไปจนหมดเกลี้ยง

ทั้งเนื้อทั้งตัว…ผิวกาย แขน ขา มือ เหมือนหลุดจากการควบคุม ไปมีชีวิตจิตใจเป็นของมันเอง ต่างแย่งกันไปให้ถึงคนที่อยากพบ แต่ละก้าวที่มุ่งตรง เหมือนจะช้าไม่ทันใจเธอ ยิ่งพอเลี้ยวเข้าไปในครัวแล้วเขาหันมาสบตาด้วย มัทมีนายิ่งค้นพบว่าไม่มีอะไรสำคัญเท่าคนตรงหน้าเธอ

มันคงจะเกิดขึ้นแล้วจริงๆ สิ่งที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เธอไม่เคยรู้สึกกับผู้ชายคนไหน มีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่เธอต้องการให้อยู่ด้วยกัน

เห็นหน้า…

พูดคุย…

“กินข้าวมาหรือยัง”

คนตัวสูงในชุดเมื่อวานแต่เพิ่มผ้ากันเปื้อนมาอีกผืนหนึ่ง…ถามราวกับนั่นเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาทำให้เธอทุกวัน มัทมีนาไม่อยากจะละสายตาจากอามันต์ เพราะมีคำตอบมากมายที่จะให้ ทว่าเธอต้องหันไปทางน้องชาย เพราะเขาก็มองเธออยู่เช่นกัน

“เจอกันแล้วเหรอ เป็นไงบ้าง”

“ดีมากเลยฮะ” เมษมารุตฉีกยิ้ม “คุณอาทำกับข้าวอร่อย”

“คุณสมบัติอันดับต้นๆ ของคนที่จะชนะใจคุณชายได้” อามันต์ขยายความพร้อมหัวเราะเบาๆ “มีนจะกินด้วยไหม อาจะทำอะไรง่ายๆ ให้ เพราะมื้อเย็น ม่านกลับมาก็กวาดเกือบหมดแล้ว”

“โธ่ สี่อย่างของคุณอาเหลืออย่างละนิดละหน่อยเอง นี่ถ้าผมรู้ว่ามีกับข้าวอร่อยรออยู่ที่บ้าน ผมรีบกลับมาแย่งพ่อกับแม่นานแล้ว”

“มีนเรียบร้อยมาจากข้างนอกแล้วค่ะ”

“ใครเลี้ยง เจ้านายหรือหนุ่ม” เมษมารุตถามอย่างที่เคยถามเพราะสนิทกับพี่สาว แต่นั่นกลับทำให้มัทมีนาชำเลืองมองอามันต์โดยอัตโนมัติ

มัทมีนาเห็นเขาทำหน้าเฉยๆ ก่อนจะหันไปล้างอุปกรณ์ทำครัวของเขาต่อ หญิงสาวจึงนั่งลงที่โต๊ะ แต่ไม่ได้ตอบคำถามเมื่อกี้ของน้องชาย

“พรุ่งนี้พี่ว่าจะทยอยขนของบ้านทศไปไว้บ้านใหม่”

“อ๋อ” เมษมารุตเข้าใจ “พรุ่งนี้ผมไปได้ ของเยอะไหม จะได้เอากล่องพลาสติกไปเพิ่ม”

“แพ็กใส่กล่องเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องห่วง”

“แล้วรถสิบล้อล่ะ เรียกลุงหน้าปั๊มน้ำมันยัง”

“กะจะไม่เรียก”

“อ้าว แล้วจะขนโต๊ะตู้เตียงไปยังไงล่ะ ป้ากันยาป่วยด้วยไม่ใช่เหรอพี่ น่าจะมีพวกเตียงไฟฟ้าอะไรด้วยไม่ใช่เหรอ”

“ก็มี แต่ไม่อยากให้เอิกเกริก อยากทำเงียบๆ”

“ทำไมล่ะ”

มัทมีนาทิ้งคำถามของน้องชายไว้เพื่อชั่งใจ

ตอนเธอไม่อยู่ พ่อแม่และน้องชายอาจจะเป็นได้ข่าวว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับครอบครัวของทศทิศ แต่เมื่อกลับมาแล้ว เธอคือคนที่รู้รายละเอียดมากกว่าใครเพื่อน เพราะในขณะที่ทุกคนรู้เพียงคนพวกนั้นรบกวนการพักรักษาตัวของนางกันยา ทศทิศจึงคิดจะย้ายบ้านให้แม่ แต่ทุกคนไม่เคยรู้เลยว่าเรื่องมันเลยเถิดไปถึงขั้น ทิชากรเคยไปหาเรื่องเธอ

มัทมีนาตั้งใจจะไม่พูดเรื่องนั้น เพราะต่อให้ครอบครัวเธอสนิทกับครอบครัวของทศทิศมากแค่ไหน แต่ถ้าเรื่องร้อนของเขาลามมาถึงเธอเมื่อไร เธอเกรงว่าทุกคนจะเสียความรู้สึก

ทศทิศยังต้องการความช่วยเหลือ มัทมีนาไม่อยากทำร้ายจิตใจพ่อกับแม่เพื่อจะได้ช่วยเพื่อนในตอนนี้

“…พี่ยังไม่ได้บอกม่านใช่ไหม ว่าป้าบ้านตรงข้าม แกเป็นสายคอยส่งข่าวให้คุณลุง”

หญิงสาวเลือกที่จะเล่าบางส่วน เมษมารุตซึ่งกำลังยกแก้วน้ำขึ้นดื่มหลังมื้ออาหาร เกือบสำลัก

“เฮ้ย! พูดจริงพูดเล่นเนี่ยพี่มีน!”

“ก็ยังไม่ได้พิสูจน์ด้วยการเดินไปถามหรอกนะว่าจริงไม่จริง แต่พี่แน่ใจเกินเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ สองกับสามก็เล่าให้พี่ฟังแล้วว่าป้าแกเป็นตัวตั้งตัวตีเลย เรื่องที่ทศต้องตอบแทนบุญคุณพ่อกับแม่ จะได้ไม่ตกนรก แล้วก็อะไรหลายๆ อย่างหลังจากนั้นก็ส่อเค้าว่าใช่หมด พี่ก็ว่าเออ คงใช่แหละ ไม่งั้นแกจะโผล่มาไถเงินสองกับสามได้ถูกเหรอ”

“วีสองวีสามโดนไถเงิน? ไม่ใช่พี่ทศคนเดียวหรือพี่มีน”

“โดนด้วย สองคนนั้นโดนไปคนละสองทีนะ ทีละห้าร้อย”

“ว้อย! ห้าร้อยก็เอา!”

เล่าแล้วมัทมีนาก็พลอยเหนื่อยใจ

“…ความจริงพี่ก็ไม่ได้เห็นว่าทศถูกต้องไปทั้งหมดหรอกนะม่าน แต่คนอยากได้ก็ทำเกินไป พี่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าระบบความคิดของคนพวกนี้เป็นแบบไหน จะเอาอย่างนั้นเอาอย่างนี้ แล้วจะเอาให้ได้

“คุณลุงนี่ไถเงินลูกสาวยังไม่ทำงานได้ลงคอ ได้ค่าขนมลูกไปคนละห้าร้อยก็เอา ส่วนคุณทิชาก็จะให้แต่งงานให้ได้ แต่จะเอาสินสอดมากๆ บอกว่าไม่มีก็ให้ไปกู้หนี้ยืมสินมาแต่ง พอหาให้ไม่ได้ก็ก่อกวน คนหนึ่งก็ประจานลูกกันตรงๆ ใช้วิธีขอความเห็นใจจากสังคม อีกคนไม่ได้ประจานก็เหมือนประจาน เพราะไปเงียบๆ แต่ไปถี่ๆ แล้วก็ทะเลาะกันให้คนอื่นเห็น”

เมษมารุตพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง “…ผมชักจะกลัวการมีครอบครัวแล้วพี่มีน ทั้งผู้หญิงผู้ชายเลย น่ากลัวชิบ อ้อ เพราะอย่างนี้พี่มีนเลยไม่อยากเรียกรถบรรทุกมาให้ป้าแกรู้ตัวใช่ไหม”

“ใช่”

“ความจริงแกรู้ก็ทำอะไรเราไม่ได้หรอกมั้งพี่มีน อยากโทร.ก็โทร.บอกลุงแก ก็ให้แกโทร.ไปสิ”

มันยังมีข้อมูลที่มัทมีนาไม่ได้เล่าให้เมษมารุตฟัง รวมอยู่เป็นตัวแปรด้วยนี่สิ

ลำพังป้าบ้านตรงข้าม แน่นอนว่าไม่กระไรนัก แต่นึกถึงเรื่องที่ทิชากรสามารถไปดักตบเธอได้อย่างตรงพิกัด หญิงสาวกลับไม่แน่ใจนักว่าเรื่องมันจะง่ายอย่างที่เมษมารุตว่า

เธอไม่อยากคิด ไม่อยากจินตนาการให้มันดูน่ากลัวเกินจริง แต่จะไม่ให้คิดเลย…ก็กลัวจะกลายเป็นความประมาท

“ขอพี่โทร.หาทศก่อนนะ จะได้ประเมินสถานการณ์ถูก”

หญิงสาวกดสมาร์ตโฟน โทร.หาเพื่อนรัก ทศทิศซึ่งตอนนี้อาศัยอยู่บ้านของอามันต์ในต่างจังหวัด กำลังรับมื้อเย็นในช่วงค่ำพอดี

“ไง”

“เรื่องถึงไหนแล้ว”

ทศทิศถอนใจใส่เพื่อน “ก็เหมือนเดิม ยังไงเขาก็ไม่ยอมลดราวาศอก แต่ก็ตกลงว่าจะเจอกันอาทิตย์นี้”

“เจอจริงไม่จริง”

“ไม่” ทศทิศสวนคำตอบทันที “ตอนคุยกันแล้วทิชาบอกว่าจะไปตบนายอีกถ้าเราหนีหน้า เรางี้ปึ๊ดเลย เกือบจะทำเสียเรื่องแล้ว ดีนะที่คุยทางโทรศัพท์ ถ้าคุยต่อหน้า ทิชาต้องรู้แน่ว่าเราโกรธ ตอนนี้เท่าที่ดู ก็น่าจะไม่มีอะไรหนักหนาสาหัส”

“หวังว่าจะเป็นอย่างที่นายว่าน่ะนะ”

“นายถามหรือยังว่าคุณอาจะไปด้วยไหม”

มัทมีนางง “…ทำไมจู่ๆ จะไปใช้งานเขาล่ะ เขาเกี่ยวเสียที่ไหน แค่ม่านกับวีสองวีสามแล้วก็เรา ยี่สิบกล่อง ขนคนละห้ากล่องเอง อันไหนเป็นตำราหนักหน่อยก็ช่วยกันยก หลายมือหน่อยก็ไหว”

“คือ…” ทศทิศอึกอัก “เห็นนายกังวลเรื่องคนสะกดรอยไง เราเลยอยากให้นายมีเพื่อนไปด้วย อย่างน้อยคุณอาก็เป็นผู้ชายตัวโตๆ”

“นายรู้ได้ไงว่าเขาตัวโต ตอนนั้นเรายังเด็ก เราเห็นว่าเขาตัวโต แต่ตอนนี้เขาอาจตัวเท่านายก็ได้นะ”

อีกครั้งหนึ่งที่ทศทิศนึกอยากร้องไห้ที่ดันมีเพื่อนรักเป็นคนอย่างนี้

“เออๆ ไม่โตก็ได้”

“พูดเล่น ก็ตัวใหญ่อยู่ มีอะไรคงช่วยได้ พกไว้ก็อุ่นใจ อะไรอย่างนี้ใช่ไหม”

“เออ!”

“ไว้จะลองชวนละกันนะ แค่นี้แหละ”

วางสายจากทศทิศ หญิงสาวก็นัดแนะกับน้องชายคนเดียว เรื่องจะไปช่วยขนของบ้านโน้นแต่มืด

“พี่กับวีสองวีสามเก็บของใส่กล่องเตรียมไว้แล้ว มียี่สิบกล่อง ทศบอกป้าบ้านตรงข้ามตื่นราวๆ ตีห้า วันหยุดอาจจะสายกว่านั้นนิดหน่อย ถ้าแกรู้ตัวแล้วโทร.บอกใคร คนนั้นก็คงมาถึงในหนึ่งชั่วโมงเพราะมันเช้า รถไม่ติด”

“นี่วางแผนเหมือนจะไปปล้นใครเลยนะพี่มีน”

“เอาน่า”

“งั้นผมตั้งนาฬิกาปลุกตีสี่นะ”

“ได้”

“เจอกัน”

“เจอกัน” มัทมีนาแตะมือกับน้องชายแล้วปล่อยให้เขายกจานชามไปเก็บที่อ่าง ก่อนกลับขึ้นห้องในตอนเกือบสามทุ่ม

พอเหลือกันแค่สองคน เสียงน้ำไหลและเสียงล้างจานก๊อกแก๊กก็ดังที่สุดในครัว มัทมีนามองคนตัวสูงจากด้านหลัง เยื้องไปทางข้างๆ มองสายตามุ่งมั่นแม้ขณะแค่ล้างจานอยู่อย่างนั้น กระทั่งเขาค่อยๆ หันมามองด้วยดวงตาค่อนข้างโตของเขา

“อย่าจ้องนักได้ไหม เดี๋ยวก็ทำจานตกแตกพอดี”

มัทมีนาหัวเราะอย่างร่าเริงทันที “ไม่ต้องล้างก็ได้ค่ะ เดี๋ยวมีนล้างเอง”

“มีไม่กี่ใบ เดี๋ยวก็เสร็จ”

“คุณอา…หากุญแจล็อกบ้านไม่เจอจริงๆ หรือคะ”

อามันต์ทำเป็นหูทวนลม ไม่ตอบคำถาม ล้างจานอีกสามใบที่เหลือต่อจนหมด จากนั้นก็ผละไปที่ตู้เย็นโดยไม่ลืมหันมาทางเธอ

“กินเงาะลอยแก้วไหม”

มัทมีนาค้อนน้อยๆ แต่ก็ไม่กล้าถามซ้ำให้กลายเป็นคาดคั้นเขา

“ทำเองหรือเปล่าคะ ถ้าซื้อมา มีนไม่กินหรอก มีนเรื่องมาก”

“ทำเอง”

“คะ?”

“วันนี้เป็นซินเดอเรลลา กวาดบ้านถูบ้าน ล้างจานทำกับข้าว และแถมขนมให้คนละหนึ่งถ้วย” เขาพูดพลางหยิบถ้วยขนมเล็กๆ ออกมาจากห้องแช่แข็งของตู้เย็นแล้วนำมาวางลงบนโต๊ะตรงหน้าเธอ

ในถ้วยแก้วใสแจ๋วมีเงาะลอยแก้วเย็นจัด ที่ค่อยๆ กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งช้าๆ เมื่อนำมันออกมาโดนอากาศข้างนอก

มัทมีนามองของอร่อยตรงหน้าด้วยดวงตาระยิบระยับ เนื่องจากนานแล้วที่ไม่ได้กินขนมทำเองที่บ้าน แม่ของเธออาจจะทำกับข้าวให้กินได้ แต่ก็ไม่ได้ทำทุกวันทุกมื้อ วันไหนเหนื่อยหรือเจอของอร่อยก็ซื้อกลับมาอุ่น ดูแลปากท้องสมาชิกในครอบครัวให้อิ่มหนำตามที่ควร แต่ท่านไม่ถนัดทำขนมเลย

“ทำเองจริงๆ ด้วย ขอบคุณนะคะคุณอา!” มัทมีนาเงยหน้าขึ้นยิ้มดีใจเหมือนเด็กๆ กับอามันต์ และรอยยิ้มสว่างสดใสของเธอก็ทำเอาเขาแสบตา ต้องส่งช้อนเล็กๆ ให้เป็นการเบี่ยงเบนความสนใจ

“…ดีใจขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ดีใจสิคะ ทำไมจะไม่ดีใจ คุณอาไม่รู้หรอกว่าวัยทำงานอย่างมีนกับเพื่อนๆ น่ะ ต้องการพลังงานโฮมเมดขนาดไหน”

“อะไรนะ”

“พลังงานโฮมเมดค่ะ เมดอินที่บ้าน“ หญิงสาวอธิบายพลางหัวเราะพลาง แล้วก็ตักเงาะลอยแก้วเข้าปาก “ตอนเรียนจบได้ทำงานใหม่ๆ ไฟแรงค่ะ ไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่าแสดงศักยภาพในการบอกทุกคนในโลกว่าฉันทำงานเก่ง แต่พอทำงานหนักไปสักสี่ห้าปี ก็เริ่มอยากมีคนดูแลละ เพราะเหนื่อยมาก อยากมีคนทำกับข้าวให้กินจัง อยากมีคนทำขนมให้กินจัง อยากมีคนดูแลบ้าน ดูแลห้องในคอนโด อยากมีคนเอาใจใส่เวลาป่วย

“แต่โตแล้วไงคะ จะไปอ้อนเอากับใครเขาได้ ยิ่งคนมาจากต่างจังหวัดยิ่งเหงาใหญ่ เหราะงั้นถ้าบ้านไหนมีญาติผู้ใหญ่ทำกับข้าวอร่อยหรือทำขนมเก่ง พวกเรามักจะแห่ไปเยี่ยม ไปเติมพลังเมดอินที่บ้าน วนๆ กันไปค่ะคุณอา”

ฟังเธอพูดยาวจนเขาต้องหยิบเงาะลอยแก้วของตัวเองมานั่งกินด้วยแล้ว

“พูดเก่งนะเรา”

“ชมใช่ไหมคะ”

“ฮื่อ”

มัทมีนายิ้มรับ “ธรรมดาค่ะ ทำงานแบบมีน ใครบอกไม่ต้องคุยมาก ความจริงแล้วลูกค้าชอบมาถาม เราก็ต้องคุยกับเขา แล้วเวลามีปัญหาอะไร เพื่อนๆ ก็ชอบผลักให้มีนออกหน้า”

“ทำไมล่ะ”

“ขายผ้าไม่ได้ ก็ขายเพื่อนเอาหน้ารอดไงคะ”

อามันต์หัวเราะหึ “น่าจะได้ราคาแพงอยู่นะ”

“ก็พอไหวค่ะ แล้วคุณอาล่ะคะ หากุญแจบ้านมีนไม่เจอจริงๆ น่ะ”

หญิงสาวเอียงคอถามเขาหน้าซื่อ แต่นัยน์ตามีประกายแวววาวเล็กน้อย บอกอารมณ์ขันของเจ้าตัว แน่นอนว่าอามันต์ไม่คิดจะบอกความจริงกับเธอ ว่าที่เขารั้งตัวเองให้อยู่ในบ้านนี้ เพราะเป็นห่วงที่ทิชากรสามารถเข้าถึงตัวเธอได้เมื่อวานเย็น

การหากุญแจไม่เจอไม่ใช่ข้ออ้างที่ดีเลย ทั้งยังอาจดูไม่สมเหตุสมผล แต่สำหรับคนที่นี่แล้ว อามันต์มั่นใจว่าจะเชื่อ เพราะคนพูดคือเขาเอง

“จริง อาบน้ำอาบท่าเสร็จตอนสิบโมง ว่าจะกลับ แต่หาแถวๆ ประตูบ้าน ตู้ โต๊ะ ไม่เจอ พอไม่เจอก็คิดว่าคนแรกที่ออกไปไขเปิดรั้วอาจจะไขแล้วลืมไว้แถวๆ นั้น เพราะอาก็เคยลืมแบบเดียวกัน แต่เดินออกไปดู หาทั่วแล้วก็ไม่เห็น ก็เลยเดินเข้าบ้านก่อนเพราะสายแล้ว หิว

“ความจริงแม่เราเขาก็เตรียมข้าวเช้าไว้ให้ แต่อากะจะกลับไปกินที่บ้านแบบทีเดียวควบเที่ยงด้วย เลยเก็บเข้าตู้เย็นไป พอหากุญแจนาน หิว เลยกลับมาอุ่นกับข้าวที่แม่เราเตรียมไว้ให้ กินเสร็จก็ล้างจาน เช็ดครัว ทำไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกที ใกล้เย็น หิวอีกรอบ เลยทำกับข้าวกิน แล้วก็เลยทำเผื่ออีกสี่ที่”

มัทมีนายิ้มจนตาหยี

“ท่าทางคุณอาจะไม่ได้โม้นะคะ เรื่องที่ทำกับข้าวกินเองได้”

“อยู่ต่างเมืองอะไรทำเองได้ก็ทำหมดละ ว่าแต่เมื่อกี้บอกจะชวนอาไปไหนนะ”

“อ๋อ ทศเขาว่าจะขอให้คุณอาไปเป็นเพื่อนมีนวันย้ายบ้านพรุ่งนี้น่ะค่ะ”

“อ้อ ที่เมื่อวานคุยกับทศน่ะเหรอ อาก็ว่าแว่วๆ เหมือนได้ยินเรื่องขนของขนเตียงอะไรกันสักอย่าง แต่ไม่เห็นบอกเลยว่าจะย้ายบ้าน แถมยังพรุ่งนี้อีก”

“ย้ายหนีพ่อหนีเมียน่ะค่ะ เรื่องไม่ค่อยสวย เลยไม่รู้จะเล่ายังไง เอาเป็นว่า…รู้แล้วนะคะ”

“เรานี่นะ เฮ้อ…แล้วคิดหรือว่าหนีอย่างนี้จะใช้ได้ เดี๋ยวเขาก็ตามเจอ”

“คุณอาพูดเหมือนมีนตอนทศบอกอย่างนี้เลย แต่ทศเขาบอกว่าย้ายดีกว่าไม่ย้าย เพราะถ้าไม่ย้าย พ่อกับคุณทิชาจะมารบราฆ่าฟันทีเดียวสอง แต่ถ้าย้ายออก อย่างน้อยพ่อของทศก็คงจะตามหาลำบาก ตัดกำลังไปได้หนึ่ง ป้ากันยาจะได้พักฟื้นจากการรักษาด้วยเคมีบำบัดสบายขึ้นด้วย ส่วนเรื่องจะมีใครตามเจอทีหลังไหม ก็ให้เป็นเรื่องทีหลัง แต่ยังไงคนที่ตามเจอก็คงจะเป็นคุณทิชา ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างพ่อของทศ”

อามันต์พยักหน้าเบาๆ ทำนองเห็นดีด้วย

“ถ้าอย่างนั้นก็ชวนอาเถอะ อนุญาต”

มัทมีนายิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ “ที่จริงมีนกำลังคิดค่ะว่าจะชวนดีไหม เพราะมันต้องมาแต่มืด อีกอย่าง…เดี๋ยวคุณอามาก็ต้องช่วยออกแรง มีนเกรงใจ อายุมากแล้ว”

อามันต์เห็นรอยยิ้มคนบอกเกรงใจคนอายุมาก แล้วนึกอยากเอานิ้วจิ้มหน้าผากให้หน้าหงายนัก

ยิ้มมุมปาก นัยน์ตามีแววท้าทายเล็กน้อย อย่างนี้เรียกเกรงใจจริงๆ ได้ที่ไหน…หมายความตรงกันข้ามเลยต่างหาก

“เจอกันตีสี่กว่าๆ หน้าบ้านทศแล้วกัน ฝากล้างถ้วยด้วย พรุ่งนี้เจอกัน”

กล่าวจบ อามันต์ก็ลุกขึ้น มัทมีนาหญิงสาวมองตามร่างสูงที่เลี้ยวลับไปทางประตูครัว ก่อนจะก้มลงมองถ้วยเปล่าตรงหน้า

ทั้งคำบอกลาง่ายๆ ทั้งสิ่งที่เขาทำ มันให้ความรู้สึกบอกไม่ถูก…อบอุ่น ปลอบประโลม ชวนให้อยากรู้สึกแบบนั้นให้ยาวนานมากขึ้น

รู้ตัวว่าไม่ควรตามใจตัวเองให้มากเกิน…แต่ก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าความรักเหมือนโคถึก มันเป็นอย่างไร

Don`t copy text!