รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 30 : ชั่วพริบตาเดียว

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 30 : ชั่วพริบตาเดียว

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 30 –

คลิกซื้อ E-Book ‘ในสวนอักษร’ ที่นี่

ท่ามกลางทุกสิ่งที่เลือนรางราวถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอก ธนิสร์เป็นเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ชัดในสายตาของอามันต์

เขารู้ว่าการเดินตามใครสักคนซึ่งๆ หน้า มีประโยชน์น้อยกว่าการไปหาข้อมูลเพิ่มเติมลับหลัง แต่เขาก็ห้ามตัวเองไม่อยู่ ตั้งแต่ประโยคแรกที่ได้ยินธนิสร์พูดว่า ‘ยกโทษให้ผม…’ อามันต์ก็ลืมทุกอย่างหมดสิ้น ทั้งเรื่องทศทิศ เรื่องงานที่ต้องปกปิด ลืมดูว่าตัวเองอยู่ที่ไหน และใครอยู่ด้วย

เหงื่อกาฬไหลรินชุ่มโชกจนเขาหนาวสะท้านไปทั้งตัว ทว่าสองขายังเดินตามเป้าหมายไม่หยุด ตาก็ยังเฝ้าดู ทุกลมหายใจจดจ่ออยู่ที่ธนิสร์ กระทั่งว่าเรวัตปรากฏตัวเงียบๆ ห่างไปเพียงนิดเดียว เขายังไม่เห็น เหมือนมีใครปิดหูปิดตา ไม่เหลือทางเลือกอะไรให้เขาทั้งสิ้น นอกจากทางนี้ทางเดียว

และแล้ว อามันต์ก็ได้รู้ถึงเหตุผลที่ทำให้เขามาที่นี่ มาพบ มาเจอคนที่ควรจะถูกอดีตกลบฝังไปแล้วตั้งแต่เมื่อสิบห้าปีก่อน

เสียงของหนักล้มลงฟาดพื้นแล้วแตกเปรื่อง ดังขึ้นในอาคารหอศิลป์ ทำเอากลุ่มคนที่เดินอยู่ข้างหน้าอามันต์พากันชะงัก

มองข้ามพวกเขาไปเล็กน้อย พบว่าต้นตอของเสียงนั้นมาจากจอแอลซีดีสำหรับบอกโปรแกรมการแสดงนิทรรศการถูกผลักจนล้มโดยเด็กผู้ชายวัยกำลังซนคนหนึ่ง

แม่ของเด็กรีบเก็บสมาร์ตโฟนที่ให้ความสนใจอยู่จนถึงเมื่อครู่ใส่กระเป๋าสะพาย แล้วรีบวิ่งเข้ามายังจุดเกิดเหตุ พอเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้น ก็นึกถึงมูลค่าที่ต้องชดใช้จนเผลอดุลูกเสียงดัง ทำเอาเด็กตกใจร้องไห้ จากนั้นก็พยายามกล่าวขอโทษ ด้วยน้ำเสียงขาดห้วงตามแรงสะอื้น น้ำตาร่วง

ทั้งแม่และเด็กตกเป็นเป้าสายตาของทุกคน ทว่าอามันต์กลับไม่ได้ละสายตาจากคนผู้หนึ่ง กระทั่งสังเกตว่าฝ่ายนั้นมีปฏิกิริยาผิดปกติเกิดขึ้น

ธนิสร์พยายามพาตัวเองออกห่างจากจุดเกิดเหตุด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน หลุกหลิก มองแม่และเด็กเหมือนสองคนนั้นคิดจะกระโจนเข้าขย้ำตัวเอง กระทั่งโสรยาต้องสืบเท้าเข้าประชิดพี่ชายแล้วยื่นหน้าเข้าไปกระซิบกระซาบ ชายหนุ่มจึงดูสงบลง แต่ก็ไม่นับว่าราบเรียบเหมือนผิวน้ำยามไร้ลมพัดผ่าน

พอพ้นจุดเกิดเหตุได้แล้ว ธนิสร์ก็เร่งฝีเท้า หมายจะไปให้พ้นจากที่แห่งนั้นโดยเร็ว

ตอนนั้นเองที่อามันต์กวาดตาไปเห็นเด็กชายอีกคนหนึ่ง กำลังป่ายปีนเก้าอี้ยาวที่ทางเจ้าของสถานที่จัดวางไว้ให้ผู้เข้ามาเยี่ยมชม ได้พักผ่อนระหว่างเดินดูงานศิลปะในส่วนจัดแสดงนับร้อยจุด

เก้าอี้ยาวนั้นหันหลังพิงราวกั้นระเบียงกันตก ในขณะที่เหนือราวกั้นนั้นคือเสาใหญ่ มีลูกโป่งบิดเป็นรูปตัวการ์ตูนยอดฮิต ประดับเป็นสัญลักษณ์บอกว่าบริเวณนี้มีนิทรรศการเกี่ยวกับตัวการ์ตูนตัวนี้อยู่ และมันคือเป้าหมายของเด็กชายผู้นั้น

อามันต์รู้ทันทีว่าจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า จึงรีบผลักทีมงานจากนิตยสารไปให้พ้นทาง แล้วพุ่งเข้าไปหาเด็กชายผู้นั้น

ไม่ทัน…

เด็กลื่นหลุดจากระเบียงกันตก ร่วงลงไปต่อหน้าต่อตา อามันต์คำรามด้วยความตกใจและพุ่งเข้าคว้าร่างของเขาลอยข้ามราวกั้นตามเด็กชาย

มัทมีนากรีดร้องด้วยความตกใจสุดขีด ยังดีมีผู้ชายคนหนึ่งโผนเข้าตะครุบเอวอามันต์ไว้ได้ แต่น้ำหนักของผู้ใหญ่หนึ่งกับเด็กอีกหนึ่งก็ยังดึงให้เขาจะร่วงหล่นตาม เรวัตซึ่งอยู่แถวนั้นตั้งแต่ต้น ปรากฏตัวเข้าช่วยอีกแรงหนึ่ง ทำให้ทั้งหมดพ้นอันตรายมาได้ชั่วครู่

มัทมีนาเป็นคนแรกที่ได้สติ รีบวิ่งเข้าไปสมทบ พร้อมทั้งร้องขอความช่วยเหลือ จากนั้นเสียงสั่ง เสียงตะโกน และเสียงหวีดร้องก็ระเบิดขึ้น

เกิดความชุลมุนเมื่อทุกคนรีบเข้าไปช่วยผู้ประสบเหตุ ทั้งช่วยดึง ช่วยดู ช่วยจับราวระเบียงที่เหมือนจะรับน้ำหนักผู้ชายตัวโตๆ สามคนกับเด็กอีกหนึ่งไว้ไม่อยู่ แต่เหตุการณ์เลวร้ายก็จบลงอย่างรวดเร็ว ด้วยความร่วมมือของคนหลายคน

ทันทีที่ทั้งหมดถูกดึงขึ้นมาอยู่บนพื้นแล้ว เด็กชายก็ร้องไห้ด้วยความตื่นตระหนก แม่เด็กซึ่งก็คือแม่คนเดียวกันกับเด็กที่ทำป้ายจอแอลซีดีล้ม โผเข้ามากอดลูก

มัทมีนาเองก็กอดอามันต์แน่นด้วยความผวากลัวจนตัวสั่น ภาพที่เธอเห็นเมื่อครู่มันยังย้อนอยู่ในหัว

พริบตาเดียว…พริบตาเดียว…อามันต์ก็จะหายหนไปจากเธอ เขาทำให้เธอเข้าใจแล้วว่า ความรู้สึกยามที่เขาต้องเห็นเธอโดนคนอื่นทำร้ายนั้น…น่ากลัวเพียงใด

เหมือนว่าจะไม่สามารถมีความสุขได้อีกแล้ว…ชั่วชีวิต!

เด็กชายยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความหวาดกลัว พอเห็นพ่อออกจากห้องน้ำวิ่งมาแล้ว ก็โผเข้าไปกอดผู้ทำให้รู้สึกว่าสามารถมอบความปลอดภัยขั้นสูงสุดให้ลูก จากนั้นก็พูดซ้ำๆ ด้วยความหวาดผวา

“พ่อช่วยหนูด้วย หนูกลัว พ่อช่วยหนูด้วย หนูกลัว”

ประโยคนั้นซ้อนทับลงไปบนความทรงจำของอามันต์ เช่นเดียวกับปลายมีดที่ค่อยๆ แทงลงมา

เขาหันไปดูเด็กคนนั้น เช่นเดียวกับธนิสร์

จากนั้น…เวลาก็เหมือนหยุดลงครู่หนึ่ง ก่อนที่ธนิสร์จะร้องโหยหวน

“ไม่ๆ ไม่ ไม่!”

อามันต์รู้สึกเหมือนลมหายใจขาดห้วง…เจ็บปวดเหมือนในปากได้รสเลือดที่ทั้งขื่น…ทั้งคาว

ทั้งเสียงธนิสร์ที่ดังกบหู…ทั้งเสียงร้องไห้ดังลั่นของเด็กน้อยที่ยังไร้เดียงสา…ค่อยๆ แทงลึกลงมา

‘พ่อช่วยหนูด้วย’

‘แม่ช่วยหนูด้วย’

เขาไม่สามารถอยู่ตรงนี้ต่อไปได้แล้วจริงๆ

“คุณอา!”

มัทมีนาร้องลั่น เมื่อจู่ๆ คนในอ้อมแขนก็คออ่อนคอพับ หมดสติไป

เรวัตกับเลงโบซึ่งก็คือชายหนุ่มที่เมื่อครู่เข้ามาช่วยอามันต์ไว้เป็นคนแรก รีบช่วยกันหิ้วปีกเขาออกไปจากที่ที่ทำให้ฝันร้ายหวนคืน

 

“พ่ออาร์ม ไม่มีอะไรแล้ว พ่ออาร์ม ตื่นเถอะ พ่ออาร์ม”

เสียงเรียกชื่อเล่นที่เคยเรียกขานกันเฉพาะคนในครอบครัว ค่อยๆ แทรกเข้ามาในบรรดาส่ำเสียงที่ได้ยินทั้งหมด

นานจนนึกว่าไม่มีวันสิ้นสุด…ที่อามันต์หลงวนเวียนอยู่กลางความมืดมีแต่เสียงกรีดร้อง เสียงร้องขอความช่วยเหลือ เสียงหัวเราะอันโหดเหี้ยม และเสียงตะโกนด่าทอของตนด้วยความทรมานจนอยากจะตายไปให้พ้นๆ

แต่แล้ว…เสียงเรียกชื่อที่มีแค่คนเคยเกื้อกูลกันในยามที่เขายังเป็นเพียงผู้ชายอ่อนแอคนหนึ่ง…จะรู้ ก็ค่อยๆ แทรกเข้ามาในความวิปโยคโศกศัลย์ที่ทรมานเขาไม่หยุด

อามันต์พยายามมองหาที่มาของเสียงนั้นด้วยความอ่อนแอ น้ำตาเอ่อเต็มดวงตาทั้งคู่ แม้หลายครั้ง เขาจะโดนดึงกลับไปจ่อมจมกับภาพบิดเบี้ยวไม่เป็นรูปทรง ที่เอาแต่ส่งเสียงร้องโหยหวน และบีบหัวใจเขาจนเจ็บปวด แต่เสียงนั้นก็ยังเรียกเขาเรื่อยๆ ด้วยความห่วงใยที่มุ่งมั่น

เป็นความรัก…ความเมตตาจากใจจริงของคนผู้นั้น

และในที่สุด มันก็บอกทางกลับ

กลางความมืด ค่อยๆ เกิดแสงสลัวรางขึ้นจุดหนึ่ง ครั้นอามันต์มองเข้าไปก็พบว่า เป็นภาพในยามที่เขาค่อยๆ ลืมตาตื่น

เบื้องหน้าเขาคือผู้หญิงคนหนึ่ง…กับผู้ชายอีกคนที่ชะโงกหน้าเข้ามาดูเขาบนเตียง

“…ฟื้นเสียที”

พวกเขาพึมพำพร้อมกันด้วยสีหน้าที่ดูก็รู้ว่าโล่งอก จากนั้นผู้หญิงคนนั้นใช้ผ้าขนหนูเย็นๆ ชื้นๆ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ชนิดหนึ่งในมือ เช็ดหน้าซับเหงื่อให้เขาอย่างอ่อนโยน

“ดูสิ เหงื่อเต็มไปหมด ฝันร้ายใช่ไหม ไม่เป็นไรนะ มันก็แค่ฝัน ไม่มีอะไร”

คำปลอบโยนของมัญชรีเป็นคำตอบให้อามันต์อีกทางหนึ่ง ว่าเหตุใดสามีภรรยาคู่นี้จึงยังอยู่ในห้องพักรับรองแขกในบ้านของตน ทั้งที่นาฬิกาบนผนังบอกเวลาเที่ยงคืน

คนหนึ่งนั่งอยู่บนเตียง คอยซับหน้าซับเหงื่อ ปลุกเขาจากฝันร้ายด้วยการเรียกชื่อ ส่วนอีกคนก็อยู่ด้วยเพราะไม่เคยทิ้งอีกคน ไปนอนหลับสบายคนเดียวในเตียงอุ่น

อามันต์หลับตาเพื่อกั้นไม่ให้น้ำตาบ้าๆ ไหลออกมา ก่อนจะพยายามทรงตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง โดยมีเจตน์เข้ามาช่วยพยุงด้วยความใส่ใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว อามันต์ไม่ได้บาดเจ็บอะไร

“…ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

“เด็กๆ เขาพาพ่ออาร์มมาเพราะไม่รู้ว่าพ่ออาร์มพักที่ไหน” เจตน์อธิบายด้วยน้ำเสียงสบายๆ ซึ่งก็ช่วยไม่ให้สถานการณ์ดูเลวร้ายเกินควร “ทีแรกเขาจะพาไปโรงพยาบาลเหมือนกัน แต่เรวัตเขายืนยันกับมีนว่าพ่ออาร์มแค่เป็นลม นอนพักเดี๋ยวเดียวก็ตื่น เจ้ามีนก็เลยให้เพื่อนแบกมาส่งบ้าน ที่ไหนได้ พ่ออาร์มนอนหลับยาวจนเจ้ามีนลุกขึ้นมาแต่งตัว บอกจะพาพ่ออาร์มไปโรงพยาบาลกลางดึกแล้ว”

สามีพูดจบ ภรรยาก็ยิ้มปลอบชายหนุ่ม

“ตื่นก็ดีแล้ว มีอาการอะไรไหม เวียนหัว คลื่นไส้ ตาลายหรือเปล่า”

อามันต์ส่ายหัว…

“แล้วถ้างั้น…ฝันร้ายล่ะ ฝันถึงอะไร บอกพี่ได้ไหม”

จู่ๆ มัญชรีก็ยิงคำถามที่ทำให้ทั้งอามันต์และเจตน์ใจหาย

“คุณ…” สามีท้วงเสียงแผ่ว ทว่าคนเป็นผู้หญิง ความรู้สึกละเอียดอ่อนกว่าไม่รู้กี่เท่า

มัญชรีรู้ว่าถ้าไม่ถามตอนนี้ ก็คงไม่มีโอกาสถามแล้ว

“อาร์มคงไม่คิดหรอกนะว่าพี่จะไม่ถามลูก ว่าเกิดอะไรขึ้นกับอาร์ม…”

อามันต์ตอบไม่ได้…และอาจเพราะมันไม่ใช่คำถาม

“มีนเองก็ไม่ค่อยมีความลับกับพ่อกับแม่หรอก โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ …เรื่องของอาร์มเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับพวกเรา อาร์มเข้าใจความรู้สึกของพวกเราใช่ไหม

“ครอบครัวของพี่ มีชีวิตอยู่ต่อมาได้อย่างมีความสุขทุกวันนี้ ก็เพราะวันนั้นอาร์มอยู่ตรงนั้นแล้วก็ช่วยลูกๆ ของพี่ สำหรับพี่กับพี่เจตน์ อาร์มไม่ใช่คนอื่น พี่รู้ว่าอาร์มไม่อยากพูดหรอก…แต่อาร์มก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าพี่สองคนเป็นคนยังไง ตอนนั้น…อาร์มไม่ต้องการใครทั้งนั้น เราสองคนไปหาอาร์มทีไร อาร์มก็ไม่สนใจ พาลูกสองคนไปหา อาร์มก็ไล่ แล้วพี่กับพี่เจตน์ทำยังไง…อาร์มจำได้ใช่ไหม ใช่…พี่อดทน”

น้ำเสียงที่สั่นเครือลงในตอนท้าย ทำให้อามันต์ต้องหลับตาอีกหนหนึ่ง มือที่วางอยู่บนตัก บีบกันแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

เขาจำได้เสมอว่ามีคู่สามีภรรยาอยู่คู่หนึ่ง…นิสัยใจคอหนักแน่นเหมือนกันทั้งคู่ พยายามทำดีกับเขาทุกอย่างทั้งที่เขาไม่ต้องการ

เขาต้องการเวลาอยู่กับตัวเองเพื่อระลึกถึงลูกเมีย ทั้งคู่ก็ยังมาหาเขาเรื่อยๆ เขาไม่อยากเห็นมัทมีนา ไม่อยากมองเมษมารุต เพราะเด็กสองคนนั้นคือลูกที่สามารถมีชีวิตอยู่กับพ่อแม่ได้อีกครั้งอย่างมีความสุข ในขณะที่ลูกของเขาไม่มีโอกาส เจตน์กับมัญชรีก็ยังพาเด็กๆ มาพบหลายครั้งหลายหน

เด็กสองคนนั้นก็กระไรเลย ทำท่าเหมือนกลัว แต่ก็อยากเล่นเด้วย เหมือนเห็นแมวขนฟูน่ารักน่าใคร่ที่เอาแต่ขู่ฟ่อๆ ใส่ พอพ่อแม่ยุยงว่าคุณอาใจดี ช่วยลูกๆ ไว้ ทั้งเด็กหญิงเด็กชายก็พลอยเห็นดีเห็นงาม มาหาเขาเรื่อยๆ โดยไม่เข็ดขยาด และผลของความอดทนในครั้งนั้น คือเขาค่อยๆ มั่นใจ…ว่าอย่างน้อย ยังมีคนที่หวังดีกับเขาหลงเหลืออยู่จริงๆ

“…ผมไม่ดีพอให้พี่มิงค์กับพี่เจตน์ต้องอดทนขนาดนั้นหรอกครับ ผมมันก็แค่…ก้อนหินไม่มีค่า”

“ถึงอาร์มจะมองว่าตัวเองเป็นแค่ก้อนกรวด แต่สำหรับพี่…ก้อนหินก้อนนี้มีค่ามาก คนอื่นจะมองยังไงก็ช่าง พี่รักก้อนหินของพี่ก้อนนี้ก็แล้วกัน และพี่จะไม่มีวันทิ้ง เข้าใจไหม”

น้ำตามันหยดลงมาเองจนอามันต์ต้องรีบเช็ดมัน แต่มันกลับไม่หยุดแค่นั้น จนเขาต้องซ่อนหน้าไว้กับฝ่ามือ

มัญชรีดึงเขาเข้าไปกอดแน่นแล้วตบหลังตบไหล่ น้ำตาไหลไปด้วย

“…มีนเล่าเรื่องแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในหอศิลป์ให้พี่ฟัง ความจริงพวกเราไม่ควรเดาเอาเอง แต่ไม่ว่ายังไงก็นึกถึงแต่เรื่องนั้นได้เรื่องเดียว ยิ่งมีนสังเกตว่านายธนิสร์อะไรนั่น สุดท้ายก็ร้องจนคนอื่นตกอกตกใจ ส่วนอาร์ม…” มัญชรีละไว้ในฐานที่เข้าใจกัน “…พี่บอกตรงๆ นะ…พี่ไม่อยากเชื่อ มันเป็นไปได้ยังไง แต่อาร์มก็เคยพูดไว้นานแล้วว่าจำเสียงได้…จำเสียงได้ ทั้งเสียงพวกนั้น ทั้งเสียงลูกเสียงเมีย…”

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว…

“…เจอแล้วใช่ไหม” คนเป็นแม่ถามด้วยหัวใจที่พลอยรานร้าว “อาร์มเจอคนพวกนั้นแล้วใช่ไหม”

อามันต์พยักหน้ากับไหล่แบบบางของอีกฝ่าย ไม่อาจทนเก็บสิ่งที่แบกไว้มาเนิ่นนาน

มันหนัก…และมาก จนตอนนี้ไม่อาจทนได้ต่อไป

“ผมเคยคิดว่าตัวเองหลอนไปเองหรือเปล่า ตอนนั้นโดนตีหัวสลบไปแล้ว จะได้ยินอะไรได้ยังไง…ความจริงคือผมพยายามโทษคนอื่นเพราะปกป้องลูกเมียไม่ได้ใช่ไหม ถึงพยายามบอกว่าจำได้…แล้วเสียงของผู้ชายคนนั้นก็ทุ้มต่ำกว่าที่เคยได้ยิน แต่พอได้ยิน ผมมั่นใจ ผม…ผมคิดว่าผมเจอแล้ว แต่ผมจะทำยังไงล่ะพี่ ลุกขึ้นฆ่าเขาดีไหม หรือลุกขึ้นชี้หน้าว่าเขาเป็นไอ้ฆาตกรเลยดี ผมทำอะไรไม่ได้พี่! ผมทำอะไรไม่ได้ ผมไม่อยากอยู่ในที่ที่ผมทำอะไรไม่ได้ แต่พอหลับ มันก็ยังฝันร้าย มันไม่ยอมปล่อยผมเลย!”

เสียงร้องจากใจของคนเคยเป็นพ่อคนหนึ่ง แม้จะเบาจนคนอื่นแทบไม่ได้ยิน แต่กลับแทงลึกลงมาในอกของคนที่ยังเป็นพ่อเป็นแม่ทั้งคู่ อามันต์กอดเธอแน่นราวกับต้องการหลักยึด มัญชรีจึงกอดตอบเขาแน่นกว่าเดิม เพราะต้องการให้เขารู้สึกว่าเธอยังอยู่ด้วย

เจตน์เองถึงกับเงยหน้ามองเพดานห้อง ด้วยความรู้สึกที่ยากจะแจกแจงออกมาเป็นคำพูด ทั้งยังเพื่อห้ามไม่ให้น้ำตาจากหัวอกคนเป็นพ่อร่วงลงมาให้ใครเห็น

ตอนอามันต์ยังไม่ตื่น เขาพูดกับภรรยาอย่างเป็นกังวลว่าเคยเห็นมาแล้วนับไม่ถ้วน เรื่องที่คนเรามักจะหนีไม่พ้น คนที่ผูกพยาบาทกันไว้ อาจจะมีอีกมากมายที่ต้องตายจากก่อน แล้วค่อยไปเจอกันใหม่ แต่ก็อีกไม่รู้เท่าไร ที่ต้องชดใช้กันในชาตินี้

เรื่องของอามันต์เกิดขึ้นในต่างถิ่น…ไกลจากครอบครัวเขาหลายพันกิโลเมตร แต่แล้วคนที่อยู่ไกลถึงขนาดนั้น กลับเป็นคนมาช่วยชีวิตลูกๆ ของเขาไว้ ส่วนเรื่องราวที่ควรจะลบเลือนไปแล้วของอามันต์ กลับมาในรูปของคนที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล

ต่อให้เคยเห็นมาแล้ว ก็ยากจะรับไหวจริงๆ

ออกจากห้องนอนแขกหลังกล่อมให้อามันต์พักผ่อนต่อได้สำเร็จ เจตน์กับมัญชรีพบลูกๆ ทั้งสองคนยืนอยู่ด้านนอกเงียบๆ มัทมีนาตายังเช็ดน้ำตาบนแก้มไม่แห้งเลยตอนพ่อกับแม่ออกมา ส่วนเมษมารุตก็ดูจะตาแดงๆ เหมือนกัน

ทั้งหมดไม่ได้ยืนคุยกันนอกห้องนอนของอามันต์ แต่พากันเดินลงไปชั้นล่าง พอคิดว่าพ้นระยะห่างที่แขกสำคัญจะไม่ได้ยินเสียงสนทนากันแล้ว คนเป็นพ่อค่อยเอ่ย

“อาเขาฟื้นแล้วล่ะลูก ปกติดีทุกอย่าง ไม่ปวดหัว ตัวร้อนเป็นไข้ ไม่คลื่นไส้อาเจียน คงไม่ต้องพาไปโรงพยาบาล”

มัทมีนาพยักหน้า แต่น้ำตาก็ร่วงลงมาอีกอย่างยากจะห้าม เพราะภาพของอามันต์ผู้เศร้าโศกอ่อนแอยังฝังจำอยู่ในทุกความรู้สึก

คนที่เคยเชื่อว่าเป็นที่ที่ปลอดภัยให้ได้เสมอ ถูกโค่นลงต่อหน้าต่อตาเธอ มัทมีนาโกรธตัวเองที่ทำอะไรเพื่อเขาไม่ได้ แม้กระทั่งช่วยพาเขาหนี

“…มีนไม่ควรเลยจริงๆ ค่ะแม่…เพื่อนๆ มีนเคยบอกแล้วว่าคุณธนิสร์กับพี่โสเขามีอะไรประหลาดๆ มีนก็ยังจะพาคุณอาไปเจอ…”

มัญชรีต้องเข้ามากอดปลอบลูกสาว เหมือนที่เคยทำกับอามันต์

มันคือการให้ความมั่นใจว่ายามทุกข์…จะมีคนคนนี้อยู่เคียงข้าง

มันคือความรักที่มีให้กัน…

“มีนไม่ใช่คนผิดหรอกลูก เชื่อแม่ เวรกรรมเขาเหวี่ยงให้มาเจอกัน ต่อให้เขาไม่ได้เจอกันผ่านมีน วันหนึ่งสองคนเดินผ่านกัน พ่ออาร์มก็จะได้ยินเสียงเขาอยู่ดี อย่ามัวแต่โทษตัวเองเลยลูก อะไรที่ควรทำก็ทำเถอะนะ เห็นไหมว่าอะไรมันก็ไม่แน่นอน พริบตาเดียวมันก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ”

“แม่จะให้คุณอาพักบ้านเราหรือเปล่าครับ” เมษมารุตถาม

“ปล่อยให้ไกลตาไม่ได้หรอกลูก…” เจตน์ตอบแทนภรรยา “พ่ออาร์มเขาหายไปสิบกว่าปีเพราะเรื่องลูกเรื่องเมีย พ่อไม่มีวันเชื่อว่าเขาจะยอมง่ายๆ พ่อบอกเขาแล้วว่าให้พักอยู่ด้วยกันที่นี่ก่อน แล้วจะหาทนายเก่งๆ มาช่วย พ่อก็ไม่รู้หรอกนะ…ว่ามันจะช่วยอะไรได้บ้าง นานออกขนาดนั้น หลักฐานก็ไม่มีสักอย่าง แต่คนเรา…จะเห็นใจกันก็ตอนทุกข์ยาก แค่ดูแลกัน หาทนายมาช่วยเขา พ่อคิดว่ามันยากน้อยกว่าตอนเขาลุยไฟเอาลูกสองคนคืนมาให้พ่อกับแม่ไม่รู้กี่เท่า”

เมษมารุตพยักหน้า แล้วน้ำตาก็รื้นขึ้นมาอีกหน “…ตอนนั้นผมยังเด็ก จำอะไรไม่ได้มากนักหรอก แต่ช่วงนี้ หลายๆ อย่างที่คุณอาทำด้วยกันกับพวกเรา ทั้งเรื่องช่วยย้ายบ้านพี่ทศ ช่วยผม ช่วยพี่มีน ไหนจะมาทำกับข้าว ทำขนมให้กิน ผมรู้สึกว่า…แกเต็มใจ…แกรักพวกเราจริงๆ แล้วจะให้ผมทิ้งตอนแกไม่มีใคร…ผมทำไม่ลง…”

เจตน์สูดจมูกแล้วดึงลูกชายคนเดียวมากอดแรงๆ ประสาผู้ชายด้วยกัน

“ใช่ลูก เหตุผลแค่นั้นแหละที่ทำให้คนสมเป็นคน พ่อดีใจนะ…ที่ลูกพ่อทั้งสองคนเข้าใจ”

 

ในความมืดที่ช่วยซ่อนความจริงจากสายตาผู้อื่น อามันต์ซึ่งไม่เหลือเค้าของชายผู้ได้รับบาดแผลจากเหตุการณ์ในอดีต มองลงไปยังครอบครัวที่สนทนากันอย่างแผ่วเบาอยู่ตรงตีนบันได ด้วยความรู้สึกเหมือนหัวใจอันหนาวเหน็บ ได้รับการแตะต้องจากเปลวไฟอุ่นๆ

เหมือนเดินทางรอนแรมแสนไกลจนพบเจอที่ของตน

อามันต์อยากหยุด

เพียงแต่…ก่อนจะได้ลงหลักปักฐาน ก็ต้องมีการเก็บกวาด ปรับที่ทางให้สะอาด…ราบคาบ…อยู่ดีไม่ใช่หรือ

เจตน์พูดถูก มันเป็นบาดแผลที่ลึก…ปักคาอยู่เหมือนลิ่มอันใหญ่ที่ตอกตรึงทะลุอก แค่แตะมันก็สะเทือนไปทั้งตัว ไม่มีวันหายเจ็บปวดไปชั่วชีวิต อามันต์จึงรู้ตัวดีว่านับแต่นี้ เขาจะไม่สามารถนอนหลับอย่างเป็นสุขได้ จนกว่าจะจัดการปัญหานี้ให้จบสิ้นลง

กลับเข้าห้องพักรับรองแขก เขาไม่ได้พักผ่อน กลับนั่งนิ่งอยู่บนเตียงเกือบสองชั่วโมง จากนั้นก็ลุกขึ้น เปิดประตูออกไปที่ระเบียง ปีนข้ามราวกั้น ห้อยตัวลงมาเพื่อย่นระยะระหว่างความสูงของชั้นบนกับพื้นดิน ตามด้วยปล่อยมือ โรยตัวลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวลแทบไม่มีเสียง

อามันต์รีบออกตัววิ่งตรงไปยังประตูรั้ว ทว่าไปได้ไม่กี่ก้าว ก็มีเสียงเรียกแผ่วๆ แว่วมาจากเงื้อมเงาของต้นจำปีใหญ่ข้างศาลาไม้

“คุณอา”

ไม่ใช่เสียงตวาด ไม่ใช่เสียงที่แสดงออกถึงการคุกคามข่มขู่ เป็นแค่เสียงเรียกอันอ่อนเศร้าของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่กลับทำให้อามันต์ชะงักได้ด้วยอาการสะดุ้งทั้งตัว

หันขวับไปดู…มัทมีนายืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ

“มีน…”

หญิงสาวไม่พูดอะไร แค่ก้าวออกมาให้เขาเห็นชัดขึ้น

แสงจากโคมบนกำแพงรอบบ้าน ส่องให้เห็นดวงหน้าอมทุกข์ ดวงตาที่เคยมองเขาอย่างสดใสร่าเริง หมองหม่น

“…รับปากพ่อเจตน์กับแม่มิงค์แล้วไม่ใช่หรือคะ ว่าจะอยู่กับพวกเราที่นี่”

อามันต์ไม่มีคำพูดดีๆ ให้มัทมีนา เพราะไม่ว่าอะไรก็ทำให้เสียใจได้ทั้งนั้น ทั้งความจริง ความลับ ความหลัง และสิ่งที่เขาจะไปทำ…ไม่มีสักอย่างที่จะทำให้มัทมีนาสบายใจ

“…อาอยู่ไม่ได้จริงๆ มีน”

“ทำไมล่ะคะ พ่อจะหาทนายมาช่วย แม่กับม่านก็บอกว่าจะอยู่เป็นเพื่อนคุณอา ส่วนมีน…มีนรู้จักกับคนพวกนั้น แค่พยายามหาหลักฐาน…”

“ไม่…มีน” เขารีบห้าม “อย่าไปยุ่งกับคนพวกนั้น ถ้าพวกเขาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริงแล้วปกปิดมาได้ตั้งสิบห้าปี เขาก็ไม่ใช่หมูให้เคี้ยวเล่น มีนเข้าใจใช่ไหม”

“ถ้ามีนทำไม่ได้ แล้วคุณอาล่ะคะ คุณอาจะทำยังไง”

“อาทำได้…” แต่ไม่มีคำอธิบายมากกว่านั้น

นั่นทำให้มัทมีนาคิดมาก

“ถ้าไม่บอก มีนก็ได้แต่จินตนาการเอาเอง แล้วรู้ไหมคะว่าความคิดฟุ้งซ่านของคนเรา มันทำร้ายเราได้มากแค่ไหน รู้ไหมคะ ว่าวันนี้มีนรู้สึกยังไง…ตอนเห็นคุณอาพุ่งเข้าไปคว้าเด็กคนนั้น…”

ภาพเมื่อกลางวันย้อนกลับมาทันที

เป็นเสี้ยววินาทีที่มัทมีนาคิดว่าเกือบจะเสียเขาไปแล้วตลอดกาล

“คุณอาอาจจะไม่ได้ยิน แต่มีนร้องสุดเสียง ร้องเหมือนคนจะเป็นบ้า…”

อามันต์ได้ยินเสียงนั้น และเขาไม่อยากให้ได้ยินเธอทบทวนความทรงจำ

“ไม่ มีน” เขารีบดึงเธอเข้ามากอดห้าม “อายังอยู่ตรงนี้ ไม่ได้หายไปไหนนะ”

“โกหก” หญิงสาวกอดเขาแน่น น้ำตาไหล “โกหก…”

คำตัดพ้อคำเดียวของเธอ ทำให้เขาเจ็บปวดได้ยิ่งกว่าโดนคนทั้งโลกประณาม

เขารักมัทมีนา…แต่เขาไม่อาจดึงเธอมานั่งทับอยู่บนกองกระดูกของคนที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมด้วยกัน…ไปตลอดชีวิต

“…อาสัญญาว่าจะกลับมานะมีน…ที่ที่มีนอยู่ ที่ที่พี่เจตน์พี่มิงค์แล้วก็ม่านอยู่ เป็นที่ที่พี่อยากกลับมาที่สุด”

มัทมีนาส่ายหน้า และยิ่งกอดเขาแน่นขึ้น อามันต์จึงประคองดวงหน้าเธอให้เงยขึ้นมองเขาอย่างนุ่มนวล และถ่ายทอดความรู้สึกที่มีให้เธอผู้เดียว ลงไปในรอยจูบที่หวานปนขม

ทันทีที่เขาผละไปพร้อมไออุ่น มัทมีนาลืมตาขึ้น…มองเขากระโดดลงจากประตูรั้ว แล้ววิ่งหายลับไปในความมืด ด้วยดวงตาพร่ามัว มีแต่น้ำตา

 

Don`t copy text!