รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 32 : ฝันร้าย

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 32 : ฝันร้าย

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 32 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

แวบแรก มัทมีนาตกใจเพราะไม่รู้ว่าหันมาชนเข้ากับใคร แต่พอเงยหน้าขึ้นมองแล้วพบว่าคนที่เข้ามายืนขวางเธอไว้คืออามันต์ หัวใจก็คลายความตระหนก เปลี่ยนเป็นกลับขยับตัวด้วยจังหวะหนักหน่วง จนเจ็บลึกอยู่ข้างใน

ถึงอย่างนั้น มัทมีนาก็ยังจะยื่นมือออกไปคว้าสิ่งที่หัวใจเลือกแล้วอยู่ดี

“หายไปไหนมาคะ รู้ไหมว่ามีนเป็นห่วง…” น้ำตาร่วงลงมาหยดหนึ่ง แต่คราวนี้เมื่อเธอปาดมันทิ้ง มันยอมหยุดแต่โดยดี “…ในหัวเอาแต่กลัวว่าคุณอาจะทำอะไรวู่วาม”

“เด็กโง่เอ๊ย” อามันต์ดึงเธอเข้ามากอดหลวมๆ “…คนที่วู่วามคือเราต่างหาก อาบอกแล้วใช่ไหมว่าให้อยู่ห่างๆ เรื่องนี้ อาจัดการเองได้”

“คุณอาจะเข้าทางพี่โสใช่ไหมคะ” มัทมีนารู้ทัน “ต้องใช่อยู่แล้ว มันเป็นทางเดียวที่คุณอาทำได้ แต่คุณอาไม่มีทางทำให้พี่ไทด์เปิดปากพูดเรื่องนั้นได้หรอกค่ะ พี่ไทด์ไม่รู้จักคุณอา คราวก่อนก็ยังไม่ได้แนะนำตัวกันอย่างเป็นทางการ หรือต่อให้แนะนำ…เขาจะจำหน้าคุณอาไม่ได้เชียวหรือคะ เหยื่อของเขาทั้งคน”

อามันต์จนคำพูด มัทมีนาวิเคราะห์ได้ถูกต้อง และนั่นคือเหตุผลที่เขามาปรากฏตัว หลังกลับไปพยายามหาทางให้ได้มาซึ่งหลักฐาน ในการโยงไปถึงเรื่องเมื่อสิบห้าปีก่อนจากธนิสร์

ซึ่งมันไม่มี…

สามวันมานี้ เมื่อเขาแน่ใจว่าทศทิศปลอดภัยอยู่ในที่ที่ไม่มีใครู้แล้ว เขาตัดสินใจติดต่อเรวัต เพราะหมอนั่นเป็นคนเดียวที่ดูจะรู้เบื้องลึกเบื้องหลังดีที่สุด แต่เมื่อโทร.ไปตามเบอร์ที่ได้มาจากพวกผู้หญิงในบ้านทศทิศ เรวัตก็ไม่เอ่ยถึง ปิดปากไม่ยอมพูด

อามันต์จึงใช้วิธีที่ง่ายแต่ได้ผลมากที่สุด คือใช้เงิน

เขาจ้างนักสืบมือดีมาสามคน ให้ทำงานร่วมกันในการสืบหาจุดเชื่อมโยงระหว่างเรวัตกับธนิสร์ ซึ่งนักสืบพวกนั้นก็บอกว่าจะมีคำตอบให้เขาภายในเจ็ดวัน

ทว่า…ระหว่างที่เขาคอยจับตาดูโสรยา มัทมีนาก็มาพบผู้หญิงคนนั้น และความจริงก็เป็นดังที่เธอว่า…ต่อให้นักสืบสามารถหาจุดเชื่อมโยงระหว่างเรวัตกับธนิสร์ได้ตามกำหนด หากธนิสร์ไม่ปริปาก…มันก็ไม่มีทางเชื่อมไปถึงสิ่งที่พวกนั้นก่อเมื่อสิบห้าปีก่อน

อามันต์ไม่มีทางล้วงความลับที่ธนิสร์และคนในบ้านเก็บงำมาตลอด โดยปราศจากความช่วยเหลือของมัทมีนา

“…เข้าบ้านก่อน เดี๋ยวเขาจะสงสัย”

ชายหนุ่มแตะหลังเธอแล้วพากลับขึ้นรถยนต์ จากนั้นก็ยื่นโทรศัพท์กับอุปกรณ์สอดแนมให้เธอ ขณะค่อยๆ เคลื่อนรถผ่านประตูรั้ว

“หาทางซ่อนโทรศัพท์นี่ไว้ใกล้ๆ เตียงของนายธนิสร์ แล้วยังไม่ต้องเร่งถามเรื่องนั้นวันนี้ จะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น ยังไงเราก็ต้องมาที่นี่อีกทีหนึ่ง”

มัทมีนารับโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กกว่าฝ่ามือมาเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ต ใจนั้นอยากจะถามรายละเอียดเพิ่ม แต่เวลามีน้อยเกินไป พอรถยนต์พ้นประตูรั้วแล้ว เด็กในบ้านก็โบกให้เลี้ยวเข้าไปจอดในโรงจอดรถไม่ไกลจากประตูทันที

มัทมีนาชั่งใจในสิ่งที่จะบอกเขาเพราะความจริง เธอไม่อยากใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือ แต่…ก็คงเหมือนที่วิวิธกับนิธานบอกเธอ

พวกเขาเลือกเธอมากกว่าคนอื่น

และเธอย่อมเลือกอามันต์ผู้เสียใจกับเรื่องในอดีตมานานถึงสิบห้าปี

“…มีนสืบมาได้ว่าพี่โสต้องการแต่งงานออกไปจากบ้านค่ะ”

“หือ?”

มัทมีนาหลับตา “มีนแค่อยากให้รู้ว่าทำไมพี่โสถึงดูรีบร้อนเรื่องพบคุณอา ถ้าคุณธนิสร์เป็นฆาตกร ก็ไม่แปลกที่พี่โสจะอยากไปให้พ้น”

อามันต์เข้าใจความหมายที่มัทมีนาต้องการสื่อ

เด็กในบ้านมายืนข้างรถแล้ว เขาต้องรีบรับปากเธอ

“ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณโสก็เป็นอีกคนที่น่าเห็นใจ”

กล่าวจบ อามันต์กับมัทมีนาก็เปิดประตูลงจากรถ ชายหนุ่มอ้อมไปที่เบาะหลังเพื่อหยิบตะกร้าผลไม้ แล้วหันกลับมาในจังหวะที่โสรยา เดินมาออกมาจากตัวบ้านซึ่งสร้างด้วยไม้กึ่งปูนแบบไทยผสมจีน

พอฝ่ายนั้นเห็นแขกไม่ได้รับเชิญ แทนที่จะโกรธ กลับเบิกตาโตด้วยความดีใจ

 

“นึกไม่ถึงเลยค่ะว่าคุณอาจะมาเยี่ยมโสกับไทด์ คุณมีนก็ไม่เห็นบอกพี่สักคำ จะได้เตรียมข้าวกลางวันเผื่อเพิ่มอีกที่หนึ่ง”

“ต้องขอโทษจริงๆ ครับที่มาโดยไม่ได้รับเชิญ ผมเองก็ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับมีน พอรู้ว่ามีนจะมาเยี่ยมคนป่วยก็เลยอยากจะเยี่ยมด้วย หวังว่าจะไม่รังเกียจ”

อามันต์กล่าวยิ้มๆ ขณะเดินเคียงกับโสรยาในชุดลำลองสุภาพไปตามระเบียงไม้รอบอาคารแรก ซึ่งจะพาไปยังอาคารอีกหลัง

“รังเกียจที่ไหนกันคะ โสออกจะดีใจ ที่นี่น่ะ ไม่ค่อยมีแขกหรอกค่ะ คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ค่อยอยู่ เดินทางไปทำงานต่างจังหวัดบ้าง ต่างประเทศบ้าง เพื่อนพี่ไทด์ก็ไม่เยอะ ส่วนโสก็นานๆ จะมีเพื่อนมาเที่ยวบ้าน เหงาออกค่ะ คุณอามา โสดีใจต่างหาก”

“ดีจัง” เขายิ้มกว้าง “อย่างนั้นจะได้ขอมาเที่ยวบ่อยๆ”

โสรยายิ้มตอบด้วยความดีใจ มีความขัดเขินเล็กน้อยเหมือนสาวรุ่นที่ไม่คุ้นกับท่าทางของชายหนุ่ม จึงเก็บอาการไม่ใคร่อยู่ มัทมีนาซึ่งเดินตามพวกเขา เห็นแล้วไม่สบายใจนัก แต่เมื่อนึกถึงเรื่องที่อามันต์ต้องเผชิญมาตลอด ก็ได้แต่ตัดใจปลง

“บ้านพี่โสสวยจังนะคะ ไทยผสมจีน มีสะพานข้ามสระบัวเหมือนในหนังเลย”

“เป็นบ้านของบรรพบุรุษน่ะค่ะ” โสรยาเหลียวหลังมาอธิบายอย่างเต็มใจ “อายุตั้งร้อยกว่าปีแล้วล่ะ ซ่อมแซมกันมาเรื่อยๆ เคยมีพวกกองถ่ายละครมาขอถ่ายทำด้วยนะคะ หลายเรื่องเลย หลังหน้านั่นแหละสวยที่สุด แต่จริงๆ ไม่มีคนอยู่”

“อ้าว ทำไมล่ะคะ”

“มันติดถนนสิคะ ประตูหน้าต่างไม้ เสียงมันก็ลอดเข้ามาหมด ครั้นจะต่อเติมให้มันทึบขึ้น คุณพ่อคุณแม่ก็รู้สึกว่าไม่สวย พวกเราเลยไปอยู่เรือนหลังในๆ กันหมด พี่โสอยู่กับพี่ไทด์หลังหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่อยู่อีกหลังหนึ่ง พวกเด็กในบ้านก็อยู่อีกหลัง สักยี่สิบกว่าปีก่อนลำบากมาก ตะโกนเรียกหากันจนคอโป่ง เดี๋ยวนี้ดีหน่อยมีของทันสมัย กดพวกอินเตอร์คอมหรือไม่ก็พวกสื่อสารไร้สาย นิดเดียวก็ได้ยินเสียงกันแล้ว ไม่เหนื่อย”

โสรยาเล่าอย่างร่าเริงไปเรื่อยๆ ระหว่างเดินไปบนระเบียงมีเงาไม้ร่มรื่น กระทั่งใกล้ถึงอาคารซึ่งตั้งอยู่ปลายสุดของทางเดิน มีสระบัวโอบสามด้าน ดูโดดเดี่ยวแยกตัวจากหมู่อาคารอื่นๆ

“พี่ไทด์ร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ วันนั้นที่หอศิลป์ พี่ไทด์ตกใจที่คุณอาเกือบจะตกลงไปข้างล่าง ก็เลยช็อก หมอบอกให้พักผ่อนมากๆ ความจริงอีกสองสามวันก็น่าจะดีขึ้นแล้วค่ะ แต่อย่างว่า…ถ้ามีคนมาเยี่ยมให้กำลังใจ ก็คงจะหายเร็วขึ้น เดี๋ยวเราเข้าไปเลยนะคะ”

“คุณไทด์ทราบแล้วใช่ไหมครับว่าพวกเราจะมาเยี่ยม”

“พี่ไทด์ทราบค่ะว่าคุณมีนจะมาหา แต่ยังไม่รู้ว่าคุณอาจะมา”

“แล้วจู่ๆ ผมโผล่ไปอย่างนี้ คุณไทด์จะไม่ตกใจอีกรอบหรือครับ ในเมื่อคุณโสบอกว่าวันนั้นคุณไทด์ช็อกเพราะผม”

ฟังแล้ว โสรยาก็ได้หยุดคิดเหมือนกัน เธอมัวแต่ดีใจที่อามันต์มา ไม่ทันนึกเหมือนกันว่าเขาจะเป็นสาเหตุให้ธนิสร์นึกถึงเรื่องวันนั้นอีกหรือเปล่า

“เอาอย่างนี้ไหมครับ” ชายหนุ่มชิงเสนอข้อคิดเห็นก่อนอีกฝ่ายจะตัดสินใจ “ถ้ายังไง ผมยังไม่เข้าไปเยี่ยมคุณไทด์แต่ให้มีนเข้าไปก่อน แล้วระหว่างที่มีนคุยกับคุณไทด์ ผมกับคุณโสก็นั่งคุยกันข้างนอก รอสักสักห้านาทีสิบนาที เราค่อยเข้าไปหาคุณไทด์ มีนจะได้เกริ่นเอาไว้ให้เราก่อน”

“เอ๊ะ ก็ดีนะคะ” โสรยาเห็นด้วยอย่างเต็มใจที่สุด หลังจากนั้นเธอก็พามัทมีนาเข้าไปพบธนิสร์ด้วยตัวเอง ก่อนจะออกมาสมทบที่ชุดเก้าอี้หวายบนทางเดินข้ามสระบัว เพื่อรับประทานของว่างที่สั่งให้เด็กนำมาส่ง ร่วมกับอามันต์

ผ่านไปราวสิบห้านาที มัทมีนาก็เป็นฝ่ายออกมาหา

“คุยเสร็จแล้วเหรอ” อามันต์ถาม

มัทมีนาพยักหน้า “ไม่อยากกวนเวลาพักผ่อนพี่ไทด์มากค่ะ เท่าที่ดูก็ดีขึ้นแล้ว ค่อยหายห่วงหน่อย”

ได้ยินว่ามัทมีนาห่วงพี่ชาย โสรยาดีใจ “ยังไงพี่ไทด์ก็ยังไม่หายดี คุณมีนต้องมาเยี่ยมพี่ไทด์บ่อยๆ นะคะ คนป่วยอยู่กับบ้าน เหงาค่ะ”

“มีนจะหาเวลามาอีกนะคะพี่โส แต่วันนี้เห็นทีคงต้องเสียมารยาทขอตัวกลับก่อนแล้วค่ะ มีนลางานมาครึ่งวัน ตอนคุยกับพี่ไทด์ เขาส่งข้อความมาตาม บอกว่าบ่ายนี้อย่ากลับช้า มีเรื่องซีเรียส คงอยู่รับมื้อกลางวันกับพี่โสไม่ได้แล้ว”

“ตายละ” โสรยาลากเสียงยาว แต่ไม่ได้ตัดพ้อต่อว่า เพราะเธอเองก็เคยทำงานบริษัท ซึ่งแต่ละแห่งก็มีลักษณะและระบบระเบียบการทำงานต่างกัน “แล้วอย่างนี้คุณอาจะต้องกลับกับคุณมีนด้วยเหมือนกันหรือเปล่าคะ”

อามันต์ยิ้ม “ก็คงต้องอย่างนั้นแหละครับ”

โสรยาทำหน้าเสียดายและผิดหวังมาก แต่เธอก็ไม่คิดจะรั้งอามันต์ เพราะยังไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแห่งที่ที่สามารถทำเช่นนั้นได้

เพียงหวังว่าจากนี้ต่อไป อะไรๆ จะเปลี่ยนไป

“เสียดายจังค่ะ โสอุตส่าห์เตรียมมื้อกลางวันไว้ให้แล้วด้วย”

“ขอโทษจริงๆ ครับ ถ้าไงถือว่าผมติดค้างคุณโสมื้อหนึ่งแล้วกันนะ”

“ก็ได้ค่ะ”

“แล้วมีนจะมาเยี่ยมพี่ไทด์อีกนะคะพี่โส”

“มาแน่นะคะคุณมีน” โสรยาลุกขึ้นจับมือมัทมีนาอย่างขอคำสัญญา “อย่าโกหกพี่นะ พี่ไทด์เหงามากนะคะ คนรักษาตัวอยู่กับบ้าน อยากให้เพื่อนมาเยี่ยมบ่อยๆ”

“มาสิคะ” มัทมีนารับคำ “ยังไงก็ต้องมาอีกค่ะพี่โส”

ประโยคสุดท้ายทำให้โสรยารู้สึกดีขึ้นด้วยความหวังที่ส่องแสงเรืองรอง เมื่อเดินออกมาส่งแขกทั้งสองคนที่รถยนต์ เธอยังไม่ลืมกำชับให้พวกเขามาเยี่ยมอีกหน

อามันต์พามัทมีนาออกจากบ้านที่ให้บรรยากาศร่มรื่น แต่ในขณะเดียวกันก็คล้ายมืดครึ้ม มุ่งตรงไปยังที่ที่พวกเขาสามารถคุยกันได้สะดวก กระทั่งถึงที่ว่างริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง

แดดเที่ยงวันร้อนน่าดูตอนทั้งสองคนลงจากรถ แต่เมื่อเข้าไปอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ รอบตัวก็เย็นลง ช่วยให้อารมณ์พลุ่งพล่านสับสนคลายตัว

จากความรู้สึกผิดก่อนจะหลอกลวงผู้อื่น กลายเป็นโล่งอกที่มันผ่านไปได้อย่างราบรื่น

นี่สินะ…ครั้งแรกของการลงมือทำเรื่องไม่ดี

“…มีนเอาโทรศัพท์ของคุณอาวางไว้ในลิ้นชักตู้เก็บอัลบั้มรูปข้างโซฟานะคะ ไม่ได้เข้าไปในห้องนอนเพราะพี่ไทด์ไม่ได้ล้มหมอนนอนเสื่อหรืออาการหนัก เลยออกมาคุยด้วยข้างนอก ในห้องนั่งเล่นมีกล้องวงจรปิดอยู่ตัวหนึ่ง มีนนั่งอยู่ตรงโซฟา ที่พอจะเปิดได้ก็มีลิ้นชักเก็บหนังสือกับอัลบั้มรูปถ่ายของเขา”

“ไม่เป็นไร ใช้ได้เหมือนกัน”

“มันมีประโยชน์อะไรหรือคะ ใช้ดักฟังก็ไม่ได้ เป็นแค่โทรศัพท์ตกรุ่นอันหนึ่ง”

“ไม่ได้เอาไว้ดักฟังหรอก อีกอย่าง…มีนเองก็พูดเองเหมือนกันไม่ใช่เหรอ ว่าถ้าไม่มีคนถาม จู่ๆ เขาคงจะไม่พูดเรื่องนั้นขึ้นมาง่ายๆ หรือถึงจะพูดขึ้นมา ก็คงไม่มีใครมานั่งไล่รายชื่อพวกที่ร่วมลงมือด้วยโดยไม่มีสาเหตุหรอก”

“แล้วมันเอาไว้ทำอะไรคะ”

“เอาไว้ให้โอกาสเขา” อามันต์ตอบขณะเหม่อมองไปยังผืนน้ำทอดยาว คล้ายว่ามันสามารถพาเขาย้อนกลับไปไกล ถึงคืนวันที่เขาพาลูกน้อยและภรรยาไปร่วมเทศกาลริมฝั่งน้ำ ซึ่งเป็นความทรงจำครั้งสุดท้าย ที่มีความสุขร่วมกัน

“อาคิดเผื่อ…ด้วยความหวังว่าเขาอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องของอาด้วย เป็นเราที่ทึกทักเอาเอง”

มัทมีนาต้องพยายามกลืนความรู้สึกที่พุ่งขึ้นมาจุกตันในคอ

อามันต์ตามหาความจริงในคืนนั้นมาตลอด แต่เขาก็หวังด้วยว่าจะหาไม่เจอ เพราะการหาเจอ…เท่ากับเขาต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกในคราวนั้นอีกหน และมันจะต้องเจ็บปวดแทบขาดใจ

“…เขาคงไม่มีทางพูดให้ใครฟังง่ายๆ และก็คงมีมีนเพียงคนเดียวแล้ว ที่จะช่วยพิสูจน์เรื่องนั้นได้”

ใช่…

อามันต์ต้องทำใจ

“อาไม่อยากให้มีนต้องมาเกี่ยวข้อง”

“ทุกอย่างมีที่มาที่ไป…” หญิงสาวทบทวนคำพูดที่พ่อกับแม่เคยบอกเธอ “และสิ่งที่มีนทำ คุณอาก็คงเข้าใจว่าเพราะอะไร เพราะฉะนั้น…มีนขอร้องคุณอาเรื่องหนึ่งได้ไหมคะ”

อามันต์ไม่ตอบรับ เพราะเขารู้ว่ามันต้องเกี่ยวกับเรื่องของเขาแน่นอน

กระนั้น…หญิงสาวก็ไม่ยอมปล่อย เธอหันมามองเขาด้วยดวงตาที่ซื่อตรงต่อความรู้สึก

เธอมองเขาเช่นนั้นเสมอ นับตั้งแต่เล็กจนโต

มองเขาด้วยสายตาที่เหมือนมองสิ่งสำคัญ…ปรารถนา และพร้อมจะหวงแหนหากได้มาครอบครอง

“อย่าหนีมีนไปไหนอีกได้ไหมคะ อย่าหายไป”

อามันต์หลับตา…

สมองบอกว่าไม่ควรตอบรับ แต่ทั้งหัวใจและจิตวิญญาณของเขา ยอมเป็นของเธอนานแล้ว…อาจจะตั้งแต่วินาทีแรกที่พบหน้า

เกิดสายใยผูกพัน

และค่อยๆ แปรสภาพ…เปลี่ยนชื่อเรียกเป็นความรัก

สุดท้าย…อามันต์ก็พยักหน้า

รับคำเธอ…

“อาจะไม่หายไปเฉยๆ อาสัญญา”

วันเวลาแห่งการรอคอยช่วงสุดท้าย ผ่านไปอย่างเชื่องช้า อึดอัดและทรมาน

ในห้วงคำนึงมีทั้งเฝ้าหวัง ให้ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับธนิสร์กลายเป็นจริง ในขณะเดียวกัน ก็หวาดกลัวการเจ็บปวด อันจะเกิดจากการหวนมาของอดีต

ทั้งอามันต์และมัทมีนาต่างรอคอยคำตอบจากบทพิสูจน์เงียบๆ กระทั่งในวันที่สามหลังการไปเยี่ยมธนิสร์ มัทมีนาโทร.ไปหาโสรยาเพื่อแจ้งว่าจะขอไปเยี่ยมเขาในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่จะถึง ซึ่งก็คือพรุ่งนี้ แต่โสรยาปฏิเสธ

“สองสามวันนี้…ไม่ค่อยสะดวกเลยค่ะคุณมีน พี่ไทด์ดีขึ้นช้ามาก หมอก็เลยสั่งว่าช่วงนี้ให้พักผ่อนยาวดีกว่า”

คราวก่อนอยากให้ไปหา คราวนี้ไม่อยาก แสดงว่าสถานการณ์แย่ลง

มัทมีนารับทราบความคืบหน้า โดยไม่แสดงออกว่าสงสัยใดๆ แต่เมื่ออามันต์รู้เรื่องนี้ เขามีสีหน้าเครียดขรึม แต่นัยน์ตายังมีประกายของคนมีสติ ไม่เลื่อนลอยถอยห่างจากความจริง

“…คงถึงเวลาต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วล่ะ” ชายหนุ่มหันมาหาเธอแล้วยิ้มอย่างไม่สดชื่น “มีนกลัวหรือเปล่า”

ลมแรงริมฝั่งน้ำจุดเดิมที่เขาเคยให้สัญญาว่าจะไม่หายไปไหน…พัดขึ้นมาให้มัทมีนาหนาวจับจิต

ท้องฟ้ายามเย็นใกล้ค่ำ ให้ความรู้สึกเหมือนไม่มีทางถอยหนี

ด้านหลังมืดแล้ว มีแต่จะมุ่งหน้าไปยังที่มีแสงเหลืออยู่เท่านั้น

“…มีนไม่กลัวค่ะ คุณอา”

 

การมาเยี่ยมเยือนโดยไม่บอกให้รู้ตัวล่วงหน้า นับเป็นการเสียมารยาทอย่างมาก แต่เมื่อเด็กในบ้านมาพร้อมกุหลาบแดงช่องาม แจ้งว่าอามันต์กับมัทมีนามาหา โสรยาก็ใจอ่อน ยอมออกไปเปิดบ้านต้อนรับพวกเขา

มัทมีนาทำหน้าปั้นยากแบบคนเกรงใจและจำใจ ระหว่างเดินมาตามระเบียงใต้ร่มไม้ ก็แก้ตัวกับโสรยาด้วยการกระซิบกระซาบเสียงดัง

“มีนต้องขอโทษจริงๆ ค่ะพี่โส คุณอาน่ะ…รบเร้าจะให้มีนพามาหา บอกว่าพี่ไทด์ป่วยต้องมาเยี่ยม รอพี่ไทด์หายป่วย เขาก็จะไม่มีข้ออ้างมาแล้วน่ะสิ ดูสิคะ นิสัยแย่จริงๆ คนอะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้”

แน่นอนว่าคนที่เดินตามมาจะต้องเอามะเหงกเขกกะโหลกหลานสาวจากด้านหลัง

“อย่าไปฟังคนใส่สีตีไข่มากเลยครับคุณโส ผมแค่อยากแก้ตัวที่คราวก่อนเสียมารยาท ขอตัวกลับเพราะมีงานด่วน อีกอย่าง…ผมกลัวว่าไปทำธุระคราวนี้จะไม่ได้กลับมาอีกนานเป็นเดือน”

ยิ่งได้ยินว่าเขาจะมีเวลาอยู่ใกล้เธออีกไม่นาน โสรยายิ่งคิดว่าดีแล้วที่อนุญาตให้เขาเข้ามาในบ้าน หญิงสาวถึงกับหยุดเดินเพื่อหันกลับไปถาม

“ก็เลยรีบมาก่อนจะไม่ได้มาจริงๆ อย่างที่คุณมีนว่า ใช่ไหมล่ะคะ”

พอถามอย่างนั้น อามันต์อ้ำอึ้ง แล้วค่อยๆ หลบตาซ่อนยิ้มเขิน

เป็นยิ้มที่ทำให้เขาดูน่ารักขึ้น แต่สำหรับมัทมีนาแล้ว…เธอมองเห็นเป็นการฝืนยิ้ม และมันเจ็บ…จนเธอต้องกลั้นน้ำตาแทนเขา

“ถ้างั้น มีนขอไปเยี่ยมพี่ไทด์เลย แล้วคุณอากับพี่โสก็คุยกันไป นะคะ”

“เดี๋ยวค่ะคุณมีน” โสรยารีบห้ามเธอด้วยท่าทางที่เหมือนจะตื่นๆ “ไปพร้อมกันดีกว่าค่ะ พอดีเลย จะได้แนะนำให้พี่ไทด์รู้จักคุณอาเสียที”

“จะดีหรือคะ เวลาเหลือน้อยนะ”

“อ้าว”

“ที่จริงคุณอามีงานด่วนต่อจากนี้ค่ะ แต่อย่างที่บอกพี่โสไว้ว่าไปคราวนี้ไปทีเป็นเดือน มีนก็เลย…พาคุณอามา”

โสรยาละล้าละลัง แต่ใจจริงนั้นโอนเอียงไปทางอามันต์มากกว่า ธนิสร์เป็นภาระที่เธออยากปลดลงจากบ่า และตอนกลางวัน พี่ชายของเธอก็อาการดีกว่าตอนกลางคืนมาก ไม่บอกว่าได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ตลอดเวลา

อีกประการหนึ่ง…ธนิสร์ยังไม่ได้บ้า ยังคุยกันรู้เรื่อง และมัทมีนาก็ไม่เกี่ยวอะไรกับความลับที่ธนิสร์มี

ชั่งน้ำหนักในใจแล้ว โสรยาจึงเลือกความสุขของตัวเอง

“ก็ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นพี่จะพาคุณมีนไปส่ง แล้วจะช่วยดูให้ว่าพี่ไทด์ตื่นอยู่หรือเปล่า ถ้าตื่น คุณมีนก็อยู่คุยกับพี่ไทด์เหมือนคราวก่อน แต่ถ้าไม่ตื่น ก็ออกมากินขนมกับพี่กับคุณอา ดีไหมคะ”

“ค่ะพี่โส”

มาถึงบ้านสุดทางเดินกลางสระบัวที่เหมือนแยกตัวออกห่างจากหลังอื่นๆ โสรยาก็พามัทมีนาเข้าไปนั่งรอในห้องนั่งเล่น ก่อนจะเดินเข้าไปดูในห้องนอนของธนิสร์ และกลับออกมาอีกครั้งเพื่อบอกแขกว่า

“พี่ไทด์นอนหลับค่ะ น่าจะเพิ่งกินยาไป”

“เหรอคะ งั้นก็ไม่เป็นไรค่ะ ให้พี่ไทด์นอนพักผ่อนเถอะ แล้วพี่ไทด์อาการเป็นยังไงบ้างคะ ดีขึ้นแล้วใช่ไหม มีนออกจะเป็นห่วง”

“คุณมีนเป็นห่วงพี่ไทด์จริงหรือคะ”

“ทำไมจะไม่ล่ะคะ คราวก่อนมา พี่ไทด์ยังนั่งคุยกับมีนอยู่ในห้องนั่งเล่นนี่ วันนี้บอกกินยานอน มีนก็ห่วงว่าจะเป็นอะไรมากกว่าเดิมสิ”

“ความจริงก็…” โสรยาชั่งใจ เพราะตามสถานการณ์แล้ว หากเธอได้แต่งงานออกไป ในขณะที่มีคนมารับช่วงดูแลธนิสร์ให้ด้วย เรื่องทุกอย่างจะยิ่งง่าย

ในเมื่อมัทมีนาดูจะห่วงใยพี่ชายของเธอ เธอก็น่าจะใช้มันให้เป็นประโยชน์หน่อย

“…ก็แย่ลงนิดหนึ่งค่ะ”

“คะ? เป็นอะไรไปคะ”

“ฝันร้ายบ่อยค่ะ ก็อย่างที่เล่าให้ฟังว่าพี่ไทด์ตกใจที่คุณอาเกือบตกลงไปต่อหน้าต่อตา พักก่อนดีขึ้นแล้ว แต่พอดีเกิดฝันขึ้นมาอีก ตอนกลางคืนก็เลยนอนไม่ค่อยหลับ ต้องมาหลับกลางวันแทน แต่ก็…ไม่หนักหนาสาหัสอะไรหรอกค่ะ คุณหมอที่ดูแลอยู่ บอกว่าพักฟื้นให้ร่างกายแข็งแรง แล้วก็รออีกไม่นาน ให้ลืมๆ ไปบ้าง เดี๋ยวก็หายเป็นปกติ”

“แย่เลยนะคะ”

“เพราะงั้นคุณมีนออกไปกินขนมกับพี่ดีกว่านะคะ วันนี้คงไม่ได้เยี่ยมแล้วล่ะ”

มัทมีนาทำหน้าผิดหวังและเครียด “…มีนขอนั่งรอที่นี่สักสิบห้านาทีได้ไหมคะพี่โส ถ้าพี่ไทด์ไม่ตื่นจริงๆ มีนจะออกไปสมทบค่ะ พี่โสไปคุยกับคุณอาเถอะค่ะ ไม่ต้องเสียเวลาอยู่กับมีนหรอก คุณอาต้องไปขึ้นเครื่องตอนบ่าย เดี๋ยวอีกสักชั่วโมงครึ่งชั่วโมงก็ต้องไปสนามบินเช็กอินแล้ว มีนไม่อยากให้คุณอาเสียใจที่ไม่ได้คุยกับพี่โสสักหน่อยน่ะค่ะ คุณอามีเรื่องสำคัญนะคะพี่”

“เรื่องสำคัญ?”

“ใช่ค่ะ” มัทมีนายิ้มให้โสรยา “ไม่อย่างนั้นเราไม่กล้าเสียมารยาทมาหาพี่โสหรอกค่ะ”

“เรื่องอะไรคะคุณมีน”

“ต้องไปฟังเองสิคะ มีนพูดได้เหรอ”

ยิ่งที โสรยายิ่งดูตื่นเต้นกับการทิ้งคำพูดให้คิดเอาเองของมัทมีนา หญิงสาวหมดความลังเลทันควัน

“ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวพี่ไปก่อนนะคะ คุณมีน…นั่งรออยู่ตรงนี้ พี่จะให้เด็กๆ เอาขนมเอาน้ำมาให้ค่ะ”

“ได้ค่ะพี่โส”

คล้อยหลังโสรยา มัทมีนานั่งลงบนโซฟาตัวเดิมที่นั่งคราวก่อน จากนั้นก็หยิบนิตยสารและอัลบั้มภาพมาเปิดดูนิ่งๆ กระทั่งเด็กในบ้านนำขนมนำน้ำดื่มมาส่ง

มัทมีนารับของแล้วนั่งต่ออีกพักหนึ่ง พยายามไม่ชำเลืองไปทางกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ทันใดนั้น ก็มีอันให้สะดุ้ง เนื่องจากมีเสียงร้องไห้ของเด็กดังขึ้นจากไหนไม่รู้

หญิงสาวเหลียวมองไปรอบๆ ด้วยหัวใจเต้นระรัว เนื่องจากมันเป็นเสียงร้องไห้คร่ำครวญ และขอร้องว่าอย่าทำร้ายตน แม้ไม่ดังมาก แต่ก็ได้ยินชัดเจนในบ้านเงียบๆ ทว่า…เมื่อมันร้องซ้ำต้น มัทมีนาก็ค่อยๆ ตระหนักรู้ได้เองว่ามันเป็นเสียงจากอะไร

เธอชำเลืองไปทางตู้เล็กใส่อัลบั้มภาพข้างโซฟา จากนั้นก็ใช้นิตยสารในมือเป็นเครื่องช่วยอำพรางการกระทำ เปิดลิ้นชักออก สอดมือเข้าไปข้างใน ควานหาเล็กน้อย ก่อนจะจับโดนโทรศัพท์เครื่องที่อามันต์ให้นำมาวางไว้คราวก่อน

และมันกำลังส่งเสียงร้องอ้อนวอน อย่าทำอันตรายมัน

“หยุด!”

เสียงตะโกนดังมาจากห้องด้านใน มัทมีนาสะดุ้งสุดตัว รีบเก็บโทรศัพท์ของอามันต์ซึ่งเงียบไปแล้วไว้ในกระเป๋ากางเกงยีน ก่อนธนิสร์จะวิ่งออกมาจากห้องนอนอย่างฉิวเฉียด

“หยุดเสียทีเถอะ ขอร้อง หยุดเสียที!” ชายหนุ่มในชุดนอนสีเขียวใบไผ่วิ่งออกมาอย่างตื่นตระหนก เหลียวมองไปรอบห้องนั่งเล่นอย่างหวาดกลัว พอกวาดตามาเห็นมัทมีนายืนอยู่ ในขณะที่เสียงร้องไห้นั้นเงียบไปแล้ว ก็ค่อยๆ ทรุดลงคุกเข่ากับพื้น

มัทมีนารีบเข้าไปช่วย “พี่ไทด์!”

หญิงสาวเรียก แต่เขายังนั่งนิ่ง ดวงตาเบิกโพลง เธอจึงเขย่าไหล่เขาเพื่อดึงให้กลับมามีสติ

ธนิสร์หายใจแรง เงยหน้าขึ้น เหงื่อท่วม “…คุณมีน”

“ใช่ค่ะ มีนเองค่ะพี่ พี่เป็นอะไรไปคะ”

“ไม่…ไม่เป็นอะไร” เขาปฏิเสธ แต่ยอมรับการช่วยเหลือของเธอ โดยปล่อยให้อีกฝ่ายประคองไปนั่งลงบนโซฟาของห้องนั่งเล่น “พี่…ฝันร้ายนิดหน่อย”

“ฝันร้าย? ฝันว่าอะไรคะ”

“ฝันว่า…” ธนิสร์ตั้งท่าจะเล่า แต่ก็คิดขึ้นได้ว่าไม่ควรบอกใคร “ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่ฝันร้าย…แค่ฝัน”

“แต่พี่หน้าซีดมากเลยนะคะ ไปหาหมอกันดีไหม”

“ไม่ ไม่ๆ ไม่เป็นไร ขอบคุณคุณมีนมาก พี่ไม่ต้องไปหาหมอหรอก คือ…บ้านพี่ บ้านพี่มีหมอประจำตระกูลอยู่ เป็น…เป็นญาติกัน”

“ถ้าอย่างนั้น ดื่มน้ำหน่อยไหมคะ มีนจะไปเอาให้ น้ำอยู่ไหนคะ”

“น้ำ…อยู่ในห้องนอน ไม่เป็นไร พี่ไปเอาเองดีกว่า”

“ถ้าอย่างนั้นมีนช่วยนะคะ” แทนที่เธอจะอาสาไปหยิบน้ำ เธอกลับพาเขากลับเข้าไปในห้องนอนที่มืดกว่าด้านนอก จากนั้นก็พาเขากลับขึ้นเตียงนอน รินน้ำให้เขาดื่ม

“ดีขึ้นไหมคะ”

“ดีขึ้น…ดีขึ้น ขอบคุณมากครับ”

“พี่ไทด์จะนอนต่อหรือเปล่าคะ”

ธนิสร์พยักหน้า มัทมีนาจึงช่วยเขาห่มผ้า ตอนนั้นเอง…โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของเธอส่งเสียงออกมาอีก

เป็นเสียงร้องไห้ เสียงคร่ำครวญที่ทำให้ขวัญกระเจิง

อย่าทำหนู

อย่าทำหนู

ธนิสร์ลุกขึ้นนั่งตัวสั่นงันงก หันมาตามเธอด้วยดวงตาเบิกโพลงอย่างคนตกใจสุดขีด

“คุณมีนได้ยินเสียงไหม ได้ยินเสียงนั้นไหม เสียงนั่น เสียงนั่น!”

มัทมีนาต้องหลับตากล้ำกลืนความรู้สึกผิดบาปในใจไว้ ก่อนตอบเขา…

“ไม่ค่ะพี่ไทด์ มีนไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย”

 

ความมืดมิดหนาวเหน็บตรงเข้าห่มคลุมเขาไว้ทันทีที่มัทมีนาบอกเขาว่าเธอไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งสิ้น

ธนิสร์รู้สึกเหมือนใกล้จะควบคุมตัวเองไม่อยู่

สามคืนแล้วที่เขาต้องสะดุ้งตื่นด้วยเสียงร้องไห้คร่ำครวญของเด็กผู้หญิง

เด็กผู้หญิงที่เขากับเพื่อนๆ …ฆ่าตาย

“ไม่ ไม่จริง ไม่จริง เสียงนั่นไง เสียงนั่น ฟังดีๆ มีน ฟังดีๆ!”

ธนิสร์คว้าต้นแขนของมัทมีนาแล้วบีบ “พี่ได้ยินเสียง มันมีจริงๆ เสียงนั่น เสียงนั่น!”

มัทมีนากัดฟันทนความเจ็บ “ไม่มีจริงๆ ค่ะพี่ไทด์ ไม่มีเสียงอะไรจริงๆ มีนไม่เห็นได้ยินเลย พี่ไทด์ใจเย็นๆ นะคะ มันเป็นเรื่องที่พี่ไทด์คิดไปเอง มันไม่เคยเกิดขึ้นจริงค่ะ”

“ไม่ ไม่ มันมีจริงๆ มันมีจริงๆ มีน!”

“มันจะมีได้ยังไงคะ พี่ไทด์เห็นเหรอ”

“เห็น เห็น! นี่แหละ ร้องแบบนี้แหละ ร้องแบบนี้เลย!”

เสียงร้องอ่อนเศร้ายังคงดังต่อเนื่อง มันใกล้จริงๆ ใกล้เหมือนอยู่แค่นี้ แต่ทำไมคนอื่นถึงไม่ได้ยิน มีแต่เขาคนเดียวที่ทนทุกข์กับเรื่องพรรค์นี้มาเกือบตลอดชีวิต

ธนิสร์ปล่อยมือจากเธอแล้วนำมันมาอุดหู แต่แม้เสียงภายนอกจะเบาลง เสียงในใจเขากลับดังขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากเสียงพลุในวันงานเทศกาลที่ผู้คนมารวมตัวกัน เสียงร้องรำทำเพลงหลังดื่มเหล้า…และเมายา จากนั้น…ก็เป็นเรื่องของการชักชวนให้ออกไปหาอะไรสนุกๆ ทำ

พวกนั้นทำร้ายผู้ชายคนหนึ่ง แล้วลากเข้ามาในบ้าน กว่าธนิสร์จะรู้ตัว…ก็เป็นตอนที่ผู้หญิงกรีดร้องและถูกอุดปากอุดจมูก ส่วนเด็กหญิงอายุ…น่าจะแค่หกขวบหรือเจ็ดขวบ โดนกลุ้มรุม

ธนิสร์หายเมาเป็นปลิดทิ้ง รีบวิ่งเข้าไปช่วยเด็ก แต่เพื่อนๆ ของเขา…เหมือนสัตว์ร้ายที่หลุดออกจากนรก

พวกนั้นเมา…เมา…เขารู้ และเขาก็พยายามแล้ว พยายามเข้าไปช่วยแม่เด็กก่อนเพราะแม่เด็กมีคนคุมเพียงหนึ่งคน เป็นคล้ายๆ คนติดสอยห้อยตามของคนในกลุ่ม

พอแม่เด็กหลุดจากพันธนาการ ก็วิ่งตรงเข้าไปปกป้องลูกน้อยของตน

ธนิสร์เห็นผู้หญิงคนนั้นสู้สุดชีวิตเพื่อช่วยลูก แม้จะโดนตบโดนข่วน…โดนชก…เธอก็ยังแย่งมีดจากใครไม่รู้ไปได้แม้จะโดนบาดจนมือเปิด

เด็กหญิงร้องไห้คร่ำครวญ…

ธนิสร์หวาดกลัว…

แม่เด็กเห็นลูกน้อยของตน…แล้วก็หันมองไปยังผู้ชายตัวโตๆ ที่รุมล้อมตนกับลูกน้อยอยู่…โดยกวาดตามามองเขาเป็นคนท้ายสุด

ด้วยใบหน้าเปื้อดเลือด เปื้อนน้ำตา…

ธนิสร์อยากจะร้องก็ร้องไม่ออก เมื่อผู้หญิงคนนั้นเงื้อมีดในมือขึ้นแล้วปักลงไปบนร่างน้อย…พร้อมเสียงกรีดร้องที่ทิ่มแทงเข้ามาในสมองของเขาเอง

“ไม่! ไม่!” ธนิสร์น้ำตาไหล สิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่ห้องนอนของเขา แต่เป็นภาพในอดีตที่แสนไกล

เขารับมันไม่ไหว เขาทนไม่ไหวแล้วจริงๆ

สิบห้าปีที่พยายามลืม แต่ความรู้สึกที่ติดอยู่ในอก ไม่เคยยอมปล่อยเขาให้พ้นผิด

“ทำไมต้องฆ่าเด็ก ทำไมต้องฆ่าลูกตัวเอง อย่าทำ ไม่เอา!”

 

ตอนที่มัทมีนาได้ยินเสียงโทรศัพท์ที่อามันต์ให้มาซ่อนในห้องธนิสร์ เป็นเสียงเด็กผู้หญิงร้องไห้คร่ำครวญ เธอก็ปะติดปะต่อแผนการของเขาได้หมด

รู้…ว่ามันโหดร้ายสำหรับคนป่วย แต่เมื่อได้ยินที่ธนิสร์พูด มันจะมีสิ่งใดอีกหรือ…ที่โหดร้ายยิ่งกว่านั้น

“พี่ไทด์ว่าไงนะคะ” หญิงสาวถามเขาด้วยมือไม้ที่เริ่มสั่น แต่ยังไม่ลืมหยิบสมาร์ตโฟนของตัวเองขึ้นมาอัดเสียง “…พี่ไม่ได้ฆ่าใครแน่หรือคะ”

“ไม่ ไม่ได้ฆ่า พี่ไม่ได้ฆ่า!” คนป่วยหันมาสารภาพ “พี่ไม่ได้ฆ่าจริงๆ ผู้หญิงคนนั้นฆ่าลูกตัวเอง แล้วก็ฆ่าตัวตาย!”

น้ำตาร่วงหล่นจากดวงตาของมัทมีนาอย่างห้ามไม่ได้

“ไม่จริง…”

“จริง!” ธนิสร์กุมหัวตัวเอง ร้องไห้สะอึกสะอื้น “พวกนั้นบอกว่าจะฆ่าให้ตายตาม…ตามผู้ชายที่นอนจมกองเลือดอยู่ ฆ่าตายตามไปให้หมด จะได้ไปอยู่เป็นครอบครัวเดียวกันในปรโลก ผู้หญิงคนนั้นเลย…ฆ่าลูกแล้วก็แทงตัวเอง พี่เห็นกับตา!”

“ใครคะ” หญิงสาวกัดฟันถามด้วยดวงตาแดงก่ำ “ใครบ้างที่อยู่ที่นั่น”

ธนิสร์ส่ายหน้าและลุกขึ้น เตรียมจะวิ่งหนีความผิดบาปของตัวเอง แต่มัทมีนาตะครุบเขาไว้แล้วกอดปล้ำจนเขาล้มลง

เสียงร้องไห้คร่ำครวญของเด็กผู้หญิงที่ยังดังต่อเนื่อง ธนิสร์เห็นใต้เตียงมีผีโชกเลือดก็ร้องสุดเสียง จนมัทมีนาต้องปิดปากเขาไว้

“ผี ผีผู้หญิง!”

“ไม่ใช่ค่ะพี่ไทด์ ไม่มีผี”

“มี มันจะมาฆ่าพี่! ผู้หญิงคนนั้นแค้นพี่!”

“เขาไม่ได้แค้นพี่ไทด์ค่ะ เขาแค้นคนทำพวกนั้น พวกนั้นทำ พวกนั้นทำ!”

ธนิสร์กอดมัทมีนาแน่น ตัวสั่น ใจหนึ่งอยากจะเชื่อคำพูดของเธอที่กอดปลอบเขา เหมือนพร้อมจะปกป้อง แต่อีกใจรู้ดีว่า ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ความจริงเมื่อสิบห้าปีก่อนก็ไม่เปลี่ยนแปลง

สุดท้ายเขาก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น เหมือนเด็กๆ ที่หวาดกลัว

มัทมีนากระซิบถามเขาอีกครั้งหนึ่ง

“พี่ไทด์คะ…พวกนั้น…เป็นใคร”

 

Don`t copy text!