
Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 5 : เราทุกคนต่างก็เป็นเพียงหมากเบี้ยบนกระดาน ความเปราะบางของคุณจะนำมาซึ่งความเข้มแข็ง
โดย : ภีมรดา
![]()
เมื่อโลกหมุนไวเกินกว่าใจจะวิ่งตาม… ‘เชิงชาญ’ อดีตตัวพ่อวงการโฆษณาเจน X ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากการถูกกลืนกินในยุค Digital Disruption ท่ามกลางวิกฤตวัยใกล้เกษียณที่ถาโถม เขายังจะเหลือ ‘เซฟโซน’ ให้เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้งหรือไม่? ร่วมหาคำตอบใน LOVE DISRUPTION คลื่นฝัน ใกล้ฝั่ง โดย ภีมรดา

แม้จะถูกทัดทานจากลูกน้องคนสนิทให้สั่งของผ่านออนไลน์เถอะ รับประกันได้ของตรงปกแน่ๆ ช่วยทุ่นเวลาเดินทางไม่ต้องลากสังขารไปเอง แล้วยังได้ส่วนลดผ่านบัตรโน่นนี่นั่นอีกหลายชั้นหลายต่อ ถึงกระนั้น เชิงชาญก็ยังรั้นจะไปด้วยตัวเองให้ได้ โดยยกเรื่องการทำงานของจอประสาทตา เขาว่าระหว่างมองผ่านหน้าจอโทรศัพท์กับมองผ่านเรตินาที่จับวัตถุได้โดยตรง อย่างหลังจึงจะเชื่อสายตาได้มากกว่า ประมาณว่าทูดีหรือจะสู้ทรีดี
ต๋อยต้องตะแคงหูฟังแล้วแปลความหมายกลับไปกลับมาในหัวอีกสามตลบถึงจะเข้าใจ
“เฮียหมายถึงว่า ดูจากจอสู้ดูด้วยตาเปล่าไม่ได้ว่างั้นเหอะ จะต้องทูดง ทูดีทำไมเนี่ย”
เชิงชาญอยากจะบันดาลโทสะยิ่งนักที่โดนลูกน้องเถียงฉอดๆ ทั้งที่เขาเองมีอำนาจตัดสินใจมากกว่าเห็นๆ แต่ด้วยสีหน้าและแววตาเป็นห่วงนั้น ทำให้เขาโกรธไม่ลงเลยจริงๆ
“พูดยากก็งง พูดง่ายก็เถียง เออนั่นแหละ อย่างที่เข้าใจ ดูด้วยตาเปล่ามันเห็นทั้งด้านกว้างคูณยาวคูณสูง สีแสง ตรงเฉดไม่มีเพี้ยน ถึงจะเสียเวลาหน่อย แต่ได้งานเนี้ยบกว่า แกก็รู้ว่าสำหรับเฮีย ชุ่ยๆ ไม่”
ต๋อยส่ายหัวถอนหายใจเบาๆ พอกันทีเหนื่อยใจเกินจะปราม ทั้งที่ลึกๆ แล้ว รู้สึกไม่เหมาะไม่ควรยังไงก็ไม่รู้ ที่ตนจะปล่อยให้ลูกพี่ออกไปตะลอนๆ เลือกของเข้าฉากตามลำพัง มันคล้ายกับว่าเจ้านายกำลังโดนลดขั้นอยู่ยังไงก็ไม่รู้ ยิ่งคิดยิ่งสะเทือนใจ เชิงชาญเป็นถึงบอสใหญ่ เป็นนักโฆษณาตัวท็อปของวงการ จะให้กลายร่างเป็นลูกกระจ๊อกวิ่งหาพร็อบ หรืออุปกรณ์ประกอบฉาก แบบนี้มันถูกต้องแล้วหรือ ถ้าเป็นตัวเขาเองก็ว่าไปอย่าง
“เฮีย…”
“อะไรอีกวะ…ไม่เอาไม่คุยแล้ว เสียเวล่ำเวลา นี่ถ้าไปตั้งแต่แรก ได้ซื้อกลับมาแล้วเนี่ย แล้วก็ฝากไปเอาแฟ้มมู้ดบอร์ดมาให้ที จะเอาไปเทียบสีซะหน่อย”
ต๋อยก้มหน้างุดกลับไปที่เอกสารกองพะเนินบนโต๊ะทำงาน เพราะถึงเวลาต้องเคลียร์ภาษีรายเดือนนี่เอง อีกทั้งกำหนดออกกองถ่ายทำก็คือกลางสัปดาห์หน้าแล้ว เวลาเตรียมการแสนสั้นขนาดนี้ บางทีเฮียอาจจะคิดถูกก็ได้ที่ไปเลือกของเข้าฉากด้วยตัวเอง อย่างน้อยก็หยิบติดมือกลับมาได้เลย ลดความเสี่ยงในการขนส่งดีเสียอีก
“ต๋อยส่งให้ในไลน์แล้วไง เฮียเปิดดูจากมือถือได้เลย”
“ดูจากมือถือเดี๋ยวมันเพี้ยน เราตั้งค่าสีหน้าจอไม่เหมือนกัน ดูจากกระดาษ CMYK เทียบสีเป๊ะมาแล้ว อย่างนั้นชัวร์กว่า”
โรงงานในสมองสั่งให้พูดอย่างนั้นออกมา เชิงชาญคุ้นกับการทำงานไปสั่งไป สอนงานไป มู้ดบอร์ดที่เรียกหา ก็คือตัวอย่างการรวบรวมภาพ วัสดุ สี และข้อความ ที่จัดวางรวมกันเพื่อสื่อถึงอารมณ์ (mood) และทิศทางการออกแบบ ให้มีความชัดเจน เป็นเครื่องมือสำคัญในการนำเสนอแนวคิด สื่อสารกับลูกค้าหรือทีมงาน และเป็นจุดอ้างอิงสำหรับโครงการสร้างสรรค์ต่างๆ เช่น การออกแบบแฟชั่น การออกแบบภายใน การสร้างแบรนด์ หรือการออกแบบเว็บไซต์
“โอ๊ยเฮีย…ก็ไหนว่าให้ช่วยกันประหยัดกระดาษไง…” น้ำเสียงท้ายสะบัดสูงแบบลืมตัว เชิงชาญเริ่มคลายสีหน้าบึ้งตึง ร่างปกติของลูกน้องกลับมาแล้ว
“ประหยัดให้มันถูกเรื่องหน่อยมั้ย ทีคราวก่อนไม่ให้พรินต์ก็ล่อซะเป็นรีมๆ คราวนี้ มันจะสักกี่หน้ากันเชียววะ”
“แต่มันพรินต์สีนะ”
“งั้นไม่ต้อง”
“ดี…ตกลงไม่ต้องพรินต์นะ”
“แกน่ะ ไม่ต้อง…เดี๋ยวทำเอง”
เชิงชาญขู่ แล้วยังทำเป็นขยับตัวเหมือนจะไปจริงๆ
“ไม่ต้องๆ เดี๋ยวทำให้” ต๋อยยอมยกธง “มันต้องสั่งพิมพ์จากคอม เฮียจะรู้มั้ยว่าไฟล์ไหนเป็นไฟล์ไหน มั่วซั่วเดี๋ยวก็เปลืองเข้าไปใหญ่”
เชิงชาญยิ้มอย่างมีชัย มองตามหลังท่าเดินลงส้นฉับๆ นั้นค่อยๆ หายลับไปในห้องถ่ายเอกสาร ที่ครั้งหนึ่งเคยคึกคักไปด้วยเด็กฝึกงานมากหน้าหลายตารุ่นแล้วรุ่นเล่า อาคารสำนักงานแห่งนี้เป็นโฮมออฟฟิศขนาดสามชั้นตั้งอยู่ในหมู่บ้านใจกลางเมือง สมัยก่อนที่นี่บูมมาก พวกเอเจนซีโฆษณาระดับกลางมักเลือกใช้เป็นสำนักงาน ด้วยทำเลไม่เมืองไป ไม่ไกลมาก อยู่กลางๆ เมือง แล้วยังมีเพื่อนบ้านเป็นสตูดิโอย่อมๆ ทั้งถ่ายภาพนิ่ง ทั้งบันทึกเสียง เวลาอัดสปอตโฆษณาหรือลงเสียง ก็อยู่ใกล้ๆ กัน ไม่ต้องไปไหนกัน อีกทั้งลูกค้าก็ชอบมาแอฟพรูฟงานแถวนี้เพราะอุดมไปด้วยร้านอาหารคุยงานเสร็จก็หาที่แฮงต่อใกล้ๆ เรียกว่าสะดวก
เหตุการณ์เมื่อครู่นี้ ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับทั้งคู่ ในสภาวะที่เหลือตัวจริงแค่ 2 คน ถ้าเป็นก่อนหน้านี้น่ะเหรอ จะมีทีมงานส่วนต่างๆ ที่เป็นเสมือนแขนขาในขั้นตอนเตรียมงาน (Pre-production) คอยวิ่งหาของเข้าฉากเรียกว่าฝ่ายพร็อบ ฝ่ายแคสติ้งหาเสื้อผ้าและนักแสดง ฝ่ายโลเคชันคอยหาสถานที่ถ่ายทำ ก่อนส่งไปถึงมือถ่ายทำในวันถ่ายทำจริง และสู่ขั้นตอน Production จริง ตลอดสามขั้นตอนนี้ตัวเขาเป็นแค่เพียงส่วนหัว คิดตามโจทย์ สร้างสรรค์เรื่องราว เขียนเป็นบทหนังขึ้นมาในเบื้องต้นเรียกว่าลำบากแค่ต้นทาง หลังจากนั้นก็แค่ชี้นิ้วสั่ง
แรกทีเดียวก็ปรับตัวเกือบไม่ได้ ที่คนรอบกายจะร่อยหรอหดหาย หรือลดสภาพพนักงานประจำ กลายร่างเป็นฟรีแลนซ์ ตอนนั้นอาศัยช่วงโควิด งานกลายเป็นศูนย์ ลูกน้องส่วนใหญ่ขอลาออกไปหากินอย่างอื่นก่อนที่จะถูกเลย์ออฟให้เสียขวัญ ตอนนั้นหนักเข้าก็ใช้วิธี ทำเองก็ได้วะ เพื่อให้เหลือกำไรติดบริษัทบ้าง เรื่องนี้โทษใครไม่ได้เลย นอกจากพิษเศรษฐกิจ ลูกค้าลดงบ บริษัทใหญ่ๆ ครบวงจรลงมาเล่นทุกสนาม ตัดราคากันเองแบบสะบั้นหั่นแหลก แล้วยังแนวโน้มการใช้เอไอผลิตภาพเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงการถ่ายทำที่กำลังมาแรงในราคาเบาๆ
เชิงชาญยังไม่นับว่านี่อยู่ในขั้นวิกฤตชนิดคอขาดบาดตาย เพราะถึงยังไง เขายังมีลูกค้าเก่าแก่ที่ดูแลผลิตงานกันมาหลายปีดีดัก เป็นกลุ่มลูกค้าอนุรักษ์นิยมที่ยังชอบผลิตงานโฆษณาแบบดั้งเดิม ชอบให้มีการถ่ายทำจริงๆ มีตัวแสดงจริง ฉากจริงๆ ต้องขอบคุณผู้มีอุปการะคุณเหล่านี้ที่ยังอยู่ในโลกเดียวกับเขา ยังไม่คิดปีนกำแพงไปอยู่ฟากโน้น
ต้องรักษาคุณภาพของตัวเองไว้สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้
นี่แหละ เป็นเหตุผลที่เขาต้องดูแลการผลิตด้วยตัวเองทุกขั้นตอน และต้องทำแทนทุกหน้าที่อันสาธยายไว้ก่อนนี้ โดยไม่ต้องห่วงมันแล้วเรื่องศักดิ์เรื่องศรีอะไรแบบที่ต๋อยชอบพูด
“เฮียอย่าลืมขอบิลด้วยล่ะ เอานี้นะที่อยู่บริษัท…บอกแค่เบอร์โทรก็พอ ที่นั่นเขาบันทึกที่อยู่เราไว้แล้วแหละ”
“แล้วจะเอามาให้ทำไม”
“ให้สิ…เอาไว้ดูเบอร์โทรไงเฮีย หรือเฮียจำได้ งั้นเอาคืนมา”
ภายในครึ่งชั่วโมงแผนที่อัตโนมัติในหัวของเชิงชาญ ก็นำเขาหลีกเลี่ยงการจราจรแสนแออัดมาถึงห้างสรรพสินค้าธีมอะเวนิวแห่งนั้น หนุ่มใหญ่นึกลำพองที่สมองตนเองยังใช้การได้ดีไม่ต้องพึ่งพาแผนที่ดิจิทัลเหมือนเพื่อนฝูงในวัยไล่เลี่ยกัน หรือกระทั่งหนุ่มรุ่นลูกอย่างเมืองสมุทรก็เถอะ ถึงแม้เป็นคนต่างจังหวัดโดยกำเนิด แต่เรื่องถนนหนทางในเมืองกรุงนั้น เชิงชาญรู้จักดีทุกจุด
ส่วนหนึ่งเพราะอาชีพของเขาที่ติดเขี้ยวเล็บทักษะความช่างสังเกตให้โดยอัตโนมัติด้วยกระมัง เชิงชาญเป็นนักโฆษณาที่ไม่เก่งแต่บนโต๊ะประชุม สมัยก่อนจบการศึกษา เขาเคยฝึกงานกับสตูดิโอรับผลิตภาพยนตร์โฆษณามาก่อน สมัยนั้นถ้าเห็นใครใส่เสื้อเชิ้ตขาวกางเกงสแล็กโผล่เข้ามาในกองถ่าย จะถูกอวยยศให้เป็นเบ๊เมเนเจอร์ทันที ชื่อตำแหน่งก็หมายความตามนั้นเลย งานอะไรที่พนักงานประจำส่ายหัว เบ๊ต้องรับจบให้หมด เชิงชาญโผล่เข้าไปฝึกงานวันแรกด้วยเครื่องแบบนั้นแค่วันเดียว แต่ถูกตรึงตำแหน่งเบ๊ตลอดสี่เดือนเทียบเท่ากับพนักงานทดลองงานคนหนึ่งก็ว่าได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เขากลายเป็นเชิงชาญสมชื่อ เชี่ยวชาญทุกแขนง ตั้งแต่หาโลเคชัน สรรหาอุปกรณ์เข้าฉากทั้งที่เป็นสิ่งของ และสัตว์ตัวจิ๋วอย่างผึ้ง หรือมด สมัยนั้นงานปั้นส่วนใหญ่นิยมถ่ายทำจากของจริง เพิ่งจะมีหลังๆ ที่เกิดระบบ CG หรือ Computer Graphic ซึ่งมีต้นทุนผลิตมหาศาล
แต่เขาไม่เคยบ่นสักคำ กลับภูมิใจเสียอีกที่ได้จับงานเต็มเม็ดเต็มหน่วย ค่าจ้างไม่มี แต่เบิกค่ารถกับค่าอาหารได้เต็มๆ แถมยังได้ร่วมวงสังสรรค์กับรุ่นพี่พนักงานแบบไม่ต้องออกสักสลึง เพราะความไม่มีปากมีเสียงขยันตัวเป็นเกลียว เชิงชาญจึงเป็นเบ๊ที่ใครๆ ก็ให้ความเอ็นดู แม้แต่เจ้าของสตูดิโอยังเอ่ยปากชวนให้มาทำงานด้วยกัน เมื่อเรียนจบ
ต่างกันสุดขั้วกับคนสมัยนี้
เด็กรุ่นใหม่ๆ ที่มาฝึกงานกับเขาที่บริษัท หวังแค่เข้ามาหาประสบการณ์ผ่านการมองและฟัง ยังกับมันจะซึมซับเข้าไปทางผิดของหนังอย่างนั้นแหละ ตอนที่เด็กมันเถียงใส่เขาว่า งานหาแมลงเข้าฉากมันไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การฝึกงาน แถมยังขู่ว่าบริษัททำไม่ถูกต้องที่ใช้งานผิดประเภท แต่ครั้นมอบหมายงานคิดแคมเปญ หรือพวกคิดสโลแกนเด็กมันก็เถียงต่อว่าบริษัทเอาเปรียบจะใช้สมองมันฟรีๆ สุดท้ายก็กลายเป็นพ่อนักสังเกตการณ์ ตามเข้าประชุมด้วยทุกครั้งแล้วบันทึกลงพอร์ตส่งอาจารย์เพื่อไว้ไปสมัครงานอีกที มันสำคัญอะไรนักหนากับคำว่าประสบการณ์ในใบรายงาน ถ้าเราไม่ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง แต่ก็เพราะไอ้พอร์ตสวยหรูนี่แหละ จะว่าไปก็ตบตาเจ้านายจากโลกเก่าอย่างเขาได้หลายครั้ง หลงรับมาทำงานด้วยตั้งหลายคน สุดท้ายทำอะไรไม่ได้ตามที่โม้ หรือที่พอจะทำได้ก็แผลงฤทธิ์ อะไรที่เกินกว่าคำว่าจ็อบดิสคริปชั่น เด็กมันไม่เอาเลย หาว่าทำเกินหน้าที่
สุดท้ายเขาจึงต้องเกาะกลุ่มกับคนวัยเดียวกัน วิธีคิดคล้ายกัน ที่เคยร่วมอาชีพกันมาก่อน ประเภททำไปก่อน ผลประโยชน์ค่อยว่ากันทีหลัง เกิดระบบนิเวศการผลิตงานเล็กๆ ที่ยังทวนกระแส ทำทุกอย่างแบบแมนนวล ซึ่งมันก็คือเวลานี้ เชิงชาญรับงานมาได้ ตอนเนรมิตขึ้นมาก็ต้องกู่ร้องเรียกพรรคพวกที่สิงสถิตอยู่ตามเคหาสถาน ในหลืบ ซอกซอย ให้ออกมาร่วมร่าง ราวกับยอดมนุษย์อเวนเจอร์
แต่ใช่ว่าเขาจะต่อต้านยุคสมัย เอาเข้าจริงหลายอย่างในชีวิตก็สะดวกขึ้นจริงๆ อย่างเช่นพาร์ค อเวนิว แห่งนี้ เป็นโชว์รูมสินค้าตกแต่งบ้านที่ใหญ่โตและหลากหลาย สามารถหาของเข้าฉากได้ครบจบในที่เดียว
เดินเล่นไปด้วย หาของเข้าฉากไปด้วย ถือว่าได้ผ่อนคลาย ยืดเส้นยืดสายไปในตัว
พอก้าวเข้าส่วนสโตร์ที่ขายสินค้าตกแต่งบ้าน เชิงชาญก็เปิดแฟ้มรายการซื้อของออกมาถือ ก่อนนั้นเขาเอาแต่เสียเวลาไปกับโชว์รูมเครื่องเรือนเฟอร์นิเจอร์ที่ตั้งขบวนลดราคา มีหลายชิ้นที่น่าไปดัดแปลงเข้าฉาก แต่เมื่อเช็กสีสันแล้ว ห่างไกลจากมู้ดบอร์ด เขาจึงเปลี่ยนใจในทันที ทั้งที่แอบเสียดายอยู่หน่อยๆ
ถ้าเป็นสมัยก่อน ของอย่างนี้ใช้เช่าเอาก็ได้ งานโฆษณาตัวที่กำลังจะถ่ายทำ เป็นสินค้ากันยุงที่เพิ่งออกแพ็กเกจใหม่ใช้ง่ายขึ้นเพื่อให้สมกับเป็นสเปรย์รักษ์โลก ไม่ถึงกับฆ่ายุงให้ตาย ออกฤทธิ์แค่ไล่ให้พ้นจากรัศมี เชิงชาญขายไอเดียไปว่า ให้เป็นพ่อแม่ลูกยุคใหม่ที่อาศัยในห้องชุดคอนโดฯ หรู พาลูกลงมาวิ่งเล่นตรงสวนส่วนกลางของคอนโดฯ กลัวลูกจะถูกยุงกัดจึงฉีดสเปรย์ไปรอบๆ ตัวลูก กลิ่นหอมฉุยจนแม่ๆ แถวนั้นอยากได้บ้าง
“แล้วเราจะใช้คอนโดที่ไหนคะ อยากให้ดูลักชูๆ หน่อย แล้วสวนส่วนกลางที่เสนอมาก็อยากได้เป็นสวนลอยฟ้าที่มีสระว่ายน้ำยาวๆ อย่างน้อยก็ต้องเป็นสระ 25 เมตรหรือยาวกว่านั้น”
ลูกค้ารีเควสละเอียดยิบ
ทีแรกนั้น เชิงชาญต้องการเซตฉากถ่ายห้องนอนในสตูดิโอ แล้วค่อยถ่ายหลอกมุมสวน ซึ่งใช้ที่ไหนก็ได้ แต่งานนี้ ลูกสาวของเจ้าของดันอยากได้ภาพเหมือนจริงของ ไม่อยากได้งานฉาก เลยต้องเดือดร้อนต๋อย กลายร่างตัวเองเป็นตำแหน่งโลเคชันด้วย ที่สุดแล้วเลือกได้คอนโดฯ ที่มีห้องตัวอย่างโทนอบอุ่น แต่ต้องเซตฉากใหม่ให้กลายเป็นห้องสำหรับพ่อแม่และลูกน้อย
แผนกเครื่องนอนของที่นี่ค่อนข้างตอบโจทย์ตามมู้ดบอร์ด เชิงชาญเดินเลือกไป วาดภาพไว้ในหัวไปด้วย หากเข้าฉากแล้วน่าจะต้องเติมพวกของแต่งห้อง เขาจึงเดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยๆ หาของเหล่านั้นให้เจอ
กว่าจะรู้ตัวว่าเดินเรื่อยเปื่อยเกินไป เชิงชาญก็มาหยุดอยู่แผนกสี เขาเห็นลูกค้าหนุ่มสาวคู่หนึ่ง กำลังหงุดหงิดกับท่าทางของพนักงานขาย ทีแรกเขาไม่คิดจะสนใจ จนกระทั่งได้ยินเสียงผู้ชายแหบๆ ลอดผ่านแมสก์ กระดาษสีขาว เชิงชาญจึงยืนแกร่วอยู่ตรงนั้นก่อน
“ไม่ค่ะลุง ยังไงสีนี้มันไม่ตรง ดูนี่สิ มอคค่ามูส แพนโทนปี 26 เราไม่อยากได้สีน้ำตาลอ่อนแบบนี้ค่ะ”
จุดสนใจของบทสนทนานี้ ก็คือคนที่ถูกเรียกว่าลุงนั่นแหละ บังเอิญว่าเชิงชาญรู้จัก
“ก็น้ำตาลอ่อน ถูกแล้วนี่ครับ” ลุงตอบเสียงมั่นอกมั่นใจ
“ไม่ใช่ค่ะ …โอ๊ย จะต้องพูดแบบไหนดี ที่รักช่วยเค้าหน่อย อย่าเงียบสิ”
ที่รักดูสีในกระป๋องที่ผสมตามสั่ง เมื่อกี้ดูในจอแสดงผลก่อนผสมสีจริง มันก็ตรงตามนั้นทุกอย่าง แต่เผอิญว่าชื่อเรียกอาจจะไม่ตรงกัน แต่เขาเองไม่อยากขัด ปล่อยให้ลุงหาทางออกเอาเอง
“มอคค่ามูส โรสแทน วิลโล่ (น้ำตาล ชมพู เขียว) บ้านเราต้องคุมโทนนี้ แต่…”
“มีอะไรหรือเปล่าครับคุณลูกค้า”
เชิงชาญมองเห็นชายอีกคนหนึ่งในเครื่องแบบเดียวกันกับคนที่เขารู้จัก หน่วยก้านแบบนี้คงเป็นหัวหน้าใหญ่ ซึ่งก็ตรงตามที่คาด
“มาก็ดีแล้ว…นี่คุณเป็นใคร ใช่หัวหน้าแผนกนี้หรือเปล่า” หญิงสาวออกเสียงข่ม
“อ่าครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“มีค่ะ ก็ลุงคนนี้…ผสมสีออกมาผิดหมดเลย แล้วยังเถียงฉอดๆ อีกว่าตัวเองเรียกถูก ยังไงคะ ก็เข้าใจว่าเป็นซีเนียร์พาร์ตไทม์ แต่น่าจะเลือกคนที่ไหวพริบดีกว่านี้สำหรับงานยากๆ มั้ยคะ”
เชิงชาญปะติดปะต่อเรื่องราว เรื่องที่เขาคิดตั้งคำถามไว้ ถูกเฉลยหมดแล้วด้วยคำปรามาสจากคนรุ่นลูก หากแม่หนูคนนี้จะได้ย้อนเวลากลับไปสักยี่สิบปีก่อน คนที่เธอกำลังดูถูกอยู่ เป็นถึงปรมาจารย์ของวงการโฆษณา เป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ที่เก่งที่สุดในยุคนั้นก็ว่าได้
“ไม่เป็นไรนะครับ ทางเราขอรับผิดชอบเอง ไม่ต้องรับสินค้าไปก็ได้ครับ เดี๋ยวเราผสมสีให้ใหม่ตามที่ลูกค้าต้องการเลยนะครับ”
“เปลี่ยนคนนะคะ ไม่เอาลุงคนนี้แล้ว”
“ครับๆ เดี๋ยวผมเซอร์วิสให้เองเลยครับ”
ตัวลูกพี่ส่งแววตากระอั่กกระอ่วนไปยังตัวตนเรื่อง เชิงชาญคิดว่า เขาควรหลบฉากไปก่อน ทำไม่รู้ไม่เห็นเรื่องนี้ดีกว่า
“พี่ครับ…เดี๋ยวเชิญพี่ไปพักก่อนก็ได้นะครับ รอผมที่ห้องพักสตาฟก่อนก็ได้”
เชิงชาญหลบหน้าไปก่อน ตอนที่พี่สุวัฒน์เบี่ยงตัวจากชั้นสูงๆ เดินท่อมๆ หายไปในตรอกกระป๋องสี เขาลังเลว่าควรแกล้งไปดักอีกซอย แล้วทำเหมือนมาเจอกันโดยบังเอิญ หรือแอบเดินตามไปเรื่อยๆ ก่อน หรือรอจังหวะพักหรือเลิกงานแล้วค่อยเข้าไปทักทาย แต่นั่นก็อาจจะนานไปจนเสียงานเสียการ กว่าจะรู้ตัวกลายเป็นว่าพี่สุวัฒน์เป็นฝ่ายเดินมาดักเขาตรงหัวมุมชั้นวางอุปกรณ์ล้างห้องน้ำ
“ชาญ…นั่นคุณใช่หรือเปล่า”
พี่สุวัฒน์เป็นฝ่ายทักก่อนจนได้ คนหลบหน้าจึงยิ้มแก้เกี้ยว
“อ๋า…ครับ…อ่อ…พี่สุวัฒน์นี่เอง นึกว่าใคร สวัสดีครับพี่ ไม่ได้เจอกันนานเลย”
“อย่ามาไก๋ เมื่อกี้พี่เห็นคุณอยู่นะ…ตรงเครื่องผสมสีน่ะ”
เชิงชาญหุบยิ้ม
“อะ…อ๋อ ครับผมไม่รู้ว่าเป็นพี่ ก็แมสก์น่ะ มันบังไปตั้งครึ่งหน้าแล้ว”
การแก้ตัวน้ำขุ่นๆ หาได้ทำให้คนมองโลกเป็นอย่างสุวัฒน์เชื่อได้ไม่ เขาเป็นฝ่ายถอดแมสก์ออก แล้วตรงเข้าไปกอดโอบไหล่ชายรุ่นน้อง
“ไม่เห็นเป็นไรเลย เจอผมแล้ว ก็เข้ามาทักได้”
“ตะ…แต่”
พี่สุวัฒน์เป็นดาวรุ่ง ในขณะที่เชิงชาญเพิ่งเข้ามาเป็นน้องใหม่ของวงการฯ เขาเป็นคนกำหนดเทรนด์ใหม่ๆ ให้กับโลกของโฆษณาจากการออกแบบแนวทางในหนัง ฉากเอย การแต่งตัว เสื้อผ้า แฟชั่นยุคนั้นค่อนข้างแคบ อะไรก็ตามที่โผล่ขึ้นมาบนเวทีจะกลายเป็นกระแสฮิตในทันที พี่สุวัฒน์รับผิดชอบสินค้าดังๆ ทั้งนั้นประเภทตลาดน้ำอัดลม สเปรย์ระงับกลิ่นกาย ยาสระผม
“ทำไมล่ะ กลัวผมอายหรือไง ที่มาเป็นพนักงายขายของ…ฮ่าๆ ไม่ต้อง ผมไม่อายใครหรอก ไม่งั้นจะมาทำงานทำไม”
พี่สุวัฒน์อ่านใจเชิงชาญออก
“ผมพักงานพอดี ไปหาอะไรกินกันมั้ย สักสิบห้านาที คุณมีเวลามั้ย”
พี่สุวัฒน์เป็นคนเลือกทำเล ซึ่งเป็นเพียงร้านอาหารพนักงานที่อยู่ชั้นเดียวกับลานจอดรถ เพราะด้วยเครื่องแบบที่พี่สุวัฒน์ใส่อยู่ เป็นข้อห้ามให้พนักงานนั่งในร้านภายในห้าง แต่ที่นี่ข้าวของดูราคายุติธรรม กาแฟแก้วนี้ เชิงชาญให้พี่สุวัฒน์เป็นคนเลี้ยง
“มันจะเกินสิบห้านาทีแล้วนะพี่ แล้วพี่ไม่ต้องขึ้นไปเหรอ”
“ไม่เป็นไรหรอก…พี่ว่าป่านนี้พวกนั้นคงโล่งอกที่ไม่เห็นหน้าพี่”
“แล้ว…พี่ไปไงมาไงครับ ถึงได้…”
ครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกันคือครั้งที่พี่สุวัฒน์ฝากซองแต่งงานของลูกสาวคนโตต่อๆ กันมา เขาเองไปร่วมงานด้วย ทุกคนในวงการพร้อมใจกันมา เป็นเพราะเห่อที่ลูกเพื่อนร่วมวงการเป็นฝั่งเป็นฝา แต่หลังจากนั้น ซองจะค่อยๆ ทยอยมาอีกเป็นกะตั้กๆ จนหายเห่อ คนไปงานจึงร่อยหรอไปเรื่อยๆ งานแต่งครั้งนั้น พี่สุวัฒน์หมดไปหลายบาท เจ้าบ่าวเป็นข้าราชการธรรมดาๆ แต่รักกับลูกสาวแกมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย พ่อเห็นว่าลูกจะไปกันรอดแน่ๆ ฝ่ายหญิงจึงควักกระเป๋าเองเป็นส่วนใหญ่
จากวันนั้น ถึงวันนี้ ห่างกันหลายปีอยู่ ทุกสิ่งล้วนแต่ผันแปรไม่แน่นอน เชิงชาญไม่กล้าเอ่ยปากถามตรงๆ แต่ฝ่ายโน้นดันยิ้มกว้าง นัยน์ตามีความสุข
“อ๋อ…นี่น่ะเหรอ” สุวัฒน์ถอดผ้ากันเปื้อนออก กองขยุมบนโต๊ะ ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามกับเชิงชาญ
“ไม่มีไร ก็เกษียณแล้วมันว่างเกิน ไม่มีอะไรทำ แล้วพอดี ลูกสาวคนโตจำได้มั้ย น้องจ๋าที่คุณไปงานแต่งด้วยน่ะ”
“ครับพี่ จำได้”
“นั่นแหละ เขาทำโครงการนี้ พาร์ตไทม์วัยเกษียณ ก็เลยเตะพ่อเข้าโครงการ ให้เป็นหนูทดลองซะเลย”
ใจหนึ่งนั้นเชิงชาญโล่งอก งานลักษณะนี้เขาคิดภาพว่าจะต้องเป็นคนตกที่นั่งลำบากจริงๆ ถึงต้องมาทำงานในยามแก่
“แล้วมันดีมั้ยครับพี่”
“ก็ดีนะ…สำหรับบางคนที่เบื่อชีวิตขั้นสุดแล้ว ไม่อยากนั่งกินนอนกิน คุยกับหมากับแมวอยู่บ้าน สู้มาคุยกับหมาแมวที่นี่ดีกว่า”
ครั้นได้รู้ว่าเป็นเรื่องดีต่อชีวิตพี่สุวัฒน์ เขาจึงกล้าย้อนถาม
“แล้วเมื่อกี้พี่แผลงฤทธิ์อะไรใส่เด็กมันล่ะครับ ผมได้ยินแว่วๆ”
“อ๋อ…เด็กเมื่อวานซืนน่ะเหรอ ทำมาเปิดชาร์ตสีแพนโทนให้พี่ดู หน็อย มันก็สีดาดๆ น้ำตาล ชมพูเขียว ผสมพาสเทลเท่านั้นแหละ ตั้งชื่อซะเวอร์ เห็นๆ อยู่ว่าสีมันตรงกัน แต่จะเอาให้ได้ จะให้เรียกสีให้ตรงให้ได้ ก็เลยแกล้งซะ”
“ฮ่าๆ พี่นี่แรงไม่มีตกเลยนะครับ…แล้วจากนี้จะยังไงต่อครับ”
“ไม่มีอะไร คงโดนย้ายแผนกแน่ ถ้าให้เลือกนะ พี่อยากไปอยู่คอนเฟคชันเนอรี แผนกอาหารน่ะ ตรงนั้นเชฟสาวๆ ยั้วเยี้ยไปหมด”
“อ่า…”
“ออกบ้านทั้งที ก็ต้องทำตัวกระชุ่มกระชวยกันหน่อย”
เชิงชาญโปรยยิ้มเจื่อนๆ ถ้าถึงวันที่เขาเป็นอย่างนี้ จะมีความสุขได้สักครึ่งนึงของพี่สุวัฒน์มั้ยนะ
“แล้วคุณล่ะ มาทำอะไร ซื้อของเข้าบ้านใหม่หรือไง ได้ข่าวว่าเปิดบริษัทเอง เป็นไง กิจการดีมั้ย”
“ไม่ค่อยเท่าไหร่ครับพี่”
เชิงชาญไม่ทันอธิบายต่อ คู่สนทนาก็เหมารวบเอาเองว่า
“ยุคนั้นมันแย่จริงๆ บอมบ์ลูกแรกตอนต้มยำกุ้ง พี่จำได้ ตอนนั้นพวกๆ กันก็แตกกระจายกันหมด”
พี่สุวัฒน์ย้อนความหลัง ช่วงนั้นเป็นระเบิดลูกแรกจริงๆ เพื่อนร่วมงานหายหน้าไปตั้งครึ่ง ตามแผนจ้างให้ออก แต่ตัวเขายังรอดอยู่เพราะฝีมือดี ลูกค้าติดเรียกว่ายังเป็นตัวเงินตัวทอง ยังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น
“พี่อยู่ทีมเอไงครับ ผมอยู่ซี เราไม่ค่อยเจอกัน แล้วผมก็รับแต่งานท่องเที่ยว ไม่ค่อยอยู่ติดออฟฟิศ”
“เออใช่ คุณมันเนื้อหอมมากช่วงนั้น แล้วจากนั้นล่ะ ผมไม่เห็นคุณเลย นอกจากตามงานเลี้ยงบริษัท คุณไปอยู่ไหนนะ”
เชิงชาญพูดชื่อเอเจนซีต่างประเทศขึ้นมาเตือนความจำ
“อ๋อเออใช่ คู่แข่งมาคว้าคุณไป”
“ครับพี่”
พูดถึงตรงนี้ เชิงชาญหน้าสลด จนผู้อาวุโสอีกฝากต้องเฉไฉเปลี่ยนเรื่องคุย
“เออ จริงสิ คุณเล่นพวกเฟซบุ๊กอะไรกับเขาด้วยหรือเปล่า”
เชิงชาญพยักหน้า
“งั้นมาแอดเพื่อนกันหน่อยสิ เผื่อมีอะไรจะได้คอยรายงานความเคลื่อนไหว จริงด้วยคราวก่อนงานศพพี่กล้วย คุณจำได้มั้ยพี่กล้วย ฝ่ายอาร์ตน่ะ แกเสียแล้วนะ ผมก็เห็นในเฟซนี่แหละ ถึงไปทันพระสวด”
มันถูกวัตถุประสงค์แล้วใช่หรือไม่ ที่สิ่งประดิษฐ์นี้ กลายเป็นกระดานฝากข่าวผู้วายชนม์ เชิงชาญแอบคิด แต่เมื่อนึกว่าตัวมันก็ฟ้องอยู่แล้วให้ผูกสัมพันธ์เป็นเพื่อน เพื่อนกันก็ต้องรู้วิถีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเพื่อน
“ครับพี่”
หนุ่มใหญ่ทั้งสองยกแว่นสายตายาวขึ้นมาสวม พร้อมกับหยิบอุปกรณ์สื่อสารของตนขึ้นมาเพื่อประสานสัญญาณล่องหนผูกเสี่ยวกันจนเรียบร้อย
พี่สุวัฒน์ไถหน้าฟีด เช็กประวัติการโพสต์ไปในตัวแต่กลับผิดหวัง
“นี่นะ คุณไม่ค่อยแชร์อะไรเลย เพื่อนก็น้อย…แต่ไม่เป็นไร คอยมากดไลก์ผมหน่อยละกัน เวลาผมแชร์สินค้าลดราคา คือมันเป็นโพลีซีจากแผนก เขาอยากให้เราใช้โซเชียลมีเดียให้คล่องๆ น่ะนะ”
เชิงชาญยิ้มกริ่มในท่าทางเห่อของเล่นของรุ่นพี่ในอาชีพ ดูท่าทางแกจะมีความสุขจิตสุขใจวัยเกษียณจริงอย่างที่ว่า
“เออนี่….คุณเป็นเพื่อนกับแมนจิตด้วยหรือเปล่า ไหนดูหน่อยสิ”
พี่สุวัฒน์ขมวดคิ้ว ก่อนจะผงกหัวมุดกลับเข้าหน้าจอสี่เหลี่ยมบนมือ ท่าทางคล่องแคล่วไม่เบา กดโน่นจิ้มนี่ง่วน ครู่นึงก็ปรือตาขึ้นจากจอ พูดน้ำเสียงติดผิดหวังหน่อยๆ
“ไม่มี…แล้วได้ติดต่อเขาได้บ้างหรือเปล่า…ที่ถามนี่ไม่ใช่อะไรนะ พอดีมีงานจะส่งให้ทำ”
พี่สุวัฒน์เล่าอย่างรวบรัดว่าเป็นงานเกี่ยวกับเพนต์ภาพวาดในห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งปรับปรุงใกล้จะแล้วเสร็จ สถาปนิกที่ออกแบบภายในเป็นเพื่อนกับลูกสาว เป็นคนสอบถามต่อๆ กันมาอีกที ส่วนลูกสาวเห็นว่าพ่อเคยอยู่ในวงการศิลป์ แม้จะเป็นในเชิงพาณิชย์ศิลป์ก็เถอะ
“ก็เคยมีเบอร์มือถือมัน แล้วก็มีไลน์ด้วย แต่หลังๆ พอไม่ค่อยส่งงานให้ มันหายไปเลย ไลน์ก็ไม่ขึ้นประวัติแล้ว สงสัยแอบเปลี่ยนมือถือแล้วมั้ง…น่าเสียดายนะครับ เดี๋ยวผมลองติดต่อมันดู พี่อย่าเพิ่งเรียกใครนะครับ”
พี่สุวัฒน์พยักหน้ารับปาก
“แล้วจะอีกนานมั้ย หมายถึงให้ผมคอยถึงเมื่อไหร่ จะได้บอกลูกสาวให้ไปบอกเพื่อนให้ แต่เร็วหน่อยก็ดีนะ”
สีหน้าครุ่นคิดปรากฏอยู่ตรงข้ามพี่สุวัฒน์ จนเขาไม่อยากพูดอะไรเชิงเร่งเร้า
“ผมว่าจะลองโทรถามคนใกล้ตัวเขาดูก่อนครับ ถ้าภายในสองวันนี้ยังไม่เจอตัว ผมว่าอาจจะต้องไปหามันที่บ้าน”
“เอางั้นเลยนะ ไปถึงบ้านเลย…จริงสิ คุณเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียนนี่ ผมจำได้”
“ใช่ครับ บ้านมันผมไปบ่อย หมอนี่มันไปไหนได้ไม่ไกลหรอกครับ มันหวงสมบัติบ้านที่แม่มันยกให้ เอาอย่างนี้ครับ วันนี้พฤหัส ถ้าเสาร์นี้ยังเงียบอยู่ ผมจะไปหามันที่บ้านดู พี่รอถึงวันจันทร์ไหวมั้ยครับ”
ฝ่ายหางานให้พยักหน้าตกปากรับคำ
แยกตัวจากพี่สุวัฒน์ เชิงชาญเอาแต่คิดถึงเพื่อนฝูงที่พอจะเชื่อมโยงกันได้ สลับกับอ่านไลน์เตือนจากต๋อย ที่ย้ำถี่ว่า อย่าลืมขอใบกำกับภาษีจากทางห้างด้วย แค่บอกเบอร์โทรบริษัทไปก็พอ
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 5 : เราทุกคนต่างก็เป็นเพียงหมากเบี้ยบนกระดาน ความเปราะบางของคุณจะนำมาซึ่งความเข้มแข็ง
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 4 : พูดความจริง แต่ทำให้ความจริงนั้นน่าหลงไหล
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 3 : ในตัวเราทุกคน ล้วนมีอีกร่างหนึ่งที่เราไม่รู้จัก
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 2 : โลกเดือดร้อนทุกข์ทรมานยิ่ง ไม่ใช่เพราะความร้ายกาจของคนเลว แต่เพราะความเงียบของคนดี
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 1 : ไม่เสมอไปที่การติดกระดุมเม็ดแรกผิด จะทำให้ทุกอย่างรวน
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง : บทนำ







