มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 13 : ไอ้ทาส!

มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 13 : ไอ้ทาส!

โดย : เนียรปาตี

มาลัยใบพฤกษ์ นิยายออนไลน์สนุกๆ มีให้อ่านออนไลน์ที่อ่านเอา โดย เนียรปาตี เรื่องของแพทย์หนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน ชอบช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยจิตใจเมตตา หากโลกอีกใบของเขากลับตรงข้าม ความรักที่มีต่อเพศเดียวกันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาชายหนุ่มออกเดินทางไปในเส้นทางที่โลดโผน ซับซ้อน ซ่อนเร้น สุดท้ายแล้วความรักที่แท้จริงคืออะไรกันแน่

อาร์มบ่นพึมขณะเดินขึ้นไปที่ห้อง อารมณ์ดีกลับเสียเมื่อพบเจ๊เปิ้ลยืนเท้าสะเอวคอยทวงค่าเช่าที่หน้าหอพัก ซึ่งวันนี้คือวันสุดท้าย เปิดประตูห้องแล้วก็ส่งเสียงนำไปก่อน

“โฟล์ก เจ๊เปิ้ลทวงค่าห้อง ยังไม่ได้ให้เหรอวะ”

เพราะอาร์มควักส่วนของตัวเองให้ไปแล้ว คำบ่นที่เตรียมไว้ยืดยาวกลับชะงักเมื่อเห็นท่าทางของเพื่อนร่วมห้องนั่งจมอยู่ในกองทุกข์

“เป็นอะไร มีอะไรหรือเปล่า”

“เรื่องค่าเช่า เดี๋ยวฉันจะไปขอผัดผ่อนกับเจ๊เปิ้ลเอง” โฟล์กบอก

“เรื่องนั้นช่างเหอะ เจ๊คงไม่ไล่เราออกไปวันสองวันนี้หรอก” อาร์มขยับเข้ามาใกล้ มองหน้าเพื่อนให้ถนัดตาก็เห็นโฟล์กตาบวมแดง “ฉันอยากรู้ว่าแกเป็นอะไร”

“แม่ฉันป่วย” โฟล์กบอก “พี่สาวโทรมาเมื่อตอนสาย บอกว่าแม่เข้าโรง’บาล ถามตอนแรกก็ไม่ยอมบอก พูดแต่ต้องใช้เงินเยอะ จนเค้นเอานั่นแหละ ถึงยอมบอกว่าแม่เป็นมะเร็ง”

“แกก็เลยโอนเงินค่าห้องให้พี่แกก่อนใช่ปะ”

โฟล์กพยักหน้าอย่างรู้สึกผิดแต่ก็ไม่มีหนทางใดดีกว่านั้น

“รวมกับเงินเก็บด้วย ตอนนี้เหลือแค่สองร้อย ยังไม่พอที่แม่ต้องใช้เลย”

อาร์มเห็นใจโฟล์ก รู้ว่าเรื่องนี้มิใช่ปั้นน้ำเป็นตัว

“แล้วแกจะทำยังไงต่อไป”

“ต้องรีบหาเงิน แต่ไม่รู้จะพอไหม” พยักไปที่โทรศัพท์แล้วว่า “หาลูกค้ามาทั้งบ่าย ไม่ได้เลยสักคน”

โฟล์กอัปโซเชียลว่ารับงาน แต่วันนี้เหมือนวันวินาศ ไม่มีลูกค้าจ้างงานเลย มีแค่คอมเมนต์ตอบทำนองว่า…หุ่นดีจัง…ต้องลองสักครั้ง…เสริมด้วยไหมครับ…ซึ่งไม่มีประโยชน์ในวันที่เขาต้องการเงินที่จับต้องได้ ไม่ใช่ยอดไลก์ ยอดวิว หรือคอมเมนต์ ผู้สนใจบางคนสอบถามข้อมูลแล้วก็เงียบไป เพราะไม่สะดวกโอนเงินมัดจำก่อน…กลัวถูกเบี้ยว

“ถ้าได้สักสองงานก็สามสี่พัน” โฟล์กรำพึง

อาร์มเห็นใจโฟล์กเพราะนอกจากเป็นเพื่อนร่วมห้องเช่ากันแล้ว ยังเป็นเพื่อนอาชีพเดียวกัน แม้จะให้บริการกันคนละแนว แต่ก็หารายได้เข้ากระเป๋าจากการให้บริการ อาร์มนวดได้ แต่ไม่ชอบ เพราะเมื่อยมือ ถ้าลูกค้าจะให้นวด อาร์มก็ลูบพอเป็นพิธีแล้วก็จัดบริการเสริมให้รีบเสร็จๆ ไป

“ถามลูกค้าเก่าๆ มั่งยัง”

“ก็ถามนะ แต่วันนี้ไม่มีใครนัดเลย” โฟล์กอยากจะพูดต่อว่า…แม้แต่พี่คนนั้น

เขาคิดถึงลูกค้ารายนั้น แม้วันนี้เขาอยากรับงานเพราะได้เงิน แต่ถ้าเป็นพี่คนนั้น เขาก็อยากรับงานเพราะความคิดถึง

“ไปหาแม่พราวมะ” อาร์มเสนอ

แม่พราว ไม่ใช่แม่ของโฟล์กหรืออาร์ม แต่เป็นผู้ดูแลบาร์อะโกโก้ย่านพัฒน์พงษ์ที่ทั้งสองเคยทำงานมาก่อน อาร์มเคยเป็นเด็กเต้น ในขณะที่โฟล์กเป็นเพียงพนักงานในร้าน ส่วนผู้เป็นกึ่งๆ เจ้าของ ที่เรียกว่าแม่เล้า หรือมาม่าซัง พนักงานในร้านจะเรียก ‘แม่’ หรือ ‘คุณแม่’

“แต่คราวนี้แกต้องจิกลูกค้าให้ได้แล้วว่ะ”

“แล้วถ้ามันไม่ได้ล่ะ” โฟล์กกังวล “เต้นเพลงนึงได้แค่ห้าสิบบาท ต่อให้เต้นทั้งคืนแต่ไม่ได้ลูกค้าก็เหมือนไม่ได้อะไร”

ใจของโฟล์กยังภาวนาให้มีลูกค้าติดต่อนวด…แต่ก็ไม่มี

บ่ายจวนเย็นแล้ว ยังไม่เห็นทางใดจะได้เงินง่ายและเร็ว โฟล์กจึงเอ่ยปากชวนอาร์ม

“ไปหาแม่พราวก็ได้ ไปด้วยกันนะ”

อาร์มเปลี่ยนเสื้อผ้ารวดเร็วและยังจัดแจงเตรียมให้โฟล์ก แม้การเป็นเด็กเต้นในบาร์อะโกโก้จะไม่ต้องใส่อะไรมาก แต่มันก็ควรจะเป็นชั้นในที่ดูดี ไม่ใช่กางเกงในทรงลุงขอบยืดจนยานย้วย แทนที่จะได้ลูกค้ากลับกลายเป็นขายหน้าแทน

เกือบชั่วโมงต่อมาเด็กหนุ่มสองคนก็มาถึงที่ทำงานเก่าย่านพัฒน์พงษ์

พนักงานยกเก้าอี้ออกมาเรียงหน้าร้าน คนหนึ่งกำลังเช็ดโต๊ะ และอีกคนกวาดเวทีที่เป็นยกพื้นเตี้ยๆ มีเสาโครเมียมหลายต้นตั้งจากพื้นถึงเพดานกระจายอยู่เป็นระยะห้องแคบๆ ทว่าผนังโดยรอบเป็นกระจกเงา จึงดูหลอกตาว่ากว้างขวาง

กะเทยแก่วัยราวห้าสิบปีถือถาดเล็กบรรจุอาหารและขนมอันเป็นเครื่องเซ่นออกมา วางลงที่มุมประตูหน้าบาร์ก่อนจะจุดธูปปักลงไป รินเหล้าจากขวดลงเป๊ก พึมพำภาวนาขอพรให้ลูกค้าแน่น แล้วจึงสลัดเหล้าใส่หน้าร้าน

“แม่นี่ไม่เปลี่ยนเลยนะ ฉันไม่เห็นใครเขาทำอย่างแม่”

“ใครไม่ทำก็ช่างสิ กูเชื่อของกูอย่างนี้ มึงสองคนเถอะ มีอะไร ผ่านมาทัก หรือมาของาน” แม่พราวเข้าตรงประเด็นไม่อ้อมค้อม

“พาโฟล์กมาทำงานน่ะแม่ มันต้องใช้เงินด่วน”

แม่พราวมองหน้าอดีตลูกน้องเก่าด้วยความพอใจ เมื่อก่อนโฟล์กยังกล้องแกล้ง ซ้ำดูเป็นเด็กต่างจังหวัด แต่วันนี้ร่างกายเด็กหนุ่มเต็มตึงเต็มวัย ใครเห็นก็ชวนหมั่นเขี้ยวอยากขยำ เคยชวนให้มาเต้นตั้งนานแต่โฟล์กไม่กล้า ทว่าเมื่อวันนี้มีเรื่องร้อนมา แม่พราวจึงว่า

“ถ้าจะทำก็เต้นนะ ไม่รับเด็กเสิร์ฟแล้ว”

“ก็มาขอเต้นนั่นแหละแม่” อาร์มตอบแทนเพื่อน

“แล้วมึงล่ะ เต้นด้วยไหม หรือว่าเป็นดาวทวิตแล้ว เต้นเป็นแต่หน้าจออย่างเดียว”

“แม่รู้ด้วยเหรอ” อาร์มเบิกตากว้าง “แอบส่องฉันละสิ ถ้าแม่อยากเห็นแบบถึงใจกว่านั้น ต้องดูแอ็กล็อก แม่แอ็กเคานต์อะไร เดี๋ยวฉันแอดเข้ากลุ่ม”

“ไม่ต้องมาขายของ เข้าไปเตรียมตัวไป เปลี่ยนชุดแล้วออกมาเรียกแขกข้างนอก”

อาร์มคล้องแขนโฟล์กจะพาไปหลังร้าน แม่พราวก็ทักขึ้นมาอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้

“จ่ายเท่าที่ทำนะ ค่าเต้น ค่าดริงก์ ค่าออฟ ค่าตัวตกลงกับลูกค้าเอาเอง ไม่ให้ซีอาร์นะ”

อาร์มทำปากเบ้…แกล้งทำไปอย่างนั้น เพราะรู้อยู่แล้วว่าแม่พราวจะกดค่าจ้างถึงที่สุด

อาชีพนี้ไม่มีเงินเดือน ‘เด็ก’ ได้เงินจากค่าเต้นโชว์ตามรอบ ค่าเครื่องดื่มที่แขกสั่งให้เรียกว่าค่าดริงก์ และค่าตัวถ้าหากลูกค้า ‘หิ้ว’ หรือ ‘ออฟ’ ออกไป ราคาตามตกลง ส่วนค่า ‘ซีอาร์’ อันหมายถึงเงินที่ทางร้านจ่ายให้ลูกจ้างเป็นค่ารถ ค่าอาหาร และค่าอื่นๆ ที่ถือว่าเป็นสวัสดิการจากทางร้านให้พนักงานนั้น อาร์มและโฟล์กรู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ เพราะแม่พราวจะจ่ายให้คนที่มาทำงานต่อเนื่องสามเดือนขึ้นไปเท่านั้น

โฟล์กมองล็อกเกอร์เหล็กเก่าสีกะเทาะจนเห็นเนื้อข้างในบางส่วนเป็นสนิมแล้วนึกถึงอารมณ์ของตัวเอง อาร์มเข้ามาตบบ่าปลอบใจ ยื่นกุญแจสำหรับล็อกให้พลางปลอบ

“หยุดคิดเรื่องเศร้าก่อนน่า โฟล์ก ทำหน้าดีๆ ตั้งเป้าว่าคืนนี้ต้อง ‘จิก’ ลูกค้าให้ได้” กระซิบบอกเพื่อนด้วยความมั่นใจ “หน้าอย่างเรา หุ่นอย่างเรา น่าออฟกว่าอีซากจิ้งจกพวกนั้นเป็นไหนๆ”

เปลี่ยนชุดซึ่งเป็นเสื้อกล้ามและกางเกงขาสั้นสีขาว รองเท้าผ้าใบสีเดียวกันเรียบร้อยแล้วจึงไปเซตผมที่หน้ากระจก ขณะที่บางคนกำลังเขียนขอบตาให้คม ตบแป้งเพื่อปิดริ้วรอยและให้ดูผ่องขึ้น

กำลังจะชวนกันออกไปนั่งหน้าร้านเรียกลูกค้า เสียงหนึ่งก็ทักทายนำมาก่อน ตามด้วยเสียงกรี๊ดกร๊าดประสานรับราวเพื่อนเก่ากลับมาเจอกัน

“ต๊าย! ลมอะไรหอบมาจ๊ะ มาดามจุ๊บ”

คนถูกเรียกว่า ‘มาดาม’ โปรยยิ้มไปทั่ววง กลิ่นน้ำหอมฟุ้งกระจายราวอาบมา เสื้อผ้าและกระเป๋ารวมถึงโทรศัพท์ที่หล่อนถืออย่างจงใจอวดเป็นยี่ห้อดังรุ่นล่าสุด จุ๊บเป็นกะเทยผิวคล้ำซึ่งอาจมิใช่พิมพ์นิยมของคนไทยแต่ต้องรสนิยมชาวต่างชาติจนเลี้ยงหล่อนเป็นจริงเป็นจัง เพื่อนๆ อิจฉาจุ๊บที่มีคนเลี้ยงซึ่งเรียกกันว่า ‘ช้างเผือก’ และคนที่มีคนเลี้ยงก็จะถูกเรียกว่า ‘มาดาม’

“ลมคิดถึงพวกแกน่ะสิ”

“ขอบใจย่ะ ได้ดิบได้ดีแล้วยังไม่ลืมเพื่อนฝูง ดูแต่งเนื้อแต่งตัวเข้า ผู้ลากมากดียังอาย อิจฉาว่ะ เมื่อไหร่กูจะมีช้างเผือกอย่างมึงมั่ง”

“อยากจะอ้วก!” อาร์มโพล่งออกมา “ผู้ลากมากดี…เฮอะ…รากแตกสิไม่ว่า ดำเป็นเหนี่ยงขนาดนี้ แดะใส่เขียว เห็นทีแรกกูนึกว่าผี เกือบถามไปละว่าตายมากี่วันแล้ว เขียวขนาดนี้ เงินนี่มันซื้อรสนิยมไม่ได้จริงๆ แล้วนี่ใช้แป้งเบอร์อะไร ไฟที่ห้องเสียเหรอ ทั้งเทาทั้งลอยออกมาขนาดนี้ กูนึกว่ามาขายข้าวเกรียบว่าว”

“อีปากหมา” จุ๊บว่า เห็นอาร์มและโฟล์กอยู่ในชุดพนักงานของร้านก็ทำเสียงเยาะ “แล้วมาหาลำไพ่อะไรตรงนี้อีก เต้นยั่วในทวิตไม่พอใช้หรือไง เขาถึงว่า ผีมันไม่ลืมหลุมจริงๆ”

“ก็หลุมเดียวกับมึงนั่นแหละ อีจุ๊บแจง”

สองฝ่ายแทบจะปรี่เข้ามาปะทะกัน ถ้าแม่พราวไม่เข้ามาพบและจับแยกกันเสียก่อน

“มาสุมหัวชุมนุมศิษย์เก่าอะไรกันตรงนี้” แม่พราวเหวี่ยง “ออกไปหน้าร้าน เสียลูกค้าให้บาร์ข้างๆ ไปกี่คนแล้วรู้ไหม อีจุ๊บ พบญาติแล้วก็ออกไป กวนคนอื่นเขาจะทำมาหากินกัน อาร์ม โฟล์ก ออกไปหน้าร้าน หรือถ้าไม่อยากทำแล้วก็ออกไปซะ อย่ามาเกะกะแถวนี้”

 

ถนนทั้งสายคึกคักด้วยแสงไฟและผู้คนสัญจร ‘ศึก’ ขนาดย่อมๆ เกิดขึ้นบนถนนสายเล็กๆ นี้ เพราะทุกร้านที่เปิดเรียงกันตลอดสายให้บริการคล้ายกัน มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน เมื่อมีคนผ่านมา จึงต้องปรี่เข้าไปประชิดตัว พูดจาประจ๋อประแจ๋แล้วควงแขนลากเข้าไปในร้าน แทบฉุดเป็นบางที

ใครดีใครได้ ใครไวกว่าคนนั้นชนะ

โฟล์กยังทำใจที่จะขึ้นไปเต้นบนเวที เรื่องนี้เป็นความสมัครใจ จะขึ้นหรือไม่ขึ้นก็ได้ แต่กัปตันจะจดไว้ว่าเด็กคนไหนขึ้นไปเต้นกี่เพลง ร้านเลิกแล้วก็จ่ายค่าจ้างตามจำนวนรอบ บางคนที่เรื่องมาก กัปตันก็ไม่ช่วยเชียร์ให้แขกเลือกไปนั่งดริงก์ โฟล์กยอมรับว่ายังไม่กล้าขนาดนั้น รอบหัวค่ำไม่เท่าไรหรอก เพราะยังใส่เสื้อและกางเกง ดึกกว่านั้นจึงถอดเสื้อเหลือแต่กางเกง ดึกไปอีกเหลือแต่ชั้นใน จนถึงรอบสุดท้ายคือไม่เหลืออะไรห่มร่างเลย

เพลงดังขึ้น เด็กกลุ่มหนึ่งลุกออกไปที่เวที หาที่ยืนให้ตัวเอง โยกย้ายไปตามเสาอวดหุ่นและป้ายหมายเลขให้แขกเห็นชัดๆ เล็งแลว่าจะ ‘จิก’ ใครดี โชคดีลูกค้าเรียกก็ไม่ต้องเต้น แต่ไปนั่งดื่มเป็นเพื่อนแทน

ยิ่งดึกยิ่งต้องโชว์ให้ถึงใจ เพราะเวลาปิดร้านใกล้เข้ามา ถ้ายังหาแขกไม่ได้ก็แปลว่าคืนนั้นอาจได้เงินติดกระเป๋าไปไม่ถึงสามร้อยบาท เด็กบางคนที่ยังไม่มีคนเรียก เมื่อลงจากเวทีแล้วจึงรีบฟิตหุ่น

หลังร้านมีเครื่องออกกำลังกายเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นดัมเบลหลายขนาด ที่ยกน้ำหนัก บางคนก็วิดพื้นง่ายๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อขึ้น เห็นชัดในแสงไฟสลัว ในขณะที่บางคนไม่สนใจเรือนร่าง แต่เร่ง ‘ปั่น’ น้องชายให้ ‘ตื่น’ ขึ้นจากหลับใหล เพราะเชื่อว่าแขกสนใจมังกรมากกว่าไส้เดือน ที่สำคัญมันต้องตระหง่านอวดความแข็งแกร่งตลอดเวลาอันเป็นการรับประกันว่า ‘อึด’ จะเป็นมะเขือเผาหรือบวบเหี่ยวเกาะร้านนั้นไม่ได้

บางคน ‘ปลุก’ ง่ายเพียงแค่ดูคลิปโป๊ ขณะที่บางคนกินไวอะกร้าเข้าไปเพื่อให้ระยะเวลาตระหง่านง้ำยืนนาน บางคนตบตาแขกด้วยการครอบของปลอมลงไปให้ดูใหญ่ขึ้น ในแสงไฟสลัวมองไม่ออกเลย ที่ต้องการให้ด้านทนจนถึงขีด ก็จ่อเปลวจากไฟแช็กลง ‘โจ๋’ หรือกระเปาะแก้วบรรจุยาไอซ์ที่เรียกให้ปลอดภัยว่า ‘น้ำแข็ง’ ดูดแล้วพ่นควันที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ‘ไฮ’ อย่างไม่กลัวว่าตำรวจจะบุกทะลวงมาจับ เพราะแม่พราวจ่ายส่วยทั้งรายวันและรายเดือน จนไม่มีคนในเครื่องแบบเข้ามาก่อกวนเหมือนบาร์อื่นที่ไม่ยอมจ่าย ดูดเข้าไปครู่เดียวก็ทั้งเคลิ้มทั้งดีด ร่านขึ้นมานาทีนั้น

อาร์มยื่นเบียร์มาให้โฟล์ก รู้ว่าฝ่ายนั้นกำลังรวบรวมความกล้า

“เบียร์อย่างเดียว หรือจะเอาไวด้วย”

“ทั้งสองอย่างก็ดี” โฟล์กบอกแล้วรับมา ส่งไวอะกร้าเข้าปากนำไปก่อนจึงตามด้วยเบียร์ รอเวลาให้ออกฤทธิ์

“มาถึงขนาดนี้แล้วก็ต้องไปให้สุด อย่าให้เสียเที่ยว”

ยาและเบียร์ออกฤทธิ์พอดีเมื่อถึงรอบที่ต้องออกไปโชว์ตัว เสียงเพลงดังขึ้น โฟล์กก็ถอดกางเกงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ออก นุ่งลมห่มชุดวันเกิดเดินออกไปที่เวที ยึดเสาต้นหนึ่งเป็นหลักแล้วเลื้อยขึ้นลงอย่างถึงใจ จบเพลงหนึ่งก็ขยับไปที่เสาอีกต้น อาการมึนนิดๆ ทำให้ใจกล้าหน้าด้านขึ้น

โฟล์กมองไม่เห็นหน้าใครด้านล่างเวที แสงสีแดงและน้ำเงินสาดมากระตุ้นอารมณ์ให้ตื่น ในขณะที่แสงสีม่วงช่วยกลบจุดด่างดำบนเนื้อตัวร่างกายได้มาก ทำให้ผิวดูนวลเนียนน่าสัมผัส ลูกค้าคนหนึ่งถูกใจ ‘เด็ก’ ก็ควักธนบัตรใบหนึ่งมาพับครึ่งแล้วเสียบไว้ที่ร่องก้น

ห้าร้อย…โฟล์กอิจฉา ทำไมเขาไม่ได้บ้าง

ย้ายตำแหน่งเต้นอีกรอบ โฟล์กก็ยังไม่เห็นใคร เห็นแต่เงาของตัวเองที่สะท้อนหลายมุมอยู่ในกระจกเงา พลางคิดว่า เออนะ…กระจกเงามันดีอย่างนี้เอง นอกจากจะทำให้ห้องเล็กๆ นั้นดูกว้างขึ้นแล้ว เด็กก็ได้เห็นว่าตัวเองทำท่าทางอย่างไร เย้ายวน ‘ยั่วเพศ’ หรือไม่ ภาพสะท้อนกลับไปกลับมาทำให้ดูเหมือนแดนสนธยามากกว่าโลกความเป็นจริง

เพลงสุดท้ายจบลงแล้ว เด็กทุกคนขยับมายืนเรียงหน้ากระดานบนเวที ยกมือไหว้แล้วเรียงแถวกันลงไป

กัปตันเรียกหา ‘เด็ก’ ตามหมายเลขที่ลูกค้าเรียก

คนถูกเรียกยิ้มดีใจ ต่อจากนี้ก็ต้องงัดกลเม็ดเด็ดพรายสำหรับชวนดื่มให้ได้หลายๆ ดริงก์ หรือกล่อมให้ลูกค้า ‘หิ้ว’ ออกไปให้ได้

โฟล์กหงอยเมื่อไม่มีใครเรียกเขา บอกตัวเองว่าพอกันที พรุ่งนี้เขาจะหาทางใหม่ ลุกไปที่ล็อกเกอร์เพื่อเปลี่ยนเสื้อกลับบ้าน แม่พราวก็เข้ามาตามด้วยตัวเองถึงหลังร้าน

“โฟล์ก แขกเรียก”

ดีใจที่ไม่เสียเที่ยว อย่างน้อยก็ได้เพิ่มอีกหนึ่งดริงก์ รีบสวมเสื้อและกางเกงเดินตามออกไป ก่อนถึงตัวลูกค้า แม่พราวก็กระซิบบอก

“เอาใจเขาดีๆ นะ คนนี้ดูดีเชียว”

แบบนี้แสดงว่าเป็นลูกค้าจร เพราะถ้าเป็นลูกค้าประจำ แม่พราวจะบอกชื่อเสียงเรียงนามและประวัติย่อพอให้เด็กมีเรื่องคุยกับแขก

‘แขก’ เป็นหนุ่มใหญ่ท่าทางดีใต้แสงไฟสลัว ที่แม้จะออกไปเจอแสงธรรมชาติ โฟล์กคิดว่าเขาก็ยังดูดีอยู่ แม่พราวเป็นคนแนะนำ โฟล์กยกมือไหว้แล้วนั่งลงข้างกายเขา

“น้องโฟล์กค่ะ นานๆ มาที ไม่ได้อยู่ทุกวันนะคะ” วิธีนี้ช่วยเร่งการขาย ถ้าไม่หิ้ววันนี้ วันหลังอาจไม่เจออีก

“เลี้ยงดริงก์อะไรน้องดีคะ โฟล์กดื่มอะไรลูก”

“วอดก้าได้ไหมครับ” โฟล์กหันไปถามแขก ครั้นเขาพยักหน้าน้อยๆ เป็นการอนุญาต โฟล์กก็ยืนยันกับแม่พราวว่าเขาขอวอดก้า

‘เด็ก’ ที่นี่มีความสามารถในการดื่ม เพราะ ‘ค่าดริงก์’ คือรายได้ ยิ่งสั่งมากเท่าไรก็มีรายได้มากเท่านั้น เด็กจึงดื่มดุ ดื่มไว หมดแก้วแล้วอ้อนขอสั่งเพิ่ม ไม่อ้อยอิ่งประเภทแก้วเดียวทั้งคืน เพราะนั่นคือการสูญเสียทั้งรายได้และเวลา สั่งดริงก์แก้วเดียว เรียกเด็กมาคุย แล้วล้วงเป็นชั่วโมง คุ้มเสียที่ไหน

เครื่องดื่มที่สั่งก็เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งในการเพิ่มรายได้ เพราะค่าดริงก์ของเครื่องดื่มแต่ละชนิดราคาต่างกัน น้ำเปล่าและน้ำอัดลมได้ค่าดริงก์น้อยสุด ถ้าสั่งเบียร์ก็ขยับเพิ่มขึ้น แต่ถ้าสั่งบรั่นดีหรือวิสกี้จะได้ค่าดริงก์เรตสูงสุด

“พี่ดื่มอะไรฮะ อ้อ…เบียร์” โฟล์กถามแขก “ใกล้หมดแล้ว เพิ่มอีกแก้วไหมครับ”

ครั้นเขาพยักหน้า โฟล์กก็บอกพนักงานที่วางแก้ววอดก้าให้ว่าขอเบียร์เพิ่ม

“ทำที่นี่นานแล้วเหรอ”

“เพิ่งมาวันนี้ครับ เมื่อก่อนเคยเสิร์ฟอยู่ร้านนี้ แล้วออกไปทำอย่างอื่น”

“ทำอะไร”

“นวดครับ” สบช่องจะชวนเขาออกไป “พี่ชอบนวดไหมครับ ผมนวดได้ทั้งนวดไทย นวดออยล์”

“นานๆ ที”

คำตอบของแขกทำให้ใจแป้ว

“ออกไปกับแขกหรือเปล่า หรือว่าทำในร้านอย่างเดียว”

“ออกไปได้ครับ”

“เท่าไหร่”

ลูกค้าถามแต่โฟล์กลังเล เพราะคำถามนี้ ในสถานการณ์นี้สามารถเข้าใจได้สองทาง คือค่าออฟเท่าไร หรือน้องชายมี ‘ขนาด’ เท่าไร

โฟล์กบอกค่าตัวหลักพันรวมค่าที่หักหัวคิวให้ร้าน ส่วนขนาดของเขานั้น ลูกค้าน่าจะได้เห็นตอนโชว์แล้ว

เขาไม่ต่อรองราคา…ไม่สนใจเสียด้วยซ้ำ ราวกับว่าเงินแค่นั้นไม่มีความหมาย

“ทำอะไรได้บ้าง”

คำถามนี้อีกเหมือนกันที่เด็กต้องโฆษณาว่าทำได้แค่ไหน อัศจรรย์พันลึกถึงอกถึงใจเพียงใด เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้า ‘อยาก’ แต่โฟล์กตอบเพียง

“ทำได้ทุกอย่างครับ แล้วแต่ลูกค้าชอบ”

“ดี”

เขาตอบ รอยยิ้มน้อยๆ ฉายที่มุมปาก

พูดคุยอีกสองสามคำเขาก็จ่ายเงิน โฟล์กเปลี่ยนชุดแล้วออกไปกับเขา เห็นรถราคาหลายล้านก็เข้าใจว่าทำไมเขาไม่สะเทือนกับค่าตัวที่บอกไป ยิ่งเมื่อถึงที่พักของเขา คอนโดฯ หรูริมน้ำเจ้าพระยา โฟล์กก็คิดว่าถ้าเขาเอาใจลูกค้ารายนี้ได้อย่างถึงอกถึงใจ เขาอาจจะขอ ‘ทิป’ เพิ่มได้อีกสักพัน

 

เขาชื่อจิรัญ

โฟล์กไม่ได้ถาม และเขาไม่ได้แนะนำตัว การถามชื่อเสียงเรียงนามไม่จำเป็นสำหรับคนที่คิดว่าจะเจอกันเพียงครั้งเดียวเพื่อสนุกด้วยกัน…แล้วจบ แต่โฟล์กรู้ชื่อเขาจากประกาศนียบัตรที่เรียงประดับในห้องตอนที่นั่งรอเขาเข้าไปในห้องนอน

จิรัญออกมาในชุดใหม่ ใส่สูทผูกเน็กไท กางเกงสแล็กส์รีดอย่างดีและรองเท้าหนังเป็นมันเงาราวกับว่าแต่งตัวจะออกไปดูละครหรือชมการแสดงออร์เคสตรา ส่งของสิ่งหนึ่งให้เด็กหนุ่มที่เขา ‘หิ้ว’ กลับมา

มันเป็นปลอกคอหนัง มีสายโซ่ยาวเหมือนสายจูงสุนัข

โฟล์กรับมาแล้วรู้ทันทีว่าลูกค้าเขามีรสนิยมอย่างไร หนังโป๊กี่แนว ทำกันอย่างไรบ้าง เคยดูมาแล้วทั้งนั้น…ดูเอาเป็นประสบการณ์อ้อม ไม่เคยมีประสบการณ์ตรง นี่จึงเป็นครั้งแรก เขาทำได้…ภาวนาในใจ อย่าให้มันวิตถารมากจนทนไม่ได้เลย

สวมปลอกคอแล้ว จิรัญก็กระตุกโซ่โดยแรง

“คลานลงไป!”

“พี่ชอบแบบนี้ใช่ไหมครับ” โฟล์กถาม แต่ถูกตะคอกกลับ

“เจ้านาย!”

โอเค…เขาเริ่มแล้ว โฟล์กบอกตัวเอง

“มึงต้องเรียกกูว่าเจ้านาย เข้าใจไหม ไอ้ทาส!” เขาสั่ง “คลานเข้ามาเลียตีนกู”

โฟล์กทำตามคำสั่ง คิดเสียว่าถลำตัวมาแล้วครั้งหนึ่ง ภาวนาอย่าให้ถึงกับใช้แส้ฟาดหรือเอาเทียนลนเลย เจ้านายจูงทาสเข้าไปในห้องน้ำ ฉี่รดใส่อย่างสะใจ

เสร็จสมอารมณ์หมายก็เข้ามาถอดปลอกคอ โยนซองหนึ่งลงบนพื้น

“คาบแล้วคลานออกไป ไสหัวไปออกจากห้องกู ไอ้ทาส”

โฟล์กทำตาม ความรู้สึกว่าพ้นออกจากฉากวิตถารของมนุษย์คนหนึ่งทำให้เขาต้องสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติกลับคืน ค่าตอบแทนของเขาอยู่ในซองนั้น หวั่นขึ้นมาว่าจะถูกเบี้ยวหรือไม่ เพราะถ้าถูกเบี้ยว เขาก็หมดสิทธิ์จะเรียกร้องอย่างใดอีก เจ้าของห้องไม่มีวันเปิดประตูเพื่อรับฟัง

ขออย่าให้ชีวิตมันเฮงซวยไปกว่านี้เลย เงินสามพัน…หวังว่าคงไม่ถูกเบี้ยว

เปิดซองมือสั่น ตะลึงเมื่อเห็นเงินในซอง หยิบออกมานับทีละใบ พลิกหน้าหลังเช็กให้แน่ใจว่าเป็นของจริง ไม่ได้ตาฝาด…เงินหนึ่งหมื่นบาทอยู่ในมือเขาจริงๆ



Don`t copy text!