แก่นไม้หอม บทที่ 44 : ฝันสลาย

แก่นไม้หอม บทที่ 44 : ฝันสลาย

โดย : กิ่งฉัตร

แก่นไม้หอม นวนิยายออนไลน์ โดย กิ่งฉัตร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ กับเรื่องราวที่จะทำให้คุณได้รู้ว่าผู้หญิงเป็นเมียและแม่ไม่ต่างจากแก่นไม้ที่แข็งแกร่ง มั่นคงและทรหดที่ยึดให้ใบได้แผ่กว้าง และหากโลกนี้เชื่อว่าผู้ชายเป็นใหญ่ แต่จริงๆ แล้วทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติล้วนเป็นหยินที่โอบหยางทั้งสิ้น

ฉื่อไท่ใช้เวลาไม่กี่วันก็ขายอึ้งซุ้ยหลีได้เงินมาก้อนโต  คนซื้อเป็นเถ้าแก่ใหญ่เงินหนาที่บุ่งทงและหลีมุ่ยแนะนำมา  อันที่จริงทั้งคู่อยากซื้ออึ้งซุ้ยหลีเองเหมือนกัน  แต่ร้านสองคูหาทำเลทองราคาสูงเกินกว่าทั้งคู่จะเอื้อมถึง  จึงจำต้องเปลี่ยนมาเป็นผู้ช่วยหาคนซื้อแทน  พอขายได้ฉื่อไท่มอบเงินก้อนหนึ่งให้บุ่งทงเป็นค่าน้ำร้อนน้ำชา  อากู๋ของเขาไม่อยากรับ  แต่กิ๋มมุ่ยรีบคว้าหมับไปทันทีพอสามีดุว่าไม่ควรคิดค่านายหน้ากับหลาน  หญิงสาวก็ลอยหน้าลอยตาตอบว่า

“ค่านายนงนายหน้าอะไรกัน  นี่เป็นของขวัญแต่งงานเฮียฮงจากน้อง ๆ บ้านลานมะเกลือต่างหากล่ะ”

ขายร้านได้แล้วฉื่อไท่รีบนำเงินไปฝากธนาคารไว้โดยไม่ได้แบ่งสรรปันส่วนให้ใคร  โดยชายหนุ่มอ้างว่าต้องเก็บเงินไว้สำหรับเป็นค่าเล่าเรียนน้อง ๆ  ส่วนเรื่องที่บอกว่าจะเอาเงินทุนไปทำธุรกิจที่อเมริกานั้นเงียบหายไปไม่มีการเอ่ยถึงอีก  ฉื่อย้งที่รู้จักพี่ชายคนนี้ดีกว่าน้อง ๆ คนอื่นเพราะโตคู่กันมาพูดกับซิ่วเฮียงว่า

“ย้งรู้อยู่แล้วว่าเฮียไม่ไปหรอกอเมริกา  เขาไม่โง่  รู้ตัวดีแหละว่าไปที่โน่นก็คงตายอย่างเขียด  แต่ที่พูด ๆ มาก็แค่หาเหตุผลอยากจะขายร้านเท่านั้น  พอขายได้มีเงินถุงเงินถังก็ไม่ไปมันแล้ว  อยู่เมืองไทยนี่แหละสบายกว่าเป็นไหน ๆ”

เห็นลักษณะไม่เป็นโล้เป็นพายแบบนั้นแต่เอาเข้าจริง ๆ ฉื่อไท่ไม่คนโง่  หรือจะเรียกให้ถูกคือนงนุชไม่โง่  แม้อายุยังน้อยต้น ๆ ยี่สิบเท่านั้นแต่หญิงสาวเป็นคนมองการณ์ไกล  ไม่ยอมให้สามีเอาเงินขายร้านมาใช้สุรุ่ยสุร่าย  แต่สั่งให้ฝากธนาคารกินดอกเบี้ยแทน  นอกจากนี้หล่อนยังบังคับให้ฉื่อไท่หางานทำ  ไม่ยอมให้ลอยชายนั่งเล่นนอนเล่นไปวัน ๆ

ฉื่อไท่เกี่ยงงอนไม่ยอมออกไปหางาน  นงนุชก็ไปขอบิดาให้ช่วยฝากงานให้เขา  โชคดีที่ถึงชายหนุ่มจะเรียนจบแค่ชั้นมัธยม  แต่โรงเรียนของเขาเป็นโรงเรียนชั้นนำของกรุงเทพฯ  การสอนวิชาต่าง ๆ เข้มข้น  ภาษาอังกฤษของฉื่อไท่จึงดีพอ ๆ กับคนที่จบจากมหาวิทยาลัย  ดังนั้นหลังจากการฝากฝังและทดสอบ  ชายหนุ่มก็บรรจุเป็นลูกจ้างที่เดียวกับพ่อตา

ดูเหมือนการทำงานใต้ระบบและมีนายคอยกำกับจะถูกจริตกับฉื่อไท่มากกว่างานค้าขาย  เพราะทำงานไม่กี่ปีชายหนุ่มก็สอบเป็นพนักงานประจำได้  มีทั้งเงินเดือนและสวัสดิการสบาย ๆ

นงนุชมักจะพูดอย่างภาคภูมิใจว่า

“ถ้าไม่ได้นุชช่วย  เฮียคงไม่มาถึงระดับนี้หรอก”

ฉื่อไท่โชคดีจริง ๆ ที่ได้ภรรยาช่วยสนับสนุนและผลักดันทุกอย่าง  แต่โชคไม่ดีที่ความช่วยเหลือเกื้อกูลนั้นไม่เคยเผื่อแผ่ไปถึงน้อง ๆ ของเขา  เพราะตั้งแต่ขายร้านไปสองสามีภรรยาก็อ้างว่าไม่มีรายได้ประจำเข้าบ้าน  จึงจำเป็นต้องตัดค่าใช้จ่ายหลาย ๆ ส่วนออก

คนงานในบ้านสองคนมากไป  จ้างไว้คนเดียวสำหรับซักผ้ารีดผ้าและทำความสะอาดพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกันในบ้านอย่างห้องโถง  ห้องกินข้าว  ห้องครัว  ห้องน้ำ  ส่วนห้องนอนห้องส่วนตัวของใครคนนั้นต้องรับผิดชอบกวาดถูดูแลรักษาเอง

เรื่องจ้างรถรับส่งน้องชายสามคนไปกลับโรงเรียนก็ต้องยกเลิก  พวกน้องสาวนั่งรถประจำทางไปโรงเรียนได้  พวกน้องชายก็ต้องทำได้เหมือนกัน  อันที่จริงนอกจากเรื่องรถรับส่งแล้วยังมีเรื่องโรงเรียนอีกด้วย  โรงเรียนเดิมของสามหนุ่มนั้นนอกจากค่าเล่าเรียนสูงแล้วยังมีรายจ่ายจุกจิกค่าออกค่าย  ค่ากิจกรรม  ค่างานโรงเรียน  ฉื่อไท่บอกว่าไม่มีเงินออกให้ทุกอย่างไม่ไหว  ดังนั้น…ยกเว้นฉื่อไช้ที่จะจบมัธยมปีนี้…เขาอยากจะย้ายน้องสองคนที่เหลือไปเรียนโรงเรียนรัฐบาลแบบพวกน้องสาว

แต่แค่ออกปากซิ่วเฮียงก็ออกมาค้านเต็มตัว  หญิงสาวตัดบทสรุปว่า

“อาไท่เรียนจบที่นี่  น้องทุกคนก็ต้องได้เรียนที่นี่จนจบเหมือนกัน  อาไท่ถ้าลื้อไม่ไหวออกแต่ค่าเทอมกับเครื่องแบบของน้อง ๆ แล้วกัน  ไอ้พวกกิจกรรมเสริมอื่น ๆ เฮียงแจ้ออกให้เอง”

ฉื่อไท่ไม่กล้าโต้แย้งกับซิ่วเฮียงทำได้เพียงกลับมาเล่าให้ภรรยาฟัง  นงนุชเบ้ปากพูดอย่างไม่ออมเสียงว่า

“คิดอยู่แล้วว่าต้องลงเอยแบบนี้  เฮียงแจ้ไม่ให้ย้ายหรอก  ลูกเขาเรียนอยู่ตั้งสองคน  ลองมีแค่อากกเรียนคนเดียวสิ…เฮียไม่ต้องพูดออกมาเฮียงแจ้ก็ไล่ให้ไปเรียนโรงเรียนวัดแล้ว  แล้วก็นะ…บอกว่าจะออกเงินค่ากิจกรรมโรงเรียนเอง  เฮียงแจ้เอาเงินมาจากไหน  ไหนว่าค่าเช่าบ้านเดือน ๆ ได้เงินมาแทบไม่พอค่าอาหารในบ้าน  เฮอะ…ไม่รู้ว่าที่ไม่พอเพราะอมไว้เองบ้างหรือเปล่า  ทำบ้านเช่ามากี่ปีแล้วล่ะ  ไม่รู้เม้มเงินไปเท่าแล้ว”

ฟังภรรยาพูดเป็นตุเป็นตะ  ฉื่อไท่ก็เริ่มคล้อยตามไปบ้าง  หากด้วยความผูกพันกันมาต่อให้ไม่ใช่แม่แท้ ๆ ก็รักใคร่ให้ความเคารพเหมือนญาติผู้ใหญ่จริง ๆ ดังนั้นชายหนุ่มจึงเลือกเฉยเสียไม่พูดอะไร  ทว่าฉื่อเพียวที่อยู่แถวนั้นพอดีได้ยินเต็มสองหูกลับพูด

เด็กหญิงวิ่งไป ‘พูด’ ในสิ่งที่ได้ยินมาให้ซิ่วเฮียงและพวกพี่ ๆ คนอื่นฟัง

“คนคนนั้นบอกว่าเพราะเฮียไช้กับอาแชเรียนอยู่ที่นั่น  เฮียงแจ้เลยไม่ยอมให้ย้าย  ถ้ามีอากกเรียนคนเดียวเฮียงแจ้คงให้อากกไปเรียนโรงเรียนวัดแล้ว  แถมเขายังว่าเฮียงแจ้อมเงินค่าเช่าบ้าน  เลยมีเงินจะจ่ายค่ากิจกรรมที่โรงเรียนเองได้…”  ฉื่อเพียวเล่าละเอียด  ตอนนี้เวลาอยู่ลับหลังฉื่อไท่กับนงนุชเด็กหญิงและน้อง ๆ ของฉื่อไท่จะไม่เรียกนงนุชว่าซ้อ  แต่จะเรียก ‘สอนั้ง’ หรือบางบ้านใช้เซาะนั้งที่มีความประมาณว่าคนคนนั้นที่รู้กันว่าเป็นใครโดยไม่เอ่ยชื่อ  เทียบกับภาษาไทยตรง ๆ ก็คือแม่นั่น  โดยน้ำเสียงที่เอ่ยไม่มีความรู้สึกดี ๆ หรือความเคารพแม้แต่น้อย

“ยังมีอีกนะ  เพียวได้ยินคนคนนั้นคุยกับแมวว่าเลี้ยงแมวดีกว่า  เพราะให้ข้าวยังรู้คุณ  อีว่าพวกเราใช่ป่ะ  เขาเลี้ยงอะไรเรากัน  เงินที่ใช้อยู่เงินม้าชัด ๆ”

ฉื่อย้งฟังแล้วอยากดีดหน้าผากน้องสาวคนเล็กสักที   หน้าตาก็น่าเอ็นดูดีแต่ทำไมช่างฟ้องนัก

แน่นอนว่าหลังจากการฟ้องของฉื่อเพียว  บรรดาน้อง ๆ ของฉื่อไท่ต่างนินทาจิกกัดสอนั้งอย่างดุเดือด  มีเพียงฉื่อกกที่ประกาศว่าเขายอมไม่เรียนหนังสือก็ได้แต่ถูกพี่สาวคนโตฟาดไปที  กับซิ่วเฮียงที่นั่งฟังเงียบ ๆ เท่านั้น

ฉื่อไช้เฝ้ามองมารดาด้วยความเป็นห่วง  พออยู่กันตามลำพังเขาก็ปลอบว่า

“ม้าอย่าคิดมากเรื่องที่ซ้อพูดเลยนะ  เขาเป็นคนใจแคบและระแวงว่าคนอื่นใจคอคับแคบเหมือนเขาหมด  คำพูดของคนแบบนี้ไม่ควรใส่ใจ”

“เรื่องบางเรื่องไม่ใส่ใจได้  บางเรื่องไม่ใส่ใจไม่ได้  ไช้เห็นกาฝากที่ต้นมะม่วงบ้านโน้นไหม  ตอนมันยังเล็กเป็นแค่กล้าไม้ยาวไม่ถึงคืบ”  ซิ่วเฮียงกางนิ้วประกอบให้ลูกชายเห็นว่าตอนแรกที่มีคนเห็นกาฝากนั้น  ต้นมันเล็กนิดเดียว  เหมือนกิ่งไม้อ่อน ๆ กิ่งเดียวก็ว่าได้  “เราเห็นว่าไม่สำคัญเลยไม่ใส่ใจบอกว่าไม่มีเวลาจ้างคนปีนขึ้นไปดึงมันออก  ใช้เวลาไม่นานมันก็เกาะต้นไม้สูบน้ำเลี้ยงไปเลี้ยงตัวเองจนโตใหญ่  ออกดอกออกผลมากมายกระจายเกาะไปทั้งต้น  ถึงตอนนั้นจะกำจัดมันก็ต้องตัดกิ่งมะม่วงจนโกร๋น”

“ไช้จำได้  มะม่วงต้นนั้นแทบตายโดนตัดเหลือแต่ต้นกับกิ่งนิดเดียว  ม้าเตียงยังบ่นว่ากลัวจะเสียทั้งเงินค่าตัดต้นไม้เสียทั้งต้นมะม่วง”

“นั่นแหละ ๆ ความสัมพันธ์ของคนเราก็เหมือนกัน  ถ้าปล่อยความคิดไม่ดี ๆ ไว้นานมันก็จะกลายเป็นกาฝากทำลายต้นไม้ทั้งต้น  ฉะนั้นบางเรื่องถึงม้าอยากจะปล่อยแต่ก็ปล่อยไปไม่ได้จริง ๆ”

เพราะเหตุนี้ซิ่วเฮียงจึงหอบบัญชีทั้งหมดไปหาฉื่อไท่และนงนุชที่บ้านลานมะเกลือ  หล่อนเอาบัญชีค่าเช่าบ้านกางตรงหน้าบอกว่า

“คราวก่อนเฮียงแจ้เอาบัญชีให้พวกลื้อดู  พวกลื้ออาจจะดูไม่ละเอียดเลยมีข้อสงสัยในใจ  วันนี้เฮียงแจ้เลยเอามาให้พวกลื้อตรวจอีกที  ตรวจแล้วจะเก็บไว้เลยก็ได้นะเผื่อมีอะไรติดขัดตรงไหนจะได้เปิดตรวจสอบได้”

ฉื่อไท่รู้สึกผิดจนหน้าแดงก่ำ  นงนุชเองก็อายแกมโกรธ  คิดว่าต้องมีนกกระปูดตัวใดตัวหนึ่งคาบเรื่องที่หล่อนบ่นไปฟ้องซิ่วเฮียงแน่  แต่ความไม่พอใจทั้งปวงของหญิงสาวสะดุดลงเมื่อเฮียงแจ้เอ่ยต่อว่า

“และถ้ายังไงเดือนหน้าอานุชก็ตามเฮียงแจ้ไปเก็บค่าเช่าบ้านแล้วกัน  ได้มาแล้วก็หารสามส่วน  เฮียงแจ้เอาไปสำหรับบ้านต้นชมพู่ส่วนนึง  อีกสองส่วนพวกลื้อเก็บไว้เป็นค่ากับข้าวใช้จ่ายของบ้านนี้  แยกครัวกันไปเลยก็ได้  จะได้สบายใจกันทั้งสองฝ่าย”

นงนุชกำลังจะพยักหน้ารับอย่างยินดี  แต่สามีหล่อนกลับชิงบอกก่อนว่า

“เฮียงแจ้อั๊วขอโทษ  อย่าโกรธอั๊วกับนุชเลยนะ  นุชเป็นพวกปากเบาแค่พูดตามอารมณ์ไปแบบนั้นเอง  ไม่ได้ตั้งใจว่าอะไรเฮียงแจ้จริง ๆ  อั๊วสาบานได้”

คนปากเบาอ้าปากค้าง  พอซิ่วเฮียงที่ถูกกล่อมจนใจอ่อนยอมหอบสมุดบัญชีกลับไปแล้ว  หล่อนก็หันมาฟาดมือใส่สามีอย่างไม่เบานักไปหลายที

“เฮียจะบ้าหรือ  เฮียงแจ้เสนอให้ดี ๆ แบบนี้แล้วทำไมไม่รับ  รู้แหละว่าเงินค่าเช่าบ้านไม่เยอะ  แต่ไม่เยอะก็เงินนะ”

ฉื่อไท่ที่ทั้งขายหน้าทั้งเจ็บตัวถลึงตามองภรรยา  โต้กลับว่า

“นุชสิบ้า  อยู่กันมาเกือบปีไม่รู้เลยหรือว่าอาฮวงกับอากกเลือกกินแค่ไหน  ไอ้โน่นก็ไม่ชอบไอ้นี่ก็ไม่เอา  คนงานที่ทำกับข้าวก็ให้ออกไปแล้ว  ทุกวันนี้เฮียงแจ้ทำกับข้าวเอง  ถ้านุชรับเงินรับหน้าที่นี้มานุชทำกับข้าวทุกมื้อไหวหรือ  เหนื่อยตายชักเลย  ที่สำคัญเงินแค่นั้นรับมาไม่คุ้มหรอก  ไม่เห็นบัญชีหรือว่าตัวแดงเกือบทุกเดือน  เฮียงแจ้ต้องเอาเงินตัวเองออกให้ทุกครั้ง”

“นุชไม่เชื่อหรอกว่าค่าเช่ามันจะได้แค่นี้”  นงนุชยังมีสีหน้าไม่เชื่อ  “ถ้าไม่แต่งบัญชีเฮียงแจ้จะเอาเงินจากไหนมาออกค่าใช้จ่ายที่โรงเรียนของพวกเด็กผู้ชายล่ะ”

“คงเงินเก็บของเฮียงแจ้แหละ  อาจจะเตี่ยให้หรือไม่ก็เงินที่เฮียงแจ้เคยทำดอกไม้ผ้าส่งขายที่ร้าน  จำได้ว่าขายดีอยู่  แต่หลัง ๆ คนไม่นิยมใช้ดอกไม้ผ้าแล้วถึงได้เลิกทำส่ง  นุชเองก็เถอะ…เลิกสนใจไอ้ค่าเช่าบ้านจากลานมะเกลือได้แล้ว  ตอนนี้ยึดมาทำเองเฮียว่าได้ไม่คุ้มเสีย  อีกอย่างนี่ใกล้จะต้องจ่ายค่าเช่าให้กับทางราชพัสดุแล้ว  รับมาตอนนี้กลายเป็นว่าเราต้องจ่าย  ปล่อยให้เฮียงแจ้จัดการไปเถอะไม่ปวดหัว”

“เฮียก็เป็นเสียอย่างนี้  ห่วงแต่จะเสียเงินน้อยไม่คิดถึงผลระยะยาวเลย”  หญิงสาวบ่นอย่างอ่อนใจ แต่ก็ยอมถอยตามคำขอของสามี  แถมยังระวังตอนคุยกันถึงซิ่วเฮียงด้วยเพราะกลัวจะมีนกกระปูดคาบเรื่องไปปูดอีก

 

ซิ่วเฮียงรู้ดีว่าหล่อนต้องเป็นหัวข้อสนทนาของฉื่อไท่และภรรยาของเขาอย่างแน่นอน  แต่หญิงสาวไม่สนใจ…ไม่เก็บไปคิดด้วยเพราะในแต่ละวันมีเรื่องที่ต้องจัดการมากมาย  และเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากคือการหาเงินให้พอค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน

ฉื่อไท่เดาถูกที่ว่าซิ่วเฮียงยังมีเงินเก็บอยู่บ้าง  เป็นเงินที่เถ้าแก่ให้มาบ้างรวมกับเงินค่าขายดอกไม้ผ้า  น่าเสียดายที่มันร่อยหรอลงทุกวัน  และหญิงสาวก็อยากเก็บเงินก้อนนี้ไว้เผื่อฉุกเฉินจริง ๆ  ดังนั้นหล่อนจึงต้องทำงานเพื่อหาเงินมาเติมในส่วนที่ไม่พอใช้

เรื่องขายดอกไม้ผ้าตัดไปได้เลยเพราะตอนนี้แทบไม่มีใครใช้ดอกไม้ผ้ากันแล้ว  ซิ่วเฮียงจึงรับเย็บเสื้อ  ซ่อมแซมเสื้อผ้าให้กับคนแถวนั้น  งานซ่อมแซมเสื้อผ้านี้เมื่อก่อนเง็กซิมรับทำช่วงว่าง ๆ เหมือนหาอะไรทำเพลิน ๆ ไม่เหงามือ  แต่ตอนนี้เง็กซิมอายุมากแล้วสายตาไม่ค่อยดีเลยส่งต่อให้ซิ่วเฮียงรับช่วงแทน

ทุกวันซิ่วเฮียงจะดูแลสองบ้านตอนกลางวัน  หุงหาข้าวปลาอาหารมื้อเย็นให้คนทั้งสองบ้าน  หญิงสาวทำบัญชีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทุกวัน  และรอจนฉื่อเพียวกับฉื่อแชทำการบ้าน  อาบน้ำและเข้านอนเรียบร้อยจึงลงมานั่งสอยเสื้อหรือเย็บจักรชั้นล่าง  บางวันเง็กซิมจะออกมานั่งดูโทรทัศน์เป็นเพื่อน  แต่บ่อยครั้งเหมือนวันนี้เง็กซิมที่อายุมากแล้วเหนื่อยง่ายจะเข้านอนก่อน

ตอนที่ฉื่อไช้ลงมาจากชั้นบนเงียบ ๆ เขาจึงเห็นม้านั่งเลาะเสื้อให้ลูกค้าอยู่ลำพัง

ตั้งแต่ม้าเตียงจากไป…ดูเหมือนม้าจะดูสูงวัยขึ้นไม่น้อย  ผมที่เคยดำสนิทตอนนี้เริ่มมีสีขาวแซมขึ้นเล็กน้อย  เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าคนปกติเริ่มมีผมขาวตอนอายุเท่าไหร่  แต่เขามั่นใจว่าต้องไม่ใช่ตั้งแต่ก่อนถึงวัยสี่สิบอย่างม้าแน่  นอกเหนือจากสีผมแล้วม้าดูเหมือนผอมลง  รอยย่นที่หางตาและมุมปากดูมากขึ้นเล็กน้อย…

ฉื่อไช้รู้สึกเหมือนลำคอเขาตีบตันขึ้น  ต้องกระแอมเบา ๆ ก่อนส่งเสียงเรียก

“ม้า”

ซิ่วเฮียงเงยหน้าขึ้น  หล่อนยิ้มกว้างให้ลูกชายถามว่า

“ลงมาทำไมไช้  ทำไมไม่อ่านหนังสือเตรียมสอบ”  สอบที่หญิงสาวพูดถึงคือสอบเอ็นทรานซ์  ไม่ใช่สอบปลายภาคเหมือนปกติ

“ม้า…”  เด็กหนุ่มเดินมานั่งบนโซฟาข้าง ๆ มารดา  จับแขนของหล่อนไว้ก่อนบอกเบา ๆ ว่า  “ไช้มีเรื่องจะบอกม้า  แต่ม้าสัญญานะว่าจะไม่โกรธ…”

“มีอะไร  อย่าบอกนะว่าไช้ถูกครูทำโทษมา”

ฉื่อไช้หัวเราะเบา ๆ  ดูเหมือนในความเห็นของม้าแล้ว  ปัญหาที่รุนแรงที่สุดของลูก ๆ คือการถูกครูดุหรือครูตี

“ไช้ไม่ได้ทำอะไรผิดมาสเซอร์ไม่ทำโทษไช้หรอกม้า”

“งั้นมีเรื่องอะไร”

“ม้าสัญญามาก่อนว่าจะไม่โกรธ”

“ยังไม่รู้เลยว่าเรื่องอะไรแล้วจะบอกได้ไงว่าจะโกรธหรือไม่โกรธ…”  ซิ่วเถียงโต้  ในใจเริ่มหวั่น  เรื่องอะไรกันอาไช้ถึงได้ย้ำเรื่องไม่โกรธ  หรือว่าอาไช้จะเหมือนลูกชายคนโตของหลีมุ่ยที่ยังไม่ทันเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็มีลูกแล้ว  แต่ไม่น่าจะเป็นไปได้…เพราะโรงเรียนของอาไช้เป็นโรงเรียนชายล้วน  และอาไช้ไปกลับโรงเรียนกับน้อง ๆ สองคนทุกวัน  ไม่มีทางที่จะหลบไปทำเรื่องเหลวไหลโดยที่ฉื่อกกเด็กน้อยผู้ชอบสอดรู้สอดเห็นไปทุกเรื่องจะไม่รู้

“สัญญาก่อน”

“ก็ได้ ๆ  มีเรื่องอะไรบอกมาม้าจะไม่โกรธ”

“ม้า  ไช้จะไม่สอบเอ็นนะ  ไช้ไม่เรียนต่อแล้ว  ไช้จะออกมาทำงานหาเงินช่วยม้าเลี้ยงน้อง”

ซิ่วเฮียงนิ่งอึ้งไปอย่างคาดไม่ถึง  ฉื่อไช้เห็นม้านิ่งไม่พูดไม่จาก็รีบเอ่ยว่า

“ม้าสัญญาแล้วนะว่าจะไม่โกรธ”

“ม้าไม่โกรธ”  หญิงสาวพูดขึ้นหลังจากตั้งสติได้แล้ว  “ม้าแค่…ตกใจ  ม้านึกว่าไช้อยากเข้ามหา’ลัยเหมือนย้งแจ้เหมือนเฮียหั่งเสียอีก  เรียนมหา’ลัยจบมาจะได้มีงานดี ๆ เงินเดือนสูง ๆ เหมือนย้งแจ้ไง”

“แจ้เรียนเก่งเฮียหั่งก็เรียนดี  แต่ไช้เรียนไม่เก่ง  ให้อ่านหนังสือแทบตายยังไงก็คงสอบไม่ติด  ม้า…ไช้คิดมานานแล้ว  จริง ๆ ไช้อยากจะเรียนสายอาชีพตั้งแต่จบมอสามแล้ว  อยากไปเรียนพวกเครื่องยนต์  แต่ไช้ไม่กล้าบอกม้า…”

“ถ้า…ถ้าชอบทางเครื่องยนต์  เรียนมหา’ลัยก็ได้  เขาก็มีสอนไม่ใช่หรือ”  ซิ่วเฮียงพยายามหาทางปลอบลูกชายทั้งที่กระบอกตาเริ่มร้อนผ่าว  นึกเจ็บใจที่ตัวเองความรู้น้อยไม่รู้เรื่องวิชาเรียนในมหาวิทยาลัยมากนัก  จำได้จากที่เส่งเล่าถึงมหา’ลัยของเขาแบบงู ๆ ปลา ๆ ว่ามีเรียนอะไรบ้างเท่านั้น

“วิศวะคะแนนสูงมาก  ไช้ทำไม่ได้หรอกม้า  ม้า…ไช้รู้ตัวดีไช้สอบไม่ติดหรอก  ม้า…อย่าร้องไห้  ไช้เองก็เสียใจที่ตัวเองโง่แบบนี้  แต่ไช้คิดดีแล้ว  ไช้จะไม่สอบเอ็นไช้จะหางานทำ…”

“ไม่  ไม่ต้อง  ไม่ต้องทำงาน  ถ้าไช้กลัวจะไม่มีเงินเรียน  ไช้ไม่ต้องกลัวนะ  ค่าเล่าเรียนอาไท่รับปากแล้วว่าจะออกให้  ส่วนอย่างอื่นม้ายังพอมีเงิน  ไช้ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเงินเรียน”

“ม้า  ไช้รู้ว่าม้ามีเงิน  รู้ว่าถ้าจะเรียนม้าต้องหาทางหาเงินมาส่งได้แน่  แต่ไช้ไม่อยากเรียนแล้วไงม้า  ไช้อยากทำงาน  อยากหาเงินเตรียมไว้ให้อาแช  อาแชเรียนเก่งมากต้องสอบเข้ามหา’ลัยได้แน่  สอบเข้าได้จะได้มีเงินเรียนหนังสือสบาย ๆ  ม้าจะได้ไม่ต้องเหนื่อยมาก”

“อาแชก็ส่วนอาแช  ค่าเรียนอาไท่ก็ออกให้เหมือนกัน  ถ้าไช้ห่วงตรงนี้ม้าบอกเลยว่าไม่ต้องห่วง  ถ้าไช้กับแชเรียนมหา’ลัยได้ม้าไม่เหนื่อยเลย  ทำงานทั้งคืนก็ไม่เหนื่อย  ขอให้เรียน  เงินหาได้ ๆ ขอให้อาไท่ช่วยได้”  ซิ่วเฮียงยังเถียงพร้อมน้ำตา

“เฮียคงช่วยออกแต่ค่าเทอมค่าเครื่องแบบกับหนังสือตำรานิดหน่อยเท่านั้นแหละม้า  แต่ตอนเรียนจริง ๆ มันมีอะไรอีกเยอะนะม้า  ทั้งค่ากินอยู่  ค่าใช้จ่ายทำกิจกรรมกับเพื่อนกับคณะ  เงินทั้งนั้น  ไช้อยากให้น้องเรียนหนังสือสบาย ๆ ไม่ต้องกังวล  อยากให้ม้าไม่ต้องทำงานหนักทุกคืนแบบนี้  ม้า…ไช้หางานได้แล้วนะ  พ่อเพื่อนไช้เขาเป็นเจ้าของโรงแรมในเยาวราช  โรงแรมดีเลยล่ะ  เขาอยากได้คนทำงานที่พูดจีนกับอังกฤษได้  ไช้เลยใช้เส้นขอเขามา  สองเดือนแรกทดลองงานอาจจะได้เงินน้อยหน่อย  แต่ถ้าเขารับแล้วน่าจะได้ไม่น้อย  ม้าอดทนสักสองเดือนนะ  พอไช้มีเงินเดือนเยอะ ๆ ม้าก็ไม่ต้องมานั่งเย็บผ้าค่ำ ๆ มืด ๆ ให้เสียสายตาอีกแล้ว  ม้า…ม้าอย่าร้องไห้สิ  อย่าร้องนะม้า…”

ฉื่อไช้กอดม้าไว้เพื่อปลอบ  แต่เขาไม่รู้เลยว่าใบหน้าตัวเองก็เปื้อนเต็มด้วยน้ำตาเช่นกัน

 

ฉื่อไช้รอจนกระทั่งใกล้วันจบการศึกษาชั้นมัธยมปลายแล้วจึงบอกพี่ ๆ น้อง ๆ เรื่องที่เขาจะไม่เรียนต่อแต่จะไปทำงานแถวเยาวราชแทน  พี่ใหญ่สองคนของเขาคนหนึ่งคะยั้นคะยอสองให้เรียนต่อสองสามคำพอเป็นพิธี  พอเด็กหนุ่มปฏิเสธหนักแน่นก็ยอมรามือโดยง่ายแถมยังเหมือนจะดีใจที่ตัดภาระรับผิดชอบการเรียนของน้องไปได้หนึ่งคน  ส่วนพี่อีกคนนั้นถอนใจยาว  ไม่ค้านไม่ห้ามแค่บอกว่า

“อยากทำงานก่อนก็ทำเถอะ  การศึกษาไม่ได้รับรองว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จเสมอไป  แต่ถ้าวันหนึ่งไช้เกิดอยากเรียนต่อก็อย่าอายที่จะกลับไปเรียน  ถ้าติดขัดอะไรก็มาปรึกษาแจ้ได้ตลอด”

พี่สองคนต่างกันแบบนี้  ส่วนบรรดาน้อง ๆ ยิ่งคิดเห็นต่างกันเข้าไปใหญ่  ฉื่อกกนั้นแสดงชัดเจนว่าอิจฉาเฮียไช้จับใจ  เขาน่ะอยากทำแบบเฮียไช้ใจจะขาด  ไม่เรียนแล้วไปเล่น…อ่า…ไปทำงาน  แต่แค่พูดออกมาเท่านั้น  เฮียงแจ้ก็คว้าไม้มาฟาดเขาไปทีหนึ่งแล้ว  ฉื่อกกโวยวายลั่น  ทำไมเฮียไช้ทำได้แต่เขาทำไม่ได้  ไม่ยุติธรรมเลยนะเนี่ย…

ฉื่อแชกับฉื่อเพียวที่โตพอรู้ความเข้าใจสถานการณ์ต่าง ๆ ในบ้านดีได้แต่คับแค้นใจ  รวมทั้งเริ่มกังวลถึงอนาคตของตัวเอง  และแน่นอนว่าคนที่ระเบิดอารมณ์มากที่สุดต้องเป็นลูกคนกลางอย่างฉื่อฮวง  หล่อนพูดตรง ๆ ตามนิสัยว่า

“เฮียไช้น่ะโง่  มีคนส่งเรียนทำไมไม่เรียน  ถึงอยากจะทำงานก็ลงเรียนรามเรียนอะไรไปก็ได้  อย่างน้อยต้องให้ได้ใช้สิทธิเรียนหนังสือ  ต้องให้จ่ายค่าเล่าเรียนค่าเครื่องแบบค่าตำราทุกเทอม  เฮียไช้ทำแบบนี้เฮียไท่กับแม่นั่นคงตีปีกกันพั่บ ๆ ดีใจไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนไปคน  คอยดูนะ…ฮวงจะไปเข้าเรียนเอกชน  เลือกที่แพงที่สุด  ลงเรียนให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้  ให้คนจ่ายเงินร้องจ๊ากไปเลย”

ฉื่อไช้ได้แต่หัวเราะกับท่าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันของน้องสาว

ทว่าพอถึงเวลาฉื่อฮวงสอบเข้ามหาวิทยาลัยจริง ๆ คนที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะผลาญค่าเล่าเรียนให้หนำใจกลับสอบติดมหาวิทยาลัยของรัฐได้  ฉื่อไช้ถามน้องสาวคนถัดจากเขาขำ ๆ ว่า

“ไหนฮวงว่าจะเข้าเอกชนไง”

ฉื่อฮวงตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ว่า

“ก็ว่าจะเข้าอยู่  แต่ดันสอบติดที่นี่เสียก่อน  เลยเรียนที่นี่…ดีกว่าไปเรียนเอกชนเยอะ  มีเสียอยู่อย่างเดียวที่ค่าเล่าเรียนหน่วยกิตละยี่สิบสามสิบบาท  เทอมนึงจ่ายไม่กี่ร้อย  ไม่สะใจเลยจริง ๆ!” 

 



Don`t copy text!