แก่นไม้หอม บทที่ 53 : เศรษฐีสิบคนอุ้มยาจกคนเดียวไม่อยู่

แก่นไม้หอม บทที่ 53 : เศรษฐีสิบคนอุ้มยาจกคนเดียวไม่อยู่

โดย : กิ่งฉัตร

แก่นไม้หอม นวนิยายออนไลน์ โดย กิ่งฉัตร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ กับเรื่องราวที่จะทำให้คุณได้รู้ว่าผู้หญิงเป็นเมียและแม่ไม่ต่างจากแก่นไม้ที่แข็งแกร่ง มั่นคงและทรหดที่ยึดให้ใบได้แผ่กว้าง และหากโลกนี้เชื่อว่าผู้ชายเป็นใหญ่ แต่จริงๆ แล้วทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติล้วนเป็นหยินที่โอบหยางทั้งสิ้น

หลังจากเง็กซิมจากไปไม่ถึงสามเดือน  ซิ่วเฮียงก็ได้รับข่าวการจากไปของ ‘คนรู้จัก’ อีกคน

มาลัยโทรศัพท์ส่งข่าวว่า

“แม่เสียแล้วนะพี่เฮียง”

คนฟังใจหาย  แม้พิกุลเคยด่าทอสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้ซิ่วเฮียงถึงที่สุด  แต่เมื่อเวลาผ่านความเจ็บปวดนั้นตื้นเขินจนแทบไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้  ยิ่งเห็นสภาพของพิกุลในงานศพของพนม  หญิงสาวก็ได้แต่เวทนา  ดังนั้นพอได้ยินข่าวก็มีความรู้สึกเศร้าใจ  ไม่ได้ยินดีหรือสะใจอะไรเลย

“แม่พิกุลเป็นอะไรเสียจ๊ะ”

มาลัยร้องห่มร้องไห้มาตามสาย  เล่ากระท่อนกระแท่นว่า

“แม่แกป้ำ ๆ เป๋อ ๆ มาตั้งแต่หลังงานพี่พนม  บางวันก็นั่งซึมไม่พูดไม่จา  บางวันก็อาละวาดทั้งด่าทั้งตีพี่ตุ่ม  ยิ่งหลัง ๆ นี่อาการแกยิ่งหนัก  วันก่อนจู่ ๆ แกก็บอกว่าจะไปหาพ่อที่วัด  พี่ตุ่มหลอกว่าเดี๋ยวอาบน้ำเสร็จจะพาไป  พอพี่ตุ่มไปเข้าห้องน้ำแกก็ลุกเดินออกจากบ้านไปเลยพี่  ไปโดนมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวล้มตรงหน้าปากซอยนั่นแหละ  คนแถวนั้นบอกว่าแกล้มหัวฟาดพื้นแรงมาก  เสียงป๊อกดังมากเลย…”

ซิ่วเฮียงมารู้ภายหลังจากสมจิตรว่าพิกุลไม่ได้เสียในที่เกิดเหตุ  เพื่อนบ้านแถวนั้นรีบพาพิกุลไปส่งโรงพยาบาล  หญิงสูงวัยนอนไม่รู้สึกตัวอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ๆ ก่อนจากไปในช่วงเช้าของวันถัดมา  และระหว่างที่กำลังชุลมุนวุ่นวายนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาล  มอเตอร์ไซค์ต้นเหตุคันนั้นก็วิ่งหายไปโดยไม่มีใครจำทะเบียนรถได้

“ใจเย็น ๆ ไว้นะลัย  แม่แกไปสบายแล้ว  หักใจบ้างนะ”

“พี่เฮียง  ลัยผิดเอง  ถ้าลัยเอาแม่มาอยู่ด้วยแม่คงไม่ตาย…”  มาลัยยังคร่ำครวญด้วยความรู้สึกผิด

หลังงานศพพนม…มาลัยตัดสินใจไม่พามารดาไปอยู่ที่นครปฐมด้วย  หญิงสาวรักแม่  แต่ห่วงสามีและลูกรวมถึงแม่สามีด้วย  กลัวว่าถ้าเอาพิกุลมาอยู่ด้วยพิกุลจะก่อความวุ่นวายให้ครอบครัวใหม่ของหล่อนมีปัญหา  มาลัยจึงใช้วิธีเดิมให้สมจิตรอยู่ดูแลพิกุล  ส่วนตัวหล่อนก็แวะไปเยี่ยมทุกเดือน

ดังนั้นพอเกิดเหตุร้ายขึ้น  หญิงสาวจึงรู้สึกผิดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ  พอพูดถึงก็จะร้องไห้จนหน้าแดงหน้าดำไปหมด  ซิ่วเฮียงจึงปลอบว่า

“ลัยอย่าร้อง  มีอะไรที่ต้องทำอีกมาก  ถ้าร้องจนป่วยไปจะทำยังไง  อีกอย่างลัยทำดีที่สุดแล้ว  พนมกับหนาทำไม่ได้แบบลัย  ลัยดูแลแม่แกดีที่สุดแล้ว  ไม่ต้องร้องนะ”

“แต่ถ้าลัยพาแม่มาอยู่ด้วย…”

“แม่พิกุลก็คงไม่มีความสุข  ชีวิตของแกทั้งชีวิตอยู่ที่มหาชัย  มาย้ายแกไปที่อื่นมีแต่จะทำให้แกทุกข์หนักนะ  ลัยทำดีที่สุดแล้วจริง ๆ ไม่ต้องเสียใจนะ”

ตอนแรกซิ่วเฮียงไม่อยากไปงานศพที่มหาชัย  แต่สงสารมาลัยที่เสียใจจนมึนงงไปหมด  หล่อนเลยตัดสินใจไปเพื่ออยู่เป็นเพื่อนฝ่ายนั้น

หาญก็ลงจากสุพรรณมางานด้วย  แต่ชายหนุ่มกระซิบกับม้าว่า

“หาญไม่บวชหน้าไฟแล้วนะม้า”

“ไม่ต้องบวช”  ซิ่วเฮียงเห็นด้วย  “ครั้งก่อนที่บวชเพื่อทำให้คนเป็นมีความสุข  ตอนนี้ไม่ต้องบวชแล้ว  อาลัยคงไม่ขอให้หาญบวชอีกหรอก”

มาลัยไม่ขอร้องจริง ๆ  แต่หล่อนให้ลูกชายสองคนบวชแทน  หล่อนบอกกับซิ่วเฮียงตรง ๆ ว่า

“แม่แกคงไม่สนอะไรหรอก  หาญบวชให้แล้วใจแกคงถึงสวรรค์ไปแล้ว  แต่ที่ลัยให้ลูกบวชเพื่อความสบายใจของลัยเอง  ลัยอยากทำให้แม่ให้ดีที่สุด  ถึงแม้แม่จะไม่ต้องการก็ตาม”

ซิ่วเฮียงกอดมาลัยแน่นเพื่อปลอบโยน

หลังงานมาลัยดึงซิ่วเฮียงกับหาญไปคุย  หล่อนบอกว่า

“แม่แกทำพินัยกรรมไว้นะพี่เฮียง  แกยกบ้านกับเงินในธนาคารทั้งหมดของแกให้หาญ  ให้หาญคนเดียว”

ซิ่วเฮียงอึ้งไปเล็กน้อย  นี่ถ้าชื่อที่มาลัยเอ่ยเป็นชื่อหล่อน  หญิงสาวคงปฎิเสธไปทันทีว่าไม่เอา  ไม่ต้องการอะไรจากพิกุลทั้งนั้น  แม้แต่เงินบาทเดียวก็ไม่อยากได้  แต่พอคนได้รับผลประโยชน์คือหาญ  หล่อนก็เปลี่ยนใจ  ซิ่วเฮียงไม่ใช่คนโลภอยากได้ของคนอื่น  ทว่าพอเป็นเรื่องลูกหญิงสาวก็คือแม่ที่เห็นแก่ตัวเพื่อลูกดี ๆ นี่เอง  ยังดีที่ก่อนจะตกปากรับคำอะไรหล่อนยังมีแก่ใจถามขึ้นว่า

“แล้วลัยกับหนาล่ะ”

“ลัยไม่สนใจสมบัติแม่หรอกพี่เฮียง  แม่แกอยากยกให้หลานก็ให้หลานไป  ความตั้งใจสุดท้ายของแก…ลัยไม่ขัด  ส่วนเรื่องหนา  ลัยพูดคำเดียว  ช่างหัวมันเถอะ  ตอนนี้มันอยู่ไหนก็ไม่รู้  ตั้งแต่พี่พนมตาย มันไม่เคยกลับมาเยี่ยมแม่สักหน  คนอกตัญญูแถมยังขี้ขโมยอย่างมันไม่ได้อะไรก็สมควรแล้ว”

เมื่อมาลัยยืนยันตามนั้น  ซิ่วเฮียงจึงสนับสนุนให้ลูกชายรับบ้านและเงินของพิกุลไว้

หาญเองก็ไม่ปฏิเสธ  แต่เขาบอกกับอาสาวตรง ๆ ว่า

“อาลัยให้หาญ  หาญคงขายบ้านนะครับ  เพราะหาญคงไม่มาอยู่ที่นี่  เก็บเอาไว้คงไม่มีประโยชน์อะไร  ฉะนั้นถ้าอาลัยต้องการเก็บบ้านไว้  หาญก็ไม่เอา”

มาลัยนิ่งไปครู่ก่อนพยักหน้ารับ

“ขายเถอะ  อาเองก็ไม่ได้มีความทรงจำอะไรดี ๆ กับบ้านนี้เท่าไหร่  อีกอย่างบ้านมันก็เก่าและโทรมมาก  ถ้าหาญไม่คิดจะมาอยู่ซ่อมไปก็ไม่คุ้ม  สู้ขายเอาเงินไปทำทุนหรือเก็บไว้เป็นค่าเล่าเรียนลูกดีกว่า”

หญิงสาวนอกจากจะตัดใจจากบ้านเก่าได้แล้วยังช่วยหลานชายขายบ้านอีกด้วย  คนที่รีบมาซื้อไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันนั่นเอง  เขาซื้อไปเพราะตั้งใจจะทุบรั้วกั้นกับบ้านเก่าทิ้งแล้วสร้างบ้านใหม่ให้ลูกที่กำลังจะแต่งงาน

หมึกลงนามขายบ้านยังไม่แห้ง  วาสนาที่หายหน้าไปนานก็เกิดกลับบ้านขึ้นมา  พอรู้ว่าพิกุลตายแล้วอัฐิไว้วัด  หญิงสาวไม่คิดจะแวะไปไหว้  สิ่งที่ทำคือพยายามเรียกร้องมรดกส่วนของตัวเอง  เรียกร้องจะเอาบ้าน  พอรู้ว่าขายบ้านไปแล้วได้เงินก้อนโต  หล่อนก็ร่ำร้องจะเอาเงิน

“ฉันก็ลูกพ่อลูกแม่เหมือนกัน  พี่ลัยมีสิทธิอะไรยกให้หาญมันหมด  ตอนที่แม่ยังอยู่ไม่เคยเห็นหัวทั้งมันทั้งแม่มัน  ตอนนี้จะมาเอาสมบัติฝันไปเถอะ!”

“พูดอย่างกับแกอยู่ดูแลแม่ดี ๆ งั้นแหละ  หายไปตั้งหลายปีเคยมาเยี่ยมแม่สักครั้งไหม  ถ้าแกมาแกคงรู้ว่าแม่ทำพินัยกรรมยกทุกอย่างให้หาญ  แกไม่มีสิทธิอะไรทั้งนั้น”  มาลัยบอกน้องสาวอย่างไม่มีเยื่อใย

“ฉันมีสิทธิ  ฉันไม่ยอม”  วาสนาแทบจะลงไปนอนดิ้นด้วยความขัดใจ  “คอยดูนะฉันจะฟ้อง  ฉันจะฟ้องว่าพี่ลัยกับนังเฮียงช่วยกันปลอมพินัยกรรม”

“เอาสิ  อยากฟ้องก็ฟ้อง  ถ้ามีปัญญาจ้างทนายจ่ายค่าศาลก็เอาเลย”  พี่สาวท้า  เห็นสภาพของวาสนาตอนนี้มีหรือจะเดาไม่ได้ว่าจนกรอบขนาดไหน  อย่าว่าแต่เงินค่าทนายเลย  ค่าข้าวสักมื้อยังไม่รู้จะมีไหม  เพราะคนอย่างวาสนาถ้าไม่หมดตัวไร้หนทางคงไม่มีทางซมซานกลับมาบ้านแน่นอน

วาสนาพยายามดิ้นรนจริง ๆ  แต่หนทางตันหมดเพราะพินัยกรรมของพิกุลทำอย่างถูกต้องรัดกุมภายใต้คำแนะนำของทนายที่มาลัยจ้างมา  สุดท้ายวาสนาไม่มีที่ไปจึงแอบปีนเข้าบ้านเก่า  งัดกุญแจบ้านเข้าไปอยู่  เป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่ยอมออกจากบ้าน

เจ้าของบ้านคนใหม่ทั้งรู้จักและเกลียดชังวาสนามาหลายสิบปี  ดังนั้นพอมีปัญหาเขาก็ไม่ไว้หน้า  เรียกตำรวจมาจับวาสนาข้อหาบุกรุก

นังหนาของทุกคนทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนดิ้นตีอกชกหัว  ดูคนงานทุบบ้านเก่าทิ้งด้วยความแค้นใจ

เมื่อรู้ว่าทำอะไรไม่ได้  ไม่ได้มรดก  ไม่มีทางแก่งแย่งเงินก้อนใหญ่จากหาญ  วาสนาก็เปลี่ยนแผนนั่งรถไปนครปฐม  บ้านของมาลัยหาไม่ยากแค่ถามคนในตลาดถึงบ้านคุณลัยเจ้าของตลาดเท่านั้น  พอรู้ทางหญิงสาวก็ตรงไปเกาะรั้วบ้านพี่สาว  ตะโกนด่าเรียกร้องขอความเป็นธรรม  หรือจะพูดให้ตรงสุดก็คือขอเงิน  ข่มขู่ว่าถ้าไม่ให้จะฆ่าตัวตายหน้าบ้านให้คนเขารู้กันให้หมดจังหวัดว่า  คุณลัยผู้ร่ำรวยโกงมรดกน้อง

มาลัยสงสารลูกผัว  เกรงใจแม่สามี และกลัววาสนาจะบ้าทำจริง  เลยคิดจะให้เงินแล้วไล่น้องสาวไปเพื่อตัดปัญหา

แต่คุณนายลัดดาแม่สามีรู้เข้าก่อนจึงเรียกสะใภ้ใหญ่ไปหา  ถามว่า

“ลัยเคยได้ยินคำว่าเศรษฐีสิบคนอุ้มยาจกคนเดียวไม่อยู่ไหม”

“ไม่เคยค่ะนายแม่”

“ไม่เคยก็เคยซะ  และไอ้ความหมายของยาจกที่เขาพูดกันน่ะหมายถึงคนที่งอมืองอเท้าไม่ยอมทำงานทำการ  ดีแต่ขอเงินคนอื่นไปวัน ๆ ซึ่งก็คือคนประเภทน้องสาวลัยนั่นแหละ  คนที่ไม่เคยคิดช่วยตัวเองรู้จักแต่ขอเงินคนอื่น  ต่อให้มีคนให้มากแค่ไหนก็ไม่พอ  คนพวกนี้เลี้ยงไม่ได้  สูบเลือดสูบเนื้อคนอื่นหมด  ลัยคิดว่าให้เงินไปก้อนจะจบหรือ  น้องลัยจะพอแค่นั้นหรือ  เอาปูนหมายหัวได้เลยว่าอีกไม่กี่เดือนก็กลับมาเกาะรั้วโวยวายใหม่  ง่ายนี่แค่เสียน้ำลายนิดหน่อยก็ได้เงินแล้ว  ลัยก็จ่ายไปสิ  เลี้ยงปลิงตัวอ้วนด้วยเลือดตัวเอง!”

“ลัยสงสารลูก  กลัวเอกกับอาร์ตจะอายเพื่อน…”  มาลัยบอกตามตรง

“โอ๊ย  มันจะอายทำไม  โลกนี้มีใครที่มีญาติพี่น้องเป็นเทวดานางฟ้ากันหมดบ้าง  มันก็ต้องมีพวกแหกคอกเลว ๆ ชั่ว ๆ บ้างแหละ  ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด  พ่อแม่ดีแสนดีอย่างนี้  ถ้าจะมาอายเพื่อนเพราะญาติบ้าบอคนเดียว  ต่อไปเจออะไรมากกว่านี้มิต้องมุดดินหนีหรือ   ลัยเอ๊ย…แทนที่จะมัวแต่กลัวแทนลูก

เรียกลูกมาคุยให้เข้าใจดีกว่า  ส่วนน้องสาวลัยคนนั้นก็ไม่ต้องไปสนใจ  ไม่ต้องไปกลัวคำขู่  คนรักตัวเองที่สุดที่ไหนจะฆ่าตัวตายบ้าง  มันไม่โง่ทำหรอก  หรือถ้าทำจริงก็แค่สอยลงจากต้นไม้ แล้วทำศพให้ดีก็เท่านั้น  แต่เชื่อแม่สิ  คนแบบนี้ไม่ทำร้ายตัวเองหรอก”

มาลัยเชื่อแม่สามี  ลูกผัวให้การสนับสนุนอย่างดี  พอใครถามหรือคิดจะแหย่ก็บอกแค่ว่า

“ญาติสติไม่ดีมาขอเงิน  พอไม่ให้ก็โวยวายหาเรื่อง”

ลักษณะของวาสนาเหมือนคนสติไม่สมประกอบจริง ๆ  เอาแต่เอะอะด่าทอพี่สาว  พอใครหยุดมองก็ไม่พอใจ  หันไปด่าหันไปไล่  สุดท้ายก็ไม่มีคนสนใจ

วาสนาทนตากแดดตากลมอยู่ได้สามสี่วัน  สุดท้ายก็ร้องไห้โฮตีอกชกหัวอย่างน่าเวทนา  มาลัยที่แอบมองดูอยู่ใจอ่อนยวบ  สงสารน้องสาวเกือบจะเดินไปหาอยู่แล้ว  แต่พอหันไปเห็นลูกชายสองคน  หล่อนก็ตัดใจปิดม่านลงไม่หันไปมองอีก

เช้าวันรุ่งขึ้นวาสนาหายไปจากหน้าบ้าน  มาลัยไม่เคยได้พบน้องสาวคนนี้อีก  ทว่าในแต่ละปีมักจะมีคนสองสามรายมาขอทวงเงินที่น้องสาวคุณลัยยืมไปแล้วไม่คืน  มาลัยไม่เคยจ่ายเงินให้  หล่อนว่าใครยืมก็ไปทวงคืนจากคนนั้น  หล่อนไม่เกี่ยวและไม่ขอรับรู้อะไรด้วยทั้งสิ้น

เจอปฏิเสธหลายรายเข้า  ในที่สุดพอเวลาผ่านไปหลายปีก็ไม่มีคนมาทวงหนี้ที่บ้านมาลัยอีกเลย

ถามว่าใจหายไหม…มาลัยก็รู้สึกอยู่บ้าง  เพราะอย่างไรวาสนาคือน้องสาวคนเดียว  แต่พอนึกถึงความสงบสุขในบ้าน  หญิงสาวก็เชื่อว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว…

 

หลังจากผ่านวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งไปได้ปีเศษ  สภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยก็กระเตื้องขึ้นเล็กน้อย  แต่การใช้จ่ายในประเทศยังค่อนข้างต่ำ  ผู้คนที่หวาดกลัวยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

แม้กิจการร้านเข็มขัดและกระเป๋าหนังของฉื่อกกจะไม่ล้มหายตายจากไปเพราะพิษต้มยำกุ้ง  แต่เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ของเขาต้อง ‘รัดเข็มขัด’  ยอดขายในแต่ละเดือนจึงไม่ค่อยน่ามองเท่าไหร่นัก  ทุกเดือนขายของมาเพื่อเป็นค่าเช่าที่  กำรี้กำไรแทบไม่เห็น  ชายหนุ่มที่ตอนนี้เป็นพ่อลูกสามแล้วพยายามกัดฟันสู้จนถึงจุดที่ทำไปก็ไม่คุ้มทุน  เขาจึงยอมแพ้คืนล็อกเล็ก ๆ ที่อาศัยขายของมาหลายปีกลับให้ทางห้าง

ช่วงแรก ๆ ที่กลับมาว่างงานฉื่อกกออกเที่ยวต่างจังหวัดเหมือนที่ชอบทำตอนสมัยวัยรุ่น  ทว่าคราวนี้ไม่ได้แบกเป้สะพายกีตาร์โบกรถ  แต่เป็นขับรถใหญ่มีเมียนั่งข้างกับลูกสามคนเบลท์ บอล เบลล์นั่งเบาะหลังตระเวนไปตามชายทะเลหรือขึ้นเขาสูง  ที่พักถ้าหาโรงแรมได้ก็นอนโรงแรม  ถ้าหาไม่ได้ก็หาจุดกางเตนท์นอน

เที่ยวเล่นอยู่พักใหญ่  วันหนึ่งฉื่อกกหันมองเบาะหลังรถเห็นลูก ๆ สามคนนั่งเรียงเป็นตับ  ดูเหมือนเด็กแต่ละคนจะโตขึ้นในรถ  ชายหนุ่มก็ฉุกใจเริ่มคิดว่าคงไม่สามารถใช้ชีวิตเที่ยวเล่นไปเรื่อย ๆ แบบนี้ได้อีกแล้ว

จบทริปเที่ยวกลับมาบ้าน  แทนที่เขาจะเอ้อระเหยตามปกติ  ฉื่อกกกลับเริ่มออกตระเวนดูสินค้าต่าง ๆ ในสำเพ็ง  พาหุรัดและถิ่นเก่าสะพานหัน  เข้า ๆ ออก ๆ ดูความต้องการของตลาด  จากนั้นก็หอบแผนการไปหาฉื่อไช้

ช่วงวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง…ฉื่อไช้ที่ยังมีหน้าร้านขายของในเยาวราชได้รับผลกระทบเหมือนกันแต่ไม่มากนัก  เขาขายผลไม้ขายของกินของใช้  และต่อให้คนจำนวนมากตกงาน  เศรษฐกิจถดถอย  แต่ผู้คนก็ยังต้องกินต้องใช้

ฉื่อไช้อดทนจนผ่านพ้นวิกฤตมาได้  ธุรกิจไม่ใช่แค่ดีเหมือนเก่าแต่ดูเหมือนจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ฉื่อกกจึงสามารถกางแผนงานของเขาตรงหน้าพี่ชายคนรองก่อนอธิบายว่า

“กกอยากทำสินค้าขายเด็กนักเรียน  ขายวัยรุ่น  พวกกล่องใส่ดินสอ  แฟ้ม  สมุดบันทึก  กระเป๋า  ออกแบบให้น่ารัก ๆ สีหวาน ๆ หน่อย  หาคนวาดภาพออกแบบภาพได้แล้ว  เขาร่างแบบคร่าว ๆ ให้ดู  กกบอกให้เขาใช้เบลล์เป็นแบบ  แล้วใส่เรื่องเป็นชุด ๆ เด็กเดี๋ยวนี้ชอบอะไรที่มันเข้าชุดกันหมด”

“กกแน่ใจนะว่าผลิตออกมาแล้วจะขายได้”  พี่ชายถามย้ำ

“ขายได้สิ  เฮียไช้ไม่ต้องห่วง”

ฉื่อกกส่งงบประมาณการผลิตของสินค้าเครื่องเขียนและกิ๊ฟช็อปอย่างละเอียดให้พี่ชายดู  สินค้าในชุด “เบลล์และเพื่อนสัตว์ตัวน้อย” จะส่งขายเฉพาะตามร้านกิ๊ฟช็อปหรือร้านเครื่องเขียนย่านโรงเรียนหรือในศูนย์การค้า  ชายหนุ่มถึงกับกำหนดราคาสินค้าเรียบร้อย

ฉื่อไช้ที่มีลูกสามคนเหมือนกันรู้ดีว่าเด็ก ๆ โดยเฉพาะวัยรุ่นซื้อของได้ง่ายขนาดไหน  ยิ่งลูกสาวมักจะชอบซื้อเครื่องเขียนน่ารัก ๆ สีหวาน ๆ  แต่ราคาของเหล่านั้นไม่น่ารักสำหรับผู้ปกครองเลย…

ดังนั้นชายหนุ่มจึงตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วว่า

“เอา  อยากจะทำก็ทำ  กกต้องใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ล่ะ”

ฉื่อกกบอกตัวเลขเจ็ดหลัก

ฉื่อไช้นิ่งไปเล็กน้อย  น้องชายคนเล็กของบ้านจึงรีบบอกว่า

“เฮียให้ยืมก็ได้  หาเงินได้เมื่อไหร่กกใช้คืนให้”

“ไม่ต้องหรอก”  พี่ชายคนรองยิ้มให้เขา  “ถือว่าเราเป็นหุ้นส่วนกันแล้วกัน  กกก็ตั้งใจทำงานแล้วกัน”

ชายหนุ่มรับปากพี่ชายว่าเขาจะทำงานให้ดีที่สุด

ฉื่อไช้เชื่อมั่นและให้โอกาสน้องชายคนเล็ก  แต่คนอื่น ๆ ยังหวั่นใจเล็กน้อย   ฉื่อฮวงที่แม้จะห่วงน้องชายทั้งคู่  แต่ก็อดพูดแรง ๆ ตรง ๆ ประสาหล่อนไม่ได้ว่า

“ลงทุนกับกกมันก็เหมือนซื้อหวย  ไม่รวยก็ถูกกินรวบ!”

โชคดีที่คราวนี้ฉื่อไช้ถูกหวย  เครื่องเขียนและกระเป๋าลายเบลล์และเพื่อนสัตว์ตัวน้อยเปิดประเดิมด้วยยอดที่ไม่เลวนัก  จากนั้นก็ค่อย ๆ ขยับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าผลิตของแบบไหนลายไหนออกมาก็เป็นที่นิยม

ฉื่อไท่ประหลาดใจจริง ๆ  เขาว่า

“ไม่นึกเลยว่าไอ้ของเด็กวัยรุ่นกระจุกกระจิกแบบนี้จะขายดีได้  ขายแป๊บเดียวเหมือนจะคืนทุนได้แล้ว”

นงนุชที่ยังทำงานที่เดิมแต่เงินเดือนไม่ขึ้นมาสองสามปีเพราะพิษต้มยำกุ้งค้อนสามีขวับ  บ่นด้วยความปวดใจว่า

“ไม่เคยเลี้ยงลูกก็อย่างนี้แหละ  ถึงได้ไม่รู้ว่าไอ้ของพวกนี้แหละตัวแพงเลย  กล่องดินสออันนิดเดียวล่อไปเป็นร้อย  ปากกา  ดินสอ ไม้บรรทัดแพงทั้งนั้น  แต่ไปขายตามร้านแถวโรงเรียนนี่เหมือนกับให้เปล่า  เด็กมันหยิบเอา ๆ  นี่ถ้านุชรู้ว่ากกจะทำของแบบนี้ขาย  นุชให้เฮียหุ้นกับกกไปแล้ว  ตอนนี้ก็คงรอรับเงินปันผลสบาย”

“มันไม่ใช่ดวงของเรา”  ฉื่อไท่ยอมรับ

อีกคนที่ปวดใจกับความสำเร็จของฉื่อกกคือหลีมุ่ย  หล่อนนึกไม่ถึงเลยว่าลูกชายคนเล็กของกุ้ยเตียงที่ดูไม่เป็นโล้เป็นพายที่สุดในบ้านจะทำมาค้าขายรุ่งเรืองแบบนี้  แต่ความอิจฉาเรื่องงานการยังไม่เท่ากับความเจ็บใจเรื่องลูกหลาน

หล่อนไม่เคยนึกว่ายู้หลานสาวที่เคยกดขี่และดูถูกต่อหน้าว่า ‘แต่งออกไปก็ไม่มีทางเจริญ’ ตอนนี้กลับมีชีวิตที่ดี  แม้จะไม่สุขสบายเป็นคุณนายนับเงินแต่ก็ช่วยสามีทำงานแข็งขัน  สองคนผัวเมียหน้าตาสดใส  ส่วนเหมยลูกสาวที่หล่อนคาดหวังไว้สูงสุดกลับมีชีวิตคู่ที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ  หลังจากสถานการณ์ต้มยำกุ้งเริ่มคลี่คลาย  เหมยที่เคยมีตำแหน่งงานไม่สูงมากก็สามารถหางานใหม่ได้  แม้เงินเดือนจะไม่มากเท่าเดิมแต่ก็ไม่ได้ต่างจากเดิมจนน่าเกลียด

แต่สุนทรนั้นต่างออกไป  ชายหนุ่มเคยทำงานในตำแหน่งสูงเงินเดือนสูง  หลังจากถูกให้ออกเขาหางานใหม่ได้ยากกว่าภรรยา  งานที่เสนอมาถ้าไม่ติว่าตำแหน่งต่ำกว่าที่เคยทำก็ติงว่าเงินเดือนน้อยกว่า  เขาเป็นคนที่เป็นแต่ก้าวขึ้นสูงเท่านั้น  ไม่มีวันถอยหลังลงต่ำกว่าเดิมให้ใคร ๆ ดูถูกหรือหัวเราะเยาะ

ดังนั้นชายหนุ่มจึงหางานใหม่ไม่ได้สักที  กลายเป็นว่าเหมยต้องทำงานหาเงินเข้าบ้านเพียงคนเดียว  พอหญิงสาวบ่น  สามีก็มองตาขวางเอ่ยอย่างไม่พอใจว่า

“บ่นอะไร  เมื่อก่อนฉันเงินเดือนมากกว่าเธอไม่รู้กี่เท่า  เห็นเธอใช้เงินฉันสบายไม่บ่นอะไรสักคำ  ตอนนี้อย่าพูดมากนะ  ไม่งั้นเป็นเรื่องแน่”

ชีวิตการทำงานของเหมยและสุนทรว่าแย่แล้ว  แต่สิ่งที่หลีมุ่ยเสียใจยิ่งกว่าคือทั้งคู่ไม่มีลูก  นังยู้มันมีลูกสามคน  แถมยังเป็นลูกชายถึงสองคน  ทว่าลูกสาวของหล่อนไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว

พอเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามเรื่องนี้  เหมยก็ทำหน้ายุ่ง  หล่อนบอกตรง ๆ ว่า

“ม้า  เหมยกับพี่หนึ่งจะไปรอดหรือไม่รอดยังไม่รู้เลย  จะมีลูกมาเป็นห่วงแขวนคอทำไม  เอาไว้ก่อนแล้วกันนะม้า  อีกสองสามปีถ้ายังอยู่กันยืดค่อยมีลูกก็ยังไม่สาย”

หลีมุ่ยได้แต่มองลูกสาวที่ต้องลำบากทำงานงก ๆ  ทะเลาะกับสามีเป็นประจำและบางทีก็ลงไม้ลงมือกัน  สุดท้ายก็กลายเป็นแม่ม่ายผัวหย่าที่ไม่มีลูกด้วยสายตาเจ็บปวด  หญิงสูงวัยได้แต่นึกเสียดายและเสียใจ…ถ้าวันนั้นที่นังเฮียงเสนอเรื่องแต่งงานสานสัมพันธ์ระหว่างฉื่อกกกับเหมยขึ้นมา…แล้วหล่อนพยักหน้ารับ  ชีวิตของเหมยคงสบายกว่านี้มาก  มีเงินมีทองใช้  ห้อมล้อมไปด้วยลูกหลาน…

แต่เหมือนกับที่เขาว่าไว้  ในโลกนี้ไม่มียาแก้โรคเสียใจ  เมื่อพลาดปล่อยโอกาสที่ดีไปแล้วชีวิตก็ต้องเดินไปตามเส้นทางที่เลือกเอง

 



Don`t copy text!