เมฆพรางจันทร์ บทที่ 13 : จุดสีดำบนนิ้วโป้ง

เมฆพรางจันทร์ บทที่ 13 : จุดสีดำบนนิ้วโป้ง

โดย : คุณหญิง ร่ำรวยมหาศาล

เมฆพรางจันทร์ นวนิยายโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย คุณหญิงร่ำรวยมหาศาล กับเรื่องราวของว่าที่เจ้าสาวที่วิญญาณหลุดออกจากร่างกับข้อแม้ที่หากอยากฟื้นคืนชีวิตต้องทำภารกิจให้กับยมฑูตหนุ่ม แต่เอ๊ะ! ทำไมอยู่ๆ หัวใจเธอถึงรู้สึกแปลกๆ กับเขานะ มาร่วมลุ้นกับภารกิจและหัวใจที่สั่นไหวของเธอในอ่านเอากับนวนิยายออนไลน์สนุกๆ เรื่องนี้

ม่านฝนกำลังจะเอื้อมมือเปิดประตูรถเพื่อนั่งเบาะหน้าตามปกติ แต่แล้วร่างเพรียวบางของผู้ที่บอกว่าเป็นเพื่อนบ้านสาว แทรกตัวเข้าไปแย่งนั่งเสียก่อน

มาสอาภากลั้นยิ้มแทบตาย เมื่อรายนั้นให้เหตุผลกับพี่สาวของม่านเมฆว่า “ขอโทษนะคะ ไม่ถือเนอะ พอดีไวน์เมารถค่ะ ต้องนั่งเบาะหน้าเท่านั้น”

ภาณุรุจมองผู้หญิงสวยไร้ที่ติข้างๆ ด้วยสายตาเป็นประกายชื่นชม แล้วลอบกลืนน้ำลายลงคอตามอย่างเผลอไผล

คนแย่งนั่งเบาะข้างคนขับจึงแสร้งปรายตาไป แล้วหันมาบอกม่านฝนพร้อมกับค่อนแคะ กระแนะกระแหน ช่วยด่าแทนมาสอาภาไปหนึ่งดอก “ไม่ต้องระแวงฉันหรอกค่ะ แฟนคุณ…ดูจากโหงวเฮ้ง หน้าตา ท่าทาง บุคลิกลักษณะ จะเป็นผู้ชายที่รักเดียวใจเดียว รักจริงจัง รักมั่นคง รักหนักแน่น รักไม่มีวันตาย อะไรก็ทำร้ายความรักของเขาไม่ได้หรอกค่ะ คุณเขาไม่เห็นฉันอยู่ในสายตาแน่นอน…เนอะ”

มาสอาภาถึงกับยกมือขึ้นมาปิดปาก กลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น กับคำว่า ‘เนอะ’ ของเจ้าหล่อน

ร้ายกาจจริงๆ!

ม่านฝนเม้มปากแน่น ถอนหายใจยาว แต่ไม่พูดอะไรโต้ตอบ นอกจากเปิดประตูเบาะหลังขึ้นไปนั่งกับคนเป็นน้อง

มาสอาภารู้ดีว่ายมทูตสาวได้ยินความคิดของเธอ จึงขอบคุณและชื่นชม พร้อมอมยิ้มเบาๆ ‘ร้อยเต็มไม่หักสักคะแนนจ้า รับมงไปเลยคุณไวน์!’

วายชีวาเหลือบมายักคิ้วให้คนมอบมงให้นิดหน่อย ก่อนจะหันกลับไปนั่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ตามเดิม

 

ภาณุรุจคงอึดอัด หรืออาจอยากเปิดโอกาสให้เธอกับม่านฝนอยู่ด้วยกัน เพราะเขาจอดรถส่งผู้หญิงสามคนที่หน้าบ้านแล้วก็ขอตัวกลับทันที โดยอ้างว่ายังมีงานต้องจัดการที่บริษัท

วายชีวาหมั่นไส้ ถึงขนาดอยากจะแจกฤทัยธุวาที่ตอนนี้กลายเป็นเข็มกลัดดอกไม้สีม่วงอ่อนระยิบระยับบนอกเสื้อให้กับเจ้าหมอนั่นนัก และเมื่อมองไปทางมาสอาภาที่ยังยืนหน้าบูดอยู่หน้าบ้าน ไม่ยอมตามพี่สาวเข้าไปด้านใน ยมทูตสาวจึงถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เข้าบ้านเหรอ”

หญิงสาวถอนหายใจ “ไม่คุ้นเลยค่ะ อะไรอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ไหนจะข้อมูลอื่นๆ ของร่างนี้…ฉันกลัวหลุด”

“ตั้งสติไว้ก็พอ อันไหนตอบไม่ได้ก็แอ๊บเอ๋อ ตีมึน ทำเนียน ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ไปก่อน แกล้งว่าสมองกระทบกระเทือนมาหนักไง มุกนี้ในละครใช้กันบ่อยจะตายไป ไม่เป็นไรหรอก” ยมทูตสาวให้คำแนะนำ ก่อนจะพยักพเยิดไปทางทาวน์โฮมหลังข้างๆ “ช่วงนี้ ‘เรา’ อยู่ที่บ้านหลังนี้กัน เธอไม่ต้องห่วง ไม่ว่ายังไง ‘เรา’ อยู่กับเธอเสมอ จนกว่าจะจบภารกิจ”

มาสอาภาค่อนข้างอุ่นใจกับคำพูดของอีกฝ่าย แม้จะเป็นประโยคบอกเล่าง่ายๆ แต่รับรู้ได้ถึงความห่วงใยจริงจัง หญิงสาวพยักหน้า แล้วตัดสินใจเดินเข้าบ้าน

 

“ทำไมเมฆดูสนิทสนมกับผู้หญิงข้างบ้านคนนั้นจัง เพิ่งเจอกันไม่ใช่เหรอ” พี่สาวเปิดฉากถามทันทีที่เห็นเธอถอดรองเท้า และเดินเข้ามาในบ้าน

“อือ… ” ตอบรับไปสั้นๆ ก่อน ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม ขณะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หวายสีครีม ลอบสอดสายตามองไปรอบบ้านอย่างสำรวจตรวจตรา รูปถ่ายสองคนพี่น้อง แต่ไม่เห็นมีรูปรวมครอบครัว หรือรูปพ่อแม่ อาจจะกำพร้า หรือยังไง…เอาไว้ค่อยถามลุง…เอ่อ คุณดับปราณเย็นนี้แล้วกัน

“พี่ไม่ชอบผู้หญิงคนนั้นเลยนะเมฆ…ดูสวยจริง แต่น่าจะแรดมาก นางให้ท่าคุณรุจ พี่ดูออก”

แหม…ทำอย่างกับตัวเองไม่แรดอย่างนั้นเลยจ้า นอเธอจะทิ่มหน้าฉันอยู่แล้ว

ตรรกะบูดเบี้ยวของม่านฝน…เริ่มจากตรงไหนกันแน่ มาสอาภาชักอยากรู้ ดวงตาเธอมองไปที่ผนังอีกด้าน ซึ่งมีรูปเจ้าหล่อนกับภาณุรุจแขวนอยู่ก็อดเบะปากใส่นิดๆ ไม่ได้…น่าหมั่นไส้

“พี่ไม่อยากให้เมฆไปสนิทกับผู้หญิงคนนั้นมากนัก” ม่านฝนยังพูดต่อ เพราะอดทนไม่พูดในรถมาตลอดทาง เพื่อมาพูดตอนนี้ “ถึงจะอยู่ข้างบ้านกันก็เถอะ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องไปสุงสิงกับผู้หญิงที่เห็นผู้ชายแล้วตาวาวพรรค์นั้น”

“เธอเองก็แย่งพี่รุจมาเหมือนกัน” มาสอาภาท้วงเสียงเรียบ

เอาเถอะ…ไหนๆ ก็คุยกันแล้ว เอาให้มันเคลียร์สิ เรื่องราวเป็นยังไงกันแน่

ม่านฝนสั่นหน้า ก่อนจะเถียง “ไม่สิเมฆ…เมฆก็รู้ว่าพี่มาก่อน พี่คบกับคุณรุจมาก่อนที่เขาจะเจอยัยลูกเศรษฐีนั่น เรารักกันมากขนาดไหน”

“แต่เขาก็เลือกจะแต่งงานกับยัยลูกเศรษฐีนั่น…ไม่เห็นเลือกเธอเลย”

ประโยคย้อนศรของน้องสาว ทำเอาม่านฝนอึ้งไป แต่เจ้าหล่อนก็พยายามหาข้ออ้างมาหักล้างพฤติกรรมย้อนแย้งของคนรัก “คุณรุจต้องการความมั่นคงในหน้าที่การงาน ผู้หญิงคนนั้นเป็นลูกสาวเจ้าของบริษัท เขาจำเป็นต้องเลือกให้ผู้หญิงคนนั้นออกหน้าออกตา ทั้งๆ ที่เขารักพี่มาก…”

เอาเข้าจริง ม่านฝนก็พยายามหาเหตุผลมาโต้แย้งกับตัวเองเช่นกันว่า ทำไมภาณุรุจต้องแต่งงานกับมาสอาภา

“ฉันจะตอบให้ว่าเพราะอะไรที่มันเลือกแบบนั้น เพราะมันเป็นผู้ชายเฮงซวยไง ไม่มีผู้ชายดีๆ คนไหน คบหากับผู้หญิงอีกคน แถมบอกว่ารักมากมาย แต่สุดท้ายเลือกไปเป็นผัวผู้หญิงอีกคนที่รวยกว่าหรอก”

สว่าง…กระจ่างแจ้งแล้ว

สองปีก่อนนั้น ภาณุรุจยอมคบหากับเธอเพื่อผลประโยชน์ เพื่ออัปเกรดฐานะทางสังคม ไอ้ผู้ชายเลว ไอ้คนเฮงซวย ไอ้จอมตอแหลนั่น หวังจะสูบเลือดสูบเนื้อเธอมาปรนเปรอผู้หญิงอีกคน!

โชคดีจริงๆ ที่รู้ตัวก่อน…

ม่านฝนหน้าซีด อึ้งตะลึง นั่งพิงพนักเก้าอี้หวายนิ่งนาน แต่อย่างที่บอก มาสอาภาไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ หรือแน่วแน่ในตัวภาณุรุจอย่างมากกันแน่ ฝ่ายนั้นหาเหตุผลมาหักล้างการกระทำบ้าบอของไอ้เลวนั่นจนได้

“แต่เขารักพี่จริงๆ นะเมฆ ไม่อย่างนั้น…เขาจะจดทะเบียนสมรสกับพี่ทำไม”

คราวนี้มาสอาภาอึ้งไปนานเลย หญิงสาวเม้มปากแน่นจนเกือบจะเป็นห้อเลือด ไม่รู้ว่าควรโกรธใครดีระหว่างภาณุรุจที่หลอกเธอ หรือม่านฝนที่ไม่มีความละอายปล่อยให้สามีไปจับลูกสาวเศรษฐี

หรือโกรธตัวเองที่โง่งมหลงคิดว่าเขารักเธอกันแน่

“ถ้าทำกันขนาดนี้ ก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้ว”

คนมาอาศัยร่างน้องสาวของอีกฝ่ายถึงกับไปต่อไม่ถูก รู้สึกเหมือนฟื้นขึ้นมาครั้งนี้ เพื่อจะรับรู้ว่าตัวเองเป็นผู้หญิงโง่งมคนหนึ่งที่ถูกผู้ชายคนหนึ่งหลอกลวงมาตลอดระยะเวลาที่คบหากัน

จะมีเรื่องอื่นให้ตื่นเต้น ตกใจมากกว่านี้อีกไหม…

มาสอาภาขบคิดในใจว่า ถ้าหากภาณุรุจเป็นหนึ่งในห้าชีวิตที่เธอจะต้องช่วย…เธอจะทำอย่างไร

 

 

“ก็ต้องช่วยไงยะหล่อน คิดอะไรโง่ๆ ตื้นๆ เธอจะยอมเสียโอกาสในการกลับคืนร่างเหรอ มาสอาภา”

วายชีวาตอบคำถามที่เธอคิดวกไปวนมาตลอดคืน พร้อมทั้งตั้งคำถามถามกลับ…

หลังจากคุยกับม่านฝนแล้ว เธอเดินเข้าห้องเล็กชั้นล่าง แน่ใจว่าเดาไม่ผิด เพราะหน้าประตูห้องเขียนว่า ‘เมฆ’ ก่อนจะขังตัวเองไว้ในนั้น ไม่ออกมาอีกเลย

เมื่อเปิดประตูห้องออกมาตอนสายของอีกวัน ก็เจอยัยพี่สาวยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี ท่าทางมีความสุข เรียกเธอกินข้าว มาสอาภาจึงนั่งลงกินอย่างเสียไม่ได้ และพบว่ารสชาติไม่เลว

เอาเถอะ ถึงยังไง กองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง…จะต่อสู้ก็ต้องมีแรง ประชดแล้วอดข้าว แขวนท้องหิวไส้กิ่ว ไม่ใช่ทางของเธอ!

แต่พอกินข้าวมื้อเช้าควบเที่ยงนั้นแล้ว ม่านฝนก็คะยั้นคะยอแกมบังคับให้เธอกินยาที่ได้รับมาจากโรงพยาบาล แถมยังบ่นอีกยกใหญ่ที่เธอไม่ดูแลตัวเอง กินข้าวกินยาไม่ตรงเวลา ขณะมาสอาภากำลังกำยาหลากสีหกเม็ดเข้าปากนั้น ภาณุรุจก็โทร.มาหาคนเจ้ากี้เจ้าการ และเมื่อเห็นรอยยิ้มกับเสียงหวานๆ พูดคุยประจี๋ประจ๋อ เธอก็พบว่าไม่อาจจะทนอยู่ร่วมบ้านกับอีกฝ่ายต่อไปได้สักนาที จึงเดินตาลอยมาข้างบ้าน

ถึงยมทูตสาวจะปากร้าย ปากดี ปากเก่ง…แต่ก็ดีกว่านั่งเหงา เศร้าซึม จิตตกอยู่คนเดียว

“ฉันเพิ่งนึกออก คุณดับปราณเตือนแล้วว่าภารกิจช่วยห้าชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย ฉันต้องเลือกระหว่าง ‘ช่วย’ กับ ‘ไม่ช่วย’ เพราะแบบนี้นี่เอง ฉันต้องต่อสู้กับด้านมืดในใจของตัวเองใช่ไหมคะ ระหว่าง ‘ช่วย’ จากความตาย กับ ‘ฆ่า’ มันให้ตายคามือ”

มาสอาภาเจ็บหนึบ ร้าวในอกสุดๆ รู้สึกแย่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันไม่ใช่แค่เรื่องถูกทรยศ หักหลังเท่านั้น การหลอกลวงของภาณุรุจตอกย้ำให้เธอกลัว และกังวลไปสารพัดว่าเรื่องต่อจากนี้…จะเจออะไรอีกบ้าง

เพราะแค่เพิ่งเริ่มต้น ก็เจ็บปวดเจียนตายอยู่แล้ว

วันนี้วันที่สามแล้ว…ถ้าไม่นับรวมวันนี้ เธอก็เหลือเวลาอีกแค่สิบเอ็ดวัน

“อย่าร้องไห้นะ ฉันไม่ชินนะเธอ ฉันปลอบใจใครไม่เป็นด้วย แล้วอีลุงบ้าหายหัวไปไหนวะ ทำไมไม่มาดูแลเด็กตัวเองวะเนี่ย” ประโยคท้ายวายชีวาเอ่ยกับตัวเองเบาๆ คนกำลังเศร้าจึงไม่ได้ยิน เพราะมัวแต่ตั้งท่าจะร้องไห้

“คุณไวน์คิดว่า ฉันจะทำภารกิจสำเร็จไหมคะ ฉันเริ่มกลัวแล้วจริงๆ เวลาก็มีน้อย…มาก เงื่อนไขสัญญาไม่มีหมายเหตุเกี่ยวกับการต่อเวลาบ้างเหรอคะ ฟุตบอลยังมีทดเวลาบาดเจ็บเลย” มาสอาภาพึมพำ เริ่มวิตกกังวลไปต่างๆ นานา “อ้อ ใช่ เมื่อวานก่อนจะกลับมาบ้านหลังนี้ ฉันช่วยชีวิตเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วก็ชีวินอีกคนหนึ่ง…นับเป็นสองชีวิตไหมคะ”

“เออใช่…ไหนดูสิมีอะไรแปลกไป”

วายชีวาร้องออกมา พร้อมสำรวจตรวจสอบร่างม่านเมฆอย่างถ้วนถี่ แต่ก็ไม่พบอะไรผิดแผกไปจากเดิม ระหว่างที่งุนงงกันอยู่นั้น ร่างสูงของดับปราณก็ปรากฏขึ้นในบ้าน

“ลุง…มาได้สักทีนะ”

ยมทูตหนุ่มพยักหน้า มองยมทูตและวิญญาณในความดูแลนิ่งๆ

“ยัยมาสถามว่าที่ช่วยชีวินกับเด็กคนนั้นเมื่อวาน นับแต้มไหม อันที่จริง…ฤทัยธุวาสลายไปแล้ว ฉันเลยช่วยดูว่าร่างกายยัยนี่มีสัญลักษณ์อะไรโผล่ขึ้นมาหรือเปล่า แต่ทำไมไม่เห็นมี… ”

ดับปราณพยักหน้าอีกครั้ง ก่อนจะเดินตรงมาหาคนทำหน้าเศร้าซึม เบะปากอยากจะร้องไห้ตลอดเวลา

จู่ๆ มือใหญ่เย็นเฉียบก็คว้ามือเธอขึ้นมา

“โหย…ลุง จู่ๆ มา นี้ด โรแม้น อะไรตอนนี้คะ เดินฉับๆ มาคว้ามือเธอไปกุมนี่นะ! น่ากลัวมากกว่าซึ้งอีกนะ แอบดูซีรีส์ที่หนูเซฟไว้ปะเนี่ย”

“ปากดีไม่มีแผ่วจริงๆ วายชีวา” ดับปราณพึมพำเหมือนชม ก่อนจะขยับเลื่อนไปจับที่นิ้วโป้งมือข้างซ้าย ให้เจ้าของมือกับยมทูตปากดี ดูจุดสีดำเล็กๆ บนนั้น “นี่ไง…สัญลักษณ์ว่าช่วยสำเร็จแล้วหนึ่งคน”



Don`t copy text!