จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 14 : จดหมายถึงดวงดาว

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 14 : จดหมายถึงดวงดาว

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

บ้านของอังศุมาลินเป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ อยู่ในชุมชนริมแม่น้ำ ตัวบ้านยกพื้นเล็กน้อยก่อเป็นฐานตัน ไม่ได้ยกพื้นสูงลิ่วเพื่อใช้ใต้ถุนบ้านตากใบยาสูบ เหมือนบ้านเรือนแถบบ้านของย่า

ฉันคิดว่าบ้านของคนเรานั้นไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอน แต่เราสามารถคาดเดาได้ไปถึงอาชีพ รสนิยม และชีวิตความเป็นอยู่ได้เลยทีเดียว

อย่างบ้านของอังศุมาลิน ฉันเดาว่าผู้อยู่อาศัยเป็นคนมีระเบียบ มีอันจะกิน และน่าจะล้อมไปด้วยหมู่เครือญาติ

ชุมชนนี้เป็นสิ่งตรงข้ามกับหมู่บ้านจัดสรร บนผืนดินเดียวกันมีบ้านผุดขึ้นตรงโน้นตรงนี้ บ้านแต่ละหลังไม่ล้อมรั้ว และมีต้นไม้ใหญ่ซึ่งทั้งหมดคือต้นมะม่วงอายุเกินคาดเดา ยืนแทรกตัวอยู่บนพื้นที่ว่าง

ยกเว้นก็แต่บ้านของอังศุมาลิน มันเป็นบ้านเพียงหลังเดียวที่มีรั้ว ทำมาจากซี่ไม้โปร่งๆ และมีต้นกระถินปลูกเป็นแนวรั้วเอาไว้อีกชั้นนึง  แต่ประตูรั้วนั้นเปิดทิ้งไว้จนสุด ซึ่งฉันมองไม่เห็นส่วนที่เป็นประตูด้วยซ้ำ

บางทีมันอาจจะไม่มีประตูก็ได้ รั้วก็แค่ของประดับเพิ่มความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้กลับตัวบ้านขึ้นมาเท่านั้น

“หลังนี้เหรอ” ฉันถาม นึกแปลกใจตัวเองที่ไม่เคยมีโอกาสมาบ้านอังศุมาลินมาก่อน

“ฮือ..” กบส่งเสียงแล้วฉวยข้อมือฉันไว้ “เดี๋ยวก่อนเจ๋ง” เขาจ้องหน้า ท่าทางเอาจริง “ฉันไม่ใช่คนดีอะไรหรอกนะ แต่ถ้าแกเห็นแม่ของอังแล้วจะรู้เองว่าทำไมฉันถึงไม่อยากให้แกมาถามอะไรบ้าๆ บอๆ หรือรื้อฟื้นอะไรขึ้นมาอีก”

“แม่ของอังเป็นอะไร ป่วยหนักเหรอ” ฉันอดใจไม่ได้ แต่กบก็ไม่ตอบตรงๆ เขาว่า

“เข้าไปเห็นแกก็จะรู้เองนั่นแหละ”

“แกมาหาแม่อังบ่อยเหรอ”

“เปล่า กลับมาเป็นครูที่นี่ก็… ครั้งนี้ครั้งที่สอง” กบพูดแค่นั้น แล้วปลดเข็มขัดนิรภัย ฉันไม่คิดว่าจะต้องมาเผชิญมวลอารมณ์อันเข้มข้นซึ่งแผ่ออกมาจากตัวของเขา ให้ตายเถอะ… ตอนนี้กบดูไม่เหมือนกะเทยอย่างที่เขาเรียกตัวเอง เขาดูไม่เหมือนอะไรเลยนอกจากมนุษย์คนหนึ่ง ที่กำลังเป็นห่วงเป็นใยมนุษย์อีกคนซึ่งอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้  และมันเป็นคุณสมบัติที่ทำให้มนุษย์แพ้ความดีอย่างฉันหวั่นไหวเหลือเกิน

ไม่ทันจะก้าวเข้าบ้าน หญิงคนหนึ่งก็ตะโกนถามมาจากถนนฝั่งตรงข้าม ด้วยท่าทางก้ำกึ่งระหว่างความมีน้ำใจและความสอดรู้ หล่อนถามเราว่ามาหายายแมวหรือ ฉันจำชื่อแม่ของอังศุมาลินไม่ได้ กบจึงเป็นคนตอบรับคำถามของหล่อน

หญิงวัยกลางคนน้ำใจงามยิ้มกว้าง หล่อนเดินข้ามถนนนำพวกเราขึ้นบันไดสามขั้นเข้าไปในตัวบ้านด้วยความคุ้นเคย พอพ้นประตูซึ่งเปิดอ้าอยู่ ความมืดก็โอบล้อมเราไว้ทันที

ข้างในบ้านทึมทึบ หญิงผู้นั้นบ่นอุบถึงหน้าต่างที่ปิดเอาไว้ ก่อนจะถือวิสาสะเปิดพวกมันออกแถบหนึ่งพลางร้องตะโกนไปพลางด้วยสำเนียงสุโขทัย

“ยายแมว ยายแมว อยู่ไหนน่ะ มีคนมาหา เปิ้ล เปิ้ลอยู่ไหน มีคนมาหา”

มีเสียงแห้งๆ ตะโกนตอบรับมาจากหลังบ้านด้วยสำเนียงเดียวกัน หลังจากนั้นร่างโค้งงอก็เดินยักเย้ยักยันออกมาหาพวกเรา

ฉันหรี่ตามอง ยกมือไหว้แล้วกลืนน้ำลายฝืดลงคอ

แม่ของอังศุมาลินเปลี่ยนไปมาก เมื่อก่อนหล่อนเป็นคนตัวสูงใหญ่ ใบหน้าอิ่ม แต่งตัวภูมิฐาน กาลเวลาแม้มันจะยาวนาน แต่ฉันไม่คิดว่าเวลาสิบกว่าปี คนในครอบครัวที่ฉันเคยเห็นว่าสุขสมบูรณ์จะเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนี้ ถึงพ่อของฉันจะยังคงต้องนั่งรถเข็น ไม่ได้ดูหนุ่มกว่าคนรุ่นเดียวกัน แต่พ่อก็ไม่ได้ทรุดโทรมผิดรูปเหมือนหญิงชราตรงหน้าของฉันคนนี้

แน่ล่ะสิ อังศุมาลินตายในซ่อง ลูกสาวที่เคยเป็นความหวังของบ้านนี้ตายในซ่อง…

ฉันคิดอย่างเจ็บปวด ความอยากรู้พุ่งปรี๊ด แต่ร่างตรงหน้าก็ดับความอยากนั้นเหมือนไฟโดนน้ำสาด ฉันเข้าใจแล้วว่ากบหมายถึงอะไร ฉันคงไม่ใจดำพอที่จะซ้ำเติมหญิงผู้นี้ด้วยการรื้อฟื้นอะไรกับหล่อนอีก

กบค้อมร่างสูงลงไปจับมือหญิงชราขึ้นมากุม เขาแนะนำตัวเสียงสุภาพ บอกยายแมวซึ่งเราเรียก ‘แม่’ ตามอังศุมาลิน ว่าเจ๋งเพื่อนนักเรียนมัธยมต้นของอังศุมาลินมาเยี่ยม วินาทีนั้นดวงตาแห้งผากของยายแมวก็รื้นขึ้นด้วยน้ำหล่อเลี้ยงและประกายความสุข หญิงชราเอียงใบหน้าตอบซูบมองฉัน เมื่อมองจนแน่แก่ใจแล้ว นางก็เอื้อมมือมาจับมือฉันบีบเอาไว้แน่น

“เจ๋งเพื่อนอังหรือลูก”

“ใช่ค่ะแม่ เจ๋งเองค่ะ แม่สบายดีนะคะ” ฉันถามตามมาตรฐานการพบหน้า แม่ของอังศุมาลินพยักหน้าแล้วลากแขนฉันออกไปยังพื้นที่สว่างกว่าด้านหลังบ้าน นางจ้องฉัน เหมือนจะมองให้แน่ใจว่าเป็นฉันจริงๆ ก่อนจะถามออกมาว่า

“หนูอังยังอยู่กับเจ๋งใช่ไหม อังยังไม่ตายใช่ไหม”

“อะไรนะคะ” ฉันกับกบร้องออกมาแทบจะเป็นคำเดียว

“ยายแมว… อังมันตายแล้ว ตายนานแล้ว” หญิงบ้านตรงข้ามซึ่งพาเราเข้ามาพูดด้วยน้ำเสียงเวทนา แม่ของอังศุมาลินส่ายหน้า

“ไม่ ไม่ใช่ หนูอังยังไม่ตาย อาจจะยังไม่ตาย รอ..รอตรงนี้ นั่งตรงนี้ก่อนนะ” หญิงชราตบพื้นกระดานซึ่งยกสูงขึ้นจากระเบียงรอบบ้านที่พวกเรายืน มันเป็นส่วนต่อขยายให้เป็นครัวไทยแบบง่ายๆ เมื่อฉันกับกบลงนั่งแล้ว ยายแมวก็สาวเท้าเร็วๆ หายเข้าไปในตัวบ้าน

เราได้ยินเสียงขึ้นบันได ฉันกับกบมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่คิดว่าเรื่องจะกลับตาลปัตรออกมาในรูปนี้

“ปกติแกสติยังดี ไม่ได้หลง หว๊าย….เป็นอะไรไปล่ะน่ะ” หญิงผู้นั้นพรึมพรำ ก่อนทำท่าจะลงนั่ง แต่เสียงเรียกจากประตูหน้าบ้านก็ทำให้หล่อนหันขวับ

“มีอะไรอิกุ๊บกิ๊บ” หล่อนแผดเสียงตอบ

“พี่ลิ้นจี่มาหาน่ะแม่”

“บอกมันคอยกะเดี๋ยว”

“แล้วแม่จะอยู่ทำไม มาเร็วๆ เขารออยู่”

“ยุ่งจริง มาอะไรกันตอนนี้”

หล่อนถอนหายใจหงุดหงิด จากไปอย่างเสียดาย เราสองคนไม่ลืมขอบคุณและรู้สึกโล่งใจที่หล่อนออกไปเสียได้

ไม่กี่นาทีต่อมา ยายแมวก็ออกมาพร้อมซองจดหมายในมือ ฉันเห็นรอยยิ้มและความหวังอยู่ในสีหน้าหญิงชรา กบจัดแจงประคองยายแมวลงนั่ง ท่าทางเขาทำให้นึกถึงเจ้าหน้าที่ทางสาธารณะสุข  หญิงชราบอกขอบใจแล้วส่งซองจดหมายสีฟ้าซีดๆ ให้ฉัน

ฉันรับไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย แต่ในความหลากหลายนั้นแทบไม่มีความอยากรู้หลงเหลืออยู่

ตอนนี้สิ่งที่เต้นเร่าอยู่ในหัวใจของฉันคือความกลัว ฉันกำลังกลัวจับใจว่าความหวังที่ว่าอังศุมาลินอาจจะยังไม่ตายซึ่งแวบขึ้นอย่างสว่างไสวราวกับพลุ อาจจะไม่ใช่ความจริง

ฉันก้มมองจดหมาย รู้สึกใจสั่น ก่อนจะค่อยๆ พลิกอ่านลายมือบนหน้าซอง มันเขียนเอาไว้ที่ชื่อผู้รับ ด้วยคำเดียวสั้นๆ ว่า “แม่”  จากนั้นก็ตามด้วยที่อยู่ มุมบนซ้ายมีแค่ชื่ออังศุมาลิน เขียนด้วยลายมือแบบวัยรุ่นด้วยขนาดตัวสม่ำเสมอ ฉันสอดมือเข้าไปในซอง มองหน้ากบ แล้วค่อยๆ ดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาอ่าน

 

แม่จ๋า

 

หนูอังเองแม่ ตอนนี้หนูมาอยู่กับเจ๋งที่กรุงเทพฯ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงหนูนะ หนูขอโทษที่ทำอะไรโดยไม่ทันคิดให้รอบครอบ หนูรู้ว่าหนูทำแม่เสียใจ หนูรู้ว่าแม่รักหนูมาก รักหนูที่สุด หนูมีความสุขที่สุดตอนที่ได้อยู่กับแม่

ตอนนี้หนูได้เรียนโรงเรียนเดียวกับเจ๋ง เรากำลังตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันให้ได้ เจ๋งบอกว่าอยากเป็นสัตวแพทย์ ส่วนหนูยังไม่รู้เลยว่าอยากจะเรียนอะไร หนูอยากทำงานที่ได้ช่วยเหลือเด็กๆ ยากจน พวกเขาจะได้เรียนหนังสือสูงๆ ไม่ต้องจากบ้านไปอยู่ที่ไกลๆ ไม่ต้องไปทำอาชีพไม่ดีเพื่อส่งเงินไปเลี้ยงครอบครัว เด็กพวกนั้นน่าสงสารมากนะจ๊ะแม่ หนูเสียอีกที่มีทุกอย่าง แต่หนูกลับหนีมันมา

แม่จ๋าแม่เป็นยังไงบ้าง ตอนนี้หนูสบายดี มีความสุขดี หนูไม่อยากให้แม่เป็นห่วง หนูสัญญาว่าถ้าหนูเรียนจบ มีงานที่ดีทำ หนูจะกลับไปหาแม่นะจ๊ะ แม่ได้ต้องกังวลไม่ต้องเป็นห่วง หนูจะอดทน และต้องกลับไปโดยที่แม่จะไม่อายใคร สิ่งที่จะไม่ดีตอนนี้ของหนูคือคิดถึงแม่ทุกวัน อยากกอดแม่ อยากเห็นหน้าแม่ อยากได้ยินเสียงของแม่ แต่ช่วงนี้หนูต้องตั้งใจเรียน หนูคงต้องใช้เวลากับการอ่านหนังสือให้มาก จะได้จบปริญญาอย่างที่แม่หวังเอาไว้

แม่อย่าลืมกินยาความดันนะ แม่สัญญากับหนูแล้วว่าจะรักษาสุขภาพอยู่ให้ถึงตอนหนูรับปริญญา แม่อย่าลืมสัญญาของตัวเองนะจ๊ะ

 

คงต้องจบจดหมายฉบับนี้ก่อน ถ้าหนูว่างจะเขียนมาหาแม่ใหม่

 

คิดถึงแม่ทุกวัน

 

อังลูกแม่    

 

อังศุมาลินกับฉันเรียนโรงเรียนเดียวกัน ฉันจะสอบเข้าคณะสัตวแพทย์ อังจะสอบเข้าคณะที่สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ และพวกเรากำลังตั้งใจเรียนอย่างหนัก –นี่มันเรื่องอะไรกัน ความงงงันจับฉันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปล่อยให้ความปวดร้าวรับช่วงต่อ หัวใจฉันโดนทุบอย่างรุนแรง จดหมายเต็มไปด้วยชีวิตที่งดงามทว่าแสนเศร้า

ที่เศร้าเพราะทุกอย่างในนั้นเป็นเพียงกระดาษเปื้อนหมึก ไม่มีสิ่งไหนเป็นความจริงเลย

“อังอยู่กับเจ๋งใช่ไหมลูก” เสียงหญิงชราถาม…ฉันจะทำอย่างไรดี เนื้อความนั้นเป็นเพียงความหวังของอังศุมาลิน ที่ตอนนี้ถ่ายเทมายังแม่ของเธอ และกำลังเร่งเร้าเอากับฉันด้วย

“เจ๋ง” เสียงกบเร่งอีกแรง ฉันจ้องตากบ มีห้วงอากาศว่างเปล่าแยกฉันออกมาจากบรรยากาศในห้องครัว ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนแปลกหน้า และคนสองเพศสองวัยกำลังประสานพลังจ้องมองฉันด้วยความคาดหวังอันหนักหน่วง

ฉันอ้ำอึ้ง ไม่กล้ามองหน้าหญิงชรา รู้สึกกลัววินาทีถัดไปจนหัวใจสั่น

ฉันไม่รู้เลยว่าจะสามารถรักษาความหวังในดวงตาหญิงชราเอาไว้ได้ด้วยวิธีไหน

“เจ๋ง” เสียงกบยังคงเร่ง ฉันจำต้องส่ายหน้า ถ้าเลือกได้ ฉันอยากหายวับข้ามช่วงเวลานี้ไปเสียเลย

“อา… …ไม่ได้ไปอยู่กับเจ๋งสินะ” กบอ้าปากผ่อนลมหายใจที่กลั้นเอาไว้ ฉันพยักหน้าอีกครั้ง ถ้าการเคลื่อนไหวนี้เป็นเสียงพูด คงเป็นการเปล่งเสียงยอมรับว่า “ใช่ อังศุมาลินไม่ได้ไปอยู่กับฉัน” ที่เบาอย่างที่สุด

“อย่างนั้นหรือลูก แต่ว่า…จดหมายนี่” ยายแมวหยิบจดหมายไปจากมือของฉันด้วยนิ้วสั่นเทิ้ม ก้มดูลายมือเป็นระเบียบของลูกสาวที่เขียนมาบอกกล่าว ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้หญิงชราคิดอะไรอยู่ แต่ตอนนี้นางรู้แล้วว่าทั้งหมดในจดหมายไม่มีส่วนใดเป็นความจริงเลย

เรื่องจริงก็คือ อังศุมาลินไม่เคยไปอยู่กับฉัน เราไม่ได้ติดต่อกันอีกนับจากก้าวเท้าออกจากโรงเรียนในวันจบการศึกษามัธยมต้น ฉันจำได้ว่าคืนก่อนย้ายเข้ากรุงเทพฯ อังศุมาลินโทรมาหา เธออยากออกมาพบฉัน แต่บ้านของเราอยู่ไกลกันเกินไป ฉันบอกเธอไปว่าแม่กำลังแย่ฉันออกไปไหนไม่ได้ อังศุมาลินไม่ได้เซ้าซี้ เธอบอกฉันว่าอยากจะให้ฉันมาหาในวันพรุ่งนี้ เรานัดเจอกันที่โรงเรียนแต่เช้าตรู่ แต่หัวใจบอบช้ำของแม่ทำให้ฉันต้องผิดนัด วันนั้นทั้งวันฉันนอนตายซากอยู่ข้างแม่บนเตียงนอน พอใกล้หกโมงเย็นลูกพี่ลูกน้องของแม่ก็ขับรถมาถึง เราเก็บของเท่าที่จำเป็น แล้วออกไปจากสุโขทัยนับจากวันนั้น

มองย้อนกลับไป ฉันก็เห็นตัวเองเป็นเพียงเด็กหญิงเหนื่อยล้า ไม่มีเรี่ยวแรงจะต่อรองเรื่องใดในชีวิต นอกจากปล่อยให้มันไหลไปตามแต่วันเวลาจะเป็นเครื่องกำหนด

ส่วนอังศุมาลินจะไปรอฉันอยู่นานแค่ไหนฉันก็ไม่อาจจะรู้ได้ สิบห้าปีก่อนเด็กอย่างพวกเราไม่มีมือถือใช้กันทุกคนเหมือนเด็กวัยรุ่นตอนนี้ คืนนั้นหลังจากแม่พล็อยหลับไปบนเบาะข้างคนขับ ฉันก็นั่งกระวนกระวายอยู่บนเบาะหลังของรถ  รู้สึกอัดอั้น ทั้งห่วงทั้งกังวลเรื่องอังศุมาลินแต่ทำอะไรไม่ได้

“แม่ครับ” กบรวบข้อมือทั้งสองข้างของยายแมวเอาไว้ หญิงชราพยักหน้า แล้วยิ้มออกมาทั้งน้ำตา  หล่อนก้มหน้าร้องไห้เงียบๆ อยู่ในวงล้อมของฉันกับกบ

ฉันมีความรู้สึกว่าหญิงชราถอนหายใจโล่งอก การรอคอยอย่างไร้จุดหมาย มันคงทุกข์ทรมานจากหัวใจที่ตั้งความหวังอย่างไม่ยอมย่อท้อ ฉันนึกเลยไปถึงพ่อแม่ที่พยายามหาศพลูกให้พบ ส่วนใหญ่ก็คงเป็นเพราะเหตุผลนี้สินะ ตอนนี้ฉันคงจะเป็นส่วนหนึ่งในการปลดพันธนาการให้หญิงชรา สำหรับหล่อนมันคงจบสิ้นกันเสียที

ไม่มีการคาดเดาหรือร้องถามว่าทำไมอังศุมาลินจึงเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา ยายแมวได้แต่พยักหน้าอย่างยอมรับความจริง ครู่ใหญ่หญิงชราก็ชวนเราขึ้นไปชั้นสองของบ้าน แล้วเปิดห้องส่วนตัวของอังศุมาลินให้เราถอยเวลาเข้าไปในนั้น

ยายแมวบอกว่าทุกอย่างยังเก็บเอาไว้เหมือนเดิน ถ้าฉันกับกบอยากได้อะไรเป็นที่ระลึก แม่ของอังศุมาลินยินดีจะให้หยิบเอาไปได้

ฉันไปหยุดอยู่หน้าชั้นหนังสือ ไล่นิ้วมือไปบนสันปกซึ่งส่วนใหญ่เป็นนวนิยายสำหรับวัยรุ่น จนมาถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนเอาไว้ว่า “คู่กรรม”

“ชื่อหนูอังแม่ก็เอามาจากเล่มนี้” ยายแมวกระซิบ มียิ้มบางๆ จากห้วงอดีตฉาบใบหน้า

“ทำไมแม่ถึงตั้งชื่ออังตามนิยายเล่มนี้ล่ะคะ”

“สมัยแม่สาวๆ นิยายเรื่องนี้ดังมาก ตอนอังคลอดคู่กรรมที่จินตหรากับโอ วรุฒแสดง  ก็ดังมากๆ แม่เลยอยากให้ลูกสาวคนนี้เป็นเด็กเข้มแข็ง มีทิฐิมานะ มีศักดิ์มีศรี ไม่ทำตามหัวใจของตัวเองง่ายๆ อยากให้เขาเหมือนอังศุมาลิน” หญิงชรารับหนังสือเล่มนั้นมาถือ จ้องหน้าปกอยู่ครู่หนึ่งแล้วว่า

“รักง่ายก็หน่ายแหนงกันง่ายนะลูก โกโบริกับอังศุมาลินกว่าจะรักกันได้ก็แสนยาก แต่ตายจากกันแล้วก็ยังไม่หมดรัก” ยายแมวพูดแล้วถอนหายใจก่อนยื่นหนังสือคืนให้ฉัน “เก็บเอาไว้นะเจ๋ง หนูอังคงอยากจะให้เจ๋งเก็บเอาไว้”

“คือเจ๋ง…” ฉันลังเล เข้าใจว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะมีความสำคัญกับยายแมวมาก

“เก็บเอาไว้เถอะ” ยายแมวยัดหนังสือใส่มือฉันแล้วเดินออกจากห้อง ปล่อยให้ฉันกับกบเดินย้อนไปหาวันคืนเก่าๆ ของพวกเราอยู่ในห้องนั้น

กบเดินมาโอบไหล่ฉัน บีบหนักๆ ที่ต้นแขน ฉันว่าเขาพยายามถ่ายพลังความเข้มแข็งจากตัวเขามาให้ ซึ่งฉันไม่มั่นใจว่าเขาจะมีเหลือเฝือนัก

ฉันกับกบอยู่ในห้องนั้น จนกระทั่งได้ยินเสียงสนทนาดังแว่วมาจากข้างล่าง เราสองคนจึงกลับลงมา

เราพบพี่สาวอังศุมาลินซึ่งหน้าตาเหมือนกันอย่างกับแกะ ยืนคุยอยู่กับแม่ของหล่อนที่ด้านล่าง ฉันจำได้ว่าหล่อนแก่กว่าพวกเรา ๑๖ ปี ตอนนี้น่าจะมีอายุ ๔๔ หน้าตาสะสวยไม่เปลี่ยน อังศุมาลินเป็นลูกหลงที่พ่อและแม่มีเอาตอนแก่ ซึ่งถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่ก็คงจะโตขึ้นมาสวยไม่ต่างอะไรจากผู้เป็นพี่สาวเลย

พวกเราทักทายกันตามธรรมเนียม เมื่อถามไถ่พอเป็นพิธีแล้ว ฉันและกบก็ขอตัวกลับออกมาจากบ้านหลังนั้น

เราฝ่าเปลวแดดออกมาขึ้นรถ กบบ่นอุบว่าไม่น่าลืมลดหน้าต่างรถเลย ฉันเลื่อนตัวลงนั่งบนเบาะรถ จินตนาการว่าตัวเองเป็นปลาย่างเกลือ ที่กำลังจะสุกในอีกสิบนาทีข้างหน้า

 



Don`t copy text!