จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 4 : ปริศนา

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 4 : ปริศนา

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์


จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

ประโยคเกือบสุดท้ายของเพื่อนชายสมัยมัธยมทำหัวใจของฉันแกว่ง เหมือนมีเสียงประหลาดระงมขึ้นมาจนหูอื้อ กบบอกฉันว่าอังศุมาลินตายแล้ว และตายมาตั้งแต่ ๑๓ ปีก่อน ฉันไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมา ถึงไม่รู้ว่าหล่อนตาย

“ตายยังไง” ฉันถาม สมองก็คาดเดาว่าคงเป็นเรื่องอุบัติเหตุ

“ไฟไหม้” กบหรือตอนนี้เขาคือครูเคโระผู้มีชื่อเสียงพูดเสียงแผ่ว

“บ้านอังไฟไหม้เหรอ”

“ไม่ใช่หรอก” เขาว่า เสียงเบาลงไปอีก

“แล้วยังไง”

“เดี๋ยวเจอแล้วจะเล่าให้ฟัง”

เขาจบบทสนทนาอย่างมีเลศนัย ก่อนหน้านี้เขาทำฉันดีใจมากที่ได้ยินเสียงของเขา แต่ตอนนี้เขากำลังทำให้ฉันช็อค

ฉันกลับมาทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะทำงานส่วนตัว ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใดจนกระทั่งพี่ภพกลับจากข้างนอก วิญญาณของฉันจึงกลับเข้าร่างอีกครั้ง

“เป็นอะไร” เขาถาม ไม่จริงจังนัก

“เปล่าพี่เปล่า” ฉันแก้ตัว แล้วบอกเขาว่าฉันติดต่อทาบทามอาจารย์กบเรียบร้อยแล้ว กบรับปากเรื่องจะหาช่างแต่งหน้าให้ เขาจะโทรมาบอกฉันอย่างช้าในบ่ายวันพรุ่งนี้

พี่ภพพยักหน้าพอใจ โยนสายสะพายกล้องอันใหม่ให้แล้วกำชับว่าให้ตรวจสอบการ์ดบันทึกภาพและแบตเตอรี่ให้พร้อม เหมือนที่เคยพูดมาทุกๆ ครั้ง

“แล้วเรื่องอาถรรพ์ล่ะ เจ๋งว่าเราควรจะไปถ่ายที่ไหน”

“กบแนะนำว่าให้ไปถ่ายที่วัดหนองโว้ง คงต้องไปหารายละเอียดอีกที”

“งั้นเจ๋งจัดการไปเลยนะ ล่วงหน้าไปก่อนสักสองวัน พี่ว่าจะขับรถตามไปทีหลัง เวลาถ่ายทำจะได้เดินทางสะดวกไม่ต้องไปเช่ารถ จะได้ขนขาตั้งไฟไปให้ด้วย แล้วขับรถกี่ชั่วโมงได้”

“ถ้าขับอย่างพี่ภพก็ไม่เกิน  ๖ ชั่วโมง” ฉันหมายถึงขับอย่างตีนผีและเผื่อเวลาที่อาจจะมีรถติดช่วงเข้านครสวรรค์เอาไว้ให้ด้วย

พี่ภพเบ้ปากแล้วว่า

“ก็นานเหมือนกันแฮะ”

เขาโครงศีรษะ เดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง ฉันมองตามแต่ความคิดไม่ได้อยู่ตรงนั้น

ตอนนี้ฉันกำลังเห็นภาพสลับไปมาระหว่างสิ่งที่อยู่ตรงหน้ากับอดีตเก่าๆ ฉันต้องคอยบอกตัวเองให้เอื้อมมือไปหยิบกล้องบนโต๊ะมาถอดสายสะพาย แต่ในหลายวินาทีต่อมา ฉันก็รู้ตัวว่ากำลังจ้องมองรอยเปื่อยบนสายกล้องอย่างเลื่อนลอย

มีกลิ่นเหงื่อสาบๆ ลอยเข้าจมูก แต่ฉันแยกแยะไม่ได้ว่าเป็นเหงื่อที่ฝังแน่นบนสายหนัง หรือกลิ่นเหงื่อของพวกเราที่ฝังอยู่บนคอปกชุดพละ

‘เหงื่อ’ ที่ติดจมูกฉันมาจากอดีตเมื่อสิบกว่าปีก่อน

ท่าจะบ้าไปแล้ว… ฉันสลัดหัวบอกตัวเอง

พี่ภพมายืนมองฉันนานเท่าใดไม่รู้ เขาเห็นอาการของฉันเป็นเรื่องชวนขันแล้วดึงกล้องกับสายสะพายไปเปลี่ยนเสียเอง

“พี่ให้ใบตองจองตั๋วแค่ขาไปให้เจ๋งนะ” พี่ภพก้มหน้าพูด วางสายตาเอาไว้บนสายสะพายอันใหม่ ไม่มองหน้าฉัน

“แต่เสร็จงานที่สุโขทัยพี่จะไป ‘เลย’ ต่อ เจ๋งจะกลับวันไหนก็ค่อยบอกให้ใบตองจองตั๋วขากลับละกัน ไม่ต้องรีบ” ในที่สุดเขาก็เฉลย ฉันรู้ได้ทันทีว่าเขาต้องการให้ฉันอยู่บ้านนานๆ ฉันไม่ได้เอ่ยปฏิเสธความปรารถนาดีนั่นออกมาตรงๆ แต่เลือกที่จะนิ่งไม่ตอบ

พี่ภพร้อนตัว เขาขอให้ฉันเชื่อเขาสักครั้ง แล้วรีบตัดบทว่า “ยังมีเวลาคิด เจ๋งจัดการเรื่องครูเคโระกับดูเรื่องอุปกรณ์ถ่ายทำไปอย่างเดียวก็พอ” พูดจบเขาก็ส่งกล้องคืน แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง ลงมือเลือกฟุตเทจวิดิโอสำหรับตัดต่องานของสัปดาห์นี้ต่อไป

ฉันนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่งก็เดินขึ้นชั้นสองไปยังห้องเก็บอุปกรณ์ ตู้กันความชื้นขนาด ๑๐๐ ลิตรวางแอบเอาไว้มุมหนึ่งเหมือนของแปลกหน้า ฉันยืนจ้องมันอย่างไร้ความหมาย นั่งลงหน้าตู้ หยิบเลนส์ขึ้นมาเลือกดู ทั้งๆ ที่ไม่รู้จะเลือกทำไม

ภาพอังศุมาลินลอยข้ามเวลา ฉันไม่อยากคิดถึงเลยจริงๆ แต่แล้วจูบนั่นของเธอก็กระโดดเข้าเกาะหนึบ ฉันพยายามสลัดทิ้งแต่ห้ามความคิดนั่นไม่ได้

มันนิ่มและอุ่น เปรี้ยวหมือนน้ำมะนาวร้อนใส่เกลือ ทำให้ฉันผงะ ขนลุกซู่ ไม่ได้ชื่นชอบแต่ไม่ได้นึกรังเกียจที่จะได้ชิม

ฉันสลัดหัว พยายามอยู่กับปัจจุบัน วันนี้เพิ่งวันจันทร์ยังเร็วเกินไปในการจัดของเดินทางสำหรับวันพุธ แต่ฉันก็ลุกไปหยิบกระเป๋ากล้องแล้วใส่บอดี้กล้องแคนนอนห้าดี กับแคนนอนหกดีลงกระเป๋าอย่างละตัว  ใช้เวลาอีกพักใหญ่ๆ ใส่เลนส์ซูม 16-35, 24-70, 70-200 มิลลิเมตรและเลนส์เดี่ยว 50 มิลลิเมตรไปด้วยอีกตัวหนึ่ง ทิ้งแค่เลนส์อเนกประสงค์ 24-105 และเลนส์มาโคร 100 สำหรับถ่ายของขนาดเล็กเอาไว้ให้มาวินใช้

อย่างไรเสียมาวินก็จะมีช่างภาพฝีมือดีที่เราจ้างมาเฉพาะกิจ พี่เตยจะได้ภาพที่ต้องการสำหรับใช้ในรายการของเราครบถ้วนอย่างแน่นอน

หลังจากจัดการอุปกรณ์ทุกอย่างครบ ฉันก็ไม่ห้ามตัวเองไม่ให้คิดถึงอดีตอีกแล้ว

มีคำถามมากมายเคยเกิดขึ้น และฉันเคยเลือกจะปล่อยผ่าน แต่ตอนนี้ฉันกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า หลังจบมัธยมสามและฉันย้ายตามแม่มาอยู่กรุงเทพฯ  ทำไมฉันไม่คิดจะติดต่อคนที่สุโขทัยกลับไปบ้างนะ

ถึงตอนนั้นเฟซบุ๊กยังไม่แพร่หลายในเมืองไทย แต่เราก็มีโทรศัพท์มือถือ มีอีเมล์ใช้ ฉันเองจำไม่ได้เสียแล้วว่า ภาวะขาดช่วงของความสัมพันธ์มันเริ่มต้นขึ้นมาจากจุดไหน มันอาจจะเริ่มจากฝนกรดอันน่ากังวล จนแม่ดุทุกครั้งที่ฉันอ้าปากรับน้ำซึ่งตกลงมาจากท้องฟ้า หรือจากการจราจรติดขัดจนเวลาหลายชั่วโมงของฉันและแม่ต้องทิ้งเปล่าอยู่ในรถขนส่งสาธารณะ ไม่อย่างนั้นก็อาจจะเป็นเพราะหมอกควันอันครอบคลุมน่านฟ้ากรุงเทพฯ เหมือนที่มันครอบครองจิตใจของแม่ ฉันกับอังศุมาลินจึงจางหายไปจากชีวิตของกันและกันโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ถึงตอนนี้ฉันก็รู้แน่ชัดแล้วว่า มันจะจางหายไปตลอดกาล

“อังศุมาลินตายแล้ว” ฉันย้ำบอกตัวเอง หัวใจของฉันเหมือนโดนราดด้วยน้ำกรด เรื่องของอังศุมาลินกัดกร่อนแสบร้อน ไม่ใช่เพราะเสียใจที่อังศุมาลินตายเท่านั้น แต่ฉันตกใจที่ไม่มีน้ำตาสำหรับอังศุมาลินไหลออกมาสักหยดเดียวอีกด้วย

ฉันลงจากชั้นสอง เดินเรื่อยเปื่อยไปทางหลังบ้าน หยิบเก้าอี้หัวโล้นขึ้นมาต่อขาเกาะกำแพงรั้ว

ลมเลื่อนไหลพัดต้นหญ้าโอนเอน ทำไมฉันไม่มีน้ำตานะ… คำถามนั้นวนมาอีก เธอจะเสียใจไหมถ้ารับรู้ว่าเพื่อนคนนี้ คนที่เคยรักกันมาก มองเห็นเธอเป็นรูปเงาแห่งอดีตโดยสมบูรณ์ และสิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือ ฉันจะไม่มีทางฟื้นฟูความสัมพันธ์หรือทำให้ภาพของเธอกลับมาแจ่มชัดได้อีกแล้ว

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ของใหม่ มันก็คงจะเหมือนช่วงชีวิตหนึ่งๆ ของเราทุกคน ก่อนหน้านี้ราว ๔  ปี ฉันมีเพื่อนผู้หญิงกลุ่มใหญ่ที่ กิน นอน เที่ยว มาด้วยกัน พี่ภพเป็นเพียงรุ่นพี่จากโรงเรียนเก่า แต่จังหวะและโอกาสชักนำฉันและพี่ภพให้มาทำงานร่วมกัน ย้ายมาอยู่ร่วมบ้านกัน เวลาทอเส้นใยบางๆ ของความสัมพันธ์ให้หนาแน่นขึ้น จนเพื่อนกลุ่มใหญ่เมื่อ ๔ ปีก่อนของฉันเลือนหายออกไปจากชีวิตทีละน้อย

บางคนไปทำงานต่างประเทศ บางคนแต่งงาน บางคนก็ค่อยๆ หายออกไปเองเพราะเปลี่ยนสถานะจากสาวโสดเป็นมีคนคุย

พวกเราไม่เคยมีเรื่องหมางใจกัน แต่รอยแยกที่ขยับเบาเสียจนเราแทบไม่รู้สึก เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับมหาทวีปแพนเจีย (1) เมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน

พวกเราก็เป็นเช่นนั้น ค่อยๆ แยกห่าง ไม่ได้มีอะไรแตกร้าว หากแต่ความห่างเหินแช่แข็งบางสิ่งบางอย่างเพื่อรอวันละลายให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ซึ่งมันอาจจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นอีกเลยฉันเองก็ไม่อาจรู้

แต่สำหรับอังศุมาลิน… ฉันจะไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว

 

เชิงอรรถ :

(1) มหาทวีปแพนเจีย หรือ มหาทวีปพันเจีย อังกฤษ: Pangaea (แพน หมายถึง ทั้งหมด; และ เจีย หมายถึง โลก ในภาษากรีกโบราณ) เป็นมหาทวีป อยู่ในช่วง มหายุคพาลีโอโซอิก และ มหายุคมีโซโซอิก ก่อตัวขึ้นราวๆ 335 ล้านปีที่แล้ว ก่อนที่จะเริ่มแยกตัวกันออกเป็นทวีปต่างๆ ราว 175 ล้านปีก่อน (วิกิพีเดีย)

 



Don`t copy text!