จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 5 : ระหว่างทางกลับบ้าน

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 5 : ระหว่างทางกลับบ้าน

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

ฉันออกเดินทางในบ่ายวันพุธ ความกังวลใจเดียวก่อนออกเดินทางคือเรื่องของทองคำ ฉันปีนขึ้นไปเรียกหามัน กังวลว่ามันจะไม่ออกมา แต่ทองคำกลับแหวกกอแขมออกมาแทบจะทันที

ลำตัวขนาดใหญ่เคลื่อนเชื่องช้าตรงเข้ามาริมกำแพงที่ฉันเกาะอยู่ ฉันเรียกชื่อมันอีกครั้ง ทองคำแลบลิ้นส่ายหัวไปมาในอากาศ นึกอยากจะลองลูบหัวมันดูเหมือนกัน แต่ก็หยุดเอาไว้แค่ความคิด

“กินซะนะ วันอาทิตย์ไม่อยู่” ฉันบอก เทปลาเก่าๆ นิ่มๆ ลงไปทั้งถุง ทองคำเขมือบด้วยความยินดี ฉันมองมันอยู่ครู่หนึ่งก็ถึงเวลาต้องบอกลาเพื่อไปสนามบินดอนเมืองให้ทันขึ้นเครื่องเที่ยวเย็น

พ่อและแม่เลี้ยงของฉันไปรับที่สนามบินพิษณุโลก ด้วยการจัดการของพี่ภพ

ฉันไม่รู้หรอกว่าพี่ภพกับพ่อไปถูกใจกันตอนไหน พวกเขาเคยพบกันเพียงสองครั้งคือเมื่อคราวงานศพแม่ กับอีกครั้งเมื่อวันที่เราทำบุญขึ้นออฟฟิศใหม่ แต่สิ่งที่ฉันรู้มาตลอด คือพี่ภพพยายามจะให้เรื่องระหว่างฉันกลับพ่อจบลงสวยๆ เหมือนอย่างหนังอย่างละคร

ใจจริงฉันเข้าใจความปรารถนาดีของพี่ภพ แต่คนที่เกิดในบ้านที่แสนอบอุ่น รักใคร่กลมเกลียว เขาก็คงจะโลกสวยเกินจะเข้าใจง่ายๆ ว่า แต่ละชีวิตบนโลกใบนี้มันไม่มีอะไรสมบูรณ์หรอก เราต่างพิกลพิการไปคนละอย่าง ที่สำคัญฉันยอมรับความพิการของครอบครัวตัวเอง แม้จะแหว่งหวิ่นไปบ้าง ก็ดีกว่าต้องทนใส่ขาเทียมอย่างฝืนๆ ไปตลอดชีวิตไม่ใช่หรือ

ฉันเลือกลงเครื่องที่ท่าอากาศยานพิษณุโลก พ่อและแม่เลี้ยงของฉันไม่ได้ประหลาดใจ แม้สุโขทัยจะมีสนามบินอันสวยงามของบางกอกแอร์เวย์ ซึ่งห่างจากบ้านของย่าไปเพียง ๑๐ กิโลเมตร นั่นเพราะถ้าต้องการประหยัดด้วยการโดยสารสายการบินโลว์ครอส ทุกคนก็ต้องมาลงเครื่องที่ท่าอากาศยานพิษณุโลกนี่แหละ

พ่อนั่งรถเข็นมารับ สีหน้าของเขาแช่มชื่นเหมือนๆ กับที่เราเห็นจากครอบครัวอื่นๆ ในพื้นที่ขาเข้าของขนส่งสาธารณะ

พ่อทำท่าว่าอยากจะกอด แต่ฉันรีบยกมือขึ้นไหว้เขาและแม่เลี้ยงแล้วแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น

“ไปค่ะ รถจอดอยู่ในลานจอดรถ มา.. มา น้าช่วยยกของ”

แม่เลี้ยงฉันตาเป็นประกาย นอกจากทำท่าเหมือนมารับหลานสาวแสนรักของตัวเองแล้ว ยังทำท่าจะแย่งกระเป๋าซึ่งฉันมีมาแค่สองใบไปช่วยถือ

ฉันอยากจะแกล้งส่งกระเป๋ากล้องหนักเกือบเจ็ดกิโลให้หล่อนเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้ทำ ได้แต่เพียงบอกไปว่ามันหนักและฉันถือเองได้ ให้หล่อนเข็นรถของพ่อต่อไปน่ะดีแล้ว

“ก็ได้ค่ะ” หล่อนยิ้มแป้น ตีความเจตนาไปว่าฉันเป็นห่วงพ่อกว่าตัวเอง แล้วเราก็พากันเดินไปที่รถ

ฉันเรียกแม่เลี้ยงว่าน้า เรียกมาตั้งแต่ครั้งที่แม่จ้างหล่อนให้มาดูแลพ่อ หลังจากที่ฉันกับแม่ย้ายกลับมากรุงเทพฯและแม่เปลี่ยนมาเรียกหล่อนว่า ‘อี’ ฉันก็ยังไม่เคยเรียกหล่อนเป็นอย่างอื่นนอกจากคำว่า ‘น้า’

น้าพุดซ้อนจ้อไม่หยุดปากระหว่างทางที่หล่อนรับหน้าที่เป็นสารถี ฉันพยายามรักษามารยาทด้วยการตอบทุกๆ สิ่งที่หล่อนถาม เกือบจะเป็นการถามคำตอบคำ และแน่ใจว่าจะต้องหงุดหงิดแน่ๆ ถ้าหล่อนเริ่มล้วงไปจนถึงเรื่องส่วนตัว ดีที่หล่อนหยุดเอาไว้แค่เรื่องงาน ความน่ารำคาญทั้งหมดจึงมีแค่การคะยั้นคะยอให้ฉันอยู่บ้านไปหลายๆ วัน

“กลับมาคราวนี้มาอยู่กับคุณพ่อนานๆ นะน้องเจ๋ง ภพบอกน้าว่าเจ๋งอยากจะอยู่กี่วันก็ได้”

พี่ภพตัวดีอีกแล้ว ฉันคิด แต่ไม่ได้ต่อปากต่อคำต่อ

“ไม่เอาน่าพุด เจ๋งมาทำงาน” พ่อปราม แต่หล่อนไม่หยุดพร่าม

คุณน่านก็ นี่มันบริษัทของเขาเอง ที่พุดเปิดให้ดูไงคะ บางคลิปคนดูเป็นล้าน ตอนนี้มีรายการใหม่ด้วยนะคะ” เสียงหล่อนยกยอ

“รู้แล้ว” พ่อลากเสียงเนิบนาบ ไม่มีวี่แววรำคาญซึ่งฉันหวังจะให้มี

“เดี๋ยวเราแวะกินข้าวกันที่ร้านร่มหว้าไหมคะ เพราะกว่าจะกลับไปทำกับข้าวน้องเจ๋งจะหิวแย่”

“ก็ดีสิ ว่าไงเจ๋ง” พ่อหันมาถาม ฉันรู้ตัวว่ายิ้มฝืดๆ ตอบรับ

อย่างไรพ่อก็ยังคงเป็นพ่อของฉัน แค่หายใจ พ่อก็คงล่วงรู้ความในใจของฉันแล้ว

สีหน้าสลดลงของพ่อทำให้ฉันรู้สึกสงสารเขาขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าของแม่ ฉันก็รู้สึกว่ามันช่วยไม่ได้ที่ความสัมพันธ์ของเรามันต้องลงเอยอย่างนี้

เมื่อรถเทียบเข้าจอดใต้ต้นหว้าในลานจอดรถ แม่เลี้ยงของฉันก็ลงมาเปิดประตูท้าย ยกรถสำหรับผู้พิการลงมากางและเข็นมันมาจอดไว้ข้างประตูด้านข้างคนขับ พ่อเลื่อนตัวลงมา ใช้มือช่วยประคองขาเพื่อจัดท่านั่ง น้าพุดซ้อนเข็นรถพ่อไปด้านหน้านิดหนึ่ง หันมาปิดประตูรถ แล้วหมุนตัวกลับมาเข็นรถของพ่อขึ้นทางลาดเข้าไปในร้าน

เป็นภาพที่ดูเพลินอย่างไรบอกไม่ถูก มันเหมือนเรามองคนขายโรตีที่แสนชำนาญ กำลังทำงานของเขาอยู่

 

ร่มหว้าเป็นสวนอาหารริมทุ่ง ส่วนหน้าของร้านอาหารถมดินสูงเท่าถนนเพื่อเป็นลานจอดรถ ตัวอาคารแบบเปิดโล่งอยู่บนดินถมส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งยกเสาสูงขึ้นจากพื้นดินเดิม ต่ำลงไปเป็นไร่ยาสูบ ไล่ระยะไปไกลจนสุดขอบฟ้า

การตกแต่งร้านไม่มีอะไรหวือหวา มันสร้างง่ายๆ จากโครงเหล็กทาสีดำ ด้านในไม่ติดฝ้าเพดานมองเห็นตับหญ้าคาเรียงซ้อนกันเป็นชั้นถี่หยิบ

เจ้าของร้านประดับต้นไม้ลงในกระถาง ส่วนใหญ่เป็นไม้พุ่มทรงกลม ฉันรู้จักอยู่บางชนิดอย่างพุดพิชญา นีออนและประยงค์  เพราะมันเป็นต้นไม้ที่พี่ภพบัญชาให้ช่างจัดหามาใส่ในสวนหน้าตาทันสมัยที่บ้านของพวกเรา

ฉันกวาดตามอง เห็นคนทยอยกันเข้ามาในร้าน ร่มหว้าน่าจะเป็นร้านสำหรับรับแขกต่างถิ่น ฉันรู้สึกประหลาดใจที่โครงสร้างง่ายๆ กลับทำให้เมืองเล็กๆ แห่งนี้มีอะไรน่าจดจำ

น้อยแต่มากสินะ.. ฉันนึกถึงประโยคยอดฮิตที่พี่ภพเอามาเปรียบกับการออกแบบตกแต่งออฟฟิศของพวกเรา อย่างไรก็ตามฉันก็ยังรู้สึกว่าข้าวของต่างๆ ในออฟฟิศมากเกินความจำเป็นอยู่ดี ถึงแม้พี่ภพจะยืนยันว่ามันน้อยแต่มากอยู่นั่น

“อาหารรสชาติกลางๆ ไม่เผ็ดมาก น้องเจ๋งน่าจะชอบ” แม่เลี้ยงของฉันบรรยาย พ่อยิ้มในหน้าดูมีความสุข  ส่วนฉันรีบขอตัวเข้าห้องน้ำ เพราะรู้สึกว่าอยู่ร่วมกับครอบครัวของพ่อนานเกินไปแล้ว

บางอย่างบอกให้ฉันรักษาระยะห่างเอาไว้ถ้าไม่อยากจะโดนหักหลังอีก

เมื่อเดินกลับออกมาฉันเห็นน้าพุดซ้อนกำลังจัดการตักข้าวใส่จานให้พ่อ สีหน้าหล่อนปลาบปลื้มยินดี ราวกับการได้ดูแลชายตรงหน้าคือทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต

ฉันยืนสังเกตุอยู่ในระยะไกล พ่ออายุ ๕๖ แล้ว ยังดูดีอยู่มาก ความพิการของพ่อทำให้ไม่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ ในระยะที่ฉันยืนอยู่ ถ้ามองไม่เห็นรถเข็นคนพิการที่อยู่ข้างๆ คงไม่มีใครรู้ว่าพ่อเดินไม่ได้ หรือถ้ามีคนแก่มาร่วมโต๊ะอยู่เสียหน่อย ก็คงเดายากว่าใครต้องใช้รถเข็นคันนั้นกันแน่

ฉันไม่รู้หรอกว่าน้าพุดซ้อนใช้ความพยายามแค่ไหนในการบำบัดรักษาพ่อ จำได้แต่ว่าหล่อนมาขออนุญาตแม่ซื้อเครื่องอะไรต่อมิอะไรมาให้พ่อออกกำลังกาย พ่อเหมือนจะกลับมาเดินขโยกเขยกได้ในช่วงหนึ่ง แต่หลังจากที่ฉันย้ายกลับเข้ากรุงเทพฯ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผ่านไปสิบกว่าปีพ่อถึงยังนั่นรถเข็นอยู่เหมือนเดิม

ฉันกลับไปที่โต๊ะในเวลาเดียวกันกับอาหารจานที่สามเข้ามาเสิร์ฟ แม่เลี้ยงของฉันส่งสำเนียงสุโขทัยใส่คนเสิร์ฟด้วยความคุ้นเคย ตอนนั้นแหละที่ฉันตระหนักว่า ฉันมาถึงบ้านของย่าแล้วจริงๆ

 



Don`t copy text!