ซ่อนรักในรอยกาล “นครลำพูน หริภุญไชย” บทที่ 34 : พิษรักอาลัมพางค์

ซ่อนรักในรอยกาล “นครลำพูน หริภุญไชย” บทที่ 34 : พิษรักอาลัมพางค์

โดย : พิมพ์อักษรา

Loading

ซ่อนรักในรอยกาล โดย พิมพ์อักษรา กับผลงานนวนิยายอิงประวัติศาสตร์อ่านง่าย ว่าด้วยทฤษฎีหนึ่งในตำนานประวัติพระนางจามเทวีกับพระสวามีที่แทบไร้หลักฐาน ผ่านเกมการเมืองในอาณาจักรทวารวดี อันมีชายปริศนาแฝงตัวเข้ามาอยู่เบื้องหลังเกมชิงบัลลังก์ครั้งใหญ่นี้ ติดตามได้ในเพจ อ่านเอา และ anowl.co

เมื่อแรกที่พระนางจามเทวีมีดำริจะสร้างเวียงอาลัมพางค์ขึ้นใหม่เพื่อประทับพำนักแทนเขนหลวงนคร พระเจ้าอนันตยศไม่พอพระทัยแต่จะห้ามปรามอันใดก็มิได้ด้วยถ้อยดำรัสของพระนางพุ่งตรงเข้าที่หทัยและปิดประตูทางออกของพระองค์ทุกทาง

‘วรน้อยใคร่มีบ้านเมืองเป็นของตนเอง แม่ก็จัดการให้แล้ว ครั้นได้ครองเมืองแล้ว วรน้อยบ่สันทัดในการประกอบราชภารกิจ แม่ก็ดูแลให้อีก แต่หากวรน้อยดึงดันจะให้แม่ประทับในเขนหลวงนครไปตลอดเพื่อชิงดีชิงเด่นทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องบ่สมควรอย่างยิ่ง แม่บ่อาจยินยอมได้ เพราะแม่ปรารถนาให้เขนหลวงนครเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นหริภุญไชยมาแต่แรก มิใช่ให้แยกตัวไปเป็นรัฐอิสระ’

ดังนั้นพระเจ้าอนันตยศจึงเสด็จไปมาหาสู่พระนางยังเวียงน้อยๆ แห่งนี้เป็นประจำ ทั้งด้วยความคิดถึงพระนางเป็นทุนเดิม และเพื่อปรึกษาข้อราชการต่างๆ เพราะทรงตระหนักดีว่าตนมิอาจบริหารปกครองบ้านเมืองได้ราบรื่นเท่าพระมารดา

ครั้นได้เสด็จเยือนอาลัมพางค์นครบ่อยครั้ง ก็ยิ่งทรงเห็นพระปรีชาสามารถของพระมารดาในการสร้างบ้านสร้างเมือง ทรงค่อยๆ เปลี่ยนดินแดนรกร้างว่างเปล่าให้กลายเป็นเวียงเล็กๆ ที่แม้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ หากกำลังเจริญขึ้นตามลำดับ กระนั้นทุกครั้งที่พบพระมารดา พระองค์ก็ยังทรงชักชวนพระนางกลับไปประทับยังเขนหลวงนครด้วยกันเสมอ เผื่อจะมีหนใดที่ทรงเห็นใจตอบรับคำเชิญชวนนั้น แลทุกคราจอมเทวีก็ทรงปฏิเสธอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด

ทว่าครั้งนี้พระนางกลับตรัสเองว่า

“หนนี้แม่จักกลับไปเขนหลวงนครกับลูกก่อน แล้วค่อยกลับหริภุญไชย”

พระโอรสกลับเป็นฝ่ายประหลาดพระทัยเสียเอง

“แล้วอาลัมพางค์เล่า”

“ให้ขุนเจ้ารัญชน์เขาอยู่ไป วันหน้าอาจแต่งตั้งให้เขาขึ้นครองเมืองก็ได้”

“รันรันบ่กลับไปด้วยกันหรือเจ้าข้า” ยิ่งสดับก็ยิ่งผิดปกติ…ทั้งยังจะยกเมืองให้ขุนนางหนุ่มเสียอีก

พระนางไม่ทรงตอบคำถาม แต่กลับตรัสว่า “แม่อยากกลับเงียบๆ มิต้องให้เอิกเกริก”

แม้ยินดีที่พระนางจะเสด็จกลับไปด้วยกัน หากลึกในหทัยเจ้าอนันตยศก็ทรงนึกเป็นห่วงพระมารดาไม่น้อย เพราะหากไม่มีวิกฤติภัยหรือเกิดเรื่องหนักหนาสาหัสขึ้น พระนางไม่มีทางทิ้งเวียงใหม่ที่กำลังเริ่มสร้างเป็นรูปเป็นร่างอยู่แน่ โดยเฉพาะการเสด็จโดยไร้ขุนเจ้ารัญชน์

เจ้าแม่ทะเลาะกับรันรันแน่เชียวละ…

ดำริดังนั้น ก็ทรงแอบสืบความจนทราบ ครั้นกลับถึงนครเขนหลวงก็ทรงมีพระราชสาส์นส่วนพระองค์ไปถึงพระเชษฐาแฝดยังนครหริภุญไชย กล่าวถึงความที่ทรงทราบมาอย่างครบถ้วน แลลงท้ายว่า…

                    ‘…ด้วยราชภารกิจทั้งหลายของขัตติยราช ทำให้เฮาสองคนลืมเลือนเรื่องประโยชน์สุขของเจ้าแม่ไปเสียสิ้น ยามนั้นหมู่เฮาหมายใจจะให้เจ้าแม่ได้ครองรักอย่างคู่ชีวิตกับรันรัน เพราะเจ้าแม่และรันรันสมควรจะได้มีความสุขกันมานานแล้ว แต่ทั้งสองยังมิอาจปลดเงื่อนพันธนาการในหทัยแลก้าวข้ามผ่านกำแพงแห่งความเชื่อที่ยึดถือนั้นได้ จึงสมควรที่เฮากับวรใหญ่ในฐานะโอรสของจามเทวี และกุมารแฝดน้อยของรันรันจักยื่นมือเข้าจัดการเรื่องนี้ให้ลุล่วงเสียที…’

ครั้นพระเจ้ามหันตยศได้ทรงอ่านถ้อยความในสาส์นจากอนุชาแฝดก็พลันเกิดละอายใจที่มัววุ่นวายกับการปกครองอาณาจักรจนละเลยลืมเลือนเรื่องที่เคยตั้งพระทัยไว้ จากนั้นจึงแต่งม้าเร็วเชิญพระอักษรกลับไปให้พระอนุชาในเมืองเขนหลวง

                      ‘เป็นจริงดังวรน้อยว่า มิเพียงแค่เรื่องเจ้าแม่กับรันรันเท่านั้น แม้แต่เฮาสองคนก็มีอันต้องห่างเหินไปด้วยราชกิจและด้วยอำนาจการเมืองทั้งปวง อย่างน้อยเรื่องของเจ้าแม่ก็จักทำให้เฮาสองพี่น้องกลับมารักใคร่รวมใจกันอีกครั้ง...

                      อุบายที่วรน้อยวางไว้ เฮาเห็นชอบด้วยทุกประการ เพียงแต่จักขอเสริมว่า อันเจ้าฟ้าหน่อแก้วแห่งเมืองโยนนั้นมีจิตปฏิพัทธ์ต่อมารดาของเฮานั้นเป็นเรื่องจริง แลพระองค์หมายมาดจักเกี่ยวดองกับหริภุญไชยมาตลอด นอกเหนือจากนี้แล้ว วรน้อยจงเริ่มดำเนินการเถิด’

 

เด็กสาวนางนั้นทำให้ลมหายใจรัญชน์สะดุดห้วง

แข้งขาอ่อน มือไม้สั่น อ้าปากค้างตาเบิกกว้างอย่างน่าขัน เขาไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนทั้งที่เคยพบผู้หญิงงามเฉิดโฉมกว่านี้มาแล้วก็ตาม

ผิวนางขาวผ่องเกลี้ยงเกลาตัดกับเรือนผมดำขลับยาวประบ่า ดวงตากลมโต ปากนิดจมูกหน่อยจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ดูผุดผาดไปทั้งตัว รอยยิ้มนั้นก็ช่างอ่อนหวานและเย้ายวนในคราเดียว

“ข้าเจ้าชื่อบัวตองเจ้า”

เขาเสียอาการอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนไม่ว่ากับใคร…แต่มิใช่เพราะนางสวยถูกใจ

แต่เพราะนางเหมือน ‘ใครคนหนึ่ง’ ที่เขาเคยรักมากมาย

“แยม…” เขาเผลอครางออกไป “นี่แยมเคยเป็นคนที่นี่หรอกหรือ”

ไม่มีใครทันใดยินคำเพ้อนั้น แต่ทุกคนในหมู่บ้านทันได้เห็นอาการตกตะลึงเหมือนคนหลงรัก

รูปร่างหน้าตาเด็กสาวเหมือนญาดาไม่มีผิดสักกระเบียดนิ้ว…แต่เป็นญาดาที่เบิกบานแจ่มใส เข้าใกล้ก็แสนสดชื่น เหมือนน้ำค้างกลางป่าต้นฤดูหนาว มีแสงแดดอุ่นอ่อนฉายส่องบางเบา

ต่างจากญาดาที่เขาเคยรู้จัก หล่อนหน้าตาน่ารัก อ่อนหวาน บอบบางน่าทะนุถนอมเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ แต่เป็นความน่ารักที่กรุ่นอวลด้วยความเศร้า…

ใช่…แววตาหล่อนเจือความเศร้าไว้เสมอ และคงเป็นความหวานใสเจือเศร้านั้นละ ที่ดึงดูดใจรัญชน์และใครอีกหลายคนในที่ทำงาน

พอได้รู้ว่าญาดามีชีวิตวัยเด็กไม่อบอุ่น กำพร้าพ่อแม่ ต้องอาศัยอยู่กับญาติเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เขาก็ถึงเข้าใจที่มาของความอ้างว้างหม่นเศร้าในแววตา และก็ทำให้เขาปรารถนาจะปัดเป่าความเศร้าและโอบอุ้มหล่อนเอาไว้

‘ไม่เคยมีใครดีกับแยมเท่าพี่รัญชน์มาก่อนเลยค่ะ พี่รัญชน์…น่ารักมากๆ’

แต่รัญชน์เห็นผู้ชายทุกคนดีกับหล่อน เอาใจหล่อน ถึงอย่างนั้นขวัญใจหนุ่มๆ ในที่ทำงานอย่างญาดากลับเลือกเขาเป็นคนรัก เลือกให้เขาปกป้อง คุ้มครองดูแล

หล่อนต้องพึ่งพาเขา เขารู้สึกเหมือนเป็น…ฮีโร่ละมั้ง

‘แยมไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกแล้วนะ ตอนนี้แยมมีพี่เป็นครอบครัวของแยม พี่จะดูแลแยมเอง’

เขาดูแลหล่อนอย่างดีเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะสรรหามาให้คนรักได้ ด้วยหน้าที่การงานที่เจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รัญชน์พลอยดึงสถานะญาดาให้สูงขึ้นตามไปด้วย หล่อนเริ่มได้เข้าสังคม ได้เจอผู้หลักผู้ใหญ่ เริ่มเรียกความมั่นใจในตัวเองกลับมา และเริ่ม…แสดงความเป็นตัวเอง

แต่เขาก็คงผิด…ที่ไม่เคยสังเกตความเปลี่ยนแปลงนั้นเลยสักนิด

“ขุนเจ้าใคร่ไปดูลำน้ำแม่นก่อเจ้า ข้าเจ้ากับหมู่พี่น้องพรานจักนำทางไปเองเจ้า” เสียงบัวตองปลุกเขาจากภวังค์อดีตอันไกลโพ้น หรือหากจะเรียกให้ถูกเขาควรต้องเรียกอนาคตเสียมากกว่า

“จักดึงลำน้ำไปเชื่อมกับคูในเวียงเพื่อสร้างเวียงเป็นรูปก้นหอยกา? แม่เจ้าจามเทวีช่างปรีชาสามารถจั๊ดนัก” เด็กสาวชาวม่อนเงาะนั้นร่าเริง ช่างพูดเจรจา ชวนให้เพลินตาเพลินใจ

นางไม่เหมือนญาดาและไม่ใช่ญาดา…ไม่ควรที่เขาต้องใจเต้นมือสั่นเมื่อได้พบสักนิด

ทว่าชายหนุ่มกลับพบว่าตนเองแวะเวียนกลับมาบ้านม่อนเงาะเพื่อพบสาวน้อยอีกหลายต่อหลายครั้ง ทั้งที่ตอบตนเองได้อย่างมั่นใจว่าไม่หลงเหลือความรู้สึกรักใคร่ในตัวญาดาอีกแล้ว

ผู้เฒ่าคนหนึ่งถามขึ้น “ขุนเจ้าจักให้แม่เจ้าจามเทวีมาสู่ขออี่บัวตองเมื่อใด”

เท่านั้นรัญชน์ก็สะดุ้ง เขาแค่พบหน้าพูดคุยกับนางอยู่ไม่กี่คำ ไม่เคยใกล้ชิดกันตามลำพัง แล้วจะไปสู่ขอนางได้อย่างไร “ข้ามีเมียบ่ได้”

“หมายความว่าจะใด แม่เจ้าห้ามแต่งเมียกา?”

นั่นสินะ…เขาหมายความว่าอย่างไร

“ข้าบ่อยากมีเมีย”

“เช่นนั้นก็อย่ามาพบอี่บัวตองให้มันมัวหมองเลย มันพร่ำเพ้อถึงขุนเจ้าทุกวี่วัน วาดฝันไปไกล”

ถึงอย่างนั้นรัญชน์ก็ยังอยากได้ยินเสียงนางเจื้อยแจ้วเจรจา ได้เห็นนางหัวเราะ ได้เห็นรอยยิ้มและสายตาที่จับใจเขาแต่แรกเห็น…แบบเดียวกับที่เคยตกหลุมรักญาดา

หรือเขาก็แค่อยากจะเห็นญาดากลับมาคลั่งไคล้บูชาเขาอีกครั้ง…อย่างที่บัวตองเป็นก็เท่านั้น

ถึงอย่างนั้น ความคิดนี้กลับไม่เกิดกับเจ้าหยาดรุ่ง ผู้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนพิชญาทุกประการ

พิชญาเป็นผู้หญิงสวย ปราดเปรียว มั่นใจ ความคิดความอ่านเฉียบแหลม ในวัยหนึ่งชายหนุ่มพบว่าตัวเองชอบผู้หญิงลักษณะนั้น…โดดเด่นไม่ซ้ำใคร แต่ในความเป็นตัวของตัวเองสูง ทำให้หล่อนไม่ยอมลงให้เขา ไม่ว่าเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

เขากับพิชญาจากกันด้วยดี แม้หล่อนจะทำให้เขาเซ็งด้วยการให้เหตุผลว่าเขาดีมาก แต่มักเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง และส่งท้ายด้วยการหันไปเลือกผู้ชายที่ด้อยกว่ารัญชน์ทุกทาง

แต่คงเพราะกับพิชญา เขาไม่มีสิ่งใดติดค้างในใจอีกแล้ว ต่างจากญาดา

“หากข้าทำให้บัวตองเข้าใจผิด ข้าจักไม่มาพบนางอีก” ชายหนุ่มตอบผู้เฒ่า

“ข้าไม่อยากทำบาปทำกรรมกับใครทั้งนั้น”

เขากลับเข้าเวียงอาลัมพางค์ด้วยอาการใจลอยเล็กน้อย อยู่ในโลกโบราณมาก็หลายปีจนแทบลืมเลือนเรื่องรักในอดีตไปหมดแล้ว แต่ก็มีเหตุให้สะกิดกระตุ้นความทรงจำเข้าจนได้

ทันใดนั้น ข้าหลวงชมออนก็รีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงาน

“ขุนเจ้า แม่เจ้าเสด็จกลับเขนหลวงนครไปพร้อมกับพระเจ้าอนันตยศตั้งแต่ย่ำรุ่งแล้ว หมู่เฮาส่งม้าเร็วไปแจ้งขุนเจ้าที่ม่อนเงาะตั้งแต่ฟ้าสาง หากก็มิพบ พรานว่าขุนเจ้าเข้าป่าไปดูลำธารกับบ้านพ่อหลวง” น้ำเสียงเจือการตำหนิอย่างไม่ปิดบัง

“กลับเขนหลวงนคร? เหตุใดเฮาบ่ทราบเรื่อง เขนหลวงนครมีเหตุเภทภัยอันใดกา?”

“มิทราบเจ้า”

“งั้นเฮาจะตามไป”

“แม่เจ้ามีรับสั่งให้ขุนเจ้ารัญชน์ดูแลรักษาเวียงอาลัมพางค์ไปก่อนเจ้า”

“นี่มันเรื่องอันใดกันแน่” เขาเริ่มกลัว “หรือเจ้าวรทั้งสองจะทำศึกกัน…”

แต่ไม่น่า หรือ…ไม่แน่

คำตอบเดินทางมาถึงเขาในห้าวันต่อมา ม้าเร็วนำสาส์นจากคุณท้าวเกษวดีมาแจ้งว่าเจ้านครสองพี่น้องกำลังทำสงครามแย่งชิงพระราชมารดามาเป็นปิ่นราชธานีดังที่เขานึกกลัว ตามด้วยสารสำคัญอีกข้ออันทำให้หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น เลือดในกายเย็นเฉียบ

                        ‘พระเจ้ามหันตยศแลพระเจ้าอนันตยศต่างทรงต้องการขยายพระราชอำนาจบ้านเมืองของพระองค์ให้กว้างไกลและมั่นคง นอกจากจะให้พระนางจามเทวีผู้เป็นศูนย์รวมศรัทธาจากไพร่ฟ้าประทับในราชธานีเพื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงพระราชอำนาจแท้จริงแล้วนั้น ทั้งสองนครยังเสาะหาพันธมิตรจากแว่นแคว้นใกล้ไกลเพื่อส่งเสริมกองกำลังให้เข้มแข็ง อันหริภุญไชยได้รับบรรณาการจากเมืองโยนที่กำลังเรืองอำนาจอยู่ทางเหนือเพื่อสานสัมพันธไมตรีต่อพระนางจามเทวีให้เป็นปิ่นธานีนครโยน ส่วนเขนหลวงนครนั้นผูกสัมพันธ์กับเมืองปัวมาแต่แรกเริ่มสร้างเมือง มาบัดนี้ขุนหลวงมาวคำก็ได้ส่งของกำนัลบรรณาการเป็นเพชรนิลจินดาและแพรพรรณจำนวนมากถวายแด่พระนางจามเทวีเช่นกัน เป็นหลักประกันว่าปัวเป็นพันธมิตรเขนหลวง’

“บ้าไปแล้ว” ชายหนุ่มคราง ไม่อยากจะเชื่อว่าพระโอรสทั้งสองจะแย่งพระมารดากันเหมือนเด็กแย่งของเล่น ไม่นับที่สร้างสัมพันธไมตรีกับแคว้นที่หมายปองชวาลาเทวีมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ต่างอะไรกับการเอาพระมารดาออกมาหาผลประโยชน์

“เจ้าวรใหญ่นั้นมิน่าจะยอมยกพระมารดาแลกกับพันธมิตรเมืองโยน แต่เจ้าวรน้อยนั้นไม่แน่” ชมออนกล่าวอย่างกลัดกลุ้ม

“แม่เจ้าไม่มีวันยอมเด็ดขาด” รัญชน์ตอบอย่างมั่นใจ

“ก็มิแน่หรอก” ชมออนเหลือบมองเขา สีหน้าระอา “แม่เจ้าอาจต้องการคู่ครองขึ้นมาก็เป็นได้ เพราะบัดนี้ทรงไร้คู่คิด อันเจ้าฟ้าหน่อแก้วนั้นก็ทรงเป็นพันธมิตรที่ดีของหริภุญไชยตั้งแต่ศึกระมิงค์คราแรก”

“เจ้าพูดเหลวไหลเสียแล้วชมออน ข้ามิใช่คู่คิดของแม่เจ้าหรอกหรือ” โพล่งออกไปแล้วชายหนุ่มก็เพิ่งรู้ตัวว่าฟังดูกำกวมและเหิมเกริมไม่น้อย “ข้าจะไปเขนหลวงนครเดี๋ยวนี้ ฝากเจ้าดูแลเวียงด้วยแล้วกัน”

“แม่เจ้าให้ขุนเจ้ารัญชน์ดูแลเวียงอาลัมพางค์” ชมออนกล่าวย้ำ “เป็นรางวัลที่ท่านดูแลเสียสละเพื่อพระนางและบ้านเมืองมาตลอด วันหน้าหากเหตุการณ์บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ขุนเจ้าจักแต่งธิดาพ่อหลวงม่อนเงาะขึ้นเป็นแม่เมืองก็ย่อมได้”

รัญชน์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนโคลงศีรษะช้าๆ “แม่เจ้ามิได้กล่าวเช่นนี้แน่ เป็นเจ้าต่างหากที่ตั้งใจเอ่ยประชดประชันที่ข้าไม่ดูแลแม่เจ้าให้ดี คราวนี้เจ้าดูแลเวียงเถิด ข้าต้องไปเขนหลวงนครคืนนี้”

 

ในเหตุการณ์สำคัญหนนี้ พระเจ้ามหันตยศเป็นผู้เสด็จมาเยือนแคว้นของพระอนุชาแฝดเป็นการยอพระเกียรติสมานรอยร้าว บัดนี้สองกษัตริย์แฝดประทับบนตั่งเคียงกันซ้ายขวาในห้องรโหฐานแห่งหนึ่งของคุ้มหลวงเมืองเขนหลวงท่ามกลางความเงียบ หากเพียงเสี้ยวอึดใจก็พยักพเยิดรู้สัญญาณกันเองประสาฝาแฝด

“ใกล้แล้วสินะ” พระเชษฐารับสั่งโดยแทบมิเอื้อนโอษฐ์

“อืม…นับถอยหลังได้เลย มิเกินสามสิบลมหายใจ”

มิขาดมิเกิน เสียงขานนามผู้เข้าเฝ้าก็ดังกระหึ่ม “ขุนเจ้ารัญชน์เจ้าข้า”

บุรุษผู้เปรียบเสมือนบิดา พี่เลี้ยง พี่ชาย และอาจารย์ของทั้งสองขัตติยราชพรวดพราดเข้ามาอย่างร้อนรน ทั้งคู่มิเคยเห็นรันรันไม่รักษามารยาทธรรมเนียมเท่านี้มาก่อน แลต่างก็ซ่อนรอยสรวลเอาไว้มิดเม้นใต้พระพักตร์เย็นชา

“ข้าแต่สองมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ รู้องค์หรือไม่ว่าทำสิ่งใดอยู่” ชายหนุ่มเริ่มเปิดฉากอย่างไม่กลัวเกรง “ทรงรวบรวมรี้พลมหาศาลกันขนาดนี้ ชาวเมืองต่างอกสั่นขวัญแขวนกันไปทั่วว่าจะเกิดสงคราม หริภุญไชยกับเขนหลวงนั้นเป็นเมืองพี่เมืองน้อง ถ้าพี่น้องมาห้ำหั่นแย่งชิงกันเช่นนี้ไม่น่าอัปยศหรอกหรือ บ้านเมืองที่ร่มเย็นเป็นสุขใต้ร่มพระบารมีแม่เจ้าจามเทวีต้องลุกเป็นไฟเพราะเด็กสองคนยื้อแย่งของเล่นกันเช่นนั้นเรอะ”

“รันรันสนใจด้วยกา?” เจ้ามหันตยศตรัสราวสงสัยเต็มประดา ชายหนุ่มจึงชะงัก

“เหตุใดรับสั่งเช่นนั้นเจ้าข้า”

“เฮาบ่ได้แย่งของเล่น เฮาต้องการเจ้าแม่” อนันตยศตรัสบ้าง “รันรันต่างหากเอาเจ้าแม่ไปอยู่อาลัมพางค์ห่างไกลแต่บ่ดูแลแม่เฮา เช่นนั้นเฮาหรือวรใหญ่ก็ต้องเอากลับมา”

“รับสั่งโทษรันรันเหมือนเป็นละอ่อนน้อยไร้เหตุผล” ชายหนุ่มนึกฉุน “แต่ทั้งสองพระองค์ก็มิใช่ละอ่อนน้อยอีกแล้ว เป็นถึงกษัตริย์ปกครองเมือง ดูแลประชาชนนับพันหมื่น เหตุใดยังต้องคอยอาศัยร่มเงาพระมารดาปกเกศเกล้าอยู่ร่ำไป หรือพระองค์ไม่ทรงคิดว่าจะสามารถดูแลปกครองอาณาจักรที่พระมารดาสร้างขึ้นได้ด้วยองค์เองกา? ถ้าอย่างนั้นก็ถวายราชสมบัติคืนพระนางจามเทวีเสียเถิด”

“รันรันกล่าวแรงไปแล้ว” กษัตริย์หริภุญไชยตรัสสุรเสียงเย็นชา

“บ่คิดว่าแม่เจ้าจักลำบากพระทัยบ้างกา?” รัญชน์ไม่กลัวอาญาอีกแล้ว ทั้งสองพระองค์ก็เหมือนบุตรของเขา เขาจะทนดูลูกที่เลี้ยงดูมาทำเรื่องโง่เขลาอวดดีได้อย่างไร “แล้วลูกดีๆ ที่ไหนเอาแม่มาเป็นของรางวัลจูงใจให้พันธมิตร มิต่างกับเร่ขายแม่เจ้าให้ชายอื่น มิทรงคำนึงถึงพระเกียรติของพระมารดาเลยหรือ”

“รันรันกำลังเข้าใจผิด” เจ้าเมืองหริภุญไชยแย้ง “เจ้าแม่มิได้กริ้วอันใดสักนิด เพราะรับสั่งว่าทรงเป็นผู้เลือก มิใช่เป็นผู้ถูกเลือก แลอันตัวเจ้าฟ้าหน่อแก้วนั้นเจ้าแม่ก็มิได้ทรงรังเกียจรังงอนอันใด ยังตรัสว่าดีเสียอีกที่มิต้องไปประทับถึงเมืองโยน เพราะหากเจ้าแม่ตอบไมตรี เจ้าฟ้าหน่อแก้วก็ทรงยินดีอภิเษกมาอยู่หริภุญไชย…อันตัวขุนหลวงมาวคำแห่งปัวต่างหากที่น่าจะหมดหวัง เพราะเจ้าแม่ย่อมมิอยากนิราศจากนครที่ทรงสร้างขึ้นมาหรอก”

“เฮาก็บ่ใคร่ให้เจ้าแม่ไปอยู่ปัวสักหน่อย เฮาใคร่ให้เจ้าแม่อยู่กับเฮา” เจ้าเมืองเขนหลวงท้วง “เว้นเสียแต่เจ้าแม่เองนั่นแลที่อาจต้องการไปครองเมืองใหม่ห่างไกลจากเรื่องวุ่นวายเหล่านี้”

“เจ้าวรทั้งสองบ่เหมือนเจ้าแฝดที่รันรันรู้จักอีกแล้ว” ชายหนุ่มครางอย่างผิดหวัง “เจ้าวรตรงหน้ารันรันกลายเป็นราชันพระทัยร้ายอย่างเหลือเชื่อ ถึงรับสั่งออกมาได้บ่มีเยื่อใยต่อแม่เจ้าสักนิด หากเจ้าวรทั้งสองทรงยืนกรานจะหักหาญน้ำใจแม่เจ้าอยู่ละก็..รันรันจะขอปกป้องพระมารดาของพระองค์เอง”

“รันรันจะปกป้องจะใดกา? ถ้าหากเจ้าแม่สมัครใจมีไมตรีต่อเจ้าฟ้าหน่อแก้ว รันรันจะขัดได้จะใด”

“รันรันเองก็มีแม่ญิงอยู่ที่อาลัมพางค์แล้ว ก็ปลดปล่อยตนเองจากเจ้าแม่เถิด บ่ต้องรู้สึกผิดอีก”

“แม่ญิงอาลัมพางค์อีกแล้ว เหตุใดใครๆ ก็เอ่ยถึงแม่ญิงอาลัมพางค์” รัญชน์โพล่งอย่างกราดเกรี้ยว แต่แล้วก็กลับชะงัก ราวกับสายฟ้าแห่งความเข้าใจได้ผ่าฟาดลงมากลางศีรษะ “บัวตองกา?”

“แม่นแล้ว บัวตอง คนร่ำลือกันไปทั้งสามเวียง แม่ญิงที่ทำให้ขุนเจ้ารัญชน์หลงฮักหัวปักหัวปำ”

“รันรันบ่ได้ฮักนาง” ชายหนุ่มเข่าอ่อนทันที “รันรันก็แค่มองเพลิดเพลินตาเท่านั้น บ่ได้เกี้ยวพาหรือทำผิดผีล่วงเกินแต่อย่างใด และตอนนี้รันรันก็บ่ได้กลับไปที่ม่อนเงาะอีกแล้ว อย่าบอกนะว่าแม่เจ้าก็เข้าพระทัยอย่างนั้น”

“รันรันจะสนอันใด ในเมื่อมิได้ฮักใคร่เสน่หาเจ้าแม่ เจ้าแม่จะเข้าใจจะใดก็หาสำคัญไม่”

“สำคัญสิเจ้าข้า ในเมื่อ…”

“เจ้าแม่ตรัสว่า บัวตองนั้นงดงามเปล่งปลั่งดุจผกาแรกแย้ม ท่านไม่เคยทอดพระเนตรเห็นขุนเจ้ารัญชน์ออกอาการตกตะลึงหลงใหลแม่ญิงนางใดเท่านี้มาก่อน ได้เห็นแล้วก็สะท้อนใจว่าตนเองมิใช่สาวแส้แรกรุ่นอีกแล้ว ยามนี้เป็นเพียงสตรีวัยกลาง มิได้น่าสนิทเสน่หาเท่าเด็กสาว”

ชายหนุ่มอ้ำอึ้ง แววตารวดร้าวจนผู้ถามเกือบพระทัยอ่อน แต่ยังคงดำเนินตามบทบาทที่เตรียมไว้

“รันรันบ่ฮักเจ้าแม่ ก็ให้เจ้าแม่ไปอยู่กับป้อจายที่ฮักท่านเถิด”

“ฮัก…รันรันฮักชวาลายิ่งกว่าชีวิตเสียอีก”

“รันรันก็บอกเจ้าแม่ไปสิ จะอมพะนำเก็บไว้หลายปีเพื่อเหตุใด จะรอให้เจ้าแม่เป็นฝ่ายเอ่ยกา? อย่างนั้นก็เหมือนเจ้าแม่ใช้อำนาจบังคับรันรัน ท่านบ่ทำเด็ดขาด”

“รันรันมิบังอาจเจ้าข้า รันรันเป็นป้อจายธรรมดา แม่เจ้าจามเทวีเป็นนางพญาเมือง” สายตาที่สบพระเนตรกษัตริย์แฝดร้าวราน “แล้วพระบิดาของเจ้าวรทั้งสองก็ฝากฝังรันรันให้ดูแลพระชายาของพระองค์ ให้สมกับที่ทรงไว้วางใจ”

เจ้านครทั้งสองทรงหันมามองกันโดยมิได้นัดหมาย รับรู้ความอึดอัดจนแทบระเบิดของชายตรงหน้าเป็นอย่างดี

“เช่นนี้แล้วจะให้รันรันอ้างความฮัก ทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจนั้นโดยอภิเษกกับแม่เจ้าแล้วขึ้นเป็นสวามีพระนางแทนได้จะใด”

 



Don`t copy text!