อมฤตาลัย ตอนที่ 31

อมฤตาลัย ตอนที่ 31

โดย : จินตวีร์ วิวัธน์

อมฤตาลัย นวนิยายเรื่องยาวเรื่องแรกของ จินตวีร์ วิวัธน์ นักเขียนสตรีที่เขียนนวนิยายแนววิทยาปาฏิหาริย์และมีผลงานโดดเด่นมากมาย วันนี้อ่านเอาได้นำอมฤตาลัยมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์เป็นครั้งแรกในโครงการปากกาทอง เพื่อให้นักอ่านรุ่นเก่าได้คลายคิดถึงและเป็นโอกาสดีที่นักอ่านรุ่นใหม่จะได้มีโอกาสสัมผัสความสนุกของงานเขียนอมตะเรื่องนี้

 

รถราที่ติดกันเป็นแพทำให้ไวฑูรย์ไปถึงที่นัดหมายช้ากว่าเวลานัดไปถึงครึ่งชั่วโมง เขาพบเสาวภาพรรณนั่งรออยู่ก่อนแล้วในร้านอาหารแห่งนั้น ใบหน้าของหล่อนค่อนข้างซูบซีดหมองคล้ำผิดเคย ท่าทางอันเคยแจ่มใสหายไปหมดไวฑูรย์นึกประหลาดใจเมื่อหย่อนตัวลงนั่งตรงข้าม

“ขอโทษที่มาช้าไปหน่อยครับ กว่าจะประชุมเสร็จตั้งเที่ยง ขับรถมานี่รถก็ติดเหลือเกิน”

“ไม่เป็นไรค่ะ”

เสียงตอบของหญิงสาวแผ่วเบา หล่อนบอกให้เขาเป็นผู้สั่งอาหารเสร็จแล้วก็นั่งเงียบเฉยอยู่จนไวฑูรย์ต้องถามขึ้น

“คุณภาเป็นอะไรไปหรือครับวันนี้ ดูไม่ค่อยแจ่มใสเลย”

หญิงสาวฝืนยิ้ม “งั้นหรือคะ ไม่เป็นอะไรนี่คะ ภาสบายดี”

“แต่ผมดูคุณเซียวๆ ไป…มีอะไรหรือครับ”

เสาวภาพรรณหมุนแก้วน้ำเย็นตรงหน้าเล่นอย่างว้าวุ่นใจ นิ่งไปเป็นครู่จึงเอ่ยเสียงแผ่ว

“ภาอยากไปงานแฟนซีลีลาศคืนวันเสาร์นี้น่ะค่ะแต่บัตรหมดแล้ว คุณไวฑูรย์มีทางจะหาให้ภาบ้างได้ไหมคะ ทราบว่าคุณทัดเทพซื้อไว้โต๊ะหนึ่ง ภาขอแบ่งสักตัวสองตัว”

ชายหนุ่มมองหน้างามนั้นอย่างแปลกใจ “เรื่องเท่านี้เองหรือครับ โธ่คุณภาตีสายตะแล็บแก็บบอกผมมาก็ได้ ผมตั้งใจจะชวนคุณภาไปงานนี้อยู่แล้วละครับ มัวยุ่งๆ เลยยังไม่ทันได้บอก”

หล่อนพึมพำขอบคุณเขาอยู่ในลำคอ บริกรยกอาหารมาเสิร์ฟ หญิงสาวจึงถือโอกาสนั้นก้มหน้าก้มตาตักอาหาร แล้วจึงเงยขึ้นเอ่ยอย่างตัดสินใจ

“คุณไวฑูรย์เข้าป่าบ่อยๆ ได้พบของดีอะไรบ้างไหมคะ ภาหมายถึงพวกเครื่องรางของขลังอะไรทำนองนั้นที่ใช้ป้องกันภัยจากสัตว์ร้ายน่ะค่ะ”

ไวฑูรย์เลิกคิ้ว ทำหน้าฉงน

“การเข้าป่าของผมไม่ได้หมายถึงเข้าป่าล่าสัตว์นี่ครับคุณภา ซากโบราณสถานบางแห่งอยู่ในป่าก็จริงแต่ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนหาทางป้องกันตัวให้มากเรื่องไปหรอกครับ ปืนกระบอกเดียวก็พอ ยิงไล่ให้มันตกใจหนีไปเท่านั้น ไม่ได้ล่ามัน”

“ไม่ใช่ค่ะ ภาหมายถึงว่าในป่าน่ะมักมีของดีอย่างที่ชาวเมืองไม่รู้ เป็นต้นว่าสมุนไพรที่ทำให้อยู่ยงคงกระพันหรืออะไรทำนองนั้นน่ะ”

ไวฑูรย์มองหน้าหญิงสาวเต็มตาอีกครั้ง หล่อนหลบตาตามเคย แต่เสียงที่เขาพูดก็ยังเรียบเป็นปกติ

“คุณภาสนใจเรื่องอย่างนี้ด้วยหรือครับ ตั้งแต่คบกันมาผมไม่เคยเห็นคุณเชื่อเรื่องพรรค์นี้สักที”

เสาวภาพรรณหัวเราะกร่อยๆ “คุณพ่อของเพื่อนภาน่ะค่ะ ท่านป่วยเป็นโรค ง่า ไขข้อมานานแล้ว มีคนบอกว่าสมุนไพรชนิดยาผีบอกในป่าช่วยรักษาได้ชะงัดนัก ภาเลยถามคุณดูเผื่อจะช่วยท่านได้เอาบุญ”

“เผอิญผมไม่สนใจเรื่องนี้เสียด้วย จึงไม่รู้เรื่องเลย”

นั่งเงียบไปครู่หนึ่ง เสาวภาพรรณลอบชำเลืองดูชายหนุ่มอย่างไม่สู้สบายใจ ในที่สุดก็เอ่ยขึ้นอีก

“คุณพกพระอะไรคะนั่น ขอโทษที่ถามตรงๆ อย่างนี้ คุณพ่อของเพื่อนภาอีกนั่นแหละท่านชอบเล่นพระค่ะ สั่งภาไว้ว่าถ้าใครมีพระเก่าที่ศักดิ์สิทธิ์ในทางคุ้มกันอันตรายก็ช่วยบอกท่านด้วย”

ไวฑูรย์มองหน้าหญิงสาวด้วยความแปลกใจอย่างเปิดเผย เสาวภาพรรณเข้าใจสายตาของเขา สีหน้านั้นจึงจืดเจื่อนลงอีก หลบตาลงอย่างมีพิรุธในใจ นักโบราณคดีหนุ่มนิ่งไปชั่วอึดใจแล้วหัวเราะเบาๆ

“รู้สึกว่าวันนี้เป็นวันของสิ่งศักดิ์สิทธิ์…ตะกี้นี้ผมเพิ่งพูดกับ ดร.ชไนเดอร์เกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนกันนี่ คุณภามาตะเภาเดียวกันอีกแล้ว…ผมไม่ได้พบพระเครื่องติดตัวหรอกครับคุณภา พกแต่…”

เขาชะงักลอบสังเกตดูหล่อนอย่างหยั่งท่าที เสาวภาพรรณมีท่าทางตื่นเต้นจนเห็นได้ชัด รีบซักทันที “อะไรคะ”

นักโบราณคดีหนุ่มยิ้มเล็กน้อย “พระธรรมของพระพุทธเจ้าเท่านั้นแหละครับ ผมคิดว่าถ้ามีศรัทธาในพระธรรมคำสอนอย่างแท้จริง จะดีกว่าพกพระเครื่องเป็นสิบๆ องค์เสียอีก”

สีหน้าของผู้ฟังส่อถึงความผิดหวังชัดเจน “เป็นอันว่าคุณไวฑูรย์ไม่มีของศักดิ์สิทธิ์ในตัวเลยสักอย่างเดียว?”

“ครับ นอกจาก…”

ไวฑูรย์ตอบ สังหรณ์บางอย่างในใจและท่าทางอันผิดปกติของหญิงสาวทำให้เขาพูดต่อหน้าตาเฉย

“พระธรรมอย่างที่ว่านั่นแหละ นอกนั้นผมไม่มีอะไรเป็นพิเศษเลยจริงๆ คุณภาถามทำไมครับ”

หญิงสาวก้มลงมองสลัดในจาน ตอบเสียงอุบอิบ

“เอ้อ เปล่าค่ะ เห็นคุณออกป่าบ่อยๆ เลย เอ้อ เป็นห่วง และอีกอย่างคุณพ่อเพื่อนภาก็อยากได้ของพวกนี้มาก”

แววตาของไวฑูรย์ประกายขึ้นทันทีที่ได้ยินประโยคแรกของสตรีผู้นั่งอยู่ตรงหน้า แต่มันก็เลือนรางจางหายไปเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าอันไม่เป็นตัวของตัวเองนั้น

“เอาเถอะครับ แล้วผมจะดูให้ พวกเราจะออกสำรวจซากเมืองโบราณในเทือกเขาแถบศรีสะเกษ สุรินทร์กันอีกในเร็วๆ นี้ ผมจะพยายามถามชาวบ้านเรื่องสมุนไพรให้ครับ”

เสาวภาพรรณชะโงกมาข้างหน้าด้วยท่าทางสนใจยิ่ง

“จะออกป่าอีกหรือคะ เมื่อไหร่ล่ะคะ”

“คิดว่าไม่เกินอาทิตย์หน้าครับ ไปคราวนี้คงนานหน่อย อาจเป็นเดือนๆ”

หญิงสาวถอนใจยาว ทำท่าจะพูดแต่แล้วก็นิ่งเฉยเสีย หล่อนรับประทานอีก ๒-๓ คำก็อิ่ม หลังจากนั้นก็รีบอำลาเขาออกจากร้านไปโดยเร็ว ไม่ยอมให้ชายหนุ่มไปส่งอย่างเคยโดยอ้างว่าจะทำให้เขาเสียเวลาทำงาน

ไวฑูรย์ขับรถกลับที่ทำงานด้วยความงุนงงสงสัยสุดขีด เขาแน่ใจว่าเสาวภาพรรณไม่เป็นตัวของตัวเองแน่ๆ ในวันนี้ แต่เขาก็แน่ใจต่อไปอีกว่าหญิงสาวคงไม่มีเจตนาร้ายกับเขา หล่อนอาจถูกใครสะกดสั่งให้มาล้วงถามความลับเพื่อหาทางทำร้ายเขาก็อาจเป็นได้ แต่ใครเล่าเป็นเจ้าของประกาศิตสั่งนั้น…

‘ต้องแอบถามคุณบัวให้ได้ว่าพินทุวดีเคยพบคุณภาอีกหรือเปล่า…’ เขาคิดในใจขณะที่ขับยานคู่ชีพมุ่งตรงไปยังที่ทำงาน

ถ้าหากไวฑูรย์จะสะกดรอยตามไปดู เขาคงได้รับทราบความจริงในวันนั้นเองว่าเสาภาพรรณมีอาการผิดปกติเพราะเหตุใด…หลังจากรอจนเห็นรถของเขาลับตาไปแล้ว เสาวภาพรรณก็รีบร้อนไปยังตู้โทรศัพท์สาธารณะริมถนนนั้น หยอดเหรียญและหมุนหมายเลขพลางกรอกเสียงลงไปอย่างรวดเร็ว

“เสาวภาพรรณพูดค่ะ เรื่องนั้นดิฉันทำตามคำสั่งแล้ว เพิ่งถามเขาเดี๋ยวนี้เอง เขาไม่มีอะไรพกติดตัวหรอกค่ะ แม้แต่พระสักองค์ก็ไม่มี แน่ใจค่ะ เขายืนยันแน่นอนน่าเชื่อถือ ไวฑูรย์ไม่ปดหรอกค่ะ ดิฉันรู้ดี…ไหนคะ อ๋อ ไม่สงสัยหรอกค่ะ ดิฉันบอกว่าพ่อของเพื่อนต้องการพระ ให้มาถามเขาดู…กลับไปแล้วค่ะ นี่ดิฉันพูดมาจากตู้สาธารณะไม่มีใครได้ยินหรอกค่ะ อ้อ เขาบอกว่าจะออกไปสำรวจโบราณสถานอาทิตย์หน้านี้ คุณพินทุวดีจะให้ดิฉันทำอะไรต่อไปอีกคะ”

ผู้รับสายอีกด้านหนึ่งยิ้มกับตัวเองอย่างเยียบเย็น แววดุดันอาฆาตมาดร้ายผ่านแวบเข้าไปในดวงตาใหญ่ดำลึกซึ้งขณะที่เอ่ยตอบช้าๆ ลากยาวเต็มไปด้วยพลังสะกด

“ไม่ต้องทำอะไรอีกหรอก ดีแล้วเจ้าไวฑูรย์ปากแข็งใจแข็งดีนัก…เขาจะออกไปป่าก็ดี พ้นหูพ้นตาไปเสียชั่วขณะหนึ่ง ฉันจะได้ทำอะไรๆ ได้สะดวกใจหน่อย เอาละฉันไม่มีอะไรกับคุณอีกแล้วตอนนี้ รอไวฑูรย์กลับมาแล้วค่อยเริ่มกันใหม่ ตอนนั้นเขาจะเหมือนลูกไก่ในกำมือของฉัน เปล่าหรอก ไม่มีอะไร…คราวนี้ฟังให้ดีนะ เสาวภาพรรณ เมื่อคุณวางหูโทรศัพท์ลง คุณจะลืมเรื่องนี้ทั้งหมด…คุณจะจดจำอะไรไม่ได้เลย เข้าใจไหม คุณไม่เคยพบฉัน ไม่เคยได้รับคำสั่งใดๆ จำให้ดีนะ คุณจะลืมเรื่องที่เราพูดกันทางโทรศัพท์นี้ด้วย ฟังให้ดี ลืมให้หมด ลืม…ลืม…”

 

“คุณไวฑูรย์คะ” เสมียนสาวส่งเสียงเรียกเมื่อเขาเดินผ่านหน้าโต๊ะหล่อนไป ครั้นชายหนุ่มหยุด หล่อนก็ส่งกระดาษชิ้นเล็กๆ ให้

“มีโทรศัพท์ถึงคุณค่ะ สองครั้งแล้ว เขาให้จดข้อความไว้ตามนี้”

นักโบราณคดีหนุ่มกล่าวคำขอบใจ รับกระดาษมาคลี่ดู ในนั้นมีลายมือเสมียนสาวจดตัวขยุกขยิกไว้อ่านได้ความว่า

โทรไปหา ร.ต.ท.ทัดเทพ ด่วน เรื่องสำคัญมาก

ไวฑูรย์ไม่รอช้าปราดไปที่โทรศัพท์ทันที หมุนหมายเลขอย่างเร่งร้อน

“ฮัลโหล ขอพูดกับ ร้อยตำรวจโททัดเทพครับ”

เสียงห้าวๆ ตอบมาว่า “ไม่อยู่ครับ สั่งไว้ว่าถ้ามีใครโทรศัพท์มา บอกว่าผู้หมวดไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาลตำรวจ”

“เพื่อนชื่ออะไรทราบไหมครับ”

“ครับ หมวดบอกว่าชื่อศุภสิทธิ์”

ไวฑูรย์กล่าวคำขอบคุณแล้ววางหูดังโครม เผ่นแน่บจากที่ที่ยืนอยู่ลงบันไดไปยังรถของเขา ขับปราดออกจากประตูที่ทำงานด้วยสังหรณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว!

 

ที่หน้าห้องพิเศษของโรงพยาบาลแห่งนั้น ร.ต.ท.ทัดเทพ พิษณุเศรณี เดินกลับไปกลับมาอย่างว้าวุ่นใจ ครั้นเหลือบมาเห็นไวฑูรย์เดินเข้ามา สีหน้าอันหมกมุ่นครุ่นคิดก็ค่อยคลายลง รีบเดินตรงมาหาสหาย

“ไง ไอ้สิทธิ์เป็นอะไรไปอีกหรือวะ”

ไวฑูรย์ร้องถามตั้งแต่ยังไม่ทันถึงตัวเพื่อนเกลอ ผู้หมวดหนุ่มส่ายหน้าอย่างหนักใจ

“คราวนี้แย่ว่ะ แย่มาก เอ็งเข้าไปดูเองเถอะ อย่าเพิ่งชวนมันคุยนะ คุณพ่อคุณแม่มันก็อยู่ในนั้นด้วย อย่าทำท่าตกใจให้ท่านเห็น”

นักโบราณคดีหนุ่มมองหน้าเพื่อนอย่างฉงน ทัดเทพพยักหน้าไปทางประตูห้อง เขาจึงรีบเดินไปทันที

ในห้องนั้นนอกจากบิดามารดาของผู้ป่วยแล้ว ยังมีนางพยาบาลพิเศษและนายแพทย์สโรชพันธุ์อยู่ด้วย ทุกคนมองไปยังร่างคนเจ็บบนเตียงนอนด้วยสีหน้าเป็นทุกข์ ไวฑูรย์เห็นเข้าก็ถึงกับชะงักงัน

ร่างของศุภสิทธิ์ กาญจนันต์ ถูกพันด้วยผ้าพันแผลไว้ตลอดตัวเหมือนมัมมี่ มีสายยางจากขวดเลือดเข้าสู่ร่างกายทางแขนซ้าย ส่วนแขนขวามีสายจากขวดน้ำเกลือระโยงระยาง ดวงหน้าซีดเผือดไม่มีเลือด นัยน์ตาปิดสนิทและหายใจระรวยแผ่วเบาบอกให้รู้ว่าอาการของเขาน่าวิตกไม่น้อยเลย

ไวฑูรย์ทำความเคารพบิดามารดาของเพื่อนแล้ว จึงเดินเข้าไปหาหมอสโรชพันธุ์

“เป็นไงวะ” เขากระซิบถาม

นายแพทย์เชื้อพระวงศ์มีสีหน้าหนักใจ “แย่มาก เสียเลือดไปมากเหลือเกิน”

“โดนอะไรเข้าล่ะ”

จิตแพทย์หนุ่มอึ้งไปชั่วครู่แล้วจึงตอบแผ่วเบา

“ก็อย่างที่เอ็งเจอนั่นแหละ เขี้ยวเล็บสัตว์ประหลาดที่แหลมคมกริบยังกะฟันปลาปิรันยา”

“หา”

“เออ เพื่อนข้าเป็นหมออยู่ที่นี่เขาบอกว่ามีทางรอดน้อยมาก ออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่าวะ ไอ้เทพมันสงสารเพื่อนทนดูไม่ได้ ต้องออกไปข้างนอกโน่น”

สองสหายเดินออกมานอกห้องที่ระเบียงนั้น ร.ต.ท.ทัดเทพนั่งขรึมอยู่บนม้ายาว

“ให้ไอ้เทพมันเล่าให้ฟังซิ” หมอสโรชพันธุ์ว่า

ร.ต.ท.ทัดเทพจุดบุหรี่สูบ อัดควันเข้าปอดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยเสียงเรียบๆ โดยไม่มองหน้าอันแสดงความสนใจใคร่รู้ของไวฑูรย์

“เรื่องมันชักจะไปกันใหญ่แล้วว่ะ ข้าได้รับโทรศัพท์จากหมอเมื่อตอนบ่าย พอมาเห็นอาการไอ้สิทธิ์เข้าก็ตกใจหมด บาดแผลของมันเหมือนถูกกัด ถูกฉีกทึ้งอย่างทารุณเหมือนศพอื่นๆ ที่พบกันนั่นแหละ หมอบอกว่ามีพลเมืองดีขับรถจากบางนาเข้ากรุงเทพ พบเจ้าสิทธิ์โบกมือเรียกแล้วล้มฟุบอยู่ข้างถนน เขาลงรถไปดูก็เห็นเลือดอาบท่วมตัว จึงพามาส่งโรงพยาบาลนี่แหละ”

“เขาพบมันที่ไหนนะหมอ”

ไวฑูรย์ถามสีหน้าเครียด ทัดเทพหันมาสบตาอย่างเข้าใจ

“แถวเดิมที่มันเคยขับรถชนเจ้าช่วงนั่นแหละ นี่มันยังไม่ได้สติเลยตั้งแต่เมื่อคืน ถ้าฟื้นคงพอถามได้ว่าเป็นเรื่องอย่างที่เอ็งกำลังสงสัยอยู่หรือเปล่า”

ประตูห้องเปิดออก แล้วบิดามารดาของศุภสิทธิ์เดินออกมาด้วยใบหน้าหม่นหมอง สามหนุ่มรีบลุกขึ้นยืนต้อนรับ

“รู้สึกตัวแล้วละเทพ” บิดาของศุภสิทธิ์พูดด้วยเสียงแหบแห้ง

“เขาบอกว่าอยากพบเพื่อนๆ พอรู้ว่าอยู่กันครบก็ดูสีหน้าดีขึ้น เข้าไปพบมันหน่อยเถอะลูก”

“ครับ”

ทุกคนรีบเดินเข้าไปในห้อง จิตแพทย์แอบกระซิบกับเพื่อนเกลอของเขา

“เฮ้ย ทำหน้าให้ดีๆ หน่อยโว้ย อย่าให้มันรู้ตัวว่าเจ็บหนัก”

คนเจ็บเบือนหน้ามามองเพื่อนอย่างลำบากยากเย็น สีหน้าซูบซีดนั้นดูดีขึ้นบ้าง เมื่อเห็นเพื่อนเกลอทั้งสาม ริมฝีปากแห้งผากนั้นขมุบขมิบเล็กน้อยโดยไม่มีเสียงลอดออกมา

“ไง ไอ้เสือ” หมอสโรชพันธุ์กรากเข้าไปหา ด้วยดวงหน้าที่แสร้งทำให้ดูผ่องใสอย่างแนบเนียน

“ได้นอนหยุดพักไม่ต้องทำงานอีกละซีทีนี้”

ริมฝีปากของศุภสิทธิ์ขยับอีกครั้ง คราวนี้มีเสียงลอดออกมาแผ่วเบาจนเพื่อนทั้งสามต้องก้มลงไปฟัง

“ดีใจ…ที่เจอกันพร้อมหน้า…ข้าคงไม่รอด…”

“บ๊ะ ยังไม่ทันไรโอดกาเหว่าเสียแล้ว ข้าเจอหมอที่รักษาเอ็งแล้วเว้ย เขาว่าไม่เป็นไรหรอก อีกไม่กี่วันก็ออกไปลงอ่างอบนวดได้”

ไวฑูรย์ฝืนพูดให้ดูแจ่มใส หากคนเจ็บขมวดคิ้วนิ่วหน้า ขยับแขนข้างที่มีสายระโยงระยางให้เลือด นางพยาบาลพิเศษรีบปราดเข้ามาประคองแขนข้างนั้นทันที ศุภสิทธิ์เหลือบมองดูอย่างตกใจระคนไม่ไว้ใจ

“ใคร” เสียงถามแผ่วปนหอบ พยายามขยับตัวหนี

ทัดเทพจึงตอบอย่างนุ่มนวล “พยาบาลพิเศษไงล่ะ คุณพ่อกลัวเอ็งเหงาก็เลยจ้างให้มาอยู่เป็นเพื่อน”

ศุภสิทธิ์ส่ายหน้าไปมาอย่างกระสับกระส่าย “ออกไป…ออกไปเสียก่อน”

หมอสโรชพันธุ์เงยขึ้นมองพยาบาลพิเศษและพยักหน้าน้อยๆ เจ้าหล่อนผู้นั้นจึงเดินออกไปจากห้อง คนเจ็บถอนใจด้วยอาการเหมือนถอนสะอื้น ขยับมือเป็นสัญญาณให้เพื่อนเกลอนั่งลงฟัง

“บ้านนั้น…บ้านพินทุวดี…”

เสียงแผ่วเบาดังเหมือนลมพัดทำให้สามสหายหูผึ่งขึ้นพร้อมๆ กัน และประโยคต่อไปก็ทำให้ถึงกับตะลึงไปหมดทุกคน

“ข้าพบไอ้พร…สถาพรอยู่ที่นั่น…แต่มันเป็น…เป็นผีดิบไปเสียแล้ว!”

 



Don`t copy text!