อมฤตาลัย ตอนที่ 32

อมฤตาลัย ตอนที่ 32

โดย : จินตวีร์ วิวัธน์

อมฤตาลัย นวนิยายเรื่องยาวเรื่องแรกของ จินตวีร์ วิวัธน์ นักเขียนสตรีที่เขียนนวนิยายแนววิทยาปาฏิหาริย์และมีผลงานโดดเด่นมากมาย วันนี้อ่านเอาได้นำอมฤตาลัยมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์เป็นครั้งแรกในโครงการปากกาทอง เพื่อให้นักอ่านรุ่นเก่าได้คลายคิดถึงและเป็นโอกาสดีที่นักอ่านรุ่นใหม่จะได้มีโอกาสสัมผัสความสนุกของงานเขียนอมตะเรื่องนี้

 

ร.ต.ท.ทัดเทพวางมือลงบนไหล่เพื่อนผู้เจ็บหนักอย่างอ่อนโยน สีหน้าเต็มไปด้วยความพิศวงและสนใจอย่างลึกซึ้ง ในขณะที่อีกสองคนนิ่งงันอยู่

“จริงๆ หรือ สิทธิ์ ไอ้พรมันทำอะไรอยู่ที่นั่น”

คนเจ็บส่ายหน้าไปมาเหมือนจะให้รอดพ้นอะไรสักอย่าง

“มันอยู่ที่นั่น…ประหลาดมาก…เหมือนหุ่นยนต์ เหมือนผีดิบ…ผีดิบคอขาด…ที่คอมีรอยปาด…น่ากลัว”

คำพูดอันขาดเป็นห้วงๆ นั้น ทำให้ผู้สดับตรับฟังด้วยความลำบากยากเย็น แต่ไวฑูรย์เอ่ยถามต่อทันที เหมือนลืมไปว่าเพื่อนกำลังเจ็บอยู่

“แล้วไง มันทำร้ายเอ็งหรือสิทธิ์”

“ไม่…ข้าจับแขนมัน ตัวมันเย็นเหมือนผี…แล้วสัตว์ประหลาดก็เข้ามา…มันกัดข้า…ทึ้งข้า…มันมีปีก หน้าเหมือนผี มันเกือบจะฆ่าข้า”

คนเจ็บหยุดชะงักไป มีอาการหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย นายแพทย์สโรชพันธุ์ประคองเพื่อนให้หนุนหมอนในท่าที่สบายที่สุด แล้วหยิบหูฟังของพยาบาลพิเศษมาตรวจฟังหัวใจอย่างละเอียดถี่ถ้วนในขณะที่ไวฑูรย์และทัดเทพมองหน้ากันอย่างจังงังด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก แล้วผู้หมวดหนุ่มจึงหันไปทางศุภสิทธิ์ เอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่บังคับให้ราบเรียบว่า

“เอ็งเข้าไปในบ้านนั้นอีท่าไหนล่ะวะสิทธิ์ ถึงได้ถูกตัววายร้ายเล่นงานเอาอย่างนี้”

“ข้าแอบเข้าไป เพื่อพบพินทุวดี…แต่พบ…พบคนแก่มากอยู่ในห้องนอนของเธอ น่ากลัวจริงๆ…ไม่เคยเห็นคนแก่ที่ไหนน่าเกลียดน่ากลัวยังงั้นมาก่อนเลย…ข้าตกใจรีบกลับออกมาก็พบ…ไอ้พร แล้วตัวห่านั้นก็เข้ามากัดข้า”

“ทำยังไงเอ็งถึงหนีออกมาได้ล่ะ” ไวฑูรย์ถามเบาๆ ซ่อนความอยากรู้ไว้อย่างยากเย็น

“คนแก่อีกคนหนึ่ง แก่น้อยกว่าคนแรกเข้ามาช่วยไล่ไอ้ตัววายร้ายนั่นออกไป แล้วพาข้าหนีออกทางประตูบ้าน…”

คนเจ็บหยุดหอบอย่างเหนื่อยอ่อน หมอสโรชพันธุ์วางหูฟังลง มองดูอย่างหนักใจ แต่พยายามพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“เอ็งอย่าเพิ่งเล่านักเลยวะสิทธิ์ ตอนนี้นอนหลับก่อนดีกว่า เดี๋ยวตื่นขึ้นมาค่อยเล่าต่อก็ได้ พวกเราจะรอฟังอยู่นี่ไม่ไปไหน”

คนเจ็บส่ายหน้าไปมา “ไม่ได้…ถ้าข้าหลับแล้วจะไม่ตื่นอีกเลย ฟังให้ดีนะหมอ เทพ เอ็งเป็นตำรวจต้องสืบให้ได้…เอ็งด้วยฑูรย์ มีอะไรประหลาดๆ ในบ้านนั้นมาก…รวมทั้งตัวพินทุวดีด้วย เธอไม่เหมือนคนธรรมดา…พยายามสืบดู…อย่าบอกเธอว่าข้าแอบเข้าไปในบ้าน…อย่าบอกใครแม้แต่พ่อแม่ว่าอะไรทำร้ายข้า…รับปากซิ เทพ เอ็งจะต้องสืบเรื่องนี้เงียบๆ ให้ได้ สืบเรื่องไอ้พรด้วย…มันคงตายแล้วกลายเป็นผีดิบแน่ๆ”

ร.ต.ท.ทัดเทพมองดูเพื่อนด้วยความสลดใจ

“ตกลงสิทธิ์ ข้ารับปาก จะสืบหาตัวคนทำร้ายเอ็งจนสุดความสามารถ”

คนเจ็บส่ายหน้าอีก “คนทำร้ายข้าคือไอ้มนุษย์ค้างคาว มันอยู่ในบ้านนั้นแหละ…เอ็งต้องสืบดูว่า เธอเป็นใคร…เธอ พินทุวดีเป็นอะไรแน่…ทำไมจึงอยู่ในบ้านน่ากลัวอย่างนั้นได้…พยายามให้เงียบนะเทพ ฑูรย์ หมอด้วย ช่วยกัน อย่ากระโตกกระตากให้รู้ตัว”

“แน่นอน สิทธิ์ เราทุกคนจะช่วยกัน เอ็งอย่าห่วงเลย พักเสียให้สบายเถอะ หายแล้วเราจะได้ร่วมมือกันทั้งสี่คน”

ทัดเทพพูดอย่างหนักแน่น สีหน้าของศุภสิทธิ์ กาญจนันต์ ค่อยดีขึ้น ขณะที่หลับตาลงอย่างอ่อนระโหย นายแพทย์ ม.ร.ว.สโรชพันธุ์เดินไปที่ประตู ทำสัญญาณให้นางพยาบาลพิเศษเข้ามาดูแลดังเดิม

สามสหายอยู่คุยกับบิดามารดาผู้วิตกกังวลของศุภสิทธิ์อีกครู่หนึ่งแล้วจึงลาจากไปด้วยความเป็นห่วง ระหว่างเดินมาด้วยกันตามระเบียงอันยาวเหยียดของตึกพิเศษนั้น ร.ต.ท.ทัดเทพเน้นเสียงพูดออกมาตามไรฟัน เหมือนปฏิญาณกับตัวเองอย่างหนักแน่น

“ครั้งแรกไอ้พร คราวนี้ไอ้สิทธิ์ ผ่าวะ ถ้าพินทุวดีเป็นตัวการในเรื่องทั้งหมดนี้ละก็ ข้าไม่มีวันจะยกโทษให้ได้เลย!”

 

ร้านเบญญานั้นค่อนข้างจอแจมากกว่าทุกวัน เพราะรุ่งขึ้นจะเป็นวันแฟชั่นโชว์ครั้งใหญ่ในงานแฟนซีลีลาศทั้งอลิศรา จุลจิรา และนางแบบอื่นๆ มาอยู่ร้านกันคึกคักพร้อมหน้า ตัวเจ้าของร้านเองเดินไปเดินมาสั่งงานไม่หยุดปาก

ประตูกระจกของร้านถูกผลักเข้า แล้วร่างสูงระหงอรชรเต็มไปด้วยสง่าราศีผิดสตรีธรรมดาก็ก้าวเข้ามา ทำให้เสียงต่างๆ เงียบลงทันที เพราะทุกคนต่างหันมามองร่างนั้นเป็นตาเดียว

“อุ๊ย คุณพินทุวดี” เจ้าของร้านสาวใหญ่ร้องทัก กุลีกุจอรีบเดินเข้ามาต้อนรับ

“เสื้อเสร็จแล้วค่ะ จะลองก่อนไหมคะ”

หญิงสาวผู้เข้ามาใหม่ยิ้มน้อยๆ นัยน์ตาดำสนิทแน่วนิ่งเหมือนห้วงน้ำลึกมองกวาดไปรอบๆ ห้อง ครั้นเห็นอลิศรานั่งอยู่ในท่ามกลางนางแบบก็ยิ้มให้อย่างทักทาย แต่ดวงตาพราวระยับขึ้นอย่างมีเลศนัย

“อ้าว อลิศราก็อยู่ด้วย เป็นไงคะสบายดีแล้วหรือ”

นางแบบสาวกัดฟัน เสียงที่ตอบเน้นออกมาจากความรู้สึกชิงชังระคนริษยาจนปิดไม่อยู่

“สบายมากค่ะ ดิฉันไม่เจ็บป่วยอะไรนี่ เพียงแต่ถูกผีสางมันหลอกให้ตกใจตามประสาผีเท่านั้น นึกว่าล้างซวย”

สีหน้าผู้ฟังยังคงเป็นปกติ แต่ดวงตาเป็นประกายวับขึ้น

“อ้อ ถูกผีหลอกหรือคะ ก็ยังดีที่มันกรุณาเพียงแต่หลอกเอา ไม่กินตับกินไตคุณด้วยดีแค่ไหนแล้ว ในเมื่อผีมันก็อยู่กับที่ของมันแท้ๆ ไม่ได้ตั้งใจเล้ย”

อลิศราหน้าแดงด้วยความโกรธในถ้อยคำอันกินนัยมีความหมายลึกนั้น แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่แสดงความสนใจกับหล่อนอีกต่อไป เดินกรายผ่านไปยังโต๊ะตัดเย็บของเบญญาพลางเอ่ยด้วยเสียงหวานระรื่น

“เสื้อเลขาของดิฉันเสร็จด้วยหรือเปล่าคะ คุณเบญญา ทีแรกคิดจะให้เขามาลองเสียวันนี้ แล้วรับของฉันไปด้วย แต่เผอิญมีงานให้เขาทำหลายอย่าง ฉันเลยแวะมาเอง”

“เสร็จแล้วค่ะ เอ้อ เลขาของคุณพินทุวดีน่ารั้กน่ารักนะคะ สวยยังกะบาร์บารา ปาร์กินส์”

พินทุวดีหัวเราะ เห็นฟันเรียบเป็นเงาราวไข่มุก

“งั้นหรือคะ แหม ช่างเปรียบ ถ้าบัวรู้คงดีใจแย่ ขานั้นไม่ค่อยดูหนังหรอกค่ะ เลยไม่รู้จักดารา”

“ชื่อบัวหรือคะ แหมชื่อสมตัวจัง”

ตลอดเวลาที่พูดโต้ตอบกันนั้น จุลจิรามองหญิงสาวผู้เลอเสน่ห์ด้วยความรู้สึกหมั่นไส้จนปิดไม่มิด ส่วนอลิศราลุกเดินออกไปจากห้องด้วยความชิงชังอย่างเปิดเผย จนกระทั่งเสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้น จุลจิราลุกเดินไปรับสาย

“ร้านเบญญาค่ะ อุ๊ย คุณทัดเทพนั่นเอง”

เสียงที่พูดค่อนข้างดังกว่าปกติ พินทุวดีผู้กำลังเดินไปยังห้องลองเสื้อชะงักนิดหนึ่ง…แต่แล้วก็เดินเข้าห้องไปด้วยกิริยาปกติ หากหูเงี่ยสดับตรับฟังอย่างตั้งใจ

“จะพูดกับอลิศตามเคยใช่ไหมคะ เดี๋ยวนะคะ อุ๊ย อยู่ซีคะ รู้ว่าคุณทัดเทพโทรมาเค้าต้องรออยู่เสมอแหละค่ะ”

แล้วโดยไม่คำนึงถึงมารยาท เพราะต้องการจะยั่วผู้ที่อยู่ในห้องลองเสื้อ จุลจิราป้องปากตะโกนเสียงลั่นร้าน

“อลิ้ศ แฟนแกโทรมาแน่ะ ก็คุณหมวดทัดเทพนั่นไง เร็วๆ เข้า”

อลิศราปราดเข้ามาเร็วทันใจ เสียงที่พูดกรอกเข้าไปในหูโทรศัพท์อ่อนหวานและดังเกินความจำเป็น ผู้ที่อยู่ในห้องลองเสื้อได้ยินถนัด ดวงหน้างามนั้นยังคงราบเรียบเป็นปกติ แต่ดวงตาลุกเป็นประกายอย่างน่ากลัว…

“แฟนคุณอลิศน่ะค่ะ ผู้หมวดทัดเทพ หล่อจังเลย โทรมาหาคุณอลิศทุกวั้นทุกวัน ช่างเอาใจจังค่ะ”

ช่างเสื้อสาวน้อยที่เข้ามาช่วยพินทุวดีสวมเสื้อเล่าอย่างคนช่างพูด หญิงสาวยิ้มอย่างเยียบเย็นเหลือบมองหน้า
เด็กสาวก็เห็นว่าหล่อนเป็นเด็กใหม่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไร

“งั้นหรือ” หล่อนถามเรียบๆ เพื่อลวงให้อีกฝ่ายพูดมากขึ้น

“ค่ะ คุณอลิศโชคดีจัง ได้แฟนรูปหล่อพ่อรวย โก๊โก้ ตัวคุณอลิศเองก็ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ จริงๆ นะคะ หนูเห็นแกพ้อมผอม สู้เลขาของคุณพินทุวดีไม่ได้เลยสักนิด ใครๆ ที่ร้านยังชมทุกคนเลยค่ะ”

“อ้อ”

“อุ๊ย ชุดนี่เหมาะเจาะกับตัวคุณดีเหลือเกินไม่ต้องแก้เลย คุณเบญญาบรรจงสุดฝีมือเชียวนะคะนี่ เดี๋ยวหนูจะไปเชิญมาดู”

เด็กสาวกระวีกระวาดออกจากห้องลองเสื้อไป พินทุวดีเงี่ยหูฟังเสียงแจ้วๆ ของนางแบบสาวที่พูดโทรศัพท์อยู่ภายนอกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“สบายดีแล้วค่ะ แหม ทัดเทพละก็ เห็นอลิศเป็นคนป่วยตลอดศกไปได้ วันนี้มาไม่ได้หรือคะ ไม่อยากเชียว อ๋อ เพื่อนป่วย งั้นก็ไม่เป็นไรค่ะ อลิศกลับบ้านเองก็ได้ แต่พรุ่งนี้อย่าลืมนะคะ ทัดเทพต้องมารับอลิศนะ อ้าวดูซิลืมเสียแล้ว ก็งานแฟนซีลีลาศไงล่ะ อุ๊ย อลิศไม่ได้แต่งแฟนซีหรอกค่ะ เพราะต้องแต่แฟชั่นโชว์เครื่องเพชรด้วยค่ะ ค่ะ มีโชว์เครื่องเพชรราคาเป็นล้านเชียว อ๋อ คุณเบญญาคงติดต่อตำรวจเจ้าของท้องที่ไว้แล้วละค่ะ แหม ตำรวจละก็ยังงี้แหละ อดห่วงเรื่องโจรกรรมไม่ได้ พรุ่งนี้อย่าลืมนะคะ อลิศจะคอยอยู่ที่ร้าน”

อลิศรายังคงคุยเรื่อยเจื้อยกับโทรศัพท์ต่อไปอีกในขณะที่สีหน้าผู้อยู่ในห้องลองเสื้อดุขึ้นทันที แต่เมื่อเบญญาเปิดประตูห้องเข้าไป สีหน้านั้นก็ถูกปรับให้เป็นปกติโดยฉับพลัน

“ต๊าย คุณพินทุวดี สวมชุดสวยจริงๆ ดูซิ รูปร่างดี๊ดียังกะนางงามโลกแน่ะค่ะ แหม นี่ถ้าสวมเครื่องประดับครบชุดแล้วจะงามแค่ไหน เฮ้อ บุญเหลือเกินที่เกิดมาสวยขนาดนี้”

“บุญหรือคะ” เสียงที่ย้อนถามทีเล่นทีจริง

“ฉันว่าบาปมากกว่า ความสวยบางครั้งก็ทำให้เจ้าของเจ็บปวดได้มาก ในเมื่อไม่มีใครต้องการความสวยนั้น”

“ตายจริง มีใครโง่พอที่จะไม่ต้องการความสวยอย่างนี้หรือคะ ดิฉันไม่อยากเชื่อเลย เห็นมีแต่ข่าวสังคมทุกวันว่า คนนั้นคนนี้คลั่งคุณพินทุวดียังกะอะไร ขอโทษนะคะดิฉันพูดตามที่เป็นข่าวน่ะค่ะ”

สตรีสาวผู้เลอโฉมยิ้มเล็กยิ้มน้อยด้วยลักษณะที่เบญญาไม่เข้าใจ

“คนเรามักเดินสวนทางกันอย่างนี้แหละค่ะ คนที่ชอบเรา เราก็ไม่ชอบ ส่วนคนที่เรารักเราชอบละก็…อย่าพูดดีกว่าค่ะ นี่ฉันพูดถึงทั่วๆ ไป นะคะ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะตัวเอง”

“ค่ะ บางคนก็โชคดีในเรื่องคู่ครองมาก ดูอย่างอลิศราซีคะ อีกหน่อยคงได้แต่งงานสบายไปเลย คุณทัดเทพอี๋อ๋อยังกะอะไร ตั้งแต่ป่วยคราวนี้เทียวไล้เทียวขื่อมาปลอบขวัญทุกวัน”

สตรีสาวใหญ่เจ้าของร้านพูดแค่นั้นแล้วชะงักใจหายวูบเมื่อรู้ตัวว่าพลาดไปถนัด เพราะสาเหตุแห่งอาการเจ็บป่วยของอลิศราจนถึงกับทัดเทพต้องคอยเอาใจใส่เป็นพิเศษนั้นที่แท้เกิดจากบ้านของสตรีสาวสวยผู้กำลังลองเสื้อยืนหมุนไปหมุนมาอยู่ต่อหน้าเดี๋ยวนี้เอง…สีหน้าที่เจื่อนจางลงของเจ้าของร้าน ทำให้พินทุวดีพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเป็นปกติ

“ฉันยินดีด้วยค่ะ คุณอลิศราเป็นคนขวัญอ่อน ได้คนเข้มแข็งอย่างคุณทัดเทพจึงเหมาะ ถ้าเธอไม่ขวัญอ่อน คงไม่เห็นอะไรเป็นตุเป็นตะในบ้านของฉันหรอกค่ะ เธอคงกลัวบรรยากาศในบ้านน่ะ บ้านฉันเป็นวังเก่าค่อนข้างโบราณน่ากลัวหน่อย…ฉันรู้จักคุณทัดเทพเหมือนกัน แม้จะไม่สนิทสนมมากนักก็รู้ว่าเขาเป็นคนดีอยู่”

เบญญารู้สึกว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นเชิงออกตัวมากกว่าการบอกเล่าธรรมดา แต่หล่อนก็เอออวยด้วยอย่างเอาใจ พินทุวดีลองเสื้อเสร็จสรรพแล้ว ก็ขอดูชุดของสโรชินี

“เสร็จแล้วค่ะ ยังเหลือแต่สอยชายนิดหน่อย เชื่อว่าคงสวมได้พอดีโดยไม่ต้องลองหรอกค่ะ หุ่นมาตรฐานอย่างนั้นตัดเย็บง่าย เชื่อมือเบญญาเถอะ คุณพินทุวดีจะรอสักนิดได้ไหมคะ ให้ช่างสอยแป๊บเดียวเท่านั้น”

หญิงสาวยกนาฬิกาข้อมือประดับเพชรขึ้นดูเวลา

“ก็ได้ค่ะ ฉันยังมีเวลา อ้อ งานแฟชั่นโชว์ของคุณเบญญาพรุ่งนี้มีโชว์เครื่องเพชรด้วยใช่ไหมคะ เห็นออกข่าวครึกโครมว่าราคาเป็นล้านๆ ทีเดียว”

“ค่ะ มีชุดสวยๆ ทั้งนั้น คุณพินทุวดีคงสนใจแน่”

“ฉันสนใจเรื่องเพชรพลอยเหมือนผู้หญิงทั่วไปแหละค่ะ นี่มิต้องเกณฑ์ตำรวจมาเฝ้าหมดโรงพักหรือคะ”

เบญญาหัวเราะ “คงต้องอย่างนั้นแหละค่ะ เครื่องเพชรไม่ใช่ราคาน้อยๆ เฉพาะอุบะเพชรที่อลิศราจะสวมโชว์ราคาเฉียดล้านไปไม่กี่แสนหรอกค่ะ”

“โอ้โฮ คุณอลิศราคงต้องเดินตัวลีบไปเลย”

“แม่คนนั้นเขาไม่ค่อยแคร์นักหรอกค่ะ”

เบญญาพูดอย่างชื่นชมนางแบบในสังกัดของหล่อนเต็มที่จนลืมสังเกตแววเยาะในสีหน้าของผู้ฟัง

“เขาถือเสียว่ามีแฟนรวยซะอย่าง ยังไงก็ได้”

พินทุวดียิ้มเยียบเย็น นัยน์ตามีแววหมายมั่นเร้นลับ

“นั่นซีคะ ฐานะอย่างคุณทัดเทพ จะซื้อเครื่องเพชรให้คุณอลิศราสักกี่ล้านก็ได้ เรื่องของหายเป็นเรื่องขี้ผงจริงไหมคะ”

หญิงสาวหัวเราะทิ้งท้ายด้วยเสียงใสพลิ้ว พลางหันหลังให้เจ้าของร้านสาวใหญ่

“ชุดนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องแก้เลย เชิญคุณเบญญาออกไปก่อน ฉันจะเปลี่ยนเสื้อ”

เบญญาเดินออกจากห้องไปอย่างยิ้มกริ่ม นึกถึงค่าจ้างตัดเย็บราคาแสนแพงที่จะปลิวมาสู่มือหล่อน สักครู่พินทุวดีก็เดินออกมา อลิศราซึ่งยังโทรศัพท์ไม่เสร็จ เหลือบเห็นเข้าจึงกรอกเสียงแจ๋วลงไปในหูโทรศัพท์

“แค่นี้นะคะ ทัดเทพขา คิดถึงอลิศบ้างนะคะ อุ๊ยคิดถึงทุกวันหรือคะ จริงหรือเปล่า ค่ะ บ๊าย บาย มายสวี้ต”

สีหน้าของนางแบบชื่อดังเต็มไปด้วยแววสะใจเมื่อเห็นพินทุวดีเดินเชิดหน้าผ่านไป ดวงหน้าของสตรีสาวแสนสวยผู้นั้นเรียบเฉยเป็นปกติ แต่ดวงตาที่เหลือบแลมานั้นคมปลาบ และมีแววประหลาด จนอลิศราสะดุ้งเยือกในใจด้วยความรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงอันบอกไม่ถูก!

 

 



Don`t copy text!