อมฤตาลัย ตอนที่ 33

อมฤตาลัย ตอนที่ 33

โดย : จินตวีร์ วิวัธน์

อมฤตาลัย นวนิยายเรื่องยาวเรื่องแรกของ จินตวีร์ วิวัธน์ นักเขียนสตรีที่เขียนนวนิยายแนววิทยาปาฏิหาริย์และมีผลงานโดดเด่นมากมาย วันนี้อ่านเอาได้นำอมฤตาลัยมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์เป็นครั้งแรกในโครงการปากกาทอง เพื่อให้นักอ่านรุ่นเก่าได้คลายคิดถึงและเป็นโอกาสดีที่นักอ่านรุ่นใหม่จะได้มีโอกาสสัมผัสความสนุกของงานเขียนอมตะเรื่องนี้

งานแฟนซีลีลาศคืนนั้นมโหฬารพันลึกเกินคำบรรยาย สถานที่กว้างขวางดูแคบลงไปถนัด ด้วยหมู่คนในชุดเสื้อผ้าอาภรณ์แปลกตา และเนื่องจากผู้มาร่วมงานทุกคนได้รับคำขอร้องอย่างเคร่งครัดให้แต่งชุดแฟนซี บรรยากาศของงานจึงยิ่งอะร้าอร่ามตาด้วยบรรยากาศแปลกใหม่อันเกิดจากชุดแต่งกายของผู้ร่วมงาน ไฟประดับที่ฝ่ายตกแต่งสถานที่จงใจเล่นแสงสีให้ผสมกลมกลืนกับบรรยากาศเพิ่มความงามของสถานที่และความยิ่งใหญ่ของงานมากขึ้น

ฝูงคนที่คลาคล่ำอยู่ริมฟลอร์นั้นดูราวกับออกมาจากมิติที่ ๔…นักรบโรมันโบราณพร้อมด้วยเสื้อคุลมแดงฉานถือดาบอันเบ้อเริ่มเดินควงคู่มากับบาร์บาเรลลาในชุดย่ำอวกาศสีเงินมันปลาบ ซามูไรหนุ่มคล้องแขนกับคลีโอพัตราเคานต์แดร็กคิวลาในชุดดำปลอดหัวร่อร่าอยู่กับซูซี่ วองในชุดกี่เพ้าหยามใจ ในขณะที่ลองจอห์นซิลเวอร์โขยกเขยกมากับพระนางมารี อังตัวแนตต์ แต่พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ กลับเล่นตากับโจนออฟอาร์ก และพระอภัยมณีถือปี่เดินกระหนุงกระหนิงมากับพระนางกวินิเวียร์ แต่กษัตริย์อาเธอร์เดินเดียวดายพร้อมกับแก้วเหล้าในมือ แล้วยังมีชุดอื่นๆ อันตระการตาอีกมากมาย…ทุกสีหน้าเต็มไปด้วยความร่าเริงสนุกสนาน ดนตรี เหล้า อาหารเลิศรสต่างๆ ล้วนช่วยเสริมให้ทุกคนร่าเริงแจ่มใสยิ่งขึ้น

แต่ก็ยังมีผู้แจ่มใสน้อยกว่าเพื่อนอยู่อีกหลายสิบคน ซึ่งได้แก่บุรุษฉกรรจ์ชุดม่อฮ่อมพื้นเมือง ที่เดินไปเดินมาอยู่ทุกจุดของบริเวณงานด้วยท่าทางเอาจริงเอาจังและด้วยดวงตาแหลมคมจับผิด คนที่ช่างสังเกตอาจเดาได้ว่าคนเหล่านั้นไม่ได้มาร่วมสนุกในงาน…และความจริงก็เป็นเช่นนั้น บุคคลเหล่านี้คือตำรวจนอกเครื่องแบบ มาคอยอารักขาเครื่องเพชรมูลค่านับล้าน ที่จะร่วมแสดงในชุดแฟชั่นโชว์คืนนี้นั่นเอง

สามทุ่มเศษ ร.ต.ท.ทัดเทพและหมอสโรชพันธุ์ก็ปรากฏตัวขึ้นในงาน ส่วนไวฑูรย์นั้นแยกไปรับศาสตราจารย์ดร.ภุดศอรที่โรงแรม ชุดนักรบไทยสมัยอยุธยาที่ทัดเทพสวมค่อนข้างพอดีตัว จึงส่งให้เห็นรูปทรงผึ่งผายของเขาแลเห็นเด่นสะดุดตา ตรงข้ามกับนายแพทย์เชื้อพระวงศ์ซึ่งอยู่ในชุดหมอฮูโต๋ นายแพทย์จีนสมัยพระเจ้าเหี้ยนเต้อันรุ่มร่ามรุงรังสองสหายกวาดตาไปรอบบริเวณงาน ปากก็ซุบซิบกันเบาๆ

“คนสำคัญยังไม่มามั้ง กว่าจะเสด็จคงดึกจะได้เป็นจุดเด่น”

ทัดเทพพูดอย่างประชด ตั้งแต่ศุภสิทธิ์ได้รับบาดเจ็บจากการย่องเข้าบ้านพินทุวดีครั้งนั้น ผู้หมวดหนุ่มยอมรับกับตัวเองว่าเขาเกิดความรู้สึกในทางลบต่อสตรีสาวผู้นั้นอย่างช่วยไม่ได้

หมอสโรชพันธุ์ดักคอทันทีอย่างรู้ใจ “คิดถึงคุณสโรชินีก็บอกมาตรงๆ เถอะว้า ทำเป็นบ่นไปยังงั้น ที่แท้อยากให้เขามาเร็วๆ ใจจะขาดใช่มั้ยล่ะ”

“ไอ้บ้า” ทัดเทพด่าอย่างเคืองๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องพูด

“คิดถึงไอ้สิทธิ์มันนะ มันชอบงานแบบนี้เป็นชีวิตจิตใจ เอ็งว่าอาการของมันดีขึ้นหรือวะ”

“ฮื่อ หมอเอนกเพื่อนข้าที่โรงพยาบาลตำรวจมันว่างั้นนี่ เสียดายที่มันไม่ได้มาคืนนี้ อ้าวนั่นไงไอ้ยงอยู่ทางโน้นบ๊ะ! เดาะชุดอาลีบาบาซะด้วย หน้าแหลมเหมือนตี๋ดันแต่งเป็นแขก เราไปหามันเถอะ”

จิตแพทย์เชื้อพระวงศ์ว่าพลางตั้งท่าจะเดินเข้าไป แต่ผู้หมวดหนุ่มรั้งแขนไว้พร้อมกับจุปาก

“เดี๋ยวก่อนโว้ย ไปเดินๆ ดูให้ทั่วก่อนดีกว่า อ้อ นั่นสารวัตรวิชัยมาเอง แต่งม่อฮ่อมเป็นหมู่เฮาไปเลย พวกที่แต่งเหมือนๆ กันนั่นคงเป็นลูกน้อง”

“เอ็งพูดถึงอะไรวะ”

“ก็ตำรวจที่มาคุ้มครองเครื่องเพชรที่จะโชว์คืนนี้ไงเล่า ไม่เหมาะเลยที่แต่งตัวเหมือนๆ กัน ยังงี้ผู้ร้ายก็รู้ท่าหมดว่าใครเป็นตำรวจ”

ทัดเทพว่าแล้วก็เดินนำหน้าเพื่อนตรงไปยังชายร่างใหญ่หน้าดุที่สวมเสื้อคนเมืองสีน้ำเงินเข้มและกางเกงดำซึ่งยืนสูบบุหรี่อยู่มุมห้อง จับตาดูผู้คนด้วยนัยน์ตาคมฉาบ

“สวัสดีคร้าบ ท่านสารวัตร”

ทัดเทพทักทาย พร้อมกับโค้งคำนับลงต่ำอย่างล้อเลียนด้วยความคุ้นเคย สารวัตรหันมาเห็นเข้าก็ยิ้มอย่างพอใจ

“อ้าว มาด้วยเหมือนกันหรือ คืนนี้มีตำรวจใหญ่ๆ มาเที่ยวกันเยอะดี ผมค่อยเบาใจหน่อย…โอ้โฮใส่ชุดอะไรนะนี่ พันท้ายนรสิงห์หรือว่าพระยาพิชัยดาบหัก”

นายตำรวจหนุ่มหัวเราะ “ตะพุ่นหญ้าช้างต่างหากครับ…เป็นไงมั่งล่ะครับ เครื่องเพชรมหาศาลของสารวัตรมาถึงหรือยัง”

สารวัตรวิชัยทำหน้าเมื่อย “ยัง นี่ผมแบ่งกำลังให้ไปคุ้มกันจากธนาคารชุดหนึ่งแล้ว แหมผู้หญิงนี่เรื่องมากจริงนะ ไม่รู้จะใส่ไปทำไมกันนักหนา เพชรพลอยมันก็ก้อนหินธรรมดานี่เอง ตื่นกันไปได้ ราคานับเป็นล้านๆ ซะด้วย เฮ้อ คนเรานี่แปลกแท้ๆ”

เขาพูด พร้อมกับโคลงศีรษะอย่างอิดหนาระอาใจ นัยน์ตามองข้ามบ่าทัดเทพไปทางด้านหลัง แล้วบุ้ยปากให้ผู้หมวดหนุ่มหันไปดู

“นั่นไง เพื่อนคุณมาแล้ว เอ้อเฮอเข้าใจแต่งชุดกันแปลกๆ”

ทัดเทพกับ ม.ร.ว.สโรชพันธุ์หันไปทันที ก็เห็นไวฑูรย์กับหญิงสาวผู้หนึ่งในชุดสไบจีบ ถือกระทงแบบนางนพมาศอันงามประทับใจ และเพื่อนของเขาอีก ๒ คนเดินเข้ามาเป็นขบวน หนุ่มนักโบราณคดีแต่งชุดนักรบมอญ โพกผ้าสีทับทิมริมขลิบทองทิ้งชายเก๋ดูรับกับรูปหน้าของเขามาก คืนนี้ไวฑูรย์ไม่สวมแว่นสายตา เค้าหน้าจึงดูอ่อนลงเหมือนเด็กหนุ่ม ส่วนวิสัน สุรภิญโญ เพื่อนรุ่นพี่ที่มาด้วยแต่งชุดอินเดียนแดงเต็มยศ ทาหน้าทาตาเหมือนหัวหน้าเผ่าเชอโรกีจริงๆ คนสุดท้ายที่เดินตามหลังมาเนิบๆ คือศาสตราจารย์ ดร.ภุดศอรนั้นเรียบร้อยกว่าเพื่อน คือแต่งชุดผ้าม่วงโจงกระเบนและสวมเสื้อราชปะแตนเหมือนข้าราชการสำนักไทย

“เอ๊ะ ไอ้ฑูรย์ควงใครมาน่ะ หน้าตาจิ้มลิ้มไม่เบา”

หมอสโรชพันธุ์ว่า ทัดเทพก็หัวเราะหึๆ

“คุณเสาวภาพรรณไงล่ะ แฟนเก่าไอ้พรมัน พอไอ้พรหายตัวไป ไอ้ฑูรย์มันทำท่าจะเข้าแทนที่ ก็ไม่เลวหรอกคุณภาเป็นคนนิสัยดีทีเดียว คงไปกับมันได้ดี”

ทัดเทพพูดยังไม่ทันขาดคำ ไวฑูรย์ก็เหลือบมาเห็นเข้าพอดี เขาโบกมือให้อย่างร่าเริง แล้วยกขบวนเดินตรงเข้ามาหา

“ว่าไงโว้ย พลายชุมพล”

หมอสโรชพันธุ์ทักอย่างขันๆ พลายชุมพลยุคใหม่ก็ยิ้มกว้างขวางพลางแนะนำ ดร.ภุดศอรและวิสัน สุรภิญโญให้เพื่อนเกลอรู้จัก

หลังจากแนะนำครบถ้วนทุกคนแล้ว ต่างก็แยกจากสารวัตรวิชัยตรงไปยังโต๊ะใหญ่ที่บรรยง เพื่อนนักเรียนเก่าจองไว้ ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในงาน ต้องเอาโต๊ะหลายตัวมาชนกัน และกลายเป็นกลุ่มที่ครึกครื้นที่สุด เพราะทุกคนที่นั่งโต๊ะเหล่านั้นล้วนเป็นเพื่อนนักเรียนเก่ากันมาทั้งนั้น แต่ไวฑูรย์ วิสัน และดร.ภุดศอรนั่งรวมกันเป็นกระจุกอยู่ติดทางเดินมีท่าทางรอคอยอะไรอยู่ โดยไม่สนใจกับกลุ่มเพื่อนเก่าของไวฑูรย์ที่เฮฮาอยู่รอบตัว เสาวภาพรรณนั้นคุ้นเคยกับบรรยงและภริยาของเขาเป็นอย่างดี เพราะบรรยงเป็นเพื่อนของพี่ชายที่หายสาบสูญของหล่อนจึงพูดคุยกันได้อย่างสนุกสนาน ในขณะที่ไวฑูรย์ผู้พาหล่อนมาในงานซุบซิบอยู่กับ ดร.ภุดศอรตลอดเวลา

แล้วเสียงจ้อกแจ้กจอแจทั้งหลายก็เบาบางลง นัยน์ตาทุกคู่หันมองไปทางปากประตูเข้าเป็นจุดเดียว ช่างภาพวิ่งกันเกรียวกราวไปยังจุดนั้น ต่อมาแฟลชไลต์ก็สว่างวูบวาบขึ้นจนคนอยู่ใกล้ตาพร่า

“คนสวยมาแล้ว”

เสียงกระซิบบอกต่อๆ กันไป ราวกับทุกคนก็รอคอยการมาของบุคคลคนนี้ด้วยเช่นกัน

“พินทุวดี…พินทุวดีมาแล้ว”

ไวฑูรย์ และ ดร.ภุดศอรมองไปยังบริเวณนั้นเขม็งจนตาไม่กะพริบ และรออย่างอดทนในขณะที่ร่างนั้นก้าวเข้ามาในท่ามกลางผู้คนที่ยืนอยู่รอบข้าง ใกล้เข้ามาจนเห็นถนัดทั้งตัว ไวฑูรย์ซึ่งแม้จะเคยบอกตัวเองว่ามีความรู้สึกกลัวผู้หญิงคนนี้อยู่ในส่วนลึกของหัวใจ ก็ถึงกับตะลึงงันไปเช่นเดียวกับคนอื่น ส่วนเสาวภาพรรณนั้นปวดแปลบในใจเหมือนหนามตำเมื่อมองดูหน้างามยิ้มเยือนอย่างทรงเสน่ห์ ที่คร่าเอาสถาพรไปแล้วจากหล่อนอย่างสิ้นเชิง…

ร่างโปร่งระหงเป็นสง่า ดูงามพรรณรายพิลาสด้วยสง่าราศีสุดพรรณนาในชุดเครื่องทรงนางกษัตริย์ขอม สีอันสดใสระยับเลื่อมรุ้งทองของภูษาทรง ขับผิวอันขาวผุดผ่องให้เด่นนวลใยราวแตงร่มใบ พัสตราภรณ์ชิ้นนั้นจีบเป็นริ้วเหมือนผ้าอัดพลีตดูเนียนแนบไปกับตะโพกอันกลมกลึง ทอดเรียวไปตามช่วงขาอันงามสะพรั่ง ผ้านั้นจับทบป้ายหน้าอย่างหมิ่นเหม่ จนกระทั่งเวลาเยื้องกรายเห็นช่วงขางามกลึงเกลาได้ไหวๆ มีชายพกยาวคาดทับด้วยปั้นเหน่งทองงามประหลาด
มีสายระย้าห้อยจากตัวเข็มขัดประดับด้วยอัญมณีค่าหลากสีทองประกายระยับวับวาว เรือนกายท่อนบนนั้นทำให้ทุกคนที่มองดูพากันกลั้นหายใจด้วยความหวาบหวาม แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกเมื่อประจักษ์ว่ามีพัสตราภรณ์ปกคลุมอยู่ครึ่งทรวง ทว่าสีของภูษาชิ้นนั้นดูอ่อนละมุนละไมเหมือนสีแห่งผิวพรรณผู้สวมไม่มีผิดจนดูเนียนแนบราวกับเป็นเนื้อเดียวกัน ที่ลำคออันระหงกลมกลึงประดับอุบะอัญมณีงามวิจิตร แผ่เป็นข่ายลงมาจนถึงกึ่งกลางทรวงอันอวบสะพรั่ง ถัดขึ้นไปคือดวงหน้าอันงามหาที่เปรียบมิได้ ซึ่งกำลังยิ้มเยือนอย่างปีติยินดี ในณะที่ดวงตาคมวาววับเหลือบไปรอบด้านที่มีผู้คนจ้องมองด้วยความทึ่งและละลานใจอยู่แน่นขนัด

“โอ้โฮ สวยอะไรอย่างนี้”

ใครคนหนึ่งพึมพำขึ้นเบาๆ ทัดเทพได้ยินถนัด มุมปากของเขาจึงมีรอยยิ้มน้อยๆ อย่างขบขันระคนเยาะ ในขณะที่ทอดตามองเรือนผมดำสนิทที่รวบเกล้าขึ้นไปเป็นจอมอยู่กลางกระหม่อม คาดประดับด้วยศิราภรณ์ทองคำฝังเพชรพลอยพราวตา ปอยผมที่แยกจากจอมขมวดเป็นแฉกๆ ออกไปรอบด้านเป็นช่อนั้นเหมือนทรงผมรูปสลักนางอัปสรที่ปราสาทนครวัด แสงอัญมณีจากกุณฑล พาหุรัด และทองกรครบครันทอประกายพร่างพราวบาดตาทุกคนที่ได้พบเห็นเสมอนางพญาขอมจากอดีตอันไกลโพ้น คืนมาเยื้องกรายให้ชมเป็นขวัญตากระนั้น

“สวยจังนะคะ ยังกะนางพญาจริงๆ”

เสาวภาพรรณซึ่งถึงแม้จะปวดแปลบก็อดไม่ได้ที่จะเอียงกระซิบกับไวฑูรย์อย่างจริงใจ หนุ่มนักโบราณคดียิ้มรับ พลางนึกถึงบทกวีที่เขาชอบและจำได้ขึ้นใจ

 

            ศศิวรเดชรื้อ                     งามนัก

            อ้าใช่เดือนเพ็ญพักตร์                     หนุ่มเหน้า

            อัปสรบวรลักษณ์                          เลือกแต่ง ผจงฤๅ

            อ้าใช่นางฟ้าเจ้า                            พี่ไซร้ยาใจ

 

เยื้องไปทางเบื้องหลังของร่างงามสง่านั้น สตรีอีกคนหนึ่งร่างแน่งน้อยอรชรจนแทบจะคอนกลดทองคันใหญ่ที่แบกมานั้นไม่ไหวเดินตามมาอย่างสงบเสงี่ยม สตรีนั้นแต่งกายแบบนางกำนัลขอม ด้วยผ้าริ้วจีบป้ายหน้าสีเขียวยอดตองสดใส เสื้อแนบทรวงสีเนื้อและเครื่องประดับทองคำเรียบๆ ที่คอสวมห่วงทองกลมอันเดียว เช่นเดียวกับที่ต้นแขนและข้อมือ เรือนผมดกดำเป็นมันขลับรวบเกล้าขึ้นไปบนกระหม่อมรัดด้วยเกี้ยวทองฝังอัญมณีหลากสี ดวงหน้าผุดผ่องงามละมุนละไมเหมือนดอกกล้วยไม้แรกแย้มนั้นดูจะมีแววตื่นเล็กน้อย และค่อนข้างประหม่าต่อสายตาคนรอบข้าง สังเกตได้จากอาการที่หลบลงต่ำไม่ยอมมองใคร กลดที่ออกแรงถือในมือทั้งสองดูใหญ่และหนัก คันของมันและยอดอันแกะสลักเป็นรูปวชิระหรือสายฟ้านั้น ทำด้วยทองคำแท้สุกปลั่ง ตัวกลดสีทอง เลื่อมมีระบายระย้างามวิจิตร ซึ่งผู้ถือพยายามบังคับให้มันกั้นอยู่เหนือเรือนร่างนางพญาผู้เลอโฉมผู้นั้นอยู่ตลอดเวลา

ตลอดเวลาหล่านั้น ศาสตราจารย์ ดร.ภุดศอรนั่งตัวแข็งทื่อเหมือนถูกสาปให้เป็นหิน ดวงตาจ้องดูร่างในชุดนางพญาจนไม่กะพริบ แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นอากัปกิริยาของศาสตราจารย์ เพราะทุกคนก็มัวแต่เพ่งดูร่างงามนั้นจนตา
ไม่กะพริบเช่นกัน

“โอ้โฮเฮะ คุณพินทุวดีนี่แกสวยน่ากินเหลือเกินโว้ย”

“ฮื่อ สวยทั้งสองคนแหละ นางกำนัลก็ไม่เบา สวยคนละแบบว่ะ เด็ดจริงๆ ให้ดิ้นตาย”

เสียงซุบซิบอย่างนั้นดังอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านไป ลำคอที่ตั้งตรงของพินทุวดี และอาการยิ้มเยื้อนขณะที่มองไปรอบด้านอย่างวางสง่า เหมือนลักษณะของนางพญาขณะออกให้พสกนิกรเข้าเฝ้าไม่มีผิด…สตรีร่างท้วมคนหนึ่ง ในชุดส่าหรีของชาวภารตะก้าวออกไปข้างหน้าพร้อมกับเอ่ยทักเสียงไม่เบานัก

“อุ๊ย คุณพินทุวดี ต๊าย อิฉันนึกว่านางพญาขอมตัวจริงเสด็จมาเสียอีก”

ดวงหน้างามผ่องเบือนไปมองนิดหนึ่ง นัยน์ตาเป็นประกายพราวขึ้นเมื่อเห็นถนัด

“อ้อ คุณหญิง พบกันอีกแล้วนะคะ ขอบคุณที่ชมเกินความจริง ทุกคนที่นี่ล้วนแต่ไม่มีใครเคยเห็นนางพญาขอมตัวจริงกันทั้งนั้นแหละ อย่างนี้จะทราบได้ยังไงคะว่า ฉันเหมือนมากน้อยแค่ไหน”

เสียงหวานไพเราะจนคนฟังไม่ทันนึกสะกิดใจ รีบตอบทันที

“นั่นซิคะ ก็ได้แต่เดาเอาว่านางพญาตัวจริงคงงามอย่างคุณนี่แหละ”

“ไม่หรอกค่ะ นางกษัตริย์ขอมจริงๆ ต้องมีเครื่องประกอบเกียรติยศมากกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องนั่งสีวิกาเข้ามาไม่กางกลดต๊อกต๋อยอย่างฉันหรอกค่ะ…คุณหญิงล่ะคะเลือกเป็นใคร ระหว่างวิชัยลักษมีบัณฑิต กับอินทิรา คานธี”

อีกฝ่ายหัวเราะลงลูกคออย่างชอบใจ “วุ้ย เป็นชาวอินเดียธรรมดาๆ ก็พอค่ะ…แหมผ้านี่สวยจริงๆ นะคะ คุณพินทุวดีช่างเลือกเหลือเกิน”

“ไม่ได้ช่างเลือกหรอกค่ะ นี่เป็นผ้าทรงนางกษัตริย์ขอมแท้ๆ ละ เชิญดูให้เป็นบุญตาเถอะค่ะ”

กระแสเสียงนั้นเป็นทีเล่นทีจริงเหมือนยั่วเย้า ดวงตาเป็นประกายวับแววประหลาดขณะที่ก้มศีรษะให้น้อยๆ เป็นเชิงอำลา แล้วเดินจากไปด้วยอาการที่เรียกว่าเยื้องกราย

“โฉมสองเหมือนเย้ยฟ้าลงดินใช่ไหมวะไวฑูรย์”

บรรยงชะโงกหน้าเข้าไปหาไวฑูรย์โดยที่นัยน์ตายังจับอยู่ที่ร่างงามทั้งสองซึ่งย่างใกล้เข้ามา

“แจ่มมากทั้งสองคนนั่นแหละ นางกำนัลก็จุ๋มจิ๋มยังกะดาราหนัง เฮ้อ เห็นแล้วอยากเป็นโสดอีกทีเว้ย พบไม้งามเมื่อขวานบิ่นซะแล้วกู”

บรรยงกระซิบกระซาบอีก คราวนี้เอียงไปทางหมอสโรชพันธุ์ซึ่งนั่งอยู่ห่างภรรยาของเขา แต่สมรศรีผู้ภริยาหูไวได้ยินถนัด จึงค้อนให้อย่างหมั่นไส้พร้อมกับยื่นมืออ้อมหลังเก้าอี้มาหยิกดังหนับ บรรยงร้อยโอดโอย แล้วหุบปากเงียบทันที

“ข้าหนักใจแทนสารวัตรเหลือเกินว่ะ ไม่ใช่เครื่องเพชรแฟชั่นโชว์อย่างเดียวที่จะต้องอารักขา เครื่องถนิมพิมพาภรณ์และกลดทองของคุณพินทุวดีนี่ก็อีกเห็นไหม ราคาไม่เบาเลย”

ม.ร.ว.สโรชพันธุ์กระซิบตอบอย่างเป็นงานเป็นการ แล้วก็หุบปากนิ่งงันเมื่อร่างงามสง่านั้นเยื้องกรายมาถึงโต๊ะของเขาซึ่งอยู่ติดทางเดิน ดวงตาดำงามเป็นประกายพราวระยับกราดมองทุกๆ คน พร้อมกับรอยยิ้มเลอเสน่ห์

ไวฑูรย์รู้สึกหนาวเยือกเข้าไปในหัวใจอย่างไม่มีเหตุผล เมื่อสบตาคู่นั้นแต่เพียงชั่วอึดใจเดียว ดวงตาดำงามมีอำนาจลึกซึ้งอย่างประหลาดก็เบนไปจากเขา หยุดนิ่งอยู่ที่ดวงหน้าอันตื่นตะลึง ชนิดปากอ้าตาค้างพูดไม่ออกของดร.ภุดศอร รอยยิ้มหวานละไมเปลี่ยนแปรไปทันที มีแววขบขันระคนเยาะและ ‘อะไร’ อีกบางอย่างในขณะซึ่งไวฑูรย์เห็นแล้วรู้สึกหนาวขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่สอง!

“สวัสดีค่ะ ท่านศาสตราจารย์ผู้รอบรู้”

เสียงหวานไพเราะราวเสียงดนตรีกังวานเชือดเฉือนเหมือนคมมีดโกน เอ่ยทักช้าๆ เน้นเล็กน้อยอย่างจงใจเสียดแทง

“ถึงเราจะไม่เคยพบกัน ฉันก็รู้จักท่านศาสตราจารย์ดี ดีมากทีเดียวว่าท่านสนใจฉันอย่างจริงจังไม่ใช่หรือ”

ดวงตาของศาสตราจารย์ชาวเขมรเบิกโต จ้องมองดวงหน้างามนั้นอย่างตะลึงพรึงเพริด อย่างฉงนฉงายและอย่างหวาดกลัวระคนอยู่ด้วย เนื้อตัวแข็งทื่อนิ่งงันอยู่กับที่ไม่ขยับเขยื้อนเหมือนต้องมนตร์สะกด พินทุวดีหัวเราะเสียงใสเมื่อเห็นอาการนั้น

“แปลกใจมากหรือคะ ที่ได้พบฉันอีก”

เสียงหวานกังวานลึกเอ่ยเป็นภาษาเขมรแผ่วเบาแต่ชัดถ้อยชัดคำ ไวฑูรย์ซึ่งเคยเรียนรู้ภาษานี้เมื่อครั้งไปดูงานศิลปะขอมที่พนมเปญ สามารถเข้าใจได้เป็นเลาๆ เขาหูผึ่ง ตั้งใจฟังด้วยความสนใจเต็มที่

“ไม่นึกไม่ฝันใช่ไหมว่าจะได้พบฉันที่นี่ ถูกแล้วฉันอยู่นี่ไงล่ะ ต่อหน้าต่อตาท่านศาสตราจารย์และคนนับพันนี่แหละ เอาซิ พิสูจน์ให้พวกเขารู้ซิว่า ฉันเป็นใคร!”

ศาสตราจารย์ภุดศอรเพ่งมองร่างนั้นอย่างสยอง กลัวจนเห็นได้ชัด ริมฝีปากสั่นระริกขยับเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่เสียงที่ลอดออกมานั้นเป็นเพียงเสียงพึมพำจับใจความไม่ได้

“พระนาง…โอ…พระนางเอง”

เสียงกังวานลึกซึ้งหัวเราะเจื้อยแจ้ว “ใช่ฉันไงล่ะ ฉันเองน่ะแหละท่านศาสตราจารย์ จำได้แล้วหรือ ทีนี้จะว่าไงล่ะ”

“โอ พระนางกลับมา…เป็นไปได้หรือนี่…”

เสียงพึมพำของ ดร.ภุดศอรขาดเป็นห้วงๆ ดังไม่เกินเสียงกระซิบ ร่างอันแข็งทื่อเปลี่ยนเป็นสั่นเทิ้ม และโดยไม่มีใครคาดถึง ร่างนั้นกระตุกพรวดจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่อย่างหมิ่นเหม่ลงไปคุกเข่ากับพื้น ใบหน้าแหงนหงายเพ่งมองดวงหน้าสตรีในชุดเครื่องทรงนางพญาอย่างสุดแสนสนเท่ห์ระคนหวาดกลัวสยองขวัญสุดขีด…แล้วร่างนั้นก็ผงะไปข้างหลัง หงายผลึ่งลงกับพื้นแน่นิ่งไปทันที…

โต๊ะนั้นทั้งโต๊ะเกิดโกลาหลขึ้นในทันใดนั้นเอง ผู้เป็นต้นเหตุยิ้มอย่างเยือกเย็น นัยน์ตาเต็มไปด้วยแววสะใจเป็นล้นพ้นแล้วเดินผ่านไปอย่างเฉยเมยไม่แยแส และไม่ทักทายคนอื่นในโต๊ะนั้นเลยสักคำนอกจากตวัดหางตาคมฉาบแวบหนึ่งไปทาง ร.ต.ท.ทัดเทพซึ่งกุลีกุจอลงนั่งคุกเข่าประคองร่างศาสตราจารย์ชาวเขมรอย่างเป็นห่วงเป็นใย

“เร็วหมอ ดอกเตอร์เป็นลมไปเสียแล้ว”

หมอสโรชพันธุ์คุกเข่าลงข้างๆ นายตำรวจหนุ่ม ไวฑูรย์และวิสันซึ่งตกตะลึงจังงังได้สติขึ้นรีบปราดเข้ามาประคอง เสาวภาพรรณรีบค้นกระเป๋าถือของหล่อนหยิบยาดมและยาหม่องตลับเล็กที่พกติดตัวออกมาให้ไวฑูรย์ นวดเฟ้นมือของศาสตราจารย์ชาวเขมร ไม่นานดวงตาปิดสนิทของเขาก็ขยับและปรือขึ้นมอง

“พาไปพักทางโน้นเถอะ”

นายแพทย์หนุ่มร้องบอกพลางเข้าพยุงร่างศาสตราจารย์ ไวฑูรย์และวิสันรีบช่วยประคองให้ลุกขึ้นยืน

“รู้สึกเป็นยังไงบ้างครับ ท่านศาสตราจารย์” ไวฑูรย์ถามร้อนรนด้วยความเป็นห่วง

ศาสตราจารย์ภุดศอรลืมตาขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยมึนงงเหมือนตกอยู่ในห้วงความฝัน

“ตะกี้ผมเห็นเธอ…พระนาง…โอ ผมฝันไปหรือครับ ไวฑูรย์ ผมเห็นเธอจริงๆ เธอมาที่นี่…อยู่ที่นี่”

“คุณพินทุวดีน่ะครับ ศาสตราจารย์ เธอแต่งแฟนซีเป็นนางพญาขอมสมจริงสมจังมากไปหน่อย”

“ไม่ใช่ ไม่ใช่” ศาสตราจารย์ภุดศอรโบกไม้โบกมือวุ่นวาย

“พระนางจริงๆ ตัวพระนางเสด็จมาเอง ผมรู้…แต่เธอมาได้อย่างไรกันหนอ ผมไม่เข้าใจเลย กาลเวลามันนานเหลือเกิน…นานมาก…ตั้งพันปีมาแล้ว”

“พาไปพักเงียบๆ ก่อนเถอะฑูรย์”

วิสันเตือน ทุกคนช่วยกันประคองผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีและภาษาเขมร ให้ออกจากที่นั้นไปสู่ห้องโล่งที่อยู่ใกล้เคียง ไวฑูรย์หันไปฝากฝังเสาวภาพรรณไว้กับบรรยงและสมรศรี ภริยาของเขา แล้วจึงตามศาสตราจารย์ภุดศอรไปอย่างรวดเร็ว

ศาสตราจารย์ชาวเขมรทรุดนั่งลงบนเก้าอี้นวมยาว พนักงานประจำสถานที่ปราดเข้ามาจะช่วยดูแล แต่ไวฑูรย์โบกมือให้ถอยห่างไป แล้วจึงหันมาทางท่านศาสตราจารย์

“ค่อยยังชั่วขึ้นหรือยังครับ”

ดร.ภุดศอรก้มศีรษะน้อยๆ ใบหน้าซีดเผือดและเหงื่อซึมเกาะอยู่ตามหน้าผากและปลายจมูกทั้งๆ ที่อากาศเย็นสบาย

“ครับ ทำไมผมจึงเป็นอย่างนี้ไปได้ก็ไม่รู้ ไม่เคยเป็นลมมาก่อนเลยในชีวิต”

“คนมากเกินไปน่ะครับ อากาศถ่ายเทไม่พอ ควันบุหรี่ก็คลุ้ง ใครๆ ก็เป็นลมได้ทั้งนั้นแหละครับ”

หมอสโรชพันธุ์บอกอย่างปลอบใจ พลางเหลือบมองไวฑูรย์

“ข้าว่าเราพาศาสตราจารย์กลับที่พักก่อนดีไหม ที่นี่บรรยากาศไม่เหมาะเสียแล้ว”

“นั่นซี ผมจะไปช่วยเทกแคร์ที่โรงแรมเอง”

วิสันสนับสนุนมาอีกคน ดร.ภุดศอรยิ้มอย่างระโหย

“ครับ ผมกลับเสียทีก็ดีเหมือนกัน แต่คุณวิสันไม่ต้องไปคอยดูแลหรอก สนุกกับเพื่อนๆ เถอะครับ ผมไม่เป็นไรแล้ว”

ทุกคนพา ดร.ภุดศอรไปส่งยังโรงแรมที่เขาพักอยู่ วิสันและไวฑูรย์รับอาสาอยู่เฝ้าเป็นเพื่อน แต่ท่านศาสตราจารย์รู้สึกกระปรี้กระเปร่าแล้วรีบปฏิเสธวุ่นวาย

“อย่า…ไม่ต้องหรอกครับ ผมไม่เป็นไรแล้ว สบายดีแล้วจริงๆ ตะกี้เพียงแต่หน้ามืดไปหน่อยเท่านั้น อย่าเป็นห่วงผมเลย กลับไปสนุกกันเถอะครับ”

การรับรองแข็งขัน และกิริยาบางอย่างให้มันรู้เป็นนัยว่าเขาต้องการอยู่คนเดียว ทำให้ชายหนุ่มทั้งสี่ต้องอำลาไปทั้งๆ ที่เป็นห่วง แต่ไม่ก่อนที่หมอสโรชพันธุ์จะตรวจดูอาการอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง แล้วรับรองว่าอาการของ ดร.ภุดศอรจะเป็นปกติในไม่ช้า

“รีบกลับไปที่งานเถอะ…ข้าอยากเห็น ‘พระนาง’ ให้เต็มตาอีกครั้ง”

ไวฑูรย์พูดขรึมๆ ซึ่งตรงกับใจของเพื่อนเกลอ ร.ต.ท.ทัดเทพจึงขับรถมุ่งหน้ากลับไปยังสถานที่จัดงานอีกครั้ง

“ทำไมถึงเป็นไปได้ยังงี้วะ ฑูรย์ ท่านดอกเตอร์ของเอ็งอยู่ๆ ก็เป็นลม แปลกแท้ๆ”

นายแพทย์หนุ่มถาม ไวฑูรย์ซึ่งนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดก็ย้อนทันที

“อ้าว เอ็งบอกท่านอยู่แหม็บๆ ว่าเป็นเพราะอากาศถ่ายเทไม่พอไม่ใช่หรือ”

คุณหมอหนุ่มสั่นศีรษะ “โน ข้าพูดปลอบไปยังงั้นเอง ความจริงไม่ใช่หรอก…เออ ตะกี้ท่านดอกเตอร์พูดอะไรวะ เอ็งได้ยินไหมตอนก่อนเป็นลมน่ะ คุณวิสันได้ยินไหมครับ ดูท่าทางตกใจมากเมื่อเห็นคุณพินทุวดี ผมว่าท่านเป็นลมเพราะตกใจมากกว่า”

วิสันทำหน้าปั้นยากมองไปทางไวฑูรย์อย่างขอความเห็น ฝ่ายนั้นไม่พูดเขาจึงตอบเสียเองอย่างไตร่ตรอง

“ผมคิดว่าเราควรมาพูดความจริงกัน โดยไม่ต้องกลัวเสียหน้าว่าเชื่อเรื่องเหลวไหลกันดีกว่านะครับ ไหนๆ ก็มีคุณหมอผู้เชี่ยวชาญจิตวิทยาอยู่ด้วย ถูกแล้วครับ คุณหมอ ท่านศาสตราจารย์ตกใจมากที่เห็นคุณพินทุวดี เพราะหน้าตาคุณพินทุวดีเหมือนรูปสลักพระนางพันธุมเทวี ราชินีแห่งเมืองอมฤตาลัยในสมัยศตวรรษที่ ๑๕ มากที่สุด ตอนเช้าวันนี้เองเรายังพบปะคุยกันเรื่องนี้ตั้งนาน ที่ท่านมาในงานนี้ก็เพื่อพบตัวคนที่หน้าเหมือนรูปสลักพระนางพันธุมเทวีนั่นแหละครับ”

“อืม” จิตแพทย์เชื้อพระวงศ์คราง ยกมือขึ้นลูบคางอย่างใช้ความคิดตามความเคยชิน

“ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่คนเราจะมีหน้าตาเหมือนกันได้โดยบังเอิญ เคยมีตัวอย่างมามากแล้ว…เอ้อ แล้วที่ท่านดอกเตอร์พูดก่อนเป็นลมล่ะครับ ท่านว่าอะไร”

“เอ ผมเข้าใจว่าท่านพูดภาษาเขมร ไวฑูรย์ฟังออกบ้างไหม”

หนุ่มนักโบราณคดีทำหน้าปั้นยากบ้าง “ท่านพึมพำว่า พระนางกลับมา…พระนางกลับมา แล้วก็เป็นลมตกเก้าอี้”

“เป็นอันว่า ท่านศาสตราจารย์ภุดศอรเชื่อว่า พินทุวดีก็คือพระนางพันธุมเทวีว่างั้นเถอะ” ร.ต.ท.ทัดเทพสรุปขึ้นหลังจากนิ่งฟังอยู่นาน

“ก็คงเป็นอย่างนั้นแหละครับ” วิสัน สุรภิญโญ ตอบแผ่วเบา และถ้าหากในรถสว่างพอคงได้เห็นสีหน้าของเขาฉายแววไม่สบายใจรางๆ

“ผมไม่อยากเชื่อว่า การหมกมุ่นครุ่นคิดค้นคว้าในเรื่องนางพญาขอมอย่างเคร่งเครียดทำให้ดอกเตอร์ภุดศอรสติเลอะเลือนไป แต่ผมสังหรณ์ว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้อีกทีทำให้ท่านเกิดปฏิกิริยานี้ขึ้น”

“พี่สันคิดว่า มันเป็นเรื่องอะไรล่ะครับ” ไวฑูรย์ชะโงกหน้าถามอย่างกระตือรือร้น

“พี่ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน บอกแล้วไงว่าเป็นเพียงสังหรณ์…เราทุกคนต่างก็เห็นพ้องต้องกันแล้วว่า คุณพินทุวดีมีหน้าตาเหมือนรูปสลักโบราณ แต่เราไม่ได้ตกใจเกินเหตุใช่ไหม เพราะมนุษย์ย่อมมีหน้าตาคล้ายคลึงกันได้โดยบังเอิญอย่างที่คุณหมอว่า แต่ทำไมดอกเตอร์ภุดศอรถึงตกใจจนคุมสติไม่อยู่ นี่สิที่พี่แปลกใจมาก และเชื่อว่าต้องมีเงื่อนงำอยู่อีกแน่ๆ ที่ทำให้ท่านตกใจถึงอย่างนั้น เป็นต้นว่า…ง่า…ท่านเชื่อว่าผู้หญิงคนนั้นคือพระนางพันธุมเทวีตัวจริงซึ่งหากยังไม่ตายเธอก็มีอายุได้พันกว่าปีทีเดียว”

ทุกคนเงียบกริบเมื่อวิสัน สุรภิญโญ จบคำพูดลง ชายหนุ่มเข้าใจความเงียบงันนั้น เขาจึงหัวเราะเบาๆ และเอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงร่าเริงขึ้น

“ผมทราบดีว่าข้อสันนิษฐานนี้มันบ้องตื้น แต่จากการพูดคุยกับศาสตราจารย์มาหลายครั้ง ผมคิดว่าท่านเชื่ออย่างนั้นครับ แต่ทำไมท่านจึงเชื่อนี่สิเป็นเรื่องที่เราจะต้องคอยตะล่อมถามเหตุผลต่อไปในเวลาที่ท่านสบายขึ้นแล้ว”

ทุกคนยังคงเงียบอยู่ตามเดิมเหมือนมีอะไรปิดปาก ครู่ต่อมาไวฑูรย์จึงเอ่ยขึ้นเบาๆ

“พี่สันจะไม่แปลกใจถ้าฟังคำพูดคุณพินทุวดีออกทุกคำ เธอไม่นึกว่าผมฟังภาษาเขมรรู้เรื่อง เธอพูดอย่างไรผมจำได้ทุกคำเลยครับ”

ทุกคนเว้นทัดเทพหันขวับมามองหนุ่มนักโบราณคดีเป็นตาเดียว ไวฑูรย์ถอนใจยาวแล้วพูดต่อเหมือนท่องหนังสือ

“ประโยคแรกเธอทักว่า สวัสดีท่านศาสตราจารย์ผู้รอบรู้ ถึงเราจะไม่เคยพบกัน ฉันก็รู้จักท่านศาสตราจารย์ดี…ประโยคต่อไปเธอว่า ไม่นึกไม่ฝันใช่ไหมว่าจะได้พบฉันที่นี่ ฉันอยู่นี่ไงล่ะ ต่อหน้าต่อตาท่านศาสตราจารย์และคนนับพัน พิสูจน์ให้พวกเขารู้ซิว่า ฉันเป็นใคร เธอพูดอย่างนี้จริงๆ ทุกคน ศาสตราจารย์ก็พึมพำว่าพระนาง…พระนางกลับมา แล้วก็เป็นลม”

ทุกคนนิ่งอั้นเมื่อไวฑูรย์จบคำพูด แล้วนายแพทย์สโรชพันธุ์ก็เอ่ยขึ้นเบาๆ เหมือนปรารภกับตัวเอง

“เป็นอันว่าดอกเตอร์เชื่อแน่นอนว่าพินทุวดีคือพระนางพันธุมเทวี แต่ทำไม…ทำไมเขาจึงเชื่ออย่างนั้น”

“และทำไมเธอจึงพูดอย่างนั้นด้วย” ทัดเทพพูดขึ้นอย่างใช้ความคิดแล้วจึงกล่าวสืบไป

“ธรรมดาคนเราจะไม่พูดจากันด้วยประโยคแปลกๆ อย่างนั้นใช่ไหมวะ หมอ นอกจากคนที่มีลับลมคมใน แถมยังท้าให้พิสูจน์ด้วยว่าเธอเป็นใคร ข้อนี้ประหลาดมาก แสดงว่าพินทุวดีเองก็รู้ว่าศาสตราจารย์คิดอย่างไรกับเธอใช่ไหม”

“หรือม่ายงั้นพินทุวดีก็บลัฟดอกเตอร์ คือรู้ว่าท่านดอกเตอร์เชื่อในเรื่องนี้ ก็เลยบอกส่งเลยว่าเธอเป็นพันธุมเทวีจริงๆ…ข้าว่าน่าจะเป็นอย่างนี้มากกว่า” นายแพทย์เชื้อพระวงศ์ออกความเห็น

ไม่มีใครตอบความนั้นได้…แล้วรถคันงามของทัดเทพก็เลี้ยวเข้าสู่บริเวณงานอีกครั้ง ขณะที่ทุกคนเดินเข้าไปนั้นแฟชั่นโชว์กำลังเริ่มต้นพอดี ทัดเทพและสหายทำอาการเหมือนกัน คือกวาดสายตามองหาร่างงามสง่าในอาภรณ์อันเด่นสะดุดตา แต่ช่างภาพมากมายที่มะรุมมะตุ้มอยู่แถวหน้าๆ บดบังมิให้มองเห็นอะไรได้ชัดเจนนัก ทั้งหมดจึงจำต้องเดินไปนั่งโต๊ะเดิม และมองดูแฟชั่นโชว์ไปอย่างแกนๆ ไวฑูรย์นั้นพยายามสลัดความคิดหมกมุ่นในใจออกทิ้ง พลางฝืนชี้ชวนให้เสาวภาพรรณดูเครื่องเพชรพลอยและเสื้อผ้างามๆ ที่นางแบบแต่งมาเดินกรายให้ชมอย่างพยายามให้ชื่นบานเพื่อเอาใจหล่อน

 



Don`t copy text!