พนมนาคา บทที่ 40 : อนัญชลี

พนมนาคา บทที่ 40 : อนัญชลี

โดย : พงศกร

พนมนาคา นวนิยายลึกลับเรื่องล่าสุดของ พงศกร เมื่อ ‘เอเชีย’ Medical illustrator รับงานวาดภาพประกอบตำราทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคผิวหนังประหลาดที่มองคล้ายเกล็ดงู ทำให้เธอต้องไปพัวพันกับตำนานอันลึกลับของหมู่บ้านที่ผู้คนยังบูชาพญานาค เธอจะได้กลับออกมาไหม ตามไปลุ้นกันที่ anowl.co เว็บไซต์ที่มีนิยายสนุกๆ ให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 40 – 

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“เจ้าชายอเนกชาติ”

ประตูห้องหนังสือถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่เรือนร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาด้วยอาการเร่งร้อน เสียงของโส วันนีมีทั้งความร้อนรนและความหวั่นเกรงระคนกัน

“เข้ามาทำไม เราไม่ได้เรียก”

เจ้าชายอเนกชาติไม่แม้แต่จะหันหน้ามามอง ‘สตรีคนสนิท’ ของพี่ชาย เขายืนมือไพล่หลัง ดวงตาจ้องมองผ่านกระจกบานยาว…แลเลยไปยังเทวาลัยศักดิ์สิทธิ์ที่ยืนตระหง่านอยู่บนยอดเขา

แสงสุดท้ายของวันกำลังลับไปจากขอบฟ้า ราตรีกาลกำลังเคลื่อนเข้าแทนที่ อำนาจบางอย่างกำลังทวีกำลังมากขึ้นหลังจากตะวันตกดิน

“นี่เจ้าชายพาอนัญชลี…เอ้อ…เอเชียขึ้นไปที่นั่น…ทำไม” โส วันนีมุ่งเข้าสู่ประเด็นที่ทำให้เธอเกิดอาการเร่งร้อน

“สาระแนกันนัก” เจ้าชายนิ่วหน้า “นี่คงมีใครมารายงานละสิ”

“ไม่ต้องมีใครมารายงาน เจ้าชายอนันตชัยก็รู้ได้” น้ำเสียงของโส วันนีติดจะเยาะหยัน “ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นบนพนมนาคาแล้วเจ้าชายอนันตชัยจะไม่รู้”

“อนันตชัยรู้แล้วยังไง…ไม่ใช่กงการอะไรของเธอ” อเนกชาติยักไหล่ ตอบด้วยท่าทางไม่ยี่หระ

“ถ้านี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนาคพลี…ฉันก็ไม่อยากยุ่งหรอกค่ะ” โส วันนีแค่นเสียง “การที่เจ้าชายทำแบบนี้ อาจทำลายนาคพลีครั้งนี้ลงได้…เจ้าชายรู้ตัวหรือเปล่า”

“จะทำอะไรลงไปสักอย่าง…เราล้วนรู้ดีว่าผลของมันจะเป็นอย่างไร ไม่ต้องรอให้เจ้ามาสั่งสอน…อย่าบังอาจ”

โส วันนีหน้าเสีย เจ้าชายอเนกชาติหัวเราะเสียงแผ่วต่ำ ดวงตาเรียวยาวที่จ้องมองนางรำสาวเต็มไปด้วยความรำคาญ

“ทำไม…พอรู้ว่าฉันพาผู้หญิงคนนั้นขึ้นไป ทำให้พี่อนันตชัยร้อนรนมาก จนอยู่ไม่ติดอย่างนั้นหรือ…ตลกนะ คนที่ธาตุเย็นเป็นน้ำอย่างเขา ไม่ควรจะเสียกิริยากลายมาร้อนรนได้เลย…นี่สินะ…พิษร้ายแห่งความรัก…”

อเนกชาติยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น

“ท่านกำลังทำให้เสียพิธี” โส วันนีกำหมัดแน่น “เจ้าชายอนันตชัยรอเวลานี้มานานหลายร้อยปี ถ้าพลาดจากครั้งนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอไปอีกนานเพียงใด”

“เรื่องของความรัก…มันเป็นเรื่องภายในจิตใจ ซึ่งซับซ้อนเกินกว่าที่สายตาจะมองเห็น” น้ำเสียงของอเนกชาติยังคงราบเรียบและเยือกเย็น “เธอก็น่าจะรู้ดีนี่วันนี…ความรักไม่ใช่เรื่องที่จะบังคับกันได้”

ไม่ว่าอเนกชาติจะจงใจหรือไม่ หากดวงตาของโส วันนีฉายร่องรอยเจ็บปวดอยู่ชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว

“จะเอาตัวเธอมาเข้าพิธี ก็ควรจะสอบถามเธอด้วยว่าเต็มใจหรือไม่” อเนกชาติเอ่ยต่อ “ไม่ใช่จับมาเหมือน…เหมือนเมื่อครั้งก่อน”

“เจ้าชายก็เลยทำให้เธอย้อนไปเห็นภาพในอดีตกาล โดยหวังว่าเธอจะกลัวจนหนีกลับไปจากพนมนาคา อย่างนั้นใช่ไหมคะ” โส วันนีรู้เท่าทัน

“เธอควรจะมีโอกาสได้รู้ทุกอย่าง” เขายังยืนยันเช่นเดิม

“เจ้าชายไปอธิบายกับท่านพี่ของเจ้าชายเองเถิด” โส วันนีถอนใจ

“หมายความว่าอย่างไร” อเนกชาติขมวดคิ้ว

ก่อนประกอบพิธีนาคพลี เจ้าชายอนันตชัยจะต้องถือศีลเป็นเวลาเจ็ดทิวาเจ็ดราตรี ห้ามออกจากหอนาคราชไปไหน และนี่เพิ่งจะผ่านไปเพียงราตรีเดียวเท่านั้น

“หมายความว่า…ท่านอนันตชัย ให้ฉันมาเชิญเจ้าชายไปพบที่หอนาคราช” โส วันนีย้ำเสียงหนัก

“ไปพบที่หอนาคราช…ว้าว” เจ้าชายอเนกชาติผิวปาก “นี่คงร้อนรุ่มมากสินะ ถึงรอให้ครบเจ็ดวันไม่ได้…แล้วจะให้ไปพบเมื่อไรล่ะ”

“เดี๋ยวนี้” โส วันนีตอบ

“ได้”

อเนกชาติหันหลังกลับมา ดวงตาสีส้มอมดำของเขาวาวโรจน์ ร่างสูงใหญ่ก้าวฉับๆผ่านโส วันนีไปอย่างรวดเร็ว เขาพึมพำในลำคอว่า

“อยากพบนักหรือ…ได้เลย…อนันตชัย เดี๋ยวเราได้พบกันแน่”

 

หอนาคราชเป็นอาคารชั้นเดียวขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางสระน้ำสีเขียวมรกต อยู่ทางด้านหลังของวิลลา

ตัวอาคารตกแต่งไว้งามวิจิตรด้วยไม้แกะสลักเป็นลวดลายพญานาคอ่อนช้อย มีอัญมณีล้ำค่าประดับ ยามเมื่อต้องแสงไฟ ก่อให้เกิดแสงเงาเข้มขลังมลังเมลือง

อาคารแห่งนี้ถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่อนุญาตให้ใครผ่านเข้ามาได้โดยง่าย

มีสะพานทอดจากสวนหลังวิลลา มุ่งสู่หอนาคราช มียามหนุ่มรูปร่างแข็งแกร่งสองคนยืนเฝ้าอยู่ ดวงตาของทั้งสองแดงก่ำ หน้าตาท่าทางดูดุดัน หากทั้งสองรีบยอบตัวลงต่ำ แสดงความเคารพ เมื่อเจ้าชายอเนกชาติก้าวผ่านไป

มือยังเอื้อมไปไม่ทันถึง ประตูบานหนาหนักก็ถูกเปิดออกในทันใดด้วยมือที่มองไม่เห็น เหมือนกับคนข้างในรออยู่แล้วด้วยใจร้อนรน

ราวกับก้าวล่วงเข้าไปในอีกมิติหนึ่ง เพราะผนังด้านในของหอนาคราชหาใช่ปูนเหมือนกับรูปลักษณ์ภายนอกไม่ แต่กลับเป็นผนังหินที่ชื้นเย็น มีตะไคร่และมอสสีเขียวสดเกาะอยู่เต็มไปหมด

พื้นภายในห้องเป็นกรวดกลมขนาดเท่าไข่ไก่สีขาวใส ยามที่ย่ำเท้าผ่านไป เสียงกรวดกระทบกันเป็นกังวานราวเสียงแก้วผลึก เพดานเบื้องบนมีผลึกแก้วสีสันสวยงามมากมายย้อยลงมาบรรจบกับแท่งแก้วผลึกที่งอกขึ้นมาจากพื้น ประหนึ่งหอนาคราชแห่งนี้คือถ้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยหินงอกและหินย้อย

ละไอหมอกขาวขุ่นอวลตลบ อุณหภูมิภายในหอนาคราชลดลงต่ำ บรรยากาศยะเยือกเย็น อเนกชาติก้าวผ่านเข้าไปอย่างรวดเร็ว สายตาของเขากวาดมองไปโดยรอบและก็เห็นพี่ชายของเขานั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินขนาดใหญ่

แสงจากอำพันสีเหลืองเข้ม ส่องสะท้อนดวงหน้าคมสันที่เหมือนกับดวงหน้าของเขาไม่มีผิด จะต่างกันก็ตรงที่ดวงตาของทั้งสองที่แสดงให้เห็นถึง ‘ธาตุ’ ในกายที่แตกต่างกัน

“ทำแบบนั้นทำไม”

พี่ชายของเขาห่มกายท่อนบนด้วยอาภรณ์สีขาว ผ้าผืนบางเบาพาดเฉียงบ่าซ้าย เผยให้เห็นแผงอกแข็งแกร่ง

…ส่วนกายท่อนล่างนั้น…ทอดยาวและขดซ้อนกันไปมา…

น้ำเสียงแม้จะนิ่ง หากแฝงร่องรอยเกรี้ยวกราดไม่มิด ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของอนันตชัยจ้องมองที่เทวรูปพญานาคขนาดใหญ่แน่วนิ่ง ไม่แม้แต่จะเหลือบแลมาทางผู้เป็นน้องชาย

“ทำไมจะทำไม่ได้” อเนกชาติไม่เสียเวลายอกย้อน ธาตุในกายทำให้เขาเป็นคนใจร้อน “พี่จะทำแบบเดิม…อย่างนั้นหรือ”

“ไม่มีเวลาแล้ว” อนันตชัยละสายตามามองน้องชาย “อนัญชลีปรากฏกายมาอย่างกะทันหัน..ภายในเวลาสั้นๆ เราไม่อาจจะอธิบายอะไรให้เธอเข้าใจได้”

“แล้วมันก็จะย้อนรอยเหมือนเมื่อครั้งก่อน…อนัญชลีไม่ได้รักพี่ นางมีคนรักอยู่แล้ว…ชาตินี้ก็เหมือนกัน”

“ไอ้หนุ่มนั่นน่ะหรือ” อนันตชัยแค่นเสียง

“ใช่” อเนกชาติยิ้มเยาะ “บิณฑุราชกุมาร…กลับมาเกิดเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์…ยอมรับเสียเถิดพี่ ว่าเขาทั้งสองคนคือเนื้อคู่กัน ถึงพี่จะแยกนางจากเขาได้…พี่ก็แยกได้แต่กายเท่านั้น ไม่มีทางที่พี่จะได้ใจของนางมาครอบครอง”

“ไม่” อนันตชัยแผดเสียงก้องไปทั้งหอนาคราช

อเนกชาติรู้สึกได้ถึงอาการสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงดังเปรี๊ยะ เมื่อหินงอกบนเพดานหักหลุดลงมา เจ้าชายคนน้องยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม แท่งแก้วผลึกที่แตกพังเพราะพลังแห่งโทสะของเจ้าชายคนพี่ ไม่อาจทำอันตรายเขาได้แม้ปลายขุมขน

“พี่ลืมความตั้งใจของตัวเองไปแล้วหรืออย่างไร” อเนกชาติพยายามเตือนสติ “พี่เป็นคนบอกกับผมเองไม่ใช่หรือว่า…พี่จะไม่ทำผิดพลาดเหมือนเดิมอีก พี่จะตามหาอนัญชลีให้เจอ ทำให้เธอรักพี่ให้ได้ในฐานะของมนุษย์คนหนึ่ง…ที่พี่บำเพ็ญเพียร ถือศีลมานานหลายร้อยปีเช่นนี้ ก็เพราะหวังว่าสักวันหนึ่งเมื่อละสังขารไปแล้ว…จะต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ให้ได้ พี่อย่าลืมความตั้งใจนี้สิ…อย่าให้โมหะและโทสะเข้าครอบงำ…”

“ใช่…”

อนันตชัยหลับตาแน่วนิ่ง

“ฉันจะต้องเกิดเป็นมนุษย์ให้ได้…”

เขาพูดราวจะย้ำกับตนเอง หากเพลิงแค้นที่พลุ่งพล่านในใจนั้นรุนแรงเกินจะควบคุม อนันตชัยพยายามข่มโทสะที่เกิดขึ้นในโพรงอกแล้วก็พบว่ามันยากเหลือเกิน…

ความสงบที่เกิดขึ้นในใจมานานหลายร้อยปี กลับพังทลายลงไปในชั่ววินาทีแรกที่ได้เห็นหญิงสาวคนนั้นอีกครั้ง

…ที่สนามบิน…

เธอกลับมา…

อนัญชลีกลับมา…

หลังจากที่เธออธิษฐานขอลืม…

อนันตชัยยังจดจำนัยน์ตาเหลือกลานที่จ้องมองเขาคู่นั้นได้แม่นยำ มันเต็มไปด้วยความเจ็บแค้น ไม่อาจให้อภัย

แต่แทนที่เธอจะจองเวรกับเขา เธอกลับเลือกที่จะลืม

ลืมเขาไปจากชีวิต จากวิญญาณ…

และนั่นยิ่งกว่าการฆ่าให้ตายทั้งเป็น

ใครจะเชื่อว่า หลังจากหมดหวังไปนานแล้ว อนัญชลีก็กลับมายังดินแดนแห่งนี้อีกครั้ง ในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด

นาคพลีกำลังจะเกิดขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า แบบนี้ถ้าไม่ใช่เพราะฟ้าประทานพรให้เขา  แล้วจะเรียกว่าอย่างไร

นาคพลี…

พิธีที่นาคเลือกนางมนุษย์ไปเป็นคู่ครอง หากนางมนุษย์ผู้นั้นจะต้องยินยอมละสังขารจากความเป็นมนุษย์ไปด้วยเงื้อมมือของตัวเอง…ด้วยความสมัครใจ

หลังจากแทงตนเองด้วยพระขรรค์…เลือดของนางผู้นั้นจะอาบแท่นบูชาจนโชกชุ่ม ร่างสังขารของนางจะถูกชำระด้วยไฟอมตะ จากนั้นนางจะถือกำเนิดขึ้นมาอีกครั้งในสภาวะของนางนาค…

และครองคู่กับเขาจนกว่าจะหมดอายุขัยไปด้วยกัน

แรงโทสะทำให้เขาสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง จนแทบจะคุมตัวเองไม่อยู่ ภาพเมื่อครั้งอดีตกลับมาปรากฏตรงหน้า ราวกับเขาย้อนเวลากลับไปได้กระนั้น…

ฉันเกลียดท่าน”

ริมฝีปากของอนัญชลีพึมพำ ดวงตาที่เคยแจ่มใสอยู่เป็นนิตย์ของเธอ จ้องมองมาที่เขาแน่วนิ่ง ร่างโชกเลือดของนางอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขนของบิณฑุราชกุมาร…พระขรรค์ด้ามยาวที่นางใช้จ้วงแทงหน้าอกตนเองตกอยู่ข้างแท่นบูชา

เสียงดนตรีที่บรรเลงเป็นจังหวะสูงต่ำหยุดนิ่งไปแล้วในตอนนั้น สรรพสำเนียงรอบกายนิ่งสนิท ปวงมนุษย์ที่รอให้พญานาคประทานพรอยู่ด้านล่างของเทวาลัยแตกตื่นและหนีกลับกันไปหมดแล้ว

พวกเขาส่งหญิงผู้นี้มาบูชายัญ…

บังคับจับตัวอนัญชลีมาเข้าพิธีนาคพลี

เพราะรู้ว่า…สิ่งนี้จะทำให้พญานาคพึงใจ

เมื่อพญานาคพึงใจ ก็จะให้พร ทำให้พวกเขาสมปรารถนา

แต่ถ้าพญานาคไม่พอใจ…สิ่งที่พวกเขาจะได้รับก็คือคำสาป…

“อนัญชลี…” เขาคืนร่างจากพญานาคมาเป็นมาณพหนุ่มคนเดิม

“ท่านหลอกลวงเรา…ท่านทำให้เราเข้าใจผิด” อนัญชลีเอ่ยด้วยความยากลำบาก หากไม่ใช่เพราะอนันตชัยใช้พลังของเขาประคับประคองเอาไว้ นางคงจะสิ้นใจไปตั้งแต่นาทีแรกที่พระขรรค์แทงลึกลงไปในทรวงอกแล้ว

“เราทำอะไรให้เจ้าเข้าใจผิด” อนันตชัยถามทั้งที่พอรู้คำตอบอยู่แล้ว

“ท่านล่อลวงให้เราปลิดชีพตัวเอง…เราไม่ยินยอม จงฟัง…เราไม่ได้ยินยอม ท่านเป็นนาค เราเป็นมนุษย์ ไม่มีทางที่เราจะครองคู่กันได้” อนัญชลีเอื้อมมือไปบีบมือของชายหนุ่มที่ประคองเธอไว้แน่น “ไม่นับว่าเรากับบิณฑุราชกุมาร…รักกัน”

“ไม่” อนันตชัยเงยหน้าขึ้นแผดเสียง ปราสาทประธานสั่นสะเทือนจนแทบจะพังทลายลงมา “เจ้าต้องรักเรา…”

“เราจะไม่มีวันรักท่าน” อนัญชลีเอ่ยอย่างยากเย็น “จะชาตินี้หรือชาติไหน…เราก็จะไม่มีวันรักท่าน”

“อนัญชลี…” ทรวงอกของอนันตชัยกระเพื่อมรุนแรงด้วยโทสจริต

“นอกจากไม่รักท่าน…เราสัญญาว่าจะลืมท่านไปจากชีวิต…เจอกันอีกกี่ชาติกี่ภพ เราก็จะลืม จะจดจำท่านไม่ได้”

อนัญชลีสะอึกเป็นระยะ ดวงตาของเธอควะคว้าง ลมหายใจสุดท้ายกำลังจะสิ้นสุดลงในอีกไม่ช้า เธอรวบรวมพลังที่ยังเหลืออยู่บ้าง เอ่ยประโยคสุดท้ายออกมา

“และไม่ว่าท่านจะทำอย่างไร พยายามแค่ไหน เราก็จะไม่มีวันรักท่าน…เพราะหัวใจของเรา มีให้บิณฑุราชกุมารคนเดียว…ตลอดไป”

Don`t copy text!