ภาพภพ บทที่ 12 : เงินทองไม่ใช่สิ่งสำคัญ

ภาพภพ บทที่ 12 : เงินทองไม่ใช่สิ่งสำคัญ

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

อเดลลาและดาริกาบอกลาย่าปรุงกับแม่เจียมในตอนสาย พร้อมกับนลธวัชที่ขอตัวกลับเช่นกัน

“คงได้พบกันอีกนะครับคุณอเดลลา ดีใจที่ได้พบคุณครับ” จิตแพทย์หนุ่มเอ่ยก่อนจะขึ้นรถ

“เช่นกันค่ะ สวัสดีค่ะ” อเดลลายิ้มหวาน ยกมือไหว้

บุรฉัตรอาสาขับรถมาส่ง พร้อมกับมอบสีน้ำมันให้เธอกับดาริกาคนละชุดใหญ่ อเดลลาไม่กล้ารับในตอนแรก เพราะทราบดีว่าราคาค่อนข้างสูง แต่บุรฉัตรก็คะยั้นคะยอให้ บอกว่าได้รับจากบริษัทตัวแทนจำหน่ายแห่งหนึ่ง ส่งมาให้เขาทดลองใช้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดเลย แม่เจียมตามมาส่งจนถึงหน้าตึก สวมกอดสองสาวและบอกให้กลับมาเยี่ยมอีก แล้วยังจัดอาหารคาวหวานให้ติดมือกลับไปอีกหลายกล่อง

เมื่อรถเคลื่อนผ่านประตูหน้าบ้านราชพินิจ เอดลลาบอกไม่ได้ว่า เหตุใดจึงรู้สึกใจหาย ความรู้สึกหลากหลายติดค้างมากับเธอ แม้จะเป็นเวลาเพียงช่วงสั้นๆ แต่กลับได้พบเรื่องราวมากมาย ได้ไปทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ ทั้งผู้อาวุโสทั้งสองที่เคารพรักของบุรฉัตร ช่างน่ารักอบอุ่นเหลือเกิน นลธวัช ชายหนุ่มอารมณ์ดี เจ้าของรอยยิ้มแห่งความสุข  หม่อมหลวงลดานาฏ หญิงสาวสวยแต่ไร้เสน่ห์ รวมถึงบุคคลที่ล่วงลับไปแล้วคือ คุณตาทวดและคุณยายทวดแห่งบ้านราชพินิจ และที่สร้างความประหลาดใจระคนพรั่นพรึงให้เป็นอย่างมากก็คือ หญิงลึกลับหน้าตาคล้ายคุณยายทวด ผู้ซึ่งปรากฏตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในความฝันสุดสยอง

บุรฉัตรแวะไปส่งดาริกาที่บ้านแถวบางกรวยก่อน แล้วจึงมาส่งอเดลลา

“ขอบคุณมากครับอเดลลา” ชายหนุ่มส่งถุงในมือให้ ยิ้มระบายทั่วหน้า ตาเป็นประกายกลบรอยเศร้าจางหายไป

“ฉันต่างหากละคะที่ต้องขอบคุณ ฉันสนุกมากค่ะ” เธออยากจะบอกว่า ‘มีความสุข’ แต่ไม่กล้า

“ แล้วไปเที่ยวบ้านผมอีกนะครับ คุณย่ากับแม่เจียมคงดีใจมาก”

“ค่ะ ฉันอยากไปอีก เพราะอยากพบหน้าคุณ” ประโยคนี้ เธอรำพึงอยู่คนเดียว เหม่อมองรถของบุรฉัตรเคลื่อนออกจากประตูไป

อเดลลายอมรับว่าใจวูบเมื่อเดินหันหลังกลับ ก้าวอย่างอ่อนแรงขึ้นบันใดไปห้องพัก ความสุขความอบอุ่นที่ได้สัมผัสในบ้านราชพินิจยังลอยอวลอยู่ในความรู้สึก เมื่อเปิดประตูก้าวเข้าไปในห้อง รู้สึกอ้างว้างเงียบเหงากว่าเคย หญิงสาวถอดคอนแทคเลนส์ออกใส่ตลับ เธอไม่ค่อยชอบใช้มันนัก แต่เพื่อนรักของเธอเป็นคนเคี่ยวเข็ญ หวนนึกถึงคำพูดของดาริกาแล้วต้องยิ้มตาม

“ไม่ได้นะเดล จะปล่อยให้ไอ้แว่นตานกฮูกนี่มาบดบังความงามของเธอได้ไง อุตส่าห์แต่งตาเสียหยาดเยิ้ม เอาแว่นมาใส่ทับ เสียหายหลายล้านตารางวาเลยนะเธอ”

รู้สึกได้กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้งเมื่อยกแว่นขึ้นสวม เริ่มเก็บข้าวของออกจากกระเป๋า จัดอาหารลงใส่กล่องพลาสติก โชคดีที่อพาร์ทเมนท์มีตู้เย็นขนาดเล็กให้ จึงเก็บของกินที่แม่เจียมให้มาไว้ได้นาน แล้วลงมือทำความสะอาดห้องจนสะอาดเอี่ยม จากนั้นจึงเอาผ้าลงไปซักเครื่องหยอดเหรียญชั้นล่าง ความเหน็ดเหนื่อยทำให้ลืมเรื่องราวทั้งหมดไปชั่วคราว

จนเมื่อนั่งลงบนหน้าเฟรมผ้าใบ มือจับพู่กันเริ่มทำงาน ความรู้สึกทั้งหลายจึงหวนกลับมา การได้ใช้เวลาอยู่ใกล้กับบุรฉัตร ได้รู้จักกับครอบครัว รู้เรื่องราวชีวิตเขาทำให้เธอเป็นสุขอย่างบอกไม่ถูก แต่ภาพหม่อมหลวงลดานาฏก็แทรกเข้ามาปัดรอยยิ้มให้จางหายทันที ผู้หญิงอะไรไม่รู้ วางท่าเย่อหยิ่ง หน้าตาบูดบึ้งตลอดเวลา แถมชอบเอาแต่ใจตัวเป็นใหญ่ อเดลลายอมรับว่าใจวูบเมื่อทราบว่า ปรกติบุรฉัตรไม่ได้พักที่บ้านริมแม่น้ำ แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่ที่คอนโดมิเนียมกลางกรุง จู่ๆภาพของเมลินกับชายหนุ่มในห้องหรูบนตึกสูง ก็ลอยเข้ามาให้ว้าวุ่นใจอีกจนได้

หญิงสาวถอนใจยืดยาว สลัดความคิดเหล่านั้นออกจากหัว รวมสมาธิจดจ่อที่รอยปาดปลายพู่กันบนผืนผ้าใบ เอื้อมมือแตะเนื้อสี Crimson Lake ที่ผสมพร้อมใช้แล้วในจาน สีแดงเข้มดุจเลือดกลับทำให้นึกถึงผู้หญิงลึกลับคนนั้นขึ้นมาอีก ความฝัน นับวันยิ่งทวีความน่ากลัวมากขึ้น คิดถึงการนอนคืนนี้ เธอจะต้องพบกับหญิงคนนั้นอีกหรือเปล่าหนอ แล้วเหตุการณ์จะเลวร้ายเช่นคืนผ่านมาหรือเปล่า อเดลลาพยายามดึงสติกลับสู่ปัจจุบัน ระบายลมหายใจ แล้วตวัดปลายแปรงโลดแล่นตามเสียงร้องกังวานเจือหวานเศร้าของ Andrea Bocelli นักร้องชาวอิตาลีผู้พิการทางสายตา ท่วงทำนองเพลง Caruso โอบกอดพาเธอล่องลอยเข้าสู่โลกศิลปะในเวลาไม่นาน

คืนนั้นผ่านไปอย่างราบรื่น อเดลลาหลับสนิทจนถึงเช้า ไม่รู้เพราะความเหน็ดเหนื่อยจากการอดนอนมาหลายคืน หรือเพราะทำงานบ้านจนหมดแรง

วันศุกร์เวียนมาถึงอีกครั้ง ทั้งที่พยายามบอกตัวเองไม่ให้จดจ่อนับวันคืน แต่อเดลลาก็ตื่นเช้าด้วยความสดชื่นกว่าทุกวัน สุขใจจนยิ้มให้ตัวเองในกระจก เธอเลือกเสื้อเชิ้ตสีฟ้าเข้มระบายจุดขาวเล็กๆทั่วตัว สวมทับด้วยกางเกงเอี๊ยมขายาวผ้าลูกฟูกร่องเล็กสีน้ำตาลไหม้ สะพายเป้หนังสีน้ำตาล หิ้วเฟรมงานที่เสร็จสมบูรณ์พร้อมส่ง เดินเข้ามหาวิทยาลัยอย่างกระฉับกระเฉง ตึกคณะยังปลอดคน ทั่วบริเวณเงียบเชียบ มองไปทางไหนก็เห็นเพียงทางเดินว่างเปล่าเหมือนโลกร้าง แต่อเดลลากลับชอบบรรยากาศแบบนี้ เพราะไร้สิ่งรบกวนสมาธิ

หญิงสาวแวะไปหน้าคณะเพื่อวางดอกกุหลาบสีขาวที่ฐานรูปปั้นศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี ซึ่งทำเป็นประจำทุกครั้งที่มา รูปปั้นชายสูงอายุหน้าตาใจดี เชื้อชาติเดียวกับเธอที่ศิลปะนำพาให้เดินทางมาเมืองไทยเมื่อนานแล้ว เกิดความรักและความผูกพันจนวางทั้งหมดของชีวิตไว้ที่นี่ เมื่อเสร็จแล้วอเดลลาจึงเดินกลับเข้าตึก ตั้งใจว่าจะเปิดห้องแล้วลงมือวาดภาพหุ่นนิ่งต่อ จนเมื่อเดินเลี้ยวหัวมุมตึกเพื่อตรงไปยังห้องปฏิบัติงานสีน้ำมัน เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจนเธอสะดุ้ง

“อเดลลา”

เมื่อหันขวับไปมอง หัวใจก็พองขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ร่างสูงสง่าในชุดเสื้อสีขาวสะอาด กางเกงสีกากีกำลังก้าวตรงมาหา

“สวัสดีค่ะ คุณบุรฉัตร” เธอพูดได้ตามที่คิดแค่นั้น พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น

“สวัสดีครับ มาแต่เช้าเลย นี่ยังไม่เจ็ดโมงด้วยซ้ำ” บุรฉัตรยิ้มกว้าง

“ดิฉันไม่ชอบคนเยอะ สายๆเรือจะแน่นมากค่ะ” ชายหนุ่มมาหยุดยืนตรงหน้า กลิ่นหอมสะอาดโชยมาแตะจมูก หวนนึกถึงคืนเมื่อได้อยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นของเขาแล้วหัวใจก็วูบหวามขึ้นมาอีก รู้สึกเขินจนต้องหันไปมองผนัง

“ผมจะบอกว่า วันนี้ผมติดประชุมกับคณบดี ให้ทุกคนทำงานที่ค้างต่อไปเลย ถ้าเลิกเร็ว ผมจะเข้าคลาส แต่ถ้าเกินเวลา ก็ให้กลับกันได้เลยครับ”

อเดลลาไม่รู้ตัวว่ากำลังยิ้มให้กับผนัง จนเมื่อเสียงทุ้มกังวานถามขึ้น

“อเดลลา คุณได้ยินผมพูดไหมครับ”

“คะ..ค่ะ” อเดลลาเงยหน้าตอบงกเงิ่น “ฟังอยู่ค่ะ”

“เย็นนี้ คุณว่างไหม ผมมีเรื่องอยากคุยกับคุณ” บุฉัตรมองนิ่งคล้ายกำลังรอคำตอบ เธอสบตาเขา อยากมองอยู่อย่างนี้นานๆ ไม่อยากละสายตาไปไหนเลย

“ได้ค่ะ” หญิงสาวรับคำทันที เธอจะปฏิเสธไปเพื่ออะไร ในเมื่อใจมันยอมตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาถามแล้วนี่

“ถ้าอย่างนั้น อยู่รอผมก่อนนะครับ เสร็จจากประชุมแล้วจะรีบมา” บุรฉัตรกำลังจะก้าวเดิน แต่แล้วก็หยุดชะงัก หันกลับมาพูด  “อ้อ เฉพาะคุณคนเดียวนะครับ”

เธอไม่รู้ว่าตอบเขาไปอย่างไร รู้แต่เพียงว่ายืนยิ้มอยู่อย่างนั้น มองตามร่างบุรฉัตรไปจนลับมุมตึก

 

“การประกวดจิตรกรรมครั้งนี้ ก็เพื่อคัดเลือกผลงานของเยาวชนจากประเทศไทยเข้าร่วมแสดงงานศิลปกรรม Young artist of Asian ที่จะจัดขึ้นปลายปีนี้ที่ประเทศสิงคโปร์” ชายกลางคน ผิวคล้ำ รูปร่างท้วม สวมสูทสีน้ำเงิน นั่งอยู่ตรงกลางโต๊ะประชุมรูปตัวยู กำลังพูดผ่านไมโครโฟนตัวเล็ก ป้ายสามเหลี่ยมสอดแผ่นกระดาษคำว่า ‘คณบดี’ ตั้งอยู่ตรงหน้า สองฟากรายล้อมด้วยผู้เข้าร่วมประชุมนั่งเป็นแถว

“ผมได้รับมอบโครงการนี้จากคณะกรรมการศิลปกรรมแห่งอาเซียน ขอขอบพระคุณคณะอาจารย์ทุกท่าน ทั้งที่นี่และจากสถาบันการศึกษาอื่น รวมถึงท่านผู้ทรงคุณวุฒิที่ตอบรับคำเชิญ เสียสละเวลามาเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้”

บุรฉัตรในฐานะอาจารย์พิเศษประจำคณะและเป็นศิลปินระดับแนวหน้า  ได้รับการกล่าวแนะนำว่าเป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในการตัดสินเพื่อคัดเลือกผลงานในครั้งนี้ เขานั่งฟังรายชื่อที่คณบดีเอ่ยแนะนำพร้อมกับปรบมือต้อนรับ มีที่รู้จักบ้างและชื่อที่ไม่เคยได้ยิน จนชื่อหนึ่งถูกขาน สะดุดหูจนต้องหันไปมอง

“รองศาสตราจารย์เอกกมล พิริยะพันธ์ หัวหน้าคณะสุนทรียศิลป์ จากมหาวิทยาลัยอัคราวิทย์ ”

เอกกมลในชุดสูทสีเทาเข้ม ยืนขึ้นทำความเคารพท่ามกลางเสียงปรบมือ สายตาคมกริบตวัดมองมายังบุรฉัตรพร้อมรอยยิ้ม บุรฉัตรนิ่งเฉยไม่สนใจกับท่าทีนั้น แต่ก็อดชื่นชมไม่ได้ว่า เอกกมลพาตัวเองก้าวไปไกลจนถึงตำแหน่งใหญ่โตในมหาวิทยาลัยเอกชน  แต่เขาเชื่อว่า นั่นยังไม่ใช่ปลายทางสุดท้ายของผู้ชายคนนี้อย่างแน่นอน

การประชุมเป็นไปตามวาระซึ่งแจ้งไว้ในเอกสารประกอบการประชุม จนถึงวาระการเสนอความคิดเห็น เพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน ก่อนจะออกประกาศเชิญชวนอย่างเป็นทางการ

“ขออนุญาตท่านคณบดีและผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านครับ” บุรฉัตรเอ่ยขึ้น ทุกสายตาหันมามองเขาเป็นจุดเดียว “ผมอยากเรียนถามว่า ผู้ที่มีสิทธิ์ส่งผลงานเข้าประกวดครั้งนี้ จำเป็นไหม ที่จะต้องเป็นเยาวชนไทยเท่านั้น” เขานึกถึงอเดลลา ฝีมือการวาดภาพของหญิงสาวอยู่ในเกณฑ์ดีมาก น่าจะมีโอกาสได้แสดงฝีมือ เสียงพูดคุยเบาๆดังรอบกาย คณบดีนั่งนิ่งอยู่เป็นครู่ ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“อาจารย์บุรฉัตร คงหมายถึงนักศึกษาทุนจากต่างประเทศ ใช่ไหมครับ”

“ใช่ครับผม” ชายหนุ่มตอบ รู้สึกได้ว่าสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องอยู่ โดยเฉพาะ เอกกมล

“คงต้องรบกวนขอความเห็นจากที่ประชุมครับ” คณบดีวางเรื่องลงให้คณะกรรมการเป็นผู้พิจารณา

“ผมว่า เราน่าจะจำกัดให้เฉพาะเยาวชนที่เป็นคนไทยนะครับ เพราะไหนๆก็จะต้องเป็นตัวแทนของประเทศนำผลงานไปร่วมแสดงแล้วนี่ครับ” กรรมการท่านหนึ่งเสนอ

“ผมเห็นด้วยครับ” เสียงเอกกมลดังขึ้น “‘Young artist of Asian’ ชื่อก็บอกอยู่แล้วชัดเจนครับว่า เฉพาะกลุ่มประเทศในอาเซียนเท่านั้น ประเทศอื่นเขาจะมองกันอย่างไร ถ้าตัวแทนของประเทศเรา ไม่ใช่คนไทย แต่เป็นคนจากประเทศอื่น ที่ไม่ใช่คนเอเซีย”

บุรฉัตรจับหางเสียงได้ว่า เอกกมลกำลังพูดกระทบตน เขายกมือขึ้น เอ่ยเสียงชัดเจน

“ผมอยากให้มองว่า ศิลปะเป็นความงามสากล คนสร้างสรรค์น่าจะเป็นใครก็ได้ ขอแค่มีใจรักในศิลปะและมีความมุ่งมั่นตั้งใจ เราไม่ควรขีดวงแคบ ผมคิดว่า นักศึกษาทุนจากหลายประเทศ ไม่ใช่มีเฉพาะในมหาวิทยาลัยแห่งนี้เท่านั้น แต่ในสถาบันการศึกษาอื่นก็มี เขาเหล่านั้นคงอยากได้โอกาสดีๆ ผมเชื่อว่า เขาจะภาคภูมิใจมากถ้าผลงานได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมแสดง อย่างน้อย ตอนนี้พวกเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นนักศึกษาในสถาบันการศึกษาของไทย ผมอยากให้ทุกท่าน มองที่ผลงานมากกว่าสิ่งอื่นและมอบโอกาสให้กับนักศึกษาเหล่านี้ด้วยครับ” บุรฉัตรสัมผัสได้ถึงแววตาของผู้ซึ่งมีความคิดขัดแย้งกำลังจับจ้องอยู่ แต่เขาก็ยังเอ่ยต่อ “ผู้ที่ได้รับคัดเลือก เขาจะไปในฐานะตัวแทนของประเทศ นำผลงานและชื่อเสียงของประเทศไทยไปเผยแพร่”

“แต่ผมก็ยังไม่เห็นด้วยกับคุณบุรฉัตร” เอกกมลแย้งเสียงดัง “ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เกิดในประเทศไทย เชื้อชาติและสัญชาติไทย ผมคงไม่ภูมิใจเลย ถ้าคนจากชาติอื่น ได้กลายเป็นตัวแทนของประเทศเรา แทนที่จะเป็นเยาวชนไทยที่มีสายเลือดไทยโดยกำเนิด”

บุรฉัตรเอนหลังพิงพนัก เขาเลือกที่จะนิ่งเงียบ เพราะได้เสนอความคิดเห็นไปหมดแล้ว หลังจากนี้คงขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุมว่าจะสรุปผลอย่างไร ใจหนึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่า เขาลำเอียงหรือเปล่า กำลังดึงความพึงพอใจส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องหรือเปล่า

“ผมขอเสนออย่างนี้ครับ” เสียงกรรมการท่านหนึ่งเอ่ยขึ้น บุรฉัตรหันไปมองชายหนุ่มวัยใกล้เคียงกับเขาซึ่งนั่งแถวตรงข้าม เขาจำได้ว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นศิลปินที่เคยได้รับรางวัลศิลปะระดับประเทศมาแล้วหลายรางวัล “ผมเห็นด้วยกับคุณบุรฉัตร เราเปิดโอกาสให้กับนักศึกษาทุนจากต่างประเทศบ้างก็ดีครับ โอกาสคือสิ่งที่เราควรมอบให้กับทุกคนที่มีความสามารถและความตั้งใจ ผมขอเสนอให้เพิ่มรางวัลพิเศษและให้สิทธิ์นักศึกษาทุนเหล่านี้ได้ร่วมแสดงงานภายในประเทศก็พอ ไม่ต้องถึงกับเป็นตัวแทนของประเทศก็ได้ครับ”

“ผมก็เห็นด้วยนะ ท่านอื่นว่าอย่างไรบ้างละครับ” คณบดีกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ผู้เข้าร่วมประชุมเกือบทั้งหมดตกลงตามข้อเสนอ มีบางส่วนที่ไม่เห็นด้วย แต่ต้องยอมตามมติเสียงส่วนใหญ่ เอกกมลนั่งเงียบด้วยท่าทีเคร่งขรึม ยิ่งเมื่อคณบดีกล่าวในตอนท้ายก่อนปิดการประชุม ยิ่งทำให้เขาแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาชัดแจ้ง

“ต้องขอขอบคุณอาจารย์บุรฉัตร ที่เล็งเห็นความสำคัญของนักศึกษาต่างชาติ ผมเองก็ลืมไปเสียสนิท ถูกแล้วครับ เราควรมอบโอกาสให้กับเด็กเหล่านี้ เพราะนี่คือการสานสัมพันธ์ที่ดีในวงการศิลปะกับนานาประเทศ วันหนึ่ง นักศึกษาจากประเทศไทย อาจจะได้รับโอกาสที่ดีเช่นนี้จากประเทศอื่นบ้าง”

การประชุมเสร็จสิ้นลงในช่วงบ่าย บุรฉัตรอยู่ทักทายพูดคุยกับผู้ร่วมประชุมที่รู้จักกัน มีทั้งอาจารย์จากมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนหลายแห่งที่เปิดสอนสาขาด้านศิลปะ รวมถึงศิลปินอีกหลายคน ทั้งที่คุ้นเคยและที่ยังไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน แต่ทุกคนรู้จักบุรฉัตรเป็นอย่างดีจากผลงาน ชายหนุ่มปลีกตัวออกมาได้เกือบสามโมงเย็น เขารีบเดินมาตามระเบียง เพื่อลงบันใดไปยังห้องเรียนซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของตึก

“สวัสดีครับคุณบรู๊ค” บุรฉัตรหยุดกึก รู้ได้ทันทีว่าเจ้าของเสียงคือใคร แต่เขาก็หันไปเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท “รีบไปไหนครับ อยู่คุยกันก่อนสิ” เอกกมลเดินตรงเข้ามาหา ยิ้มระบายทั่วใบหน้าคมเข้ม

“สวัสดีครับเอก” ชายหนุ่มเอ่ย มองหน้าอีกฝ่ายนิ่ง ท่าทางของเอกกมลดูเป็นมิตร ต่างจากในห้องประชุมเป็นคนละคน

“มีคนอยากรู้จักคุณ รบกวนเวลาหน่อยนะครับ” เอกกมลเลิกคิ้ว แต่ยิ้มยังคงเต็มหน้า บุรฉัตรรู้สึกไม่ชอบสีหน้าแบบนี้เลย

“สวัสดีครับคุณบุรฉัตร ดีใจที่ได้พบตัวจริงเสียที” ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูงในชุดสูทสีดำที่ยืนเยื้องไปด้านหลัง ขยับก้าวมายืนข้างเอกกมล ใบหน้าบอกเชื้อสายจีนยิ้มกว้าง ดูขัดกับเรียวหนวดเหนือริมฝีปากบางเหยียด เมื่อเขาเข้ามาใกล้ บุรฉัตรจึงสังเกตเห็นเส้นสีขาวแซมอยู่ประปราย

“ท่านสุรพงษ์ ลี้วิบูลย์ราช อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัคราวิทย์ที่ผมทำงานอยู่ ท่านชื่นชมคุณมานานแล้ว” เอกกมลเอ่ยแนะนำ ชายวัยกลางคนพยักหน้า ยื่นมือมาเพื่อจะสัมผัส แต่แล้วก็ต้องชะงักค้างเพราะบุรฉัตรยกมือขึ้นไหว้ทำความเคารพเสียก่อน

“สวัสดีครับท่านสุรพงษ์ ยินดีที่ได้รู้จักท่านเช่นกัน ขอบพระคุณมากครับที่ชื่นชมผม”

“ผมชอบภาพวาดของคุณมานานแล้ว สวยงาม ละเอียดมาก ถ้าไม่รังเกียจ อยากจะขอเป็นเจ้าของผลงานสักชิ้นจะได้ไหมครับ” บุรฉัตรนึกไม่ถึงว่าอธิการบดีสุรพงษ์จะยิงคำถามตรงและรวดเร็วแบบนี้ เอกกมลจ้องหน้าเขานิ่งเหมือนจะคอยดูว่าชายหนุ่มจะตอบอย่างไร

“ต้องขออภัยด้วยครับ ผมคงยังให้คำตอบท่านไม่ได้ตอนนี้ เพราะต้องเก็บงานทั้งหมดไว้ก่อน ผมรับคำเชิญแสดงงานนิทรรศการจากหลายแห่งไว้ก่อนหน้านี้แล้วครับ” บุรฉัตรตอบนอบน้อม

“ผมสู้ราคาไหวนะ เท่าไหร่ล่ะ บอกมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ” ชายวัยกลางคนยิ้ม

“ราคาไม่ใช่เรื่องสำคัญครับท่าน ถ้าผมพร้อมและเต็มใจจะมอบให้ ผมยินดีครับ” บุรฉัตรตอบเสียงนุ่มด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม

“แหม! ภาพวาดคุณก็มีตั้งเยอะแยะ แบ่งให้ท่านสักชิ้นสองชิ้น จะเป็นไรไป” เอกกมลพูดสอดขึ้น บุรฉัตรชายตามองแวบหนึ่ง เขาเห็นแววคมกล้ามองสบมาอย่างไม่สะทกสะท้าน

“นั่นสิ คุณบุรฉัตร คุณขายผม คุณก็วาดใหม่ได้อีกนี่ ผมชอบงานของคุณจริงๆนะ ผมให้ราคาเท่าที่คุณต้องการเลยเอ้า!” อธิการบดีเซ้าซี้ บุรฉัตรเริ่มอึดอัด แต่ยังรักษามารยาท ไม่แสดงสีหน้าออกมา

“ขายท่านไปเถอะคุณบรู๊ค ท่านก็ยอมจ่ายตามที่คุณอยากได้แล้วนี่ครับ อย่าเล่นตัวหน่อยเลย” คำพูดของเอกกมลไม่รู้ว่าจริงจังหรือแค่หยอกเล่น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ทำให้บุรฉัตรร้อนวูบ กลั้นใจบังคับเสียงให้เป็นปรกติที่สุด

“ผมไม่มีเจตนาจะหน่วงเหนี่ยวเพื่ออะไร ผมบอกเหตุผลไปแล้ว ท่านคงเข้าใจนะครับ” บุรฉัตรบอกกับชายวัยกลางเสร็จแล้วก็หันมามองหน้าเอกกมล “คุณเองก็ทำงานวาดภาพมาไม่น้อยนะเอก ถ้าคุณมีหัวใจรักศิลปะจริงๆ คุณน่าจะเข้าใจดีว่า บางครั้ง เงินทองก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนเป็นศิลปิน” บุรฉัตรรู้ว่าคำพูดของตน คงเข้าใจยากสำหรับคนเช่นนี้ และต่อให้รู้ คนอย่างเอกกมลก็คงไม่ใส่ใจ เขาให้อภัยได้กับสิ่งที่ชายหนุ่มเคยทำเมื่อผ่านมา แต่จะไม่มีวันมอบความไว้วางใจให้กับคนคนนี้อีกเด็ดขาด

เอกกมลหน้าแดง เม้มริมฝีปาก อธิการบดีสุรพงษ์มองเห็นท่าทางขึงขังบวกกับน้ำเสียงเข้มของบุรฉัตร จึงรีบเอ่ยขึ้น “เอาละ ไม่เป็นไรคุณบุรฉัตร คุณไม่ต้องรีบตัดสินใจตอนนี้ก็ได้ครับ ผมรอได้”

“ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัวก่อน ผมมีชั่วโมงสอนครับ” บุรฉัตรตัดบท ก้มตัวลงอำลา แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ก้าวเดิน ชายวัยกลางคนก็จับแขนเขาไว้

“เดี๋ยวครับ ผมมีอีกเรื่องที่อยากคุยกับคุณ ขอเวลาไม่นาน”



Don`t copy text!