ภาพภพ บทที่ 28 : เล่นเพื่อน!

ภาพภพ บทที่ 28 : เล่นเพื่อน!

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

แม้จะเพียงย่ำค่ำ แต่ความมืดก็มาเยือนเร็วกว่าที่เคย เหมันตกาลสยายปีกเย็นยะเยือกโอบคลุมไปทั่วพระนคร ชาวสยามในยามนี้ ต่างพากันปิดประตูอยู่แต่ในเคหสถาน หลบเลี่ยงไอหนาวดุจคมมีดกรีดผิวกาย ถนนหนทางเคยคลาคล่ำด้วยรถม้า รถลากและผู้คนสัญจร กลับกลายเป็นเงียบสงัดราวโลกสนธยา

แต่ภายในรั้วบ้านรามภูดิศ ล้อมรอบด้วยความมีชีวิตชีวา ทั่วบริเวณสว่างไสวด้วยแสงไฟ แต่งแต้มบรรยากาศให้รื่นรมย์ด้วยเสียงเพลงแผ่วหวานและเสียงพูดคุยของแขกในงานเลี้ยง ลานกว้างหน้าบ้านจัดตกแต่งสวยงาม ชุดโต๊ะพร้อมเก้าอี้ ปูผ้าจับจีบตั้งเรียงรายโดยรอบ ตะเกียงหลายดวงแขวนลดหลั่นไล่เรียงตามกิ่งก้านต้นไม้ เหลืองวอมแวมเป็นจุดพร่างพราวใต้เงามืดของพุ่มพฤกษ์

ภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ ตรึงในกรอบไม้สลักเสลาลวดลายเข้มขลังตั้งเด่นบนขาหยั่ง วางอยู่กลางลานหน้าตึก ใกล้กันนั้น มีผืนผ้าใบล้อมกรอบขนาดย่อมอีกหนึ่งภาพตั้งคู่กันอยู่ ทั้งสองชิ้นคือภาพวาดพระยารามภูดิศ ในอิริยาบถและเครื่องแต่งกายเหมือนกันราวกับเป็นภาพเดียวกัน เรียกความสนใจให้ผู้มาร่วมงานต่างยืนรายล้อมชื่นชม ประมุขของบ้านดูสง่าภูมิฐานในชุดสูทแบบเดียวกันกับในภาพวาด เดินทักทายแขกเหรื่อด้วยสีหน้าปลื้มปิติ

“ภาพวาดท่านเจ้าคุณงดงามจริงขอรับ เหมือนเสียจนคิดว่าท่านจำแลงกายลงไปอยู่ในภาพเสียอีก” ข้าราชการผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกล่าวสัพยอก จุดยิ้มกว้างขึ้นบนใบหน้าเจ้าของบ้าน

“ต้องยกความดีให้กับฝีมือของนายช่างจิอานโน” ผู้ถูกกล่าวชมยกมือขึ้นแตะต้นแขนชายหนุ่มสวมชุดสูทสีเทาอมฟ้าCobalt ดูเด่นสะดุดตาซึ่งยืนอยู่ไม่ห่างนัก

“เห็นทีคงต้องขอให้นายช่างวาดรูปให้ฉันสักรูปแล้วกระมัง” ชายสูงวัยผิวคล้ำ ไว้ผมรองทรงหวีเรียบแปล้ สวมเสื้อราชปะแตนสีเขียวขี้ม้า เอ่ยภาษาอังกฤษอย่างสำเนียงชาวสยาม

“ด้วยความยินดีครับ” นายช่างหนุ่มน้อมตัว ก้มศีรษะรับคำขอ

“แต่คงต้องหลังจากรูปฉันแล้วเสร็จเสียก่อนนะคุณพระ เพราะตาของฉันต่อจากท่านเจ้าคุณ” ชายกลางคนผิวขาว ร่างท้วม หน้าตาเชื้อสายจีน สวมเสื้อถังจวง (1) เนื้อแพรสีน้ำตาลเข้มเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

“เจ้าสัวจับจองไว้ตั้งแต่รูปฉันยังไม่ทันเริ่มวาดด้วยซ้ำ ถ้าคุณพระจะขอ คงต้องทุ่มเบี้ยเทอัฐให้หนักหน่อยละกระมัง” ท่านเจ้าคุณเอ่ยเป็นเชิงหยอกล้อ เรียกเสียงหัวเราะจากวงสนทนาดังเกรียว

เสียงเกือกม้าชะลอลงตรงหน้าประตูใหญ่ ชายคนหนึ่งก้าวลงจาถรถม้าเปิดประทุน แล้วเดินตรงเข้ามาในบริเวณงาน รูปร่างโปร่งในเสื้อราชปะแตนสีขาว นุ่งโจงกระเบนสีเข้ม สวมถุงน่องรองเท้า ใบหน้าแบบหนุ่มสยามอาบรอยยิ้มมาแต่ไกล

“กระผมนึกว่าคุณหลวงจะไม่มาเสียแล้ว” พระยารามภูดิศหันไปเอ่ยทัก พร้อมรับไหว้แขกผู้มาใหม่

“ท่านเจ้าคุณออกปากเชิญด้วยตัวเอง กระผมก็ต้องมาสิขอรับ” บุรุษวัยต้นสามสิบเอ่ยตอบ ดวงตาฉายแววอบอุ่นเป็นประกาย ผมรองทรง หวีแสกกลางนั้น หยักศกและดำเป็นมัน ดูแปลกต่างจากชาวสยามหลายคนที่มีเส้นผมตรง กรอบหน้ารูปเหลี่ยมดูอิ่มเอิบด้วยรอยยิ้ม

“ฉันขอแนะนำหลวงสรลักษณ์ลิขิต (2) ท่านเป็นช่างเขียนประจำราชสำนัก เป็นคนวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ของในหลวงหลายพระองค์” ท่านเจ้าคุณเอ่ยแนะนำแขกมาใหม่กับทุกคน แล้วหันมาหาจิอานโน เอ่ยแนะนำกับหลวงสรลักษณ์ลิขิต  “ส่วนท่านนี้ จิอานโน เวอร์ราชิโอ นายช่างเขียนจากอิตาลี คนที่วาดรูปฉันรูปนี้” ท้ายประโยคผายมือไปยังรูปวาดในกรอบบนขาหยั่ง คุณหลวงช่างเขียนราชสำนักก้าวเข้าไปยืนมองครู่หนึ่ง แล้วหันไปเอ่ยกับจิอานโน

“สมแล้วที่นายช่างเซซาเร (3) เอ่ยถึงท่านอยู่บ่อยครั้งว่าเป็นคนเก่ง ฝีมือดี” ผู้ถูกชมก้มศีรษะรับอ่อนน้อม

“แล้วภาพนี้เล่า ใครเป็นคนวาด” หลวงสรลักษณ์ลิขิตเอ่ยถามขึ้นมา ขณะมองภาพในผืนผ้าใบอีกภาพซึ่งอยู่ใกล้กัน

“ฝีมืออ้ายทับ ศิษย์เอกของนายช่างน่ะคุณหลวง” พระยารามภูดิศตอบเสร็จ หันไปชะเง้อมองพลางร้องเรียก “อ้ายทับ เอ็งอยู่ไหน”

“บ่าวอยู่นี่ขอรับ”  เสียงตอบรับจากด้านหลัง พร้อมกับเด็กหนุ่มเดินเข้ามาทรุดตัวนั่งลงกับพื้น

“อ้าว! ลุกขึ้นๆ” ท่านเจ้าคุณเสียงดัง “ไปนั่งบนพื้นให้เสื้อผ้าเปื้อนทำไมเล่า ตอนนี้เอ็งไม่ได้เป็นบ่าวแล้ว ข้ายกตำแหน่งให้เอ็งเป็นผู้ช่วยงานนายช่างแล้วกันนะ”

“เป็นพระคุณยิ่งของชีวิตบ่าวขอรับ” ทับหัวใจพองโตเมื่อได้ยิน ยันกายลุกขึ้นยืนข้างจิอานโน แต่ยังค้อมหลังนอบน้อม

“เออแน่ะ! ข้ายกให้เอ็งเลิกเป็นบ่าวแล้ว แต่เอ็งก็ยังขานตัวว่าบ่าวอยู่นั่น” ท่านเจ้าคุณเอ่ยกลั้วหัวเราะ

“กระ..ผมจะไม่ลืมพระคุณของท่านเลยขอรับ” ทับยังรู้สึกประดักประเดิดด้วยไม่คุ้นกับการขานตัวเองเช่นนี้ แต่ก็อุ่นใจและเป็นสุขเมื่อสัมผัสถึงมือเอื้อมมาแตะไหล่แผ่วเบา ครั้นเงยหน้าขึ้นมองจึงพบรอยยิ้มอบอุ่นรออยู่แล้ว

“ฉันยินดีด้วยนะทับ” จิอานโนบอก พลางพยักหน้านุ่มนวลอย่างให้กำลังใจ

“อ้ายทับฝีมือเข้าทีเทียวละขอรับ ถ้าได้ฝึกฝนอีกนิด จะเก่งมากเลยทีเดียว” หลวงสรลักษณ์ลิขิตบอกกับท่านเจ้าคุณ ก่อนจะหันไปหาทับ “โชคดีแล้วที่ได้มาอยู่ใกล้คนเก่ง ยิ่งมีโอกาสได้ฝึกฝนเรียนรู้จากเขา นับว่าเป็นบุญยิ่ง ฝึกมือให้เก่งไว้เถิด วันข้างหน้าจะได้เข้าไปรับราชการ รับใช้ในหลวงท่านนะ”

เด็กหนุ่มดีใจจนพูดไม่ออก ยิ่งได้ยินเสียงของพระยารามภูดิศเอ่ยสำทับ ยิ่งตื้นตันใจจนน้ำตาคลอ

“ฉันก็คิดไว้เช่นนั้น อย่างไรเสียก็ขอฝากฝังอ้ายทับมันไว้สักคนเถิดนะคุณหลวง”

ทุกอิริยาบถ ทุกถ้อยคำสนทนา ไม่อาจหลุดรอดจากการสังเกตของวาดไปได้ หญิงสาวยืนอยู่ในกลุ่มภริยาข้าราชการ แม้จะแสร้งพาที แต่สายตาและโสตประสาทกลับจดจ่ออยู่กับบิดาของตนและจิอานโน ความรู้สึกร้อนรุมในอกต้องถูกเก็บกดไว้ เมื่อเห็นชายหนุ่มยกมือขึ้นแตะไหล่เด็กหนุ่มที่ตนเกลียดชัง อยากเข้าไปทักทายนายช่างหนุ่ม แต่มองจากท่าทีเมินเฉยแล้วไม่กล้า เรื่องราวในเรือนพักริมคลอง คงทำให้จิอานโนโกรธเคืองอยู่ไม่น้อย ราวกับผีซ้ำด้ำพลอยให้วาดต้องทุกข์ระทมลงไปอีก เมื่อเสียงพระยารามภูดิศเอ่ยดังขึ้น

“แม่มุก แม่วง ฉันก็มัวแต่มองหาอยู่ว่าไปซ่อนตัวเสียที่ไหน เพิ่งมาถึงรึ”

วาดร้อนวูบเมื่อเหลียวไปมองสตรีสองคนในเครื่องแต่งกายงดงามก้าวเข้ามาในลาน ผู้เป็นป้านำหน้า แต่สายตาวาดจับนิ่งไปยังพี่สาวตน นึกอิจฉาใบหน้าซึ่งแม้จะเหมือนตนเป็นพิมพ์เดียว แต่เครื่องสำอางแต้มแต่งทำให้ใบหน้านั้นคมหวานละมุนตา วาดเพิ่งสังเกตเห็น ผมของวงซึ่งเคยหวีเสยยกตั้งและปลายผมด้านหลังสั้นเคลียท้ายทอย บัดนี้กลับปล่อยสยายเพียงคอ ดูแตกต่างไปจากคนเดิม วงสวมเสื้อทรงเข้ารูปเนื้อแพรสีเขียวหม่น สอดลายดอกไม้ในเนื้อผ้า ระบายลูกไม้ตรงคอตั้งสูงและปลายแขน แต่ที่สะดุดตาคือผ้าสไบซึ่งห่มเฉียงพาดไหล่ซ้าย ตรึงตรงหัวไหล่ด้วยเข็มกลัดรูปไข่ เป็นอัญมณีสีแดงก่ำล้อมด้วยเพชร สีจำปาแดงของผืนสไบ ช่างบาดตาบาดใจจนต้องกำมือแน่นเพื่อสะกดอารมณ์ร้อนรุม วาดจำได้แม่นยำว่าคือผ้าที่จิอานโนเอามาฝากวง เธอจ้องมองอย่างลืมตัว ยอมรับว่าคืนนี้พี่สาวตน ดูงดงามโดดเด่นกว่าใคร ยิ่งอยากกรีดร้องให้สุดเสียง เมื่อเห็นสายตาของจิอานโนซึ่งทอดมองมายังวง เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง

“ฉันขอให้พี่มุกมาดูแลเครื่องฝาหรั่งในงานนี้โดยเฉพาะเลย กับข้าวบนโต๊ะฝีมือเขาทั้งนั้น” พระยารามภูดิศบอกเมื่อผู้เป็นพี่สาวเดินเข้ามาในวงสนทนา

“พอดีอีฉันต้องมาคุมเครื่องในวังที่จะมาออกร้านในงานฤดูหนาว ก็เลยถือโอกาสมาดูแลอาหารให้พ่อมั่นเขาด้วย” สตรีกลางคนยิ้ม หันมาทางหลานสาว “แม่วงเองก็มีฝีมือ ได้เขามาช่วย ก็เบามือไปโข”

“จะถามอยู่ทีเดียวว่าใครเป็นแม่ครัว คุณมุกทำอาหารได้อร่อยเหลือเกิน รสชาติไม่เลี่ยนอย่างของฝาหรั่งแท้ แต่กลมกล่อมถูกปากฉันนัก” ชายสูงวัย ท่าทางภูมิฐานเอ่ยชม

“อิฉันก็เอามาดัดแปลง ลดพวกเครื่องปรุง ใส่จำพวกนมเนยให้น้อยลง เติมแต่งรสให้เข้มขึ้นแบบคุ้นลิ้นคนสยามเจ้าค่ะท่านเจ้าคุณ” พี่สาวท่านเจ้าคุณตอบ ยิ้มอิ่มใจในคำชื่นชม

“คุณหลวงต้องลองลิ้มรสดูบ้าง ฝึกไว้ให้คุ้นลิ้นชินปากเสียก่อน แว่วว่าในหลวงจะให้ตามเสด็จประพาสเมืองฝาหรั่งมิใช่รึ” พระยารามภูดิศหันไปพูดกับหลวงสรลักษณ์ลิขิต

“ขอรับท่านเจ้าคุณ” คุณหลวงช่างเขียนเอ่ยตอบ “เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งแล้วในชีวิตของกระผมที่ได้ตามเสด็จ พระองค์ท่านอยากให้ไปเรียนรู้การวาดภาพเพิ่มเติมจากเมืองฝาหรั่งขอรับ”

ความสนใจของวาดหมดลง เมื่อสายตาเหลือบไปมองเห็นใครคนหนึ่งคุ้นตาเดินอยู่ในเงาสลัว ไกลออกไปตรงทางเดินซึ่งจะพาไปสู่ศาลาริมน้ำ หญิงสาวขอตัวจากวงสนทนา เร่งเดินตรงไปที่นั่นทันที

ความเงียบจับคู่ความสลัวทึมครองบรรยากาศโดยรอบของศาลา ผิวน้ำในคลองราบเรียบคล้ายถูกสะกดไว้ให้นิ่งสนิท ลำพูยืนต้นนิ่งไม่ไหวติง ไร้แม้กระผีกพลิ้วของสายลมพัดผ่าน เห็นเพียงแสงหิ่งห้อยประปรายเท่านั้นที่บ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวของชีวิต วาดยืนอยู่บนลานปูน ลังเลที่จะก้าวลงบันได เหลียวมองไปโดยรอบ แต่ไม่เห็นเงาของใครสักคนที่นี่ จึงตัดสินใจหันหลังเดินกลับ

“อุ้ย!” วาดอุทานเมื่อรู้สึกถึงแรงดึงแขนจนเซถลา มือแข็งกร้านปิดปากแน่นก่อนเสียงกรีดร้องจะหลุดออกมา

“ฉันเอง” เสียงห้าวคุ้นหูกระซิบแผ่วเบา มือซึ่งปิดปากไว้คลายออก ธิดาท่านเจ้าคุณถอนใจโล่งอก หันหน้ามาประจันด้วยความอยากรู้

“พ่อเอื้อ” หญิงสาวอุทานด้วยความดีใจเมื่อเห็นชัดว่าคือคนที่ต้องการพบ แต่เพียงชั่วประเดี๋ยว ความโกรธระคนน้อยใจกลับกลืนกลบความยินดีไปสิ้น ถ้อยคำตัดพ้อพรั่งพรูอย่างไม่อาจอดกลั้น “ไปอยู่ที่ไหนมาพ่อเอื้อ ปล่อยให้ฉันต้องผจญกับความทุกข์เข็ญเพียงคนเดียว รู้รึไม่ ฉันทั้งกลัว ทั้งว้าวุ่นแทบไม่เป็นอันกินอันนอน”

“ฉันอยากมาหาแม่วาดนะ แต่ฉัน..” สีหน้าเคร่งเครียด บวกการถอนใจหนักหน่วง สร้างความเคลือบแคลงขึ้นในใจวาด เขม้นมองชายหนุ่มนิ่งนาน ที่สุดจึงตัดสินใจถาม

“เรื่องอีเผื่อน เป็นฝีมือพ่อเอื้อใช่รึไม่” ขุนเอื้อไม่ตอบ เบือนหน้าหลบไปอีกทาง แต่วาดรู้ทางกล่อม “บอกฉันมาเถิด อย่างไรเสีย ฉันกับพ่อเอื้อก็ใช่อื่นไกล ฉันรู้ว่าพ่อเอื้อมีเหตุที่ต้องทำเช่นนั้น” ผู้ถูกถามหันมาสบตา แววกังวลปนขุ่นเครียดฉายชัด ไม่ต่างจากน้ำเสียง

“จะให้ฉันทำเช่นไรเล่าแม่วาด..” ชายหนุ่มหยุดระบายลมหายใจหนักหน่วง “คืนนั้น อีเผื่อนมันเห็นฉันลงมาจากห้องแม่วาดพอดี” คำของขุนเอื้อทำให้ผู้ฟังอ้าปากค้าง คาดไม่ถึงว่าความลับซึ่งเก็บงำไว้เนิ่นนานและเชื่อมั่นว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้ กลับถูกจับได้ ซ้ำเรื่องราวซ่อนเร้นยังไปตกอยู่ในมือของผู้ซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อกัน

“แต่..ไม่น่าถึงกับต้องฆ่าแกงกันเลยนี่” วูบหนึ่งที่หัวใจธิดาท่านเจ้าคุณเกิดอาการหม่นเศร้า ตระหนักในใจตนว่า ต่อให้เกลียดชังจนอยากจะฆ่าให้ตายคามือ แต่ก็เป็นเพียงความคิด ไม่กล้าที่จะกระทำให้เป็นจริงตามใจนึกเลยสักครั้ง

“แม่วาดจะปล่อยให้มันเที่ยวป่าวร้องไปทั่วอย่างนั้นรึ  ตรองดูสิ ถ้าความถึงหูท่านเจ้าคุณ งานการของฉันต้องจบสิ้น ถ้าเมียฉันรู้ ครอบครัวฉันก็ป่นปี้ คนจะได้ลือกันไปทั้งพระนคร ชื่อเสียงเสียหายไม่เหลือดี แล้วจะให้ฉันทำกระไรได้เล่า”

วาดชะงักงัน ความน้อยใจผุดขึ้นมาในความรู้สึก ทุกถ้อยคำของขุนเอื้อ บ่งบอกถึงความห่วงแต่ตัวเอง ไม่มีตนเกี่ยวข้องอยู่ในความกังวลนั้นเลยแม้แต่น้อย

“ฉันนึกสงสัยแต่แรกแล้วว่าต้องเป็นพ่อเอื้อ” วาดข่มอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจลงไป เอ่ยต่อด้วยหวังว่าชายหนุ่มจะมองเห็นถึงความห่วงใยที่ตนมีให้บ้าง “โชคยังดี อีเขียบวิ่งมาบอกฉัน ก่อนที่เจ้าคุณพ่อจะไปถึง พ่อเอื้อรู้ไหม ฉันต้องฝืนใจเพียงใด เมื่อต้องเดินเข้าไปใกล้ต้นขนุนนั่น..เพื่อเอาทองไปทิ้งพรางไว้ เพื่อใส่ความ…คนนั้น” วาดไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยชื่อคนตาย เพียงแค่นึกถึงยังขยาดนักหนา “ฉันอยากให้เจ้าคุณพ่อไพล่คิดไปอีกทาง โดยไม่สงสัยใคร”

ขุนเอื้อยืนฟังนิ่ง วาดมองท่าทีไม่ออกว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ จึงเอื้อมมือไปจับมือชายหนุ่มไว้

“เลิกกังวลได้แล้วพ่อเอื้อ หลวงเขามาสอบสวนแล้ว ไม่เห็นข้อสงสัยอะไร อีกอย่าง ฉันก็ยืนกรานมั่นเหมาะว่ามันลักของของฉันไปจริงๆ เรื่องจึงเงียบไป”

“ฉันก็กบดานเงียบไปสักพัก ไม่อยากมาให้เห็นพิรุธ”

วาดห้ามความขุ่นมัวที่ก่อตัวขึ้นในอารมณ์อีกครั้งไม่ได้ สะบัดมือออก หันไปอีกทาง เอ่ยเสียงเหยียดหยัน

“ก็เพราะมัวแต่กบดาน รู้บ้างไหมว่าอ้ายทับมันไปถึงไหนแล้ว เดี๋ยวนี้มันเก่งขึ้นโขเทียวละ เจ้าคุณพ่อก็คอยเสริมส่งมันอยู่ อีกหน่อยเถิด มันคงได้เข้าไปทำงานในวังหลวงไปเป็นใหญ่เป็นโต พ่อเอื้อคงได้ยกมือไหว้มันเข้าสักวันปะไร”

“ไม่มีวันเสียละ ฉันจะไม่ยอมให้อ้ายทาสสถุลนั่นได้ดิบดีเป็นแน่ คอยดูเถิด” ดวงตาชายหนุ่มวาววามในความสลัวขณะเค้นเสียงลอดไรฟัน

“ฉันก็เกลียดมันไม่น้อย เพราะมันนั่นแหละ ทำให้จิอานโนรังเกียจฉัน ไม่พูดไม่จากับฉัน” สีหน้าเรียบเฉยของจิอานโนยามพบหน้า ท่าทีหมางเมินราวไม่เคยรู้จักกัน ตีคลื่นความเคืองแค้นให้ขุ่นขึ้นมาในห้วงอารมณ์วาดอีกครั้ง

“ฉันมีเรื่องใคร่จะเตือนแม่วาด” ขุนเอื้อบอกเสียงจริงจัง

“เรื่องอะไรรึ” วาดหันมามอง คาดคิดในใจไว้ว่าคงเป็นเรื่องของจิอานโน บางทีขุนเอื้ออาจจะเกิดความหวงตนขึ้นมา

“เรื่องอีเขียบ” ขุนเอื้อหยุดพูดไปครู่หนึ่ง หรี่ตามองคนฟัง “ฉันรู้ว่ามันอยู่รับใช้แม่วาดมานานจนเธอเชื่อใจมันสนิท แต่กระนั้น ก็อย่าไว้วางใจมันมากนัก”

“มีอะไรรึ เหตุใดพ่อเอื้อถึงเกิดคลางแคลงมันขึ้นมา” วาดนึกสงสัย เพราะที่ผ่านมา ขุนเอื้อไม่เคยใส่ใจบ่าวคนสนิทของตน ไม่เคยแม้แต่จะพูดจากันเพียงสักครั้ง

“แม่วาดรู้รึไม่ อีเขียบมันเล่นเพื่อนกับอีเผื่อน” ขุนเอื้อพูดโพล่งออกมาทันทีเมื่ออีกฝ่ายสิ้นสุดคำพูด

“คุณพระ!” วาดอุทาน ตกใจแทบสิ้นสติ แม้จะรู้อยู่แล้วว่าเขียบมีใจเอนเอียงชอบพอเพศเดียวกัน แต่นึกไม่ถึงว่าบ่าวคนสนิทจะหาญกล้ากระทำสิ่งต้องห้ามแสนบัดสีเช่นนั้น ซ้ำคนที่ไปเกี่ยวพันคือเผื่อน ซึ่งเป็นคนโปรดของเจ้าคุณพ่อของตน เสียงถามต่อจากนั้นจึงสั่นเครืออย่างระงับไม่อยู่ “แล้วพ่อเอื้อรู้ได้อย่างไร”

“คืนหนึ่งที่ฉันลงมาจากห้องแม่วาด ได้ยินเสียงคนคุยกัน จึงแอบย่องไปดู ฉันเห็นอีสองคนนั่นยืนกอดพลอดรักกันอยู่หน้าเรือนของอีเผื่อน”

วาดกำลังจะอ้าปากถามต่อ แต่มือขุนเอื้อไวกว่า ยกขึ้นปิดปากหญิงสาวไว้ก่อนเสียงจะหลุดลอดออกมา ชายหนุ่มยกนิ้วชี้อีกข้างขึ้นแตะริมฝีปากเป็นเชิงให้เงียบ เหลียวมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง เพียงครู่จึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงค่อนข้างดังกว่าก่อนหน้านี้

“ไปกันเถิดแม่วาด เธอหายมานานแล้ว ประเดี๋ยวคนจะสงสัย” กล่าวจบก็รุนหลังวาดให้ออกเดิน แม้จะยังสงสัยในท่าทีของชายหนุ่ม แต่ก็จำยอมก้าวไป จนลับหายไปในความสลัวทางหน้าเรือน

ท่ามกลางความมืด ร่างหนึ่งค่อยๆยืดตัวขึ้นจากหลังพุ่มแก้วซึ่งปลูกขนานเป็นแนวยาวไปกับตัวอาคาร เงาตะคุ่มชะเง้อไปมองจนแน่ชัดว่า ขุนเอื้อและวาดจากไปแล้วจริงๆ

หิ่งห้อยบินโฉบมาเป็นกลุ่ม สาดแสงนวลกระจายจับร่างล่ำสัน ทั้งที่อากาศหนาวเยือกแต่ใบหน้าเขียบกลับชุ่มโชกด้วยเหงื่อ สายตาสอดส่ายซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง แต่เมื่อเห็นว่าปลอดภัยบ่าวคนสนิทของวาดจึงระบายลมหายใจออกมายืดยาว ไล่ความอึดอัดออกไปจนสิ้น ยกมือปัดเนื้อตัว แล้วค่อยเดินเลาะผนัง อ้อมไปทางหลังเรือนอย่างรวดเร็ว

ถ้ามันจะเฉลียวใจสักนิด หันมามองด้านหลังอีกครั้ง จะเห็นเงาดำของคนสองคนเดินออกมาจากมุมตึก

“เป็นอีเขียบจริงเสียด้วย” วาดเอ่ยคล้ายรำพึง มองตามไปด้วยแววตาวาวโรจน์

 

พะยอมหน้าเรือนใหญ่เริ่มสลัดใบร่วง ดอกสีขาวนวลผลิพราวสะพรั่งทั่วทั้งต้น รวยรินกลิ่นหอมยวนใจฟุ้งไปทั่ว ยามลมหนาวโชยแตะเพียงนิด ดอกก็ร่วงพรูกระจายลงบนพื้นจนขาวพร่าง

ทั่วลานกว้างยังไม่สว่างนัก ด้วยฤดูหนาว อรุณจะเบิกฟ้าช้ากว่าที่เคย วงนั่งเก็บดอกขาวสะอาดใส่จนพูนตะกร้า กระชับผ้าคลุมเนื้อหนาปิดไหล่และคอกันอากาศเย็นเยือกยามเช้าตรู่ เมื่อได้ดอกไม้จนพอใจ จึงลุกขึ้น ขยับจะก้าวเดิน อดไม่ได้ที่จะชะเง้อมองไปหลังตึกใหญ่ หวังว่าจะเห็นร่างสูงสง่า โผล่มาจากมุมตึกเช่นเคยเห็นเป็นนิจ แต่ก็จำต้องกลับเข้าเรือนพร้อมความผิดหวัง เท้าซึ่งกำลังย่างก้าว ต้องหยุดชะงัก เมื่อแว่วเสียงเรียกแผ่วเบาจากหลังพุ่มไม้

“แม่วง”

หัวใจพลันพองโตขึ้นราวกับสูบลมเข้าไป ตามด้วยหวามไหวในอารมณ์เมื่อมองเห็นใบหน้าคมสันโผล่มาจากพุ่มแก้ว รอยยิ้มของชายหนุ่มดุจแสงสว่าง จุดวาบขึ้นในความสลัวยามนี้ วงเหลือบซ้ายแลขวา ตอบกลับเสียงแผ่ว

“ไปทำอะไรที่นั่นนายช่าง ประเดี๋ยวมดแมงก็กัดเอาหรอก”

“ฉันจะมาชวนแม่วงไปเที่ยวงานฤดูหนาวคืนนี้ แม่วงจะขัดข้องไหม” วงยกมือขึ้นปิดปาก กลั้นยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าของจิอานโน ขบขันในสายตาซึ่งเหลียวมองอย่างระแวดระวังราวกับกำลังทำสิ่งผิดมหันต์

“ฉันยังบอกไม่ได้ ต้องไปถามคุณป้าเสียก่อน เพราะถึงอย่างไร ฉันต้องไปอยู่ที่ร้านในงานอยู่แล้ว” วงเอียงกายเข้าไปกระซิบบอกพร้อมยิ้มกว้าง “ฉันจะเอาดอกไม้นี่ไปไว้ในเรือนก่อนนะ ประเดี๋ยวจะกลับมาเก็บอีก”

“เช่นนั้น ให้ฉันไปช่วยเก็บได้ไหม” จิอานโนทำตาละห้อย แสร้งทำเสียงออดอ้อนเหมือนเด็กน้อย วงหัวเราะอย่างกลั้นไม่อยู่ก่อนจะเดินลิ่วจากไป

อรุณเริ่มฉายแสงเหลืองอ่อนกระจายทั่วผืนฟ้า บนลานกว้างอวลกรุ่นด้วยกลิ่นพะยอม แต่คงพ่ายต่อกลิ่นหอมหวานของความสุขซึ่งอวลอยู่รอบกายจิอานโนกับวงในยามนี้

“แม่วงเก็บดอกไม้นี่ไปมากมายทำไมรึ” จิอานโนหยิบดอกสีขาวนวลขี้นมาเพ่งพิศ ได้กลิ่นหอมอ่อนโชยแตะจมูก

“คุณป้าให้ฉันเก็บเอาไปทำกับข้าวได้หลายอย่าง ที่เหลือก็เอาไปตากให้แห้ง ใช้ปรุงเป็นยาแก้ลมได้ดีเทียวละ” วงตอบขณะมองพื้น มือง่วนกับการเก็บดอกไม้ใส่ตะกร้า

“แม่วง” เสียงทุ้มนุ่มหูเรียกให้วงต้องเหลือบตาขึ้นมอง

ภาพดวงหน้าหวานละมุนอาบแสงอุ่นยามเช้าที่ฉายกระทบ ขับผิวขาวนวลราวหินอ่อน ซับฝาดเรื่อตรงนวลแก้มให้เปล่งรัศมีฟุ้งกระจายออกมา ภาพนั้นตรึงจิอานโนให้จ้องมองนิ่งงันดุจโดนสะกด เอื้อมมือขึ้นแล้วยื่นดอกไม้ไปทัดไว้เหนือใบหูของหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว วงไม่อาจต้านทานแววตาคมกริบคู่นั้นได้ต่อไป จึงหลบตาลงมองต่ำด้วยความขวยเขิน

“มีอะไรรึนายช่าง” ธิดาท่านเจ้าคุณรู้สึกถึงเสียงสั่นเครือของตน ไม่อาจหยุดไอร้อนที่แผ่ซ่านทั่วร่างได้

“ฉะ..ฉัน” นายช่างหนุ่มได้สติ เอ่ยตะกุกตะกัก “ฉันจะบอกว่า แม่วง..เอ๊ย..ดอกไม้นี้งามเหลือเกิน”

ถ้อยคำของจิอานโนไม่ช่วยให้วงหายเขินอาย แต่กลับม้วนหน้างุดกว่าเดิม สองหนุ่มสาวต่างจมอยู่ในห้วงความเก้อเขิน เก็บดอกพะยอมใส่ตะกร้าเงียบเชียบอยู่ครู่ใหญ่ ที่สุด จิอานโนจึงเอ่ยขึ้น

“ฉันไม่อยากให้แม่วงเรียกฉันว่านายช่างอีกแล้ว”

วงค่อยๆเงยหน้าขึ้นมอง เอ่ยถามด้วยแววตาสนเท่ห์ “ทำไมรึ”

“ชื่อฉันยาวและขานยากเกินไป ฉันอยากมีชื่อแบบชาวสยามบ้าง แม่วงตั้งชื่อให้ฉันหน่อยได้ไหม”

“จิอานโน เอ.. ชื่ออะไรดีหนอ”วงตีหน้าครุ่นคิดอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะยิ้มออกมา “เจียน ชื่อนี้ดีไหมพ่อเจียน”

“เพราะจริง ฉันชอบชื่อนี้” นายช่างหนุ่มยิ้มกว้างอวดฟันขาว ดวงตาสีน้ำตาลอมเทาเป็นประกายวาววับ

“ฉันต้องกลับเข้าเรือนเสียที คุณป้าคงตื่นแล้วละ” วงใช้นิ้วเกลี่ยดอกไม้ในตะกร้า สอดมือเข้าหูหิ้วแล้วลุกขึ้นยืน

“ประเดี๋ยวสิ แล้วฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าแม่วงจะไปกับฉันคืนนี้” จิอานโนลุกขึ้นยืน อยากจะรวบมืออีกฝ่ายมากุม แต่ก็หักห้ามใจไว้ด้วยเห็นว่าไม่ควร

“ถ้าฉันไปได้ ฉันจะให้อ้ายทับเอาพวงมาลัยไปให้แล้วกันนะ” วงตอบแล้วออกเดินจนถึงประตูรั้วอาคารสีเหลืองอ่อน โดยมีจิอานโนตามไปไม่ห่าง ก่อนจะผ่านประตูหน้าเข้าไป หญิงสาวจึงหันกลับมา

“ฉันไปก่อนนะพ่อเจียน”

หัวใจนายช่างหนุ่มไหววูบ รู้สึกราวจะหลุดออกจากอกแล้วลอยตามร่างระหงไป ได้แต่ยืนเกาะขอบรั้ว ส่งเสียงร้องตามไป

“ฉันจะรอนะแม่วง”

 

เชิงอรรถ :

(1) เสื้อถังจวง เสื้อคอจีนดัดแปลงมาจากเสื้อนอกของชายในสมัยปลายราชวงศ์ชิง คอเสื้อตั้ง โดยเปิดคอเสื้อด้านหน้าตรงกลางไว้ แขนเสื้อและตัวเสื้อเป็นผ้าชิ้นเดียวกัน สาบเสื้อเป็นแนวตรงหรือแนวเฉียง กระดุมเสื้อเป็นกระดุมแบบจีนซึ่งประกอบด้วยเม็ดกระดุมที่ใช้ผ้าถักเป็นปมและห่วงรังดุม

(2) หลวงสรลักษณ์ลิขิต จิตรกรภาพเหมือนบุคคลชาวไทยคนแรก มีชีวิตอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2418-2501 เป็นศิลปินในราชสำนัก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

(3) เซซาเร แฟโร (Cesare Ferro) จิตรกร ชาวอิตาลีเดินทางเข้ามาสยาม ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๗ – ๒๔๕o ได้เข้ามาทำงานศิลปะถวายราชสำนักสยาม และเป็นผู้วาดพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 



Don`t copy text!