ภาพภพ บทที่ 29 : เที่ยวงานฤดูหนาว

ภาพภพ บทที่ 29 : เที่ยวงานฤดูหนาว

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

ทับตื่นเต้นจนกลืนข้าวแทบไม่ลง เมื่อทราบว่าจิอานโนจะพาตนไปเที่ยวงานฤดูหนาว เพราะตั้งแต่เล็กจวบจนเข้าวัยหนุ่ม ไม่เคยได้ย่างกรายออกจากบ้านรามภูดิศไปไหนในยามค่ำคืนเลยแม้แต่ครั้งเดียว เด็กหนุ่มนั่งมองชุดสูทพร้อมกางเกงขายาวที่เพิ่งจะได้เป็นเจ้าของครั้งแรกในชีวิต เฝ้าลูบคลำเนื้อผ้าหนานุ่มมือได้อย่างไม่รู้เบื่อ เฝ้าจินตนาการภาพตัวเองในเครื่องแต่งกายแบบฝาหรั่ง จนแทบไม่ได้จับพู่กันวาดรูปเลยทั้งวัน

รอยยิ้มแห่งความสุขจุดขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง เมื่อหวนนึกถึงช่วงเวลาเมื่อรถลากจอดลงตรงหน้าอาคารสีขาวหลังใหญ่ รูปทรงแบบตึกฝาหรั่งดูยิ่งใหญ่อลังการมากในสายตา ยังจำชื่อได้แม่นว่าคือห้าง ‘Ramsay’ สถานที่จำหน่ายข้าวของจากเมืองฝาหรั่ง ทับตื่นตาตื่นใจกับอาคารสองชั้น ภายในกว้างขวางโอ่โถง ตู้กระจกเรียงรายเป็นแนว ด้านในบรรจุสินค้ามากมายละลานตา

จิอานโนพาเขาท่องพระนครตั้งแต่ยามสายไปจนบ่าย ได้ชิมอาหารรสเลิศอย่างที่ไม่เคยลิ้มลองมาก่อน ได้พบเห็นผู้คนขวักไขว่ แต่งกายทันสมัย เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นรถยนต์รูปทรงแปลกตาแล่นสวนกันไปมาบนท้องถนนกว้าง ตึกรามบ้านช่องรูปทรงแบบตะวันตกเรียงรายไกลสุดตา

ความตื่นเต้นที่สะกดไว้ไม่ได้ ทำให้ทับชิงอาบน้ำแต่หัววัน สระผมแล้วลงน้ำมันตานี หวีผมเสยตั้ง แอบประพรมน้ำอบจนตัวหอมกรุ่น นั่งรอให้แสงตะวันลับขอบฟ้าด้วยความกระวนกระวาย นั่งมองชุดใหม่ไม่วางตา อยากสวมจนแทบรอไม่ไหว จิอานโนได้แต่แอบมองอยู่หลังผืนผ้าใบแล้วอมยิ้ม

“เธอเป็นผู้ช่วยของฉัน ควรแต่งตัวเสียใหม่ จะนุ่งผ้าซอมซ่อมอซอเหมือนเคย ไม่ได้แล้วนะทับ” จิอานโนบอกขณะผูกเนคไทให้ โน้มตัวมาขยับปกเสื้อให้เข้าที่ กลิ่นหอมอ่อนแสนคุ้นเคยโชยมากระทบจมูก ความรู้สึกอบอุ่นเป็นสุขอาบซ่านในหัวใจทับทุกครั้ง เมื่อได้ใกล้ชิดนายช่างหนุ่ม

อีกครั้งที่ต้องใจหายวาบ เมื่อจิอานโนเปลื้องเสื้อผ้าต่อหน้าตนเพื่อเปลี่ยนชุด อดไม่ได้ที่จะลอบมองร่างสูงโปร่ง งดงามสมส่วนด้วยกล้ามเนื้อหนั่นแน่น ใจเต้นตึกตักแทบจะล้นออกมานอกอก อารมณ์ประหลาดซึ่งก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พาไอร้อนครอบคลุมไปทั่วร่างคล้ายจับไข้ เป็นคำตอบชัดเจนแล้วในหัวใจของทับ ยิ่งนับวัน ยิ่งรู้สึกได้ถึงเกลียวเชือกแห่งความรักและผูกพัน รัดเขาไว้กับจิอานโนจนไม่อาจถอนคลายออกไปได้

ทับตื่นเต้นจนตัวสั่นเมื่อรถลากพามาถึงถนนกว้าง ด้วยอากาศเย็นเยือกยามค่ำระหว่างการเดินทาง บวกกับสถานที่ใหม่และบรรยากาศไม่คุ้นเคย อีกทั้งแสงไฟส่องสว่างราวกับกลางวันยิ่งทำให้ไม่มั่นใจ เหลียวมองไปรอบกาย เห็นผู้คนมากมายหลากหลายวัย ล้วนแต่งกายด้วยอาภรณ์งดงาม ทั้งแบบไทยและฝาหรั่ง ทุกคนมีสีหน้าชื่นมื่น เต็มไปด้วยรอยยิ้ม บ้างมาเป็นครอบครัวใหญ่ บ้างมาเป็นกลุ่มเพื่อน มีคู่หนุ่มสาวที่พอจะมองออกว่าเป็นคนรักกัน มาพร้อมผู้ติดตาม ด้วยธรรมเนียมชาวสยาม ถือว่าหญิงสาวจะออกนอกเคหสถานไปกับชายหนุ่ม ไม่ว่าในยามใด ควรมีผู้ติดตามดูแลเพื่อเลี่ยงคำครหาให้เสียหาย

จิอานโนเองก็ตื่นเต้นเพราะตั้งแต่เดินทางเข้ามาเมืองสยาม นอกเหนือจากงานเลี้ยงในบ้านรามภูดิศแล้ว ก็ไม่เคยได้มาร่วมงานยิ่งใหญ่เช่นนี้มาก่อน เขาตะลึงมองภาพอุโบสถวัดเบญจมบพิตรอาบแสงเหลืองเรืองรองดุจทองทา โดดเด่นตัดกับผืนฟ้าสีครามเข้มของราตรีกาล แลดูงดงามดุจเมืองสวรรค์  มองไปเบื้องหน้า แสงไฟจากบริเวณงาน วูบวาบพร่างพรายจับตาจับใจจนอยากจะเข้าไปเยือนโดยไม่รีรอ

เมื่อก้าวผ่านประตูทางเข้าของรั้วเหล็กสีแดงซึ่งล้อมรอบอาณาเขตงานเพื่อเข้าสู่บริเวณภายใน  เหมือนได้หลุดเข้าไปสู่เมืองซึ่งอบอวลด้วยความสนุกสนานรื่นเริง แว่วเสียงเพลงเสนาะหูกล่อมเกลาบรรยากาศให้รื่นรมย์ แสงไฟสว่างไสวส่องให้เห็นรอยยิ้มอาบบนใบหน้าผู้คนในอาภรณ์งดงามตระการตา ร้านมากมายจัดตกแต่งสวยงามน่าแวะชม เจ้าหน้าที่ประจำร้านต้อนรับด้วยรอยยิ้มแจ่มใส ร้านทั้งหมดเป็นของเจ้านายจากวังหลวง ข้าราชการและคนทั่วไป และแม้กระทั่งชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักในสยามก็พากันมาออกร้าน

“ไปถ่ายรูปกันเถิดทับ” จิอานโนเอ่ยชวนเมื่อแวะยืนตรงหน้าร้านหนึ่ง มีคนยืนออกันเพื่อรอใช้บริการ เพราะเป็นที่รู้จักกันว่าร้านนี้คือ ร้านถ่ายรูปหลวง ซึ่งชายหนุ่มทราบมาว่าเจ้าของร้านคือพระมหากษัตริย์ของสยาม

เมื่อก้าวเข้ามาแล้ว นายช่างหนุ่มรู้สึกชื่นชมภายในซึ่งจัดตกแต่งได้เป็นระเบียบ มีภาพถ่ายบุคคลหลายภาพติดโชว์เรียงรายบนผนัง ทั้งภาพเดี่ยวและภาพคู่ ฉากหลังถ่ายรูปคือภาพวาดสถาปัตยกรรมรูปทรงกึ่งสยามกึ่งตะวันตก ระบายไล่โทนสีได้อย่างงดงามกลมกลืน ของประกอบฉากคือเก้าอี้ไม้สลักลายตรงพนักพิงและเท้าแขน ตั้งบนพื้นซึ่งปูด้วยพรมเปอร์เซียทอลวดลายวิจิตร จิอานโนกับทับถ่ายภาพเสร็จ แล้วจึงรอรับภาพ ซึ่งมีการสร้างห้องสำหรับอัดล้างพร้อมสรรพ ภาพสำเร็จตรึงอยู่ในกรอบงดงาม จิอานโนยิ้มเมื่อเห็นทับเฝ้ามองภาพถ่ายด้วยแววตาเปี่ยมสุข

“ไปหาแม่วงกันเถิด จะได้ชวนแม่วงไปเดินเที่ยวกัน” คลื่นความหวามไหววูบขึ้นเป็นระลอก เล็กๆในความรู้สึกของทับ เมื่อได้ยินถ้อยคำของนายช่างหนุ่ม แต่ด้วยเจียมในวาสนาของตนอยู่เสมอ เด็กหนุ่มจึงตอบรับพร้อมรอยยิ้ม

“ไปสิขอรับ”

จิอานโนสะดุดตาทันทีเมื่อมองเห็นร่างระหงในเสื้อลายลูกไม้สีขาว สะพายแพรสีกลีบบัว ยืนยิ้มขณะตักขนมใส่ให้ผู้มาซื้อ ใกล้กันคือ มุกผู้เป็นป้ากำลังง่วนกับการจัดของ และมีสตรีวัยเดียวกันกับวงอีกสามคนช่วยกันอยู่หน้าร้าน หญิงสาวหันมาเห็นจิอานโน รอยยิ้มดูจะทวียิ่งขี้นไม่ต่างจากหัวใจของนายช่างหนุ่มที่พองฟูด้วยความยินดี เขาก้าวตรงไปที่นั่นทันที

“พ่อเจียน” วงเอ่ยทัก ก่อนจะเอียงคอมองอีกคนซึ่งหลบอยู่ข้างหลัง เอ่ยถามด้วยสงสัย “ใครรึนั่น พ่อเจียนพาใครมาด้วยรึ”

ทับยื่นหน้าออกมายิ้มขวยเขิน ยกมือไหว้วงทั้งที่ยังหลบอยู่ข้างหลังจิอานโน

“อ้าว ทับเองรึ ฉันก็นึกว่าใครที่ไหน แต่งแบบนี้ดูเก๋จริงเทียว” วงบอก มองหน้ากับแววตาใสซื่อของเด็กหนุ่ม แล้วให้นึกถึงตุ๊กตากระเบื้องเคลือบรูปเด็กชายที่เคยเห็นในวังหลวง ผู้ถูกชมยิ้มเขินอาย ก้มหน้างุดกว่าเดิม

“นี่ขนมสตาด ขนมฝาหรั่ง ฉันทำเอง มีแต่คนชมว่ารสดี ฉันอยากให้พ่อเจียนลองชิมดูบ้าง” วงยกถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวขนาดเล็กกว่าฝ่ามือ บรรจุขนมซึ่งมองผาดคล้ายขนมเปียกปูน แต่ผิวสีน้ำตาลไหม้ทำให้ดูแตกต่างจากขนมของชาวสยามทั่วไป  หญิงสาวยื่นอีกหนึ่งถ้วยให้ทับ “นี่ของทับ ลองชิมดูเถิด”

จิอานโนตักขนมเป็นคำเล็กเข้าปาก เนื้อขนมนุ่มเนียน หอมหวาน ทำให้หวนนึกถึงขนมอิตาลีที่ชื่อ Zabaglione ชายหนุ่มกลืนรสชาติอร่อยลิ้นก่อนช้อนตาขึ้นมอง

“หวานอร่อยจริงแม่วง” คนชิมเหลียวมองซ้ายขวาแล้วยื่นหน้าเข้าไปกระซิบ “แต่ฉันว่า ขนมก็ยังหวานสู้แม่วงไม่ได้ดอก”

วงหลบตาเขินอาย เลือดสูบฉีดผิวหน้าจนแดงเรื่อ มือจับของงกเงิ่น

“ผมจะขออนุญาตคุณป้าพาแม่วงออกไปเดินชมงานจะได้ไหมครับ ทับก็ไปด้วย มิได้ไปกันเพียงลำพังครับ” วงตั้งตัวไม่ทันกับคำเอ่ยขอของนายช่างหนุ่ม หันไปมองผู้เป็นป้าอย่างหวาดๆ ใจเต้นตึกตัก เกรงว่าคำขอจะถูกขัด แต่ก็ยิ้มออกมาได้เมื่อได้ยินเสียงตอบจากป้ามุก

“ไปเถิดนายช่าง แม่วงคงอยากออกไปเที่ยวแล้วกระมัง ป้าเห็นยืนชะเง้ออยู่นานสองนานแล้ว ฝากดูแลแม่วงด้วยนะพ่อ”

“จะดูแลอย่างดีที่สุดครับ” จิอานโนค้อมตัวลง ก้มศีรษะรับคำสตรีกลางคน

“ออกไปเที่ยวข้างนอกรั้วกันบ้างเถิดพ่อเจียน มีการละเล่นน่าชมมากมายเทียวละ ฉันอยากไปไหว้พระด้วย” วงเอ่ยชวน ดวงตาสุกใสกับท่าทีกระตือรือร้น มองคล้ายเด็กตัวน้อยตื่นเต้น นายช่างหนุ่มมองด้วยสายตาเอ็นดู

“เพลาบ้างแม่วง” ป้ามุกปรามเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของหลานสาว แต่สีหน้าอาบยิ้มละไม

 

อุโบสถใหญ่สีครามเข้มสูงตระหง่าน โดดเด่นท่ามกลางแสงจากเทียนไขพริบพรายรายรอบ แต้มแต่งบนผนังและหลังคาประปรายคล้ายลวดลายทองทา มองเห็นเหลี่ยมกระจกประดับบนหน้าบันและชายคาสะท้อนแสงดูวิบวับคล้ายเกล็ดเพชร สีดำของราตรีกาลบวกความหนาวเย็นล้อมรอบไว้ทั่วบริเวณ บรรยากาศเงียบเชียบด้วยห่างจากบริเวณจัดงานมาพอสมควร มีคนเพียงไม่กี่คนที่เข้ามาเพื่อนมัสการพระประธานแล้วเดินออกไป วงนำจิอานโนและทับเข้าไปกราบพระยังด้านใน หลังจากซื้อดอกไม้ธูปเทียนและทองคำเปลวจากคนขายตรงหน้าอุโบสถ

“พ่อเจียนคงไม่ถือโกรธฉันดอกนะ ที่ฉันพามาไหว้พระ” วงหันหน้ามามองหลังจากกราบพระเสร็จ กลิ่นหอมของควันธูปยังลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบกาย จิอานโนพิศแสงเหลืองนวลจับเสี้ยวใบหน้าหญิงสาว ดูงามจับตาราวกับภาพวาดของ Rembrandt

“ฉันเชื่อว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยุติธรรมเสมอ ไม่เคยเลือกที่จะอำนวยพรให้ ไม่ว่าผู้ขอพรจะเชื้อชาติใด เกิดในตระกูลสูงส่งหรือต่ำต้อย จะหน้าตาอัปลักษณ์หรืองดงาม”

“ฉันก็เชื่อว่าพระเจ้าของพ่อเจียน ท่านคงเข้าใจ” วงตอบรับ ยิ้มอ่อนระบายทั่วหน้า “บอกฉันได้ไหม พ่อเจียนอธิษฐานว่าอย่างไรบ้าง”

นายช่างหนุ่มหันมายิ้ม ดางตาสะท้อนแสงเทียนเป็นประกาย

“คำอธิษฐานเป็นสิ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงหัวใจคนให้เกิดความหวัง แต่ฉันไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของฉัน และไม่เคยคาดคิดว่าต้องเป็นเช่นไร แม่วงลองตรองดูสิ เด็กกำพร้าเช่นฉัน ไม่เคยคิดและหวังเลยว่า วันหนึ่งข้างหน้าจะได้เดินทางข้ามโลกมาไกลถึงเพียงนี้ ได้มาเยือนเมืองสยาม และได้มาพบกับแม่วง” รอยคิ้วขมวดอย่างคนสงสัยกับแววตาสนเท่ห์ของวง ทำให้ชายหนุ่มเอื้อมมือไปแตะหลังมือของอีกฝ่ายบนตักพลางว่า “ฉันขอพรให้ฉันพบกับความสุข ให้สมหวังและได้อยู่กับสิ่งหรือคนที่ฉันรัก” เพียงไม่กี่คำในประโยคสุดท้ายก็พาหัวใจผู้ฟังอิ่มเอิบ

“ทับล่ะ เธอคงอธิษฐานให้ได้พบกับสาวน้อยสักคนในงานนี้กระมัง” ถ้อยคำของวงหวังเพียงกลบเกลื่อนความเหนียมอาย และเพียงสัพยอกทับซึ่งนั่งเงียบ ให้รื่นเริงขึ้นบ้าง

“กระผมขอให้มีความสุขเช่นกันขอรับคุณวง”

ถ้อยความที่ตอบออกไปสวนทางกับคำอธิษฐานซึ่งรับรู้อยู่ในใจเพียงคนเดียว แม้ชาตินี้อาจจะมืดหม่น แต่ยังหวังว่า จิตซึ่งตั้งในคำภาวนาอาจจะช่วยให้แสงสว่างของความรักฉายมากระทบเขาบ้าง แม้ว่าจะเป็นชาติหน้าหรือชาติใดก็ตาม เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้หัวใจเด็กหนุ่มชุ่มชื่นขึ้นแล้ว

ทั้งสามเดินออกจากวัดมาสู่บริเวณที่เรียกว่า‘สำเพ็ง’ ตั้งอยู่บนถนนราชดำเนิน มองไปเห็นเป็นอาณาบริเวณกว้างสำหรับตั้งโรงมหรสพมากมาย แสงไฟสว่างไสว อีกทั้งเสียงเพลง เสียงอึกทึกครึกครื้นเรียกให้ผู้คนเข้าไปหาโดยไม่รีรอ

“ฉันอยากไปดูหุ่นทรงเครื่องและดูละครใน” วงบอก ชะเง้อมองตามกลุ่มคนที่กำลังเดินตรงไป “แว่วว่าคืนนี้ละครใน จะเล่นเรื่องอุณรุทเสียด้วยสิพ่อเจียน”

ทั้งสามเดินไปตามถนน ยิ่งเข้าใกล้ เสียงปี่พาทย์ระรัวทำนอง ยิ่งตามมาฉุดดึงให้เร่งฝีก้าวให้เร็วขึ้น วงแวะซื้อขนมไส้ไก่กับขนมโพรงแสมจากร้านเล็กที่วางขายก่อนเข้าเขตโรงมหรสพ ทับได้ลิ้มลองรสชาติกรุบกรอบหวานหอมของขนมไส้ไก่ จิอานโนโปรดปรานขนมโพรงแสม หอมน้ำตาลมะพร้าวหวานข้นที่โรยบนแป้งม้วนกรอบสีเหลืองทอง ทุกคนต่างเพลิดเพลินกับขนมเลิศรสจนไม่ทันสังเกตกลุ่มคนเดินสวนทางมา

“อ้าว! นายช่างมาเที่ยวงานด้วยรึนี่” เสียงห้าวแหบดังมาแต่ไกล จิอานโนมองเห็นขุนเอื้อเดินตรงมาพร้อมกับพรรคพวกอีกสองคน เมื่อเข้ามาใกล้จึงสังเกตเห็นใบหน้าชายหนุ่มแดงก่ำ ตาปรือเยิ้ม กลิ่นสุราฉุนกึกโชยมากระทบจมูก

“ไหนว่าจะกลับแล้วมิใช่รึแม่วาด ที่แท้ ก็เปลี่ยนใจมาเดินกับนายช่างนี่เองเล่า” นายช่างหนุ่มขยับตัวเข้ามากันร่างซึ่งกำลังตรงเข้ามาหาวง ใช้มือดันออกเบาๆ

“นี่แม่วง ไม่ใช่แม่วาด” ขุนเอื้อชะงักงุนงงด้วยไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ แต่หนึ่งในพวกกระซิบบอกข้างหู จึงปล่อยเสียงหัวเราะดังลั่น

“อ๊ะ! นายช่างนี่เก่งแท้ มองออกด้วยรึว่าคนไหนแม่วง คนไหนแม่วาด” เสียงขุนเอื้ออ้อแอ้ แต่พละกำลังยังไม่ลดถอย จิอานโนรู้สึกถึงแรงต้านหนักหน่วงที่โถมเข้ามาหา “ถ้าเป็นฉันนะ สวยปานนี้ ซ้ำยังเหมือนกันราวกับแกะ จะรวบเอาเสียทั้งสองคนเลยเทียว”

สายตาขุนเอื้อกวาดมามองทับซึ่งยืนหน้าตาตื่นอยู่ข้างหลังจิอานโน แล้วหัวเราะอย่างกลั้นไม่อยู่

“อ้าว! อ้ายทับ ข้าก็นึกว่าฝาหรั่งที่ไหน ที่แท้ก็ฝาหรั่งกรุด (1) นี่เอง”  ข้าราชการหนุ่มพูดเสียงดังลั่น ตบท้ายด้วยหัวเราะอย่างเหยียดหยัน “เอ็งนี่ริอ่านทำตัวโซ้ด (2)  เป็นบ่าวขี้ครอกอยู่ไม่กี่ชั่วยาม ชุบตัวกลายเป็นขี้ข้าฝาหรั่งได้ไวแท้” ถ้อยคำปรามาสพาให้ผู้คนรอบข้างหันมามอง บางคนมองทับอย่างเห็นขันพลางหัวเราะ บ้างก็ป้องปากนินทา ทำให้ทับเด็กหนุ่มอับอายจนแทบก้าวขาเดินต่อไปไม่ได้

“หยุดได้แล้วขุนเอื้อ” วงอดรนทนไม่ไหวต่อไป “เสียทีทำงานให้หลวง แต่กลับทำตัวเกเรไม่ต่างจากพวกขี้ยาโรงฝิ่น”

“อย่าปากดี ถือว่าเป็นลูกพระยานะแม่วง” ผู้ถูกต่อว่าหน้าแดงเข้ม ตาขวางด้วยเลือดโทสะสูบฉีด ยกนิ้วขึ้นชี้สั่นระริก ฤทธิ์น้ำเมาทอนความรู้สึกผิดชอบชั่วดีลงไปมาก นอกจากใจจะใหญ่คับอกแล้ว ฝีปากยังกล้าไม่กลัวเกรงสิ่งใด “น้องสาวเธอมิใช่รึ ที่ลดตัวลงมาเกลือกลั้วกับขี้เหล้าขี้ยาเยี่ยงฉัน เนื้อหนังทั้งตัว ฉันเห็นฉันลูบมาแล้วทั้งสิ้น” ความโกรธผลักให้ขุนเอื้อป่าวประกาศเสียงดังสนั่น คนเริ่มจับกลุ่มล้อมวงด้วยความอยากรู้

“หยุดปากพล่อยนะ” ธิดาท่านเจ้าคุณโกรธจนหน้าแดงก่ำ ถลันตัวออกมา เงื้อมือตบฉาดเข้าที่ใบหน้าคนปากสามหาว เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบวง ขุนเอื้อพุ่งปราดเข้ามา แต่ถูกร่างสูงกั้นขวางไว้

“ไม่ใช่เรื่องของมึง!” คนบันดาลโทสะผลักอกคนขัดขวางอย่างรุนแรง แล้วเหวี่ยงหมัดตามไปเสยเข้าปลายคางอย่างจัง จนนายช่างหนุ่มหงายหลังเซไปปะทะต้นไม้ใหญ่ข้างหลัง

“ว้าย!” วงกรีดร้อง ทับกัดฟันกรอด ความโกรธที่เห็นนายช่างถูกประทุษร้าย ทำให้เขากระโดดเข้าใส่ขุนเอื้อด้วยความลืมตัว แม้ร่างกายเด็กหนุ่มจะบอบบาง แต่การโถมน้ำหนักเข้าไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง ยังผลให้ร่างขุนเอื้อล้มลงหงายหลังกับพื้น โดยมีทับตามลงไปคร่อมอยู่เหนืออก เด็กหนุ่มรัวกำปั้น ทั้งทุบทั้งต่อยเป็นพัลวันพร้อมกับร่ำไห้ไปด้วย ผู้ที่อยู่ด้านล่างยกมือปัดป้องตัวเองสุดกำลัง

“อ้ายทาสถ่อย คิดจะสู้กูรึ!” ด้วยรูปร่างล่ำสันบวกกับแรงมากกว่า ขุนเอื้ออาศัยจังหวะใช้กำปั้นตบเข้าระหว่างตรงโหนกแก้มและกกหูเพียงผลัวะเดียว จนร่างซึ่งนั่งคร่อมปลิวหวือไปนอนแน่นิ่งบนพื้น

“ทีนี้ ก็ตามึงละอ้ายฝาหรั่งจังไร” ชายหนุ่มยันกายขึ้นยืน กัดฟันกรอด ตาขุ่นขวางตวัดมอง แล้วพุ่งกายเข้าไปหาเป้าหมาย จิอานโนสะบัดศีรษะไล่ความมึนงง เมื่อได้สติจึงสวนหมัดเข้ากึ่งปากกึ่งจมูกใส่ร่างที่กำลังถลันเข้ามาหา

“พลั่ก!” ร่างขุนเอื้อเหวี่ยงหมุนไปตามแรงหมัด แต่หยัดยืนได้ในเวลารวดเร็ว ยกมือขึ้นแตะจุดซึ่งโดนโจมตี สัมผัสถึงของเหลวคาวข้นไหลย้อย ยิ่งทวีความโกรธแค้นจนระงับไม่อยู่ เอื้อมมือไปยังชายพก ดึงบางสิ่งออกมาชูขึ้นล้อแสงวาววับ เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจดังระงมเมื่อเห็นมีดสั้นในมือชายหนุ่มกวัดแกว่งไปมา วงล้อมแตกฮือกระจัดกระจาย

“หยุดนะ!” เสียงหนึ่งดึงให้ขุนเอื้อชะงัก หันไปมองต้นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์

หลวงเปรื่องเดินปราดเข้ามาขวางระหว่างกลางพร้อมกับชายหนุ่มอีกสองคนหน้าตาขึงขัง เสื้อราชการติดอินทรธนูสีดำตรงหัวไหล่กับหมวกทรงหม้อตาลสีกากี ดึงสติข้าราชการหนุ่มกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งมองเห็นดาบปลายปืนซึ่งเหน็บกับเข็มขัดหนังสีดำ คาดเอวทับอยู่นอกเสื้อ ยิ่งสงบอารมณ์พุ่งพล่านได้ชะงัด

“กลับบ้านไปเสีย” หลวงเปรื่องเอ่ยเด็ดขาด สายตาจริงจังจับนิ่งที่หน้าคนซึ่งยืนก้มหน้า วงเองยังพิศวงกับท่าทางซึ่งต่างจากหลวงเปรื่องคนเดิม ที่ดูสุภาพอ่อนนน้อมมาตลอด

“แต่ อ้ายฝาหรั่งนี่มัน..” ถ้อยคำขุนเอื้อถูกขัดกลางคันด้วยเสียงเข้มเครียดของหลวงเปรื่อง

“ฉันเห็นว่าขุนเอื้อเป็นฝ่ายหาความนายช่างก่อน พยานรู้เห็นก็มากมาย” วงจ้องมองอย่างตะลึงงัน ในยามนี้ แม้แต่แววตาอบอุ่นอ่อนโยนก็แปรเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยว “ฉันจะให้เรื่องคืนนี้ ปิดลงที่นี่ แต่ถ้ายังพูดไม่รู้ความ ฉันจำต้องเรียนให้ท่านเจ้าคุณทราบ” น้ำเสียงห้วนเข้มอ้างถึงพระยารามภูดิศทำให้ขุนเอื้อต้องยอมยุติ จำใจเดินเลี่ยงออกไป แต่ยังไม่วายทิ้งหางตาขุ่นขวางให้จิอานโน

“ฉันขอบใจพ่อเปรื่องมาก” วงเอ่ยสั้นๆ หลวงเปรื่องพยักหน้าแกมรอยยิ้มตอบกลับมา จิอานโนประคองทับให้ลุกขึ้นยืน โอบพยุงแล้วพาเดินมาสมทบ

“กระผมขอขอบใจท่านมาก ทับก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย คงต้องขอตัวพากลับไปทำแผลก่อนนะครับ กระผมคงต้องขอฝากแม่วงกลับไปที่ร้านด้วย” จิอานโนเอ่ยกับหลวงเปรื่อง ก่อนจะหันไปทางวง  “ฉันขอโทษด้วยนะแม่วงที่พาไปชมละครในไม่ได้แล้ว”

วงมองทับซึ่งยังคงอยู่ในอาการสะลึมสะลือด้วยความห่วงใย รอยแดงช้ำตรงโหนกแก้มคล้ายจะมีเลือดซึม

“ไม่เป็นไรดอกพ่อเจียน พาทับกลับบ้านก่อนเถิด ไม่ต้องห่วงฉันดอก” หลวงเปรื่องสะดุดหูกับสรรพนามที่วงเรียกจิอานโน คำขานบ่งบอกถึงความสนิทชิดเชื้อของทั้งสองคน หัวใจพลันสะท้อนวูบขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

“เฮ้ย! เฮ้ย!” เสียงร้องดังมาจากลานข้างนอก ดึงขุนเอื้อออกจากห้วงคำนึง มองเห็นรถลากแล่นผ่านมา จึงโบกมือเรียก จัดแจงเจรจาปลายทางและจ่ายค่าจ้าง ทั้งช่วยประคองทับขึ้นนอนพิงเบาะบนรถจนเรียบร้อย จึงหันมาบอกนายช่างหนุ่ม

“กระผมจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วขอรับ”

“กระผมขอฝากดูแลแม่วงด้วยนะครับ” จิอานโนบอกพลางก้มศีรษะ หันไปสบตากับวงครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินขึ้นรถไป

“ไม่ต้องห่วงดอกนายช่าง กระผมจะดูแลแม่วงให้ดีที่สุดขอรับ” ขุนเอื้อร้องบอกตามรถลากที่กำลังแล่นออกไป

ไกลออกมา ใต้เงามืดหลังต้นประดู่ใหญ่ สายตาคู่หนึ่งที่ตามติดจับจ้องความเคลื่อนไหวของจิอานโนกับวงมาตั้งแต่ต้น แวววับวาวแฝงหลากอารมณ์ในนั้น ทั้งเคืองแค้น ชอกช้ำและอาฆาต

“ฉันเจ็บปวดเพียงใด เธอจะรู้ไหมหนอ” วาดรำพึงกับตัวเองด้วยน้ำเสียงเคียดเครือ น้ำใสซึ่งเอ่อท่วมดวงตา ไหลรินลงอาบแก้ม “ไม่ว่าแม่วงหรือใคร ก็จะไม่มีวันได้ครอบครองเธอ นอกจากฉันคนเดียว”

ธิดาคนเล็กของท่านเจ้าคุณมองตามรถลากสองคันซึ่งแล่นออกจากลานไป แล้วกลืนหายไปในความมมืดของถนนใบพร (3) ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในสมอง ดวงตาหรี่ลง พร้อมกับริมฝีปากที่เม้มเข้าหากัน

 

ขุนเอื้อแยกตัวกลับเพราะบ้านพักอยู่คนละฝั่งกับเพื่อนอีกสองคน ชายหนุ่มเรียกรถลากจากลานหน้างานให้ไปส่ง คนลากรถร่างสูงใหญ่ มองจากภายนอกเสื้อเห็นทรงหนาบึกบึนก็ค่อยวางใจด้วยรถแล่นฉิวราบเรียบ แม้ต้องฝ่าความเยือกเย็นยามดึก แต่ไอร้อนจากฤทธิ์น้ำเมาซึ่งยังกรุ่นทั่วกายพอช่วยคลายหนาวได้ ชายหนุ่มเอนกายพิงเบาะด้วยความเมื่อยขบตามตัว อาการระบมบาดแผลเริ่มแสดง ยกมือขึ้นแตะหวังจะนวดให้คลาย จังหวะเดียวกับที่รถกระเด้งขึ้นเพราะล้อสะดุดหลุ่มบ่อบนถนน มือกลายเป็นกระแทกรอยฟกช้ำ สร้างความเจ็บปวดหนักขึ้นไปอีก

“เฮ้ย! มึงลากรถให้ดีหน่อย ตาบอดรึอย่างไร” ความขุ่นเคืองค้างคาจากเรื่องเก่าทำให้ขุนเอื้อระงับอารมณ์ไม่ได้ คนลากรถเหลียวมามองแวบหนึ่ง แต่ไม่อาจคาดเดาสีหน้าได้เพราะปีกหมวกกุยเล้ยพรางไว้เกือบมิด คล้ายจงใจจะให้เกิดซ้ำ รถแล่นไปได้ไม่ไกลนัก ก็กระดอนขึ้นอีกครั้งจนขุนเอื้อตัวลอย

“ไอ้อัปปรีย์ ” โทสะพุ่งขึ้นสูง ขุนเอื้อยกเท้าขึ้นถีบกลางหลังคนลากรถเต็มฝ่าเท้า พาหนะที่กำลังแล่นฉิวหยุดกึกโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย คนลากยืนนิ่งแล้วปล่อยคานลากลงกระแทกพื้นจนรถสะเทือน ทำให้คนนั่งไหลเทมาข้างหน้า เสียหลักหน้าคะมำ แต่ยังใช้มือค้ำยันพื้นไว้ได้ทัน

“อ้ายเจ๊กชั่ว!” ขุนเอื้อผรุสวาทดังลั่นขณะประคองตัวลุกขึ้นยืน

ร่างสูงใหญ่หันมา ใช้มือข้างหนึ่งปัดหมวกกุยเล้ยทิ้ง แสงจากตะเกียงข้างรถลากสาดให้เห็นใบหน้าเหลี่ยม ผิวคล้ำกรำแดดอย่างชาวสยาม หาใช่จีนเจ๊กที่ไหน ดวงตาขุ่นขวางแข็งกร้าวนั้นจ้องมายังขุนเอื้ออย่างไม่เป็นมิตร ความสูงบวกกับร่างหนาล่ำเมื่อเทียบสัดส่วนกันแล้ว ทำให้ข้าราชการหนุ่มกลายเป็นตัวเล็กจ้อย จำต้องถอยหลังไปด้วยความขยาด แต่แล้วหัวใจต้องหล่นวูบ เมื่อชายปริศนาดึงมีดออกจากฝักซึ่งเหน็บไว้กับเอว ความยาวของใบมีดน่ากลัวพอกับริ้วคมวาววับชวนหวาดหวั่น

 

เชิงอรรถ :

(1) กรุด กรุด มาจากชื่อ อำแดงกรุด ชาวบ้านขวงบางปะอิน อยุธยา ต้นเหตุของคำในความหมายว่า ทำเทียม ตบแต่งขึ้น ไม่ใช่ของจริง

(2) โซ้ด เป็นศัพท์สแลงในภาษาไทยสมัยรัชกาลที่ 5 มีความหมายคือใช้เรียกคนที่มีนิยมวัฒนธรรมฝรั่งและมีพฤติกรรมลอกเลียนแบบวัฒนธรรมฝรั่งอย่างออกนอกหน้าในสมัยนั้น

(3) ถนนใบพร  เป็นถนนที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชื่อถนนใบพรมาจากเครื่องลายครามจีนที่มีใบคล้ายว่าน ต่อมาในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2462 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อถนนใบพร เป็น “ถนนอู่ทอง”

 



Don`t copy text!