ภาพภพ บทที่ 30 : เธอมันเลว!

ภาพภพ บทที่ 30 : เธอมันเลว!

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

“อ้ายเอื้อ!”

ร่างสูงล่ำย่างเข้าหา สัญชาตญาณผลักให้ขุนเอื้อรีบไปหลบหลังรถลากอย่างว่องไว

“ประเดี๋ยวก่อน กูไม่รู้จักมึง” ข้าราชการหนุ่มยกมือขึ้นห้าม รู้สึกหวาดหวั่นแต่ยังฝืนทำใจดีสู้เสือ “แล้วนี่มึงจะมาทำร้ายกูด้วยเหตุใด”

“มึงไม่รู้จักกูดอก” คนถือมีดแสยะยิ้ม เดินวนรอบรถตามติด “แต่มึงต้องรู้จักอีเผื่อนแน่นอน”

“อีเผื่อน!” ขุนเอื้อทวนคำเสียงดัง  ใจตกวูบ “มึงรู้จักมันรึ”

“อีเผื่อนมันเป็นน้องกู” เจ้าของร่างล่ำสันเค้นเสียงลอดไรฟัน แววตาแข็งกร้าวอาบความคั่งแค้น “มึงฆ่าน้องกูทำไม!”

“กูไม่ได้ทำ!” ขุนเอื้อละล่ำละลักเสียงสั่น สะดุ้งสุดตัวเมื่อคมมีดตวัดเฉียดต้นแขนไป

“ถ้ามึงไม่ได้ทำ แล้วใครเป็นคนทำ มีคนบอกว่ามึงเป็นคนจับอีเผื่อนแขวนคอ” มือหนาเทอะทะพยายามคว้าจับอีกฝ่ายซึ่งกำลังหลบหลีกเป็นพัลวัน

“กูไม่ได้ทำ! มึงฟังความมาจากไหน ใครบอกมึง” ข้าราชการหนุ่มตะโกนก้องพลางเบี่ยงตัวหลบ

“เฮ้ย!” เท้าพลาดไปสะดุดก้อนหิน พาร่างขุนเอื้อล้มหงายหลังลงกระแทกพื้น คนลากรถกระโจนเข้าคร่อมทันควัน เงื้ออาวุธขึ้นแล้วเหวี่ยงหวือลงหวังจ้วงลงกลางอก

“อย่า!” คนเพลี่ยงพล้ำยกมือขึ้นรับข้อมืออีกฝ่ายไว้ได้ทัน พยายามดันมือสากหนาขึ้น คมมีดเลื่อนเป้าหมายไปยังใบหน้า “ถ้ามึงฆ่ากู..มึงก็จะไม่รู้ว่า ใครเป็นคนฆ่าอีเผื่อน” ขุนเอื้อเหงื่อซึมกาย เค้นเสียงปากคอสั่น รู้สึกถึงแรงที่โถมลงมาหนักหน่วงจนแทบต้านไม่อยู่อีกต่อไป จับจ้องปลายมีดห่างจากใบหน้าไปไม่ถึงคืบด้วยใจระทึก

“กูไม่เชื่อ! ถ้าไม่ใช่มึง แล้วจะเป็นใคร”

“มันชื่อ..อ้ายอิ่น คนคลองสาน” ขุนเอื้อฮึดแรงขับเสียงออกจากลำคออย่างยากเย็น แม้กำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน แต่ยังนึกชื่นชมความคิดแสนว่องไวของตนไม่ได้ “ถ้ามึงฆ่ากู มึงก็จะไม่รู้ว่าใครเป็นคนสั่งฆ่าอีเผื่อน”

น้ำหนักมือของคนลากรถผ่อนลง ทำให้ใจข้าราชการหนุ่มชื้นขึ้น มันถอนรัศมีคมมีดพร้อมยันกายออก แต่เพียงแวบเดียว คอเสื้อขุนเอื้อก็ถูกรวบไว้แน่นจนหายใจติดขัด แรงมือกระตุกรั้งร่างเขาเข้าไปหา จนใบหน้าแทบชิดกับใบหน้าเหลี่ยมด้วยสันกราม แดงก่ำดุจระบายด้วยชาด ไม่รู้ด้วยความโกรธหรือเพราะฤทธิ์น้ำเมา

“บอกกูมาเดี๋ยวนี้!” กลิ่นฉุนเปรี้ยวระเหยออกมาพร้อมเสียงตวาดดุดัน “ปดกูแม้แต่คำเดียว กูจะเชือดคอมึงให้ขาด”

“อีวาดเป็นคนสั่งให้กูหาคนให้มัน” ขุนเอื้อแต่งเรื่องพูดโดยไม่ต้องคิด ไม่คำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับผู้ถูกพาดพิง คิดได้เพียงว่า ยามนี้ ต้องเอาตัวเองรอดให้ได้ก่อน

“อีวาด ลูกสาวเจ้าคุณมั่นรึ” เจ้าของร่างใหญ่ล่ำสันถามด้วยเสียงแหบต่ำในลำคอ แววตาวาววับ

“ใช่ อีวาดมันชังอีเผื่อน มันรู้ว่าอีเผื่อนกำลังท้องกับพ่อของมัน” ข้าราชการหนุ่มสุมเชื้อเข้าไปเมื่อเห็นประกายเพลิงเริ่มติด รู้สึกถึงแรงยึดคอเสื้อคลายลง จึงเร่งพูดต่อไม่ให้ขาดตอน “กูทำงานให้หลวง มีตำแหน่งเป็นถึงขุน กูไม่โง่ไปฆ่าคนให้เสียงานกูดอก กูมีเมียมีบ้านของกู อีกอย่าง อีเผื่อนกับกู ไม่เคยพูดจากันแม้สักคำ ไม่เคยขุ่นข้องหมองใจกัน แล้วกูจะไปฆ่ามันทำไม”

ขุนเอื้อเหลือบมองคนลากรถซึ่งนั่งนิ่ง สายตาดุดันเพ่งมองไปข้างหน้าอย่างใช้ความคิด จู่ๆก็ตวัดขวับมามองจนขุนเอื้อสะดุ้ง แววกร้าวแข็งแฝงความจริงจังไม่ต่างจากน้ำเสียง

“มึงจำไว้นะอ้ายเอื้อ ถ้าเรื่องที่มึงบอกวันนี้เป็นเท็จ กูจะตามไปฆ่ามึงจนถึงที่”

 

ทับนอนซมด้วยพิษไข้ ใต้ตาบวมช้ำเป็นรอยห้อเลือด อาการปวดกระบอกตาทำให้ร้องครวญครางอย่างน่าสงสาร จิอานโนต้องพักงานวาดรูปไว้ชั่วคราว เร่งตามหมอฝาหรั่งมาตรวจดูอาการด้วยความเป็นห่วง

“กระดูกโหนกแก้มอาจจะแตก กระผมเกรงว่าการกระเทือนอาจจะส่งผลให้มีการอักเสบไปถึงดวงตา เพราะเห็นเส้นเลือดในตาแตกไม่น้อยเลย” หมอให้ความเห็นหลังจากตรวจอาการของเด็กหนุ่มแล้ว

จิอานโนปิดเรื่องคืนนั้นไว้ มิให้แพร่งพรายไปถึงพระยารามภูดิศ เพราะเกรงจะเสียมาถึงท่าน อีกส่วนหนึ่ง ไม่อยากให้มีผลกระทบไปถึงการงานของขุนเอื้อ ตอนแรก หลวงเปรื่องเองก็ไม่ยอมให้จบความ แต่ด้วยคำขอร้องจากวง ทุกอย่างจึงถูกเก็บงำไว้

ผ่านไปสามวัน อาการของทับยิ่งดูแย่ลง ยาแก้ปวดช่วยบรรเทาได้เพียงชั่วยาม เมื่อหมดฤทธิ์ยา เด็กหนุ่มต้องนอนจมอยู่กับความเจ็บปวดอย่างน่าเวทนา ส่วนลึกในใจนายช่างหนุ่ม ยังรู้สึกโกรธเคืองขุนเอื้ออยู่ไม่น้อย แต่จำต้องข่มใจให้สงบและปล่อยวาง ไม่อยากโทษใครให้ตัวเองต้องเป็นทุกข์ การเอาคืนให้สาสม ไม่ใช่ทางออกที่ดี และเชื่อว่า โทษทัณฑ์ไม่ทำให้คนอย่างขุนเอื้อเปลี่ยนแปลงนิสัยซึ่งสั่งสมมานานได้ อีกทั้ง เขาเตือนตัวเองเสมอว่า การมีความขึ้นโรงขึ้นศาล โดยเฉพาะในต่างบ้านต่างเมือง ไม่ใช่สิ่งที่ควรให้เกิดขึ้นเลย อาการป่วยของทับถึงหูประมุขของบ้านรามภูดิศจนได้ จิอานโนยอมปดว่าทับล้มกระแทกพื้น ซึ่งท่านเจ้าคุณก็ให้ความกรุณาเป็นอย่างยิ่ง

“ดูแลรักษามันให้ดีที่สุด หาหมอที่เก่งในพระนครมาตรวจให้ ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษา ฉันรับผิดชอบให้เองทั้งหมด”

ร่วมหนึ่งอาทิตย์ อาการของทับเริ่มทุเลาลง จนกินข้าวนอนหลับได้เป็นปรกติ พาให้จิอานโนพลอยโล่งใจไปด้วย แต่ดวงตาด้านซ้ายยังคงปิดผ้าไว้ตามที่หมอกำชับ เพื่อให้พ้นจากแสงจ้าและลมเย็น อีกทั้งยังป้องกันการติดเชื้ออีกด้วย

จิอานโนเริ่มมีสมาธิกับงานวาดภาพ ภาพเจ้าสัวเพิ่งเริ่มเส้นโครงร่างและลงสีรองพื้นโดยรวมไว้ ชายหนุ่มเพิ่มเวลาการทำงานตอนกลางคืนโดยอาศัยแสงตะเกียงช่วย กว่าจะวางพู่กัน เก็บข้าวของ เตรียมเข้านอนก็ล่วงเข้าใกล้สองยามแล้ว

จิอานโนจมลึกในห้วงนิทราใต้ผ้าห่มอุ่นจวบจนรุ่งสาง ถูกปลุกแต่เช้ามืดด้วยเสียงร้องไห้แผ่วเบา เหลียวไปมองไม่เห็นทับนอนบนพื้นอย่างเคย เงี่ยหูฟัง ยินเสียงมาจากด้านนอกชาน จึงรีบลุกขึ้น เดินออกไปทันที

ทับนั่งบนเก้าอี้เป็นเงาตะคุ่ม หันหน้าไปทางริมคลองซึ่งฟ้าเริ่มสางแล้ว ร่างผอมบางสั่นระริกเป็นระยะด้วยแรงสะอื้น ในมือถือภาพถ่ายใบหนึ่ง

“เป็นอะไรรึทับ” ชายหนุ่มก้าวเข้าไปใกล้ เอื้อมมือแตะไหล่ ถามอย่างห่วงใยเพราะเห็นเด็กหนุ่มยังคงร้องไห้ไม่หยุด “ยังปวดแผลอยู่ใช่ไหม”

ทับไม่ตอบ หันมามอง แล้วเอนตัวซบกอดนายช่างหนุ่มไว้ ปล่อยเสียงสะอื้นอย่างไม่อาจกลั้นอีกต่อไป

“นายช่างขอรับ ตา…ตาของกระผม”

“ตาของเธอเป็นอะไร” จิอานโนเอ่ยถาม เอื้อมมือโอบลูบหลังให้กำลังใจ “ขอฉันดูได้ไหม”

ทับคลายอ้อมกอด ขยับตัวออกแล้วเงยหน้าขึ้น แสงจากด้านนอกส่องให้เห็นดวงตาของเด็กหนุ่มเอ่อท่วมด้วยน้ำตา ยังคงทิ้งร่องรอยแดงช้ำเจือจาง แต่ที่ทำให้ใจหายคือ นัยน์ตาสีดำถูกกลบกลืนด้วยคราบฝ้าขุ่นขาวไปทั้งดวง

“โอ..ทับ” นายช่างหนุ่มครางแผ่วเบา พยายามซ่อนอารมณ์ในน้ำเสียงและบนสีหน้าไว้ นึกเห็นใจในชะตากรรมของเด็กหนุ่ม

“ตากระผม มองไม่เห็นแล้วขอรับ”เสียงเครือเจือสะอื้นไห้ทำให้จิอานโนสงสารจับหัวใจ เขาดึงร่างเย็นเฉียบขึ้นยืน โอบกอดไว้แนบแน่น เอ่ยปลอบทั้งที่ภายในใจหดหู่เหลือคณา

“ไม่เป็นไรนะทับ ไม่เป็นไร ”

“กระผม..คงวาดรูป..ไม่ได้อีกแล้วขอรับ” เด็กหนุ่มพูดตะกุกตะกัก เสียงสั่นเครือสลับสะอึกสะอื้น

“ไม่จริงดอก เธอยังมีตาอีกข้างที่มองเห็น เดี๋ยวเราจะวาดรูปด้วยกันต่อไปนะ”

จิอานโนเหนื่อยล้ากับงานวาดรูปทั้งวัน เขาเร่งลงสีผิวและเสื้อผ้าโดยรวมไปก่อน เพราะยังไม่ถึงขั้นตอนการเก็บรายละเอียดและความเหมือน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นต้องให้เจ้าสัวมานั่งเป็นแบบอีกครั้ง อีกทั้งยังต้องช่วยสอนให้ทับวาดรูป พร้อมกับปลอบประโลมด้วยถ้อยคำให้กำลังใจ

“คิดในทางที่ดีเถิดทับ เธอยังโชคดีที่เหลือตาอีกข้าง มีคนมากมายที่ตาบอดสนิทมาตั้งแต่เกิด ไม่เคยมีโอกาสได้มองเห็นเลยตลอดชีวิต เขายังมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ยอมแพ้ เธอไม่ต้องกลัวนะ ฉันยังอยู่ข้างเธอเสมอ พร้อมที่จะสอนให้เธอวาดรูปตลอดไป”

แม้ยามเด็กหนุ่มท้อแท้ หมดกำลังใจ จับพู่กันนิ่งอยู่หน้าผืนผ้าใบด้วยท่าทีทอดอาลัย นายช่างหนุ่มก็จะสรรสร้างบรรยากาศให้รื่นรมย์ในการวาดรูป

“เอาอย่างนี้ดีไหม ฉันอยากลองปิดตาดูเสียข้างหนึ่ง แล้วลองวาดรูปดู น่าสนุกดีนะ” จิอานโนบอกด้วยรอยยิ้ม เร่งหาผ้ามาฉีกเป็นผืนยาวแล้วพันศีรษะ บังดวงตาข้างขวาเช่นเดียวกับทับ

“เอาละ มาลองดูกันสักทีเถิดนายช่างคนเก่ง ว่าจะเก่งจริงรึ” ชายหนุ่มยิ้มกว้างเห็นฟันขาวพร้อมหลิ่วตาข้างหนึ่ง ถือพู่กันตวัดไปมาด้วยท่าทีทะมัดทะแมง เรียกรอยยิ้มให้แก่ทับได้ “ตอนนี้ เธอกับฉันมีตาข้างเดียวเหมือนกันแล้ว มาประลองฝีมือกันสักหน่อยปะไร”

ทับเริ่มเส้นร่างอย่างช้าๆ การควบคุมทิศทางของฝีแปรงด้วยดวงตาเพียงข้างเดียวช่างยากเย็น จนทำให้นึกทดท้อหลายครั้ง แต่กำลังใจจากถ้อยคำซึ่งเต็มไปด้วยพลัง มืออบอุ่นที่คอยโอบไหล่ ช่วยจับประคองมือลากเส้นสายให้ ทำให้เด็กหนุ่มมีกำลังใจจะต่อสู้ต่อไป

“เธอต้องพยายามผ่านไปให้ได้นะ ฉันอยู่ตรงนี้และเป็นกำลังใจให้เสมอ” จิอานโนหันมายิ้ม แล้วหันกลับไปจดจ่อกับการปาดสีลงบนผืนผ้าใบ

“ขอบพระคุณยิ่งขอรับ” ทับตอบด้วยความรู้สึกตื้นตัน เอื้อมมือไปแตะหลังมือชายหนุ่มข้างที่วางบนหน้าขาอย่างกล้าๆกลัวๆ หวั่นเกรงอยู่ไม่น้อยว่าควรหรือไม่ แต่รอยยิ้มและแววตาอบอุ่นซึ่งส่งตอบกลับมานั้น ยิ่งให้หัวใจอิ่มเต็มด้วยความสุข

“กระผมรักนายช่างเป็นที่สุดแล้วขอรับ” ประโยคนี้ก้องอยู่เพียงอยู่ภายใน รับรู้เพียงลำพัง โดยเจ้าตัวยังไม่รู้ว่า จะมีสักวันบ้างไหมที่จะได้บอกออกไปเช่นใจคิด

หากทับล่วงรู้ได้ว่า..จะไม่มีวันนั้น เขาคงจะไม่ลังเลที่จะเอื้อนเอ่ย

 

ค่ำคืนนี้ เดือนต้นข้างขึ้นแย้มฟ้าออกมาอวดแสงนวลบนผืนนภา อากาศเย็นสบาย ไม่หนาวเหน็บเช่นผ่านมา มีเพียงผ้าฝ้ายผืนบางห่มคลุมก็พอคลายหนาวได้ยามเมื่อออกมานอกชายคา จิอานโนพักการวาดรูปไว้หนึ่งคืน ตั้งใจจะออกมาเดินเล่นเพื่อผ่อนคลาย หมดห่วงเรื่องทับไปได้เพราะกินยาและเข้านอนไปแต่หัวค่ำ ช่วงเวลาก่อนหน้านี้ เรื่องของเด็กหนุ่มกินเวลาในแต่ละวันไปไม่น้อย ไหนจะงานวาดรูปอีก ชายหนุ่มเพิ่งนึกออกว่าวงฝากคนมาส่งจดหมายให้ตั้งแต่หลายวันก่อน ทั้งยังฝากของกินมากมายมาพร้อมกัน

จิอานโนล้วงเข้าไปหยิบพับกระดาษออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ยกขึ้นจุมพิตพร้อมสูดกลิ่นหอมกรุ่น นึกถึงภาพนิ้วเรียวบางจับปากกาเขียนข้อความแล้วให้ชุ่มชื่นหัวใจนัก ชายหนุ่มเดินมาถึงลานใต้ต้นไม้ใหญ่ เหลียวมองขึ้นไปยังตึกฝั่งตรงข้าม ผนังสีเหลืองอ่อนยามนี้เคลือบคลุมด้วยสีเทาทึมของราตรีกาลดูหม่นหมอง หน้าต่างซึ่งเคยเปิดแย้มและเห็นเจ้าของห้องเยี่ยมหน้าออกมาแย้มยิ้ม บัดนี้ปิดสนิทพาให้ใจหม่น

นายช่างหนุ่มอาศัยแสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันหลอดซึ่งตั้งบนเสาไม้ คลี่แผ่นกระดาษออกอย่างทะนุถนอมราวกับเกรงจะบุบสลายไปเสียในนาทีนั้น แสงนวลตาสาดให้เห็นลายมือบรรจงอย่างคนได้ร่ำเรียนมา เส้นสายลายอักษรเรียงแถวเป็นระเบียบบ่งบอกถึงความใส่ใจยามจรดปากกาเขียน

หัวใจเต้นรัวเมื่อบรรจงอ่านถ้อยความทุกคำอย่างช้าๆ วงบอกว่าเสร็จงานแล้ว จะกลับเข้าวังโดยไม่ได้แวะมาที่บ้านอีก

คำลงท้าย..คิดถึง ทำหัวใจลอยล่องฟ่องฟูดุจขนนก

ชายหนุ่มเฝ้าอ่านเวียนแล้วซ้ำเล่าโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย รอยยิ้มเคลือบบนใบหน้าคมสันไม่จาง ไม่รู้สึกตัวแม้จนก้าวมายืนใต้ซุ้มชมนาด ห่างไปเบื้องหน้าอีกเพียงไม่กี่ก้าว ก็จะถึงทางลงบันไดซึ่งทอดสู่ศาลาริมน้ำ

แสงพริบพรายของหิ่งห้อยมีเพียงประปรายด้วยล่วงเข้าสู่เหมันต์ แต่ก็พอเติมความเรืองรองให้รอบศาลาได้ จิอานโนชะงักงัน ตัวเย็นวาบเมื่อมองเห็นร่างระหงซึ่งยืนหันหลังนิ่งอยู่ในศาลา

“แม่วาด..” ความรู้สึกแรกบอกให้หันหลังเพื่อเดินกลับ กำลังจะหมุนตัวเตรียมขยับก้าว แต่สายลมเย็นพัดพากลิ่นร่ำอ่อนจางจรุงใจเจือมาในอากาศ กลับฉุดรั้งให้เปลี่ยนความคิด ใช่แล้ว กลิ่นคุ้นเคยจากเรือนกายของหญิงซึ่งอยู่ในความคำนึงของเขาเสมอมา

“แม่วง” เสียงรำพึงแผ่วคล้ายละเมอ เท้าพาก้าวลงบันไดขณะสายตาจับจ้องไม่วาง ใจร้อนรนฉุดกระชากให้เคลื่อนเข้าใกล้เงาตะคุ่มตรงหน้า รู้ตัวว่าเสียงเอ่ยถามออกไปนั้นสั่นเครือจากอารมณ์ภายใน

“แม่วง ไหนเธอบอกว่ากลับเข้าวังแล้วมิใช่รึ”

“คุณป้ากลับมาเอาของที่บ้าน ฉันเลยกลับมาด้วย” วงตอบโดยไม่หันมา จิอานโนมองเห็นหน้าไม่ชัดเพราะยืนอยู่ด้านหลัง อีกทั้งผ้าซึ่งโพกคลุมศีรษะหญิงสาวบังไว้ นึกแปลกใจเมื่อเห็นวงสวมเพียงผ้าคาดอกผืนเดียว ทั้งที่อากาศยามนี้หนาวเย็นไม่น้อย ยิ่งขยับเข้าไปใกล้ กรุ่นกลิ่นอบร่ำยิ่งพาใจเต้นระรัว

“แม่วงจะไม่หันหน้ามาคุยกันหน่อยรึ” จิอานโนเพิ่งตระหนักว่า ความคิดถึงวงอัดเต็มแน่นในความรู้สึกจนแทบระเบิด ตัดสินใจเอื้อมมือแตะต้นแขนอีกฝ่าย ขณะเดียวกับที่หญิงสาวหันมาพอดี นายช่างหนุ่มใจวูบเกรงจะถูกต่อว่า แต่รอยยิ้มซึ่งเห็นรางๆในความสลัว ทำให้ใจชื้นขึ้น

“ยังไม่นอนรึ อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ น่าจะนอนอุ่นใต้ผ้าห่ม มากกว่ามาเดินเกร่นอกเรือนนะ” วงเอ่ย หันมาทั้งตัว ผ้าโพกสีเข้มล้อมกรอบวงหน้านวลดูอร่ามในแสงสลัว นายช่างหนุ่มตัวร้อนวูบ คอแห้งผากเมื่อสายตาเลื่อนปราดไปเห็นผ้าแถบคาดทรวงอวบอิ่มไว้หมิ่นเหม่ เพ่งลึกเข้าไปในดวงตาอีกฝ่าย เห็นแวววาววามแฝงรอยกล้าฉายกลับมา ยิ่งใจวูบหวาม สะดุ้งเมื่อมือนุ่มละมุนเอื้อมมาแตะบนหน้าอกตน

“เธอคิดถึงฉันไหม” น้ำเสียงคล้ายออดอ้อน พร้อมกับร่างบอบบางขยับเข้ามาใกล้ มือสั่นระริกร้อนรุมเลื่อนจากหน้าอกขึ้นไล้ลำคอ จิอานโนหยุดหายใจไปชั่วขณะ

“ฉะ..ฉัน..” เสียงของชายหนุ่มหลุดหายไปในลำคอ ร่างสูงโปร่งนิ่งแข็งเหมือนถูกสะกด กลิ่นร่ำดูจะทวีอบอวล ตีหัวใจให้ป่วนปั่นราวพายุ สำนึกในยามนี้สูญสลายไปจนหมดสิ้น เขาเลื่อนมือขึ้นโอบแผ่นหลังนวลเนียน ก้มหน้าลงซุกซอกคอหอมละมุน เนื้อตัวนุ่มนิ่มนั้นร้อนดุจอังไฟ ชายหนุ่มค่อยทรุดกายลงนั่งบนพื้นศาลา ประคองร่างอ่อนระทวยไว้ในอ้อมแขนแข็งแกร่ง

“ฉันคิดถึงเธอที่สุดรู้ไหม” เสียงจิอานโนกระเส่าซ่าน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดลงบนผิวนวล พาร่างเพรียวบางสั่นสะท้าน ความรู้สึกของทั้งคู่สาวถูกตีกระเจิดกระเจิงราวผงธุลีปลิวว่อนยามลมพัด ทุกสัมผัสขับเคลื่อนไปตามอารมณ์อันยากจะควบคุมได้อีกต่อไป สองร่างแนบแน่นแทบจะละลายกลายกลืนเป็นเนื้อเดียว

“ฉันรักเธอนะ..แม่วง” นายช่างหนุ่มพรมจุมพิตไปทั่วเรือนกายนุ่มละมุนตามอารมณ์จะพัดพาไป

“ฉัน..ก็รักเธอ..จิอานโน”

เสียงแผ่วเครือขาดห้วงสะดุดหู พาให้ชายหนุ่มชะงัก หยุดการเคลื่อนไหว เงยหน้าขึ้นจากร่างในอ้อมกอดพร้อมค่อยคลายแขนออก

“จิอานโน..” เสียงกระเส่าร่ำร้องพร้อมกับมือโอบรอบลำคอ ดึงรั้งให้จิอานโนก้มลง อาการแข็งขืนฝืนกายไว้ ทำให้หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความฉงนใจ “มีอะไรรึ”

“เธอไม่ใช่แม่วง” นายช่างหนุ่มผละมือออก ลุกขึ้นยืนทันที

หญิงสาวซึ่งถูกปล่อยให้นั่งบนพื้น รีบลุกขึ้นยืนตาม บอกด้วยความร้อนรนพลางคว้าข้อมือชายหนุ่มไว้ “ฉันคือแม่วงนะจิอานโน”

“ไม่ใช่! เธอไม่ใช่แม่วง” จิอานโนส่ายหน้า พยายามบิดข้อมืออก สายตาบอกความผิดหวังเต็มเปี่ยมจนอีกฝ่ายใจหายวูบ โผเข้ากอดเอวไว้แน่น ร้องไห้เสียงสั่นเครือเมื่อเห็นร่างสูงกำลังจะก้าวเดินจากไป

“อย่าเพิ่งไปนะจิอานโน อย่าทิ้งฉันไป ฉันคือแม่วงจริงๆ”

นายช่างหนุ่มแกะมือซึ่งกอดรัดออก หันมาประจันหน้า

“แม่วงเรียกฉันว่าพ่อเจียน ไม่ได้เรียกฉันเช่นนี้” นายช่างหนุ่มบอก ใช้มือจับผ้าซึ่งพันโพกศีรษะแล้วดึงออก สิ่งซึ่งประจักษ์ต่อสายตาจิอานโนคือ ผมของหญิงสาวตรงหน้า หวีเสยด้านหน้าตั้งสูง ส่วนท้ายทอยตัดสั้น ไม่ปล่อยสยายเช่นผมของวง

“บอกฉันมา เธอเอาผ้าผืนนี้ของแม่วงมาใช่ไหม”

เมื่อจำนนต่อหลักฐาน วาดยืนนิ่งเงียบ น้ำตาไหลพราก ส่ายหน้าไปมา

“บอกฉันที เธอทำเช่นนี้ทำไม”

“ฉันทำไปเพราะรักเธอมาก รักตั้งแต่วันแรกที่พบกัน” วาดคร่ำครวญ ทรุดกายลงไปกับพื้น รวบกอดขานายช่างหนุ่มไว้แน่น “จิอานโนฉันผิดไปแล้ว อภัยให้ฉันด้วย ฉันผิดไปแล้วจริงๆ”

“ช่างน่าอับอายเสียจริง อะไรทำให้เธอกล้าทำเรื่องเช่นนี้ได้นะแม่วาด”

ความน้อยเนื้อต่ำใจแล่นวูบสู่ความรู้สึกของวาด ความหมางเมิน เฉยเมยและดูไร้ค่าในสายตาของจิอานโนคือความเจ็บปวดที่สุด ธิดาคนเล็กของท่านเจ้าคุณสะอื้นไห้ น้ำตาไหลพราก ข่มใจเอ่ยออกมาด้วยความคับแค้น

“ยิ่งกว่านี้ฉันก็ทำได้ ขอเพียงให้ได้เป็นคนที่เธอรัก”

จิอานโนทั้งโกรธทั้งสับสน อีกซีกหนึ่งในใจคือสงสาร แต่ก็ตระหนักว่าความเอื้ออาทร จะยิ่งทำให้เรื่องราวยืดเยื้อต่อไปไม่จบสิ้น เขาสูดลมหายใจเข้าก่อนระบายออกมายืดยาว แล้วตัดสินใจเอ่ยออกไป

“ฉันรักแม่วง” ถ้อยคำสั้นกระชับดุจคมมีดผ่าลึกลงกลางใจคนฟัง ชายหนุ่มกลั้นใจบอกต่อ “ฉันไม่ได้รักเธอ..”

“ฉัน..พบเธอก่อน ฉันควรได้รับความรักจากเธอสิ ไม่ใช่แม่วง” วาดบอกเสียงเครือสลับร่ำไห้สะอึกสะอื้น

“เธอเข้าใจผิดแล้วแม่วาด ฉันพบกับแม่วงในคืนนั้น ที่ศาลาริมน้ำ คืนก่อนที่ฉันจะมางานเลี้ยง แล้วถึงได้พบกับเธอ” จิอานโนเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ ตัดสินใจบอกความจริง ไม่อยากยืดเยื้อเพียงเพราะความรู้สึกสงสาร “ตั้งแต่คืนที่ฉันได้พบกับแม่วง ฉันก็ไม่เคยลืมแม่วงได้อีกเลย”

“ฉันกับแม่วงต่างกันตรงไหนรึ ฉันเหมือนแม่วงทุกอย่าง แล้วเหตุใดเธอจึงมองเห็นแต่แม่วง” เสียงวาดเข้มเครียด

“บางสิ่งแยกแยะไม่ได้ด้วยตา แต่ความรู้สึกในหัวใจ ไม่เคยหลอกลวงฉันเลย” วูบหนึ่งที่ความรู้สึกผิดแล่นเข้ามา เมื่อนายช่างหนุ่มปรายตามองใบหน้าหม่นหมอง ฉ่ำนองด้วยน้ำตาของคนนั่งบนพื้น รูปลักษณ์ที่เหมือนกันจนแยกไม่ออกพาให้ใจไขว้เขวไม่น้อยเลย

“แล้วฉันไม่ดีตรงไหน แม่วงดีกว่าฉันตรงไหน บอกฉันซิ”

“ข้างนอกเธอเหมือนแม่วงทุกอย่าง แต่ถ้ามองลึกถึงเนื้อแท้ข้างใน เธอไม่มีอะไรเหมือนแม่วงเลยแม้แต่น้อย” แม้ถ้อยคำจะฟังดูตัดรอน แต่น้ำเสียงของนายช่างหนุ่มกลับอ่อนลง เขาอยากหยุดคำพูดเพียงเท่านี้ ไม่อยากทำร้ายวาดอีกต่อไปเลย

วาดยันกายขึ้นยืน ถอนสะอื้นด้วยลมหายใจหนักหน่วง เหลียวมามองร่างสูงด้วยแววตาเฉยเมย

“อ้ายทับนั่นก็อีกคน เธอก็รักมัน ดูแลมัน ปกป้องมันทุกอย่าง”

จิอานโนแปลกใจเมื่อได้ยินวาดเอ่ยพาดพิงไปถึงทับ นึกไม่ถึงว่าความหึงหวงจะลามไปถึงคนซึ่งไม่น่าเกี่ยวข้อง จึงพูดหวังเตือนสติหญิงสาว “ทับมันอาภัพ น่าสงสาร ไม่เคยมีโอกาสดีๆในชีวิตเลย แล้วการช่วยเหลือ การให้โอกาสคน มันไม่ดีรึ”

“ฉันเกลียดมัน! มันแย่งความรักของเธอไปจากฉัน” ธิดาท่านเจ้าคุณตะเบ็งเสียงสวนทันควัน

“ไม่มีใครแย่งความรักของฉันไปได้ มันอยู่ในใจฉัน ฉันจะให้กับคนที่ฉันอยากมอบให้เท่านั้น” นายช่างหนุ่มมองร่างระหงตรงหน้า รู้สึกเหมือนกำลังคุยกับคนแปลกหน้า เพิ่งมองเห็นอารมณ์อีกด้านของวาดชัดเจนขึ้น บรรยากาศเงียบไปครู่หนึ่ง จนเขาเตรียมจะก้าวออกจากตรงนั้น แต่เสียงวาดก็ดังขึ้นอีก

“แม่วงคงหว่านเสน่ห์ให้เธอหลงรักสินะ หลวงเปรื่องก็อีกคน โดนเสน่ห์แม่วงเข้าไปด้วยเหมือนกัน”

“แม่วงไม่เคยทำอะไรเช่นนั้น” จิอานโนหันขวับมาตอบ ไม่พึงใจในถ้อยคำของอีกฝ่าย ไม่ใช่เพราะอยากปกป้องวง แต่ความคิดของวาดต่างหากที่ทำให้อารมณ์เริ่มกรุ่น

“เธอรู้ได้อย่างไร หลงจนหน้ามืดตามัว มองไม่ออกดอกว่าแม่วงเป็นคนเช่นไร”

“ฉันมองแม่วงออกจนหมดสิ้น เช่นเดียวกับที่มองเธอออกเช่นกัน อย่านึกสิว่าคนอื่นจะทำตัวเช่นเธอ” อีกครั้งที่รู้สึกประหลาดใจ วาดมองพี่สาวของตนเหมือนศัตรู

“ฉันไม่เคยทำอะไรเสียหาย อย่างน้อยฉันก็ไม่เคยออกไปเที่ยวนอกบ้านยามค่ำคืนกับผู้ชายเหมือนแม่วง” อารมณ์พาลของวาดทำให้จิอานโนเริ่มร้อน ที่สุดจึงโพล่งออกมาอย่างเหลืออด

“แล้วการที่มีผู้ชายลอบมาหาถึงห้องบนเรือนยามดึกดื่น เธอคิดว่ามันงามนักรึ อย่านึกว่าเรื่องของเธอจะไม่มีใครรู้ บ่าวทั่วเรือนก็คงรู้เช่นกัน เพียงแต่ไม่มีใครกล้าพูดเท่านั้นเอง”

“ไม่จริง!” วาดกรีดร้อง ตรงเข้ามาใช้มือทุบตามเนื้อตัวชายหนุ่ม

“จริงรึไม่ เธอรู้แก่ใจดี” จิอานโนพยายามเบี่ยงตัวหลบ ขยับถอยออกห่างมา

“เธอมันเลว! หลอกให้ฉันรัก แล้วก็ไม่ไยดี” วาดสาดเสียงใส่ หน้าตาบูดบึ้ง จ้องหน้าชายหนุ่มด้วยแววตาแข็งกร้าว

“ฉันไม่เคยคิดจะหลอกเธอเลย ยอมรับว่าเข้าใจผิด เพราะคิดว่าเธอคือแม่วง แต่เมื่อฉันรู้แน่ชัด ฉันก็เลือกแล้ว”

“แล้วฉันล่ะ เธอเคยแบ่งความรักให้ฉันบ้างไหม เคยเหลียวแลฉันบ้างไหม” วาดทรุดกายลงอย่างอ่อนแรง ก้มหน้าร้องไห้อีกครั้ง ใช้กำปั้นทุบพื้นศาลาปึงปัง “หัวใจของฉัน ความรักของฉัน จะให้เอาไปทิ้งที่ไหน”

จิอานโนถอนใจเหนื่อยล้า เอื้อมมือไปแตะไหล่ธิดาท่านเจ้าคุณพลางว่า “ลุกขึ้นเถิดแม่วาด ดึกแล้ว กลับเรือนเสียเถิด”

“จะไปไหนก็ไป!” วาดสะบัดตัวหนี แผดร้องเสียงดัง “กลับไปหาแม่วง คนที่เธอรักแสนรัก อย่ามาใส่ใจฉัน!”

นายช่างหนุ่มยืนรีรอครู่หนึ่ง ลังเลว่าจะทำเช่นไร ที่สุดจึงตัดสินใจก้าวเดิน คิดว่าต้องปล่อยให้วาดได้อยู่กับตัวเอง รอให้อารมณ์สงบลงทุกอย่างคงดีขึ้น เสียงร้องไห้ของวาดลอยไล่ตามหลังมาทุกฝีก้าว จนเมื่อก้าวพ้นมุมตึกเข้าสู่ลานกว้าง ความสงัดเงียบจึงเข้าครอบครองบรรยากาศดังเดิม

วาดหยุดร้องไห้ไปครู่ใหญ่ แต่ยังคงนั่งนิ่งบนพื้น ตาแข็งกร้าวจับจ้องค้างนิ่ง มือขยำผ้าโพกแน่น

“กูเกลียดมึง..กูเกลียดอ้ายอีที่แย่งของรักของกู” วาดฉีกทึ้งผืนผ้าในมือจนขาดวิ่น อารมณ์ยามนี้ดุจไฟกองใหญ่ลุกโหมอยู่กลางใจ พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้ในพริบตา



Don`t copy text!