ภาพภพ บทที่ 31 : ชาสยบมังกร

ภาพภพ บทที่ 31 : ชาสยบมังกร

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

วาดทิ้งตัวจมอยู่ในห้วงทุกข์ โดยไม่ยอมย่างกรายออกไปไหน เลี่ยงหลบการลงมานั่งร่วมโต๊ะอาหารมื้อเช้าและเย็น โดยอ้างกับท่านเจ้าคุณว่าไม่สบาย แต่ก่อนยังมีเขียบ พอให้เป็นที่ระบายอารมณ์และปรับทุกข์ แต่บ่าวคนสนิทก็หายหน้าไปตั้งแต่คืนนั้น เมื่อสั่งคนไปตามเพื่อให้หา ก็อ้างว่าเจ็บไข้ ที่สุด เมื่อจนหนทางจะเฉไฉ ก็เอ่ยอ้างชื่อชุ่ม แม่ครัวใหญ่สูงวัยว่าขอตัวให้เข้าไปช่วยงานในครัว ชุ่มเป็นข้าเก่ามาตั้งแต่สมัยวาดยังไม่เกิด อีกทั้งเป็นคนซึ่งป้ามุกส่งให้มาดูแลท่านเจ้าคุณตั้งแต่เรือนหลังนี้เริ่มสร้าง จึงเป็นที่ยำเกรงของทุกคน ไม่มีใครกล้าไปวอแวด้วย

วาดนั่งนอนกกกอดความหม่นเศร้าเคล้าความเคียดแค้นอยู่ในห้องเพียงลำพัง บ่มเชื้อแห่งความเจ็บช้ำ หล่อเลี้ยงด้วยหยดน้ำตาทุกคืนวัน จนกลั่นออกมาเป็นความอาฆาต อัดแน่นอยู่ในใจจนแทบระเบิด ถามตัวเองว่าที่ทำลงไปเพราะความรักหรือเพราะเหตุใด ที่สุดจึงยอมรับว่าเพราะหลงใหลรูปลักษณ์เรือนร่างของจิอานโน ความเอาแต่ใจของตนก็เป็นอีกหนึ่งแรงที่ผลักดันให้กระทำหลายสิ่งลงไป แม้จะเข้าใจและยอมรับกับตัวเองได้ แต่ด้วยวิสัยการชอบเอาชนะซึ่งฝังรากลึกแล้ว ก็ทำให้วาดไม่ยอมปลดปลงเลิกรา

จวบเวลาผ่านพ้นไปสามวัน ความร้อนใจเร่งเร้าให้อยากพบหน้าขุนเอื้อจนทนนิ่งอยู่ต่อไปไม่ไหว จึงให้คนไปตามหาจนพบว่า ขุนเอื้อขลุกอยู่ที่โรงบ่อนย่านตรอกโรงครามเช่นเคย อีกทั้งยังนัดแนะแกมบังคับให้เธอไปหาที่นั่น แม้ไม่เคยออกจากบ้านไปไหนตามลำพัง โดยเฉพาะยามค่ำคืน แต่ก็จำใจต้องทำตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ วาดแต่งกายมิดชิด โพกผ้าคลุมศีรษะปิดพรางหน้าไว้ แล้วเร่งรีบไปที่นั่นพร้อมกับบ่าวอีกหนึ่งคน

หญิงสาวมาถึงที่หมายเมื่อย่างเข้าโพล้เพล้ รถลากมาส่งถึงเพียงถนนใหญ่ แล้วต้องลงเดินเข้าสู่ตรอกโรงคราม ใจเต้นตึกตักด้วยความหวาดหวั่น เกือบตัดใจหันหลังกลับ แต่ถ้อยคำตัดรอนร้าวรานของจิอานโนก็แล่นเข้ามา ผลักให้ต้องเดินหน้าต่อ

กลิ่นอายอับทึบอึมครึมแล่นออกมาต้อนรับ เมื่อเริ่มย่างเท้าเข้าสู่ทางเดินกว้างไม่ถึงสองวา ขนาบข้างด้วยบ้านไม้เก่าโทรมชั้นเดียวสลับสองชั้นไปจนสุดทาง เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวได้พบเห็นชีวิตอีกด้านหนึ่งของพระนคร แตกต่างลิบลับกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวสยามภายนอก

ผู้คนส่วนมากเป็นชาวจีนเดินกันขวักไขว่ มีชาวสยามปะปนอยู่ประปราย ซึ่งเป็นบุรุษเสียส่วนใหญ่ บ้างก็ยืนจับกลุ่มพูดคุยเสียงดังลั่น สูบยาเส้นพ่นควันโขมง วาดขนลุกด้วยความหวาดกลัว เมื่อมองเห็นสายตาห่ามหื่นพร้อมเสียงร้องแทะโลมยามเธอเดินผ่านไป หญิงสาวฝืนใจเดินผ่านห้องเก่าแก่ แขวนโคมไฟกระดาษสีเขียวไว้เหนือประตูอย่างระแวดระวัง ต้องเบือนหน้าหลบด้วยความอาย เมื่อเหลือบไปเห็นหญิงสาวยืนเปลือยอกโดยไม่ยี่หระต่อสายตาใครอยู่หน้าห้อง เสียงร้องเรียกยามชายหนุ่มสัญจรผ่านไปมา เต็มไปด้วยจริตเย้ายวน

ธิดาท่านเจ้าคุณจับผ้าโพกศีรษะมาปิดจมูกเพื่อกันกลุ่มควันขาวซึ่งลอยล่องโอบล้อมทั่วบริเวณ พลางใช้พัดในมือปัดลมไล่ไอร้อนของพริกเคล้ากับกลิ่นเต้าซี่ลอยคลุ้งจากร้านขายอาหาร ควันหอมเอียนของฝิ่นเผาโชยออกมาจากประตูของคูหาเก่าโทรม มีผ้าม่านกั้นกางไว้จากสายตาคนภายนอก กลิ่นฉุนของยาเส้นและกลิ่นเหม็นอับเก่าๆคละคลุ้งปนเปชวนสะอิดสะเอียน แม้จะดูคึกคักด้วยแสงไฟและความเคลื่อนไหวของผู้คน เสียงหัวเราะรื่นเริงแทรกด้วยท่วงทำนองจากเอ้อหู (1) คลอไปกับเสียงขับลำนำแหลมเล็ก ดังแว่วมาจากโรงงิ้วไกลออกไป แต่บรรยากาศรอบตัวก็อวลอบด้วยอบายมุขและสิ่งต้องห้าม ไม่น่ารื่นรมย์ใจสำหรับวาดเลยแม้แต่น้อย

“พ่อเอื้อนะพ่อเอื้อ มาหมกตัวในที่ต่ำตมเช่นนี้ได้อย่างไรกัน” ธิดาท่านเจ้าคุณนึกก่นอยู่ภายในใจ

ขุนเอื้อนัดกับวาดที่ร้านขายอาหาร สภาพภายในทรุดโทรม ผนังไม้หลุดล่อนและจับคราบน้ำมันเป็นด่างดวง มีโต๊ะเล็กพร้อมเก้าอี้หรับนั่งกินเพียงสามชุด วาดเหลือบมองพื้นรองเก้าอี้เขรอะคราบดำ ขนลุกชันขณะกลั้นใจหย่อนกายลงนั่ง

“ฉันร้อนใจอยากพบพ่อเอื้อ” วาดเอ่ยขึ้น กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น นั่งมองขุนเอื้อพุ้ยเส้นหมี่ผัดมันย่องในชามกระเบื้องใส่ปาก ตามด้วยเนื้อหมูคำโต เคี้ยวหมับอย่างเอร็ดอร่อย

“มีอะไรรึ” คำพูดกับท่าทีไม่ใส่ใจของข้าราชการหนุ่ม ทำให้ผู้ฟังน้อยใจปลาบ

“เรื่องของอ้ายช่างฝาหรั่งกับอ้ายทับ” หญิงสาวปรายตามอง นึกหมั่นไส่ท่าทางเฉยเมย พะวงกับการกินของอีกฝ่ายโดยไม่สบตากับตน “พ่อเอื้อรู้ข่าวเรื่องอ้ายทับตาบอดแล้วรึไม่”

“รู้แล้ว เสียดายนัก ฉันน่าจะฟาดมันให้ตาบอดไปเสียทั้งสองข้าง” ขุนเอื้อถือตะเกียบค้างในมือ ปากมันแผล็บขยับเอ่ย “ข่าวจากข้างในแว่วมาว่าหลวงมุ่ย (2) จะชักชวนอ้ายฝาหรั่งนั่นเข้าไปทำงานเป็นข้าราชการในกรม ต่อไปอ้ายทับมันก็คงตามนายของมันไปด้วย”

“ฉันเกลียดมัน เกลียดทั้งอ้ายช่างฝาหรั่งและอ้ายทับ” วาดกระแทกเสียง สะบัดหน้าไปอีกทางด้วยแรงอารมณ์

“เกลียดมัน แล้วจะปล่อยมันไว้เช่นนี้รึ ฉันเห็นมันได้ดิบได้ดีขึ้นทุกวันแล้วขวางตาแทนแม่วาดนัก รอไว้ให้มันมียศมีศักดิ์ประดับตัวเสียก่อนปะไร แม้หางตามันก็ไม่ชายมามองเธอหรอก”

“แล้วจะให้ฉันทำอย่างไรเล่า เจ้าคุณพ่อก็ถือข้างมันทั้งสองคน เห็นดีเห็นงามไปเสียหมด”

“ก็ทำให้ท่านเจ้าคุณเกลียดมันเสียสิ” ขุนเอื้อทิ้งตะเกียบลงในชาม สีหน้าขุ่นเครียดขึ้นทันที

“พ่อเอื้อจะทำอย่างไรก็ได้ ให้มันทั้งสองคนพ้นไปจากบ้านฉัน ไม่อยากให้มันลอยหน้าอยู่รกหูรกตาฉันอีกต่อไป” วาดเสนอขึ้น หันซ้ายขวาก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปเอ่ยเสียงแผ่วลง “แต่ขออย่าให้ถึงกับต้องฆ่าแกงกันเป็นพอ เกิดเป็นความใหญ่โต จะพานเดือดร้อนมาถึงฉันอีก”

“วางใจฉันเถิด ฉันก็รักตัวกลัวตายเช่นแม่วาดนั่นละ ฉันมีวิธีของฉัน จะทำให้ชื่อมันเสื่อมเสีย ต้องอับอายจนไม่อาจแบกหน้าอยู่พระนครได้อีกต่อไป” ขุนเอื้อยกปั้นชารินน้ำสีทองควันฉุยลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบใบเล็ก วาดเหลือบมองคราบดำเคลือบขอบถ้วยแล้วให้รู้สึกผะอืดผะอม

“อ้ายเรื่องพรรค์นี้ ฉันทำเพียงลำพัง คงยากอยู่ คงต้องไหว้วานพวกนักเลงใจกล้า มือหนักตีนหนักมาช่วย แม่วาดคงต้องโปรยเศษเบี้ยเศษอัฐให้พวกมันบ้าง” ชายหนุ่มยกชาในถ้วยขึ้นดื่มรวดเดียว

“ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าจ้าง ขอให้สำเร็จตามฉันต้องการเถิด ว่าแต่พ่อเอื้อคิดไว้ว่าจะทำเช่นไรรึ บอกฉันได้ไหม” วาดยังละวิสัยอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ รู้สึกขัดใจกับคำตอบที่ได้รับมา

“อย่าเพ่อรีบร้อนอยากรู้ไปก่อนเลย แต่ฉันเชื่อว่าแม่วาดต้องพึงใจอย่างมากเลยเทียวละ” ขุนเอื้อกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ตรงมุมปาก “ฉันจะเข้าไปในคืนแรมสิบห้าค่ำที่จะถึงนี่ละ อย่าลืมเปิดประตูรั้วข้างคลองไว้ให้ด้วย ตรวจตราให้ดี อย่าให้พวกบ่าวออกมาเพ่นพ่านจนความแตกเสียก่อนเล่า”

“เช่นนั้น ฉันกลับก่อนนะพ่อเอื้อ ต้องเร่งไปให้ทันก่อนเจ้าคุณพ่อกลับ” วาดลุกขึ้น ใช้มือดึงผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กซึ่งเหน็บไว้ที่เอวออกมาเช็ดโจงกระเบนทั้งด้านหน้าและหลัง ก่อนจะวางผ้าผืนนั้นไว้บนโต๊ะ

“เอานี่ไป” ข้าราชการหนุ่มยื่นถุงผ้าสีขาวขนาดฝ่ามือ มัดปากถุงด้วยเชือกสีน้ำตาลส่งให้ “ชาสยบมังกร ต้มในน้ำร้อนแล้วหาหนทางให้อ้ายสองคนนั่นกินให้ได้ พ้นจากนั้นฉันจะลงมือเอง”

วาดรับสิ่งของจากมือชายหนุ่ม เตรียมจะก้าวออกจากร้าน แต่เสียงขุนเอื้อก็รั้งให้ต้องชะงัก

“ประเดี่ยวสิแม่วาด จะเร่งไปไหนนักเล่า” ดวงตาคมของข้าราชการหนุ่มที่ส่งมา มีแววออดอ้อนอย่างที่เคยละลายหัวใจวาดได้ทุกครั้ง ครั้งนี้ก็ไม่ต่างเช่นผ่านมา “แม่วาดมีเงินติดตัวมาเท่าไหร่ล่ะ เจียดให้ฉันบ้างสิ ฉันว่าจะเข้าไปแก้มือเสียสักหน่อย”

ธิดาท่านเจ้าคุณลอบถอนใจ ยกชายเสื้อชายขึ้น ดึงถุงผ้าซึ่งเหน็บไว้ตรงเอวออกมา “ฉันมีติดตัวมาแค่สองบาท ไม่กล้าพกเงินมามาก”

“ขอให้ฉันทั้งหมดนี่เถิด” ขุนเอื้อฉวยถุงในมือไปอย่างว่องไว วาดมองตามแล้วร้องขึ้น

“ใจคอไม่เหลือให้ฉันจ่ายค่ารถเจ๊กเลยรึพ่อเอื้อ”

“ประเดี๋ยวฉันจะให้คนของฉันไปส่งแม่วาดถึงเรือนเลยเทียวละ ค่ำมืดเช่นนี้ ไปกับพวกรถลาก ไว้ใจไม่ได้ดอก ฉันเป็นห่วง” ทั้งที่รู้ว่าคำหยอดท้ายประโยคจะปั้นแต่งขึ้นมา แต่ในยามอ้างว้างเดียวดายเช่นนี้ ก็ทำหัวใจหญิงสาวชุ่มชื้นขึ้นมาไม่น้อย ยิ่งชายหนุ่มยื่นมือมาบีบกระชับมือของตน ยิ่งพาให้ใจอ่อนยวบ

วาดนั่งบนรถลากซึ่งแล่นฉิวอย่างสบายใจ บ่าวที่ติดตามนั่งรถอีกคันตามหลังมาติดๆ เลิกกังวลเรื่องความปลอดภัย เพราะคนลากเป็นคนของขุนเอื้อ คะเนแล้วว่า อย่างไรเสียก็ถึงบ้านก่อนพระยารามภูดิศกลับจากงานเลี้ยงในกระทรวง หญิงสาวเอนกายพิงเบาะ ปล่อยความคิดลอยล่องตามสายลมเย็นเยือก ภาพใบหน้าคมสันราวรูปสลักแล่นวาบเข้ามาอย่างห้ามไม่ได้ ตามมาด้วยอาการหวามหวิวในใจ แต่เริ่มตระหนักแล้วว่า ไม่รวดร้าวรุนแรงเหมือนก่อน วาดสะบัดภาพนั้นออกจากหัวอย่างไม่ใยดี

ภาพใบหน้าคมเข้ม ดวงตาคมพราวระยับของขุนเอื้อเลื่อนเข้ามาแทนที่ แต่ความเหนื่อยล้าหัวใจก็แล่นตามติดมาไม่ห่าง ความรู้สึกของวาดต่อชายหนุ่ม ไม่ใช่ความรักแน่นอน แต่ช่องว่างในห้วงอารมณ์ ก็มีเพียงขุนเอื้อที่รินรดทดความชุ่มฉ่ำให้จนเต็มทุกครั้งไป วาดยอมรับว่าสูญเสียเงินทองให้กับขุนเอื้อไปไม่น้อย หลายคราที่อยากจะเลิกราไปเสีย แต่ก็ต้องยอมแพ้คำพูดเดิมๆของชายหนุ่มเสียทุกที

“ตรองให้ดีเถิด แม่วาดเป็นผู้หญิง เป็นถึงลูกสาวพระน้ำพระยา ถ้าเรื่องของแม่วาดกับฉันขจรขจายออกไป ใครรู้คงได้อับอายไปทั่วพระนคร ชื่อเสียงของท่านเจ้าคุณก็คงสูญสิ้นไปตามกัน ฉันเป็นผู้ชาย มิได้เสียหายอะไรนักดอก”

วาดหยุดความคิด ถอนใจยืดยาว เงยหน้าขึ้นมองบนผืนฟ้าสีนิล ดางดาวน้อยใหญ่ยามเหมันต์ ดูราวจะเด่นชัดกว่าทุกฤดูกาล อีกไม่กี่ชั่วยาม ก็ต้องเอ่ยลาค่ำคืนนี้ เพื่อจะฉายแสงพร่างพราวอีกครั้งในยามราตรีถัดไป ก็คงไม่ต่างจากสุขทุกข์ในใจตน ที่หมุนเวียนเปลี่ยนผันเข้ามาเยือน ไม่เคยจากลาลับเช่นกัน

 

วาดตื่นแต่รุ่งสาง ผัดหน้าหวีผม แต่งตัวอย่างว่องไว แล้วเดินลงบันไดไปข้างล่าง ไม่ลืมหยิบของสำคัญที่ได้รับจากขุนเอื้อตั้งแต่เมื่อคืนไปด้วย

คืนนี้แล้วสินะ แรมสิบห้าค่ำตามที่ตกลงกับขุนเอื้อ วาดตั้งใจจะไปหาบ่าวสักคน พอที่จะทำการสำคัญนี้ให้ ไม่ต้องกลัวว่าบ่าวคนนั้นจะปากสว่างปล่อยความลับรั่วไหล แค่โปรยเศษเบี้ยไปให้เพียงน้อยนิด ก็ปิดปากได้อย่างสนิทเหมือนคนตาย

หญิงสาวกำลังจะเดินออกจากห้องกลางไปทางด้านหลัง เสียงพูดคุยดังแว่วมาจากทางปีกซ้ายของเรือน แอบมองผ่านประตูห้องเข้าไป เห็นเพียงพระยารามภูดิศนั่งอยู่ที่โต๊ะกำลังรับประทานอาหาร ไม่ต้องคาดเดาก็รู้ได้ว่าคู่สนทนาคือใคร อาการหวิววาบแล่นเข้ามา อยากชะเง้อเข้าไปมอง แต่ต้องจำฝืนใจข่ม ก้าวเท้าจะออกเดิน แต่ความอยากรู้อยากเห็นอันเป็นวิสัย รั้งให้หยุดยืนแล้วเงี่ยหูฟัง

“หลวงมุ่ยพึงใจในฝีมือของนายช่างมาก ให้ฉันมาถามว่า นายช่างใคร่ทำงานกับราชสำนักสยามรึไม่”

วาดใจจดจ่อเพื่อรอฟังคำตอบ เสียงช้อนกระทบจานแผ่วเบา ก่อนเสียงทุ้มกังวานจะเอ่ยขึ้น

“กระผมก็รู้สึกยินดีมากครับ” วาดยอมรับว่า ลำพังแค่เสียงที่ได้ยินยังทำให้ใจวูบหวามไม่หาย แต่ประโยคต่อมาก็เปลี่ยนความรู้สึกไปทางตรงข้ามทันที

“ถ้าไม่เป็นการรบกวนให้ยุ่งยาก กระผมอยากจะขอให้ทับ ได้เข้าไปฝึกงานวาดรูปด้วยจะได้รึไม่ครับ”

“ถ้านายช่างเห็นงาม ก็ทำตามที่คิดเถิด ฉันไม่ขัดข้องแต่อย่างใด อ้ายทับเอง ฉันก็เอ็นดูเหมือนลูกหลาน ใคร่ให้มันได้ดีมีวาสนา”

คนแอบฟังร้อนกาย เม้มปากแน่น ความไม่สบอารมณ์ทำให้อยากผละไปจากตรงนั้นเสีย แต่เสียงท่านเจ้าคุณกลับดึงไว้อีก

“ฉันมีอีกเรื่องอยากถามนายช่าง ถ้าเต็มใจตอบก็ตอบ ถ้าลำบากใจ ก็ไม่ต้อง”

วาดกลั้นใจ รอฟังคำถามจากพ่อของตนด้วยใจเต้นตึกตัก

“นายช่างคิดเช่นไรกับแม่วง” วาดตัวเย็นวาบ หยุดหายใจไปชั่วขณะ หัวใจเต้นรัวเร็วจนแทบหลุดออกมานอกอก

“กระผม…เอ้อ” จิอานโนตะกุกตะกัก พาคนนอกห้องขัดใจเสียยิ่งนัก

“ที่ฉันถาม ก็เพราะเห็นนายช่างกับแม่วงสนิทสนมกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันหลายครั้งแล้ว ถ้านายช่างชอบพอกับลูกสาวฉัน ฉันก็อยากให้ทำอย่างถูกต้องตามประเพณีสยาม แม่วงเป็นผู้หญิง ฉันไม่อยากได้ยินชาวบ้านครหา”

“กระผมไม่เคยคิดรังเกียจเลยครับ กระผมยินดีเป็นที่สุด ถ้าท่านจะกรุณากระผม” เสียงจิอานโนฟังดูตื่นเต้น วาดหมดแรงแข้งขาอ่อนเปลี้ย ซวนเซถอยหลังยืนพิงผนัง บีบถุงผ้าในมือแน่น ความน้อยใจเสียใจประดังพรั่งพรูราวกับสายน้ำหลาก น้ำตาไหลพรากอาบแก้ม ยกมือขึ้นปิดปาก สะอื้นไห้ตัวสั่นเทิ้ม

“นายช่างแน่ใจนะ ว่าเลือกแล้ว ฉันหมายถึง ฉันมีลูกสาวสองคน นายช่างคงไม่สับสนดอกนะ” เสียงหัวเราะของผู้เป็นพ่อยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวด วาดไม่อยากฝืนทนฟังคำตอบจากอีกฝ่ายซึ่งรู้แน่ชัดอยู่แล้ว แต่ก็ไร้เรี่ยวแรงจะก้าวเดินออกไป

“กระผมเลือกแม่วงครับ” ดุจน้ำกรดรดราดลงกลางใจ เจ็บปวดยิ่งกว่าครั้งใดในชีวิตที่เคยพานพบมา ทุกสิ่งสูญสลายไปในพริบตา ไม่เหลือแม้ธุลีความอาวรณ์ วาดเดินมาจนสุดปลายของความสิ้นหวังแล้ว

ดีแล้ว ที่ผ่านมาได้ยิน มันช่วยทำให้เธอตัดสินใจได้ง่ายขึ้น จบสิ้นกันเสียที จากนี้จะเหลือเพียงแต่ชำระแค้นที่คั่งอยู่ในอกออกไปให้หมดสิ้น ธิดาท่านเจ้าคุณกลั้นสะอื้นลงคอ สูดลมหายใจเข้า ยันกายออกจากผนังแล้วก้าวเดินออกไป

 

“เอ็งจะเอาน้ำชาไปให้ใคร” เขียบโผล่พรวดจากหลังประตูครัว ทำเอาบ่าวหญิงวัยกลางคนแทบจะปล่อยถาดบรรจุกาและถ้วยชาร่วงหลุดจากมือ

“โอ๊ย! อีเขียบ มาไม่ให้สุ้มให้เสียงเลยนะเอ็ง ยิ่งโพล้เพล้เช่นนี้ ข้าละใจคอหายหมด” คนถือชุดน้ำชาหน้าคว่ำ ค้อนขวับด้วยความเคือง “หลีกไป ข้าต้องรีบไปแล้ว”

“ข้าถามว่าเอ็งจะเอาไปให้ใครมืดค่ำเช่นนี้” เขียบถามสำทับ ยกแขนขึ้นกางกั้นประตูไว้ จ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างคาดคั้น ความสงสัยเต็มแน่นในหัว เพราะเพิ่งแอบเห็นเมื่อยามสายว่า วาดยืนเจรจากับบ่าวคนนี้อยู่หลังตึกใหญ่ เห็นส่งของบางอย่างให้กันด้วยท่าทางลับลมคมใน

“ข้า…เอ้อ..” บ่าววัยกลางคนอึกอัก อ้าปากค้างด้วยคิดคำแก้ตัวไม่ออก

“จะเอาไปให้ใคร มันกงการของเอ็งรึอีเขียบ” เสียงดังจากหน้าเรือนครัวเรียกทั้งสองบ่าวหันไปมอง

“คุณวาด” เขียบอุทานเบาๆ ตาโตด้วยความตกใจ มองร่างระหงกำลังก้าวเข้ามา ใบหน้าคุ้นเคยนั้นเรียบเฉย หากแววตาแข็งกร้าวจับจ้องมาที่ตนเขม็ง

“ไม่เจ้าค่ะคุณวาด” เขียบตอบเสียงอ่อย ก้มหน้า หลบตามองพื้น

“เอ็งเร่งเอาไปให้เจ้าคุณพ่อได้แล้ว นี่ก็เห็นว่าชักช้า ถึงได้ให้ข้ามาตาม” ธิดาท่านเจ้าคุณสั่งบ่าวคนถือถาดชุดน้ำชาพร้อมปรายตาเป็นนัยส่งให้ ฝ่ายนั้นรีบเดินตัวปลิวออกไปทันที วาดหันมาหาอดีตบ่าวคนสนิท ยกมือขึ้นตบไหล่ล่ำหนาเบาๆ

“เป็นอย่างไรบ้าง งานในครัวคงสบายกว่าอยู่รับใช้ข้าบนเรือนสินะ” แม้น้ำเสียงถามไถ่จะดูราบเรียบ แต่เขียบฟังออกว่าแฝงประชดประชันอยู่ในที

“ก็พอทำได้เจ้าค่ะ” เขียบตอบสั้นๆ ยืนนิ่ง มองไม่ออกว่านายสาวคิดอะไรอยู่ในใจ

“เหตุใดเอ็งไม่ขานขอรับเหมือนเช่นที่เคยพูดกับข้าล่ะ ข้าว่ามันฟังรื่นหูดีนะ” วาดเอ่ยเสียงดังอย่างจงใจ ชายตามองพร้อมยิ้มเหยียดตรงมุมปาก เมื่อเห็นท่าทางเหลือบมองซ้ายขวาอย่างหวาดระแวงของผู้เป็นบ่าว

“เฮ้อ!” ธิดาท่านเจ้าคุณถอนใจ เดินนวยนาดไปรอบบริเวณ กวาดตามองไปยังเรือนพักของพวกบ่าวซึ่งอยู่ถัดเข้าไปด้านใน กั้นด้วยรั้วไม้แยกออกจากเรือนครัวเป็นสัดส่วน “เห็นเรือนบ่าวแล้ว ใจหม่นเหลือเกิน ทำให้ข้าอดนึกถึงอีเผื่อนขึ้นมาไม่ได้”

เขียบสะดุดหู ความรู้สึกแปลบแล่นเป็นริ้วขึ้นมา เม้มปากแน่นสะกดอารมณ์ไว้

“นึกแล้วก็ให้เวทนาวาสนามันนัก กำลังจะได้ดิบได้ดี กลับมาชะตากุดไปเสียนี่ น่าสงสารแท้เทียว” วาดแสร้งทำเสียงเครือ เห็นอาการของบ่าวแล้วสาใจตน “เอ๊ะ! อีเขียบ รึว่าที่เอ็งเลิกขานขอรับนี่ เพราะว่าตั้งใจจะไว้ทุกข์ให้กับอีเผื่อนมัน”

เขียบสุดกลั้นอีกต่อไป จากที่ก้มหน้าเงียบ จึงหันไปสบตากับนายสาวโดยไร้ความยำเกรง เสียงตอบกลับไปชัดเจนและหนักแน่น

“บ่าวก็ว่าเช่นนั้นเจ้าค่ะ ชะตาของมันคงอีกยาวไกลนัก ถ้าไม่ถูกมารมาบั่นให้สั้นลงไปเสียก่อน”

“ไม่ใช่มารที่ไหนดอกอีเขียบ เป็นกรรมที่มันก่อขึ้นเอง กินบนเรือนแล้วหาญกล้ามาขี้บนหลังคา อีคนเนรคุณเช่นนั้น ตายไปเสียได้ก็ดีแล้ว”

“ก็คงจริงเจ้าค่ะ ใครที่ก่อกรรมทำเวรอะไรไว้ ก็ต้องได้รับกรรมนั้นสนองตอบสักวันเจ้าค่ะ” เขียบฝืนน้ำเสียงให้นิ่งที่สุด กลืนก้อนแข็งลงคอไปอย่างยากเย็น คับแค้นใจจนแทบระเบิดออกมาเป็นเสี่ยง

ธิดาท่านเจ้าคุณสังเกตเห็นท่าทีแข็งกร้าวขึ้นของอดีตบ่าวคนสนิท แต่ด้วยสถานะซึ่งสูงกว่าและถือว่ากำความลับของอีกฝ่ายไว้ จึงไม่รู้สึกหวั่นเกรง หันมามองหน้าคู่สนทนา เปรยเสียงขึ้นอีกครั้ง

“เสียดายไอ้ผินไม่อยู่เสียแล้ว ข้าว่าจะให้มันตัดไม้รกหูรกตาออกไปเสียบ้าง เจ้าคุณพ่อเองก็ไม่เคยลงมาดูในสวน เลยไม่รู้ว่ามีไม้ผิดเหล่าผิดกอ ลอบผุดขึ้นอยู่ในสวน” เขียบรู้ว่านายสาวกำลังพูดจากระทบกระเทียบตน จึงเลือกที่จะนิ่งเงียบ แต่เสียงเจื้อยแจ้วก็ยังแว่วเข้าหูอีก “เอ็งเห็นตามข้าไหมอีเขียบ ไม้บางต้น ดูแค่ตาก็เหมือนไม้ทั่วไป แต่ถ้าดูให้ถนัดถนี่ จะเห็นว่ามันประหลาดกว่าต้นอื่น น่าโค่นทิ้งเสียนักเทียว”

“ไม่เพียงแต่ต้นไม้ใบหญ้านะเจ้าคะ แม้แต่คนเรา บางครา ก็ยังดูไม่ออกเสียเลยด้วยซ้ำ หน้าตาเหมือนกันแท้ๆเทียว แต่จิตใจกลับผิดแปลกไปคนละทาง”

“นี่เอ็งว่าข้ารึ!” วาดตวาดเสียงดัง นึกไม่ถึงว่าเขียบจะกล้ายอกย้อน สายตาจ้องผู้พูดเขม็งพลางกัดฟันกรอดข่มอารมณ์ แต่ที่สุดก็พ่ายแพ้ เดินปราดเข้าไปประชิด เงื้อมือขึ้นหมายจะฟาดลงบนหน้าบ่าวร่างล่ำสัน

“อ้าว! อีเขียบ มาอยู่ที่นี่เองรึ ข้าก็ตามหาเสียทั่ว” เสียงจากสตรีร่างท้วม ผิวสองสี หน้าตาเคร่งขรึม ยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าครัว ชะงักมือของวาดค้างและค่อยๆลดลง ผู้มาใหม่ทำทีไม่รู้ไม่ชี้ เอ่ยต่อด้วยเสียงปรกติ

“อิฉันจะมาตามอีเขียบให้ไปช่วยขูดมะพร้าว แรงมันดีเจ้าค่ะคุณวาด ว่าแต่คุณวาดมีอะไรจะให้มันรับใช้รึเจ้าคะ”

“ไม่มีอะไรดอกแม่ชุ่ม ฉันแค่แวะมาเยี่ยมเยือนมัน ไมได้พบเจอมันเสียนาน” วาดตอบ ยืนบิดมือแก้เก้อ

“เช่นนั้น อิฉันขอตัวก่อนนะเจ้าคะ ทิ้งหม้อแกงไว้บนเตาเจ้าค่ะ” ชุ่มบอกแล้วหันไปพูดกับเขียบ “เดี๋ยวรีบตามเข้าไปช่วยข้านะอีเขียบ อย่ามัวพิรี้พิไรล่ะ”

แม่ครัวใหญ่เดินหายเข้าไปด้านใน เขียบกำลังจะก้าวเดินตามไป แต่วาดคว้าข้อมือไว้

“เอ็งจำไว้นะ อย่าสู่รู้ให้มากนัก ตราบใดที่เอ็งยังซุกหัวนอนที่นี่ กินข้าวของเรือนนี้ เอ็งหนีหน้าข้าไม่พ้นดอก นอกเสียจากว่า..” วาดเดินเข้ามาชิด เอียงหน้ากระซิบเสียงแผ่ว “วันที่เอ็งได้ตามไปอยู่กับอีเผื่อนแล้วนั่นละ”

เสียงหัวเราะเย้ยหยันแผ่วต่ำไม่ได้ทำให้เขียบหวั่นเกรงแต่อย่างใด มันสบตากับนายสาวด้วยแววกร้าวแกร่ง เอ่ยด้วยเสียงหนักแน่นชัดถ้อยชัดคำ

“คุณวาดก็ดูแลตัวเองให้ดีด้วยนะเจ้าคะ รักษาตัวไว้ให้ถึงวันนั้นด้วย บ่าวจะรอดูเจ้าค่ะ”

 

“ท่านเจ้าคุณเจ้าคะ” บ่าวหญิงร่างผอมทรุดกายลงนั่งบนพื้นตรงเชิงบันได เงยหน้าขึ้นมองเจ้าพระยารามภูดิศซึ่งกำลังก้าวลงมาจากชั้นสองของเรือน สีหน้าตื่นตระหนกนั้น ทำให้ประมุขของบ้านต้องเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“มีอะไรรึ มาหาข้าแต่เช้า”

“คุณวาดให้เชิญคุณท่านไปที่เรือนของนายช่างเจ้าค่ะ”

“ไปทำไมรึ ประเดี๋ยวนายช่างก็จะขึ้นมากินข้าวที่นี่ทุกวันอยู่แล้ว แล้วแม่วาดไปทำอะไรที่นั่นแต่เช้า” ท่านเจ้าคุณถามยืดยาวขณะก้าวลงมายืน “บอกข้ามาซิ มีเรื่องอะไรที่นั่น ถึงต้องให้ข้าไป”

“บ่าว..เอ้อ..” บ่าวหญิงอึกอัก ก้มหน้างุด ยิ่งสร้างความฉงนใจให้คนถามมากขึ้น

“เออแน่ะ! มัวแต่อ้ำอึ้งอยู่นั่น ข้าถามก็เร่งบอกมาสิ”

“ท่านเจ้าคุณต้องไปดูเองเจ้าค่ะ บ่าวบอกไม่ได้จริงๆเจ้าค่ะ” บ่าวหญิงหลุดคำพูดออกมาจนได้

พระยารามภูดิศรู้สึกสงสัยระคนงุนงง เปลี่ยนความตั้งใจจากที่จะไปห้องรับประทานอาหาร เป็นเดินเร่งรีบออกประตูหน้า ลงจากเรือนไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็มาถึงเรือนริมคลองที่พำนักของจิอานโน เห็นบ่าวชายหญิงยืนออกันนอกเรือนนับสิบคน บ้างก็เกาะระเบียงเรือนพลางชะเง้อมองเข้าไปด้านในด้วยความอยากรู้อยากเห็น เสียงกระซิบกระซาบดังงึมงำรอบบริเวณ กลุ่มซึ่งยืนออหน้าเรือนต่างพากันแหวกทางเมื่อเห็นประมุขของบ้านเดินเข้ามา ที่อยู่ใกล้ก็ยอบตัวลงนั่งอย่างยำเกรง ท่านเจ้าคุณมองเห็นผู้เป็นลุกสาวยืนอยู่ชานหน้าห้องด้วยสีหน้าไม่สู้ดี จึงเอ่ยถามทันที

“มีอะไรรึแม่วาด แล้วพวกบ่าวมาทำอะไรกันที่นี่เต็มไปหมด”

“เจ้าคุณพ่อดูเอาเองเถิด ในห้องโน่นแน่ะเจ้าค่ะ” วาดเอ่ย ชี้นิ้วเข้าไปในห้องซึ่งเป็นที่พักของจิอานโน ท่านเจ้าคุณก้าวปราดไปยังประตู เมื่อมองเข้าไป ก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติกับภาพตรงหน้า

ร่างของจิอานโนนอนหงายหลับตาอยู่บนเตียง มือโอบกอดทับซึ่งนอนหลับใหล ซบอยู่บนแผ่นอกกว้าง แต่สิ่งที่ทำให้ท่านเจ้าคุณตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจสุดขีด ขนลุกชันด้วยความรู้สึกขยะแขยง คือทั้งสองร่างเปลือยเปล่า มีเพียงผ้าผวยปิดพรางท่อนล่างไว้อย่างหมิ่นเหม่เท่านั้น

สุดที่จะทนได้อีกต่อไป พระยารามภูดิศเบือนหน้าหนี ก้าวออกมาจากประตู หันมาทางวาด เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงห้วนกระด้าง ใบหน้าขึ้งเครียดแดงก่ำบ่งบอกความรู้สึกชัดแจ้ง

“ปลุกทั้งสองคนให้ขึ้นไปพบพ่อที่บนตึก แล้วให้คนไปตามหลวงเปรื่องมาที่นี่โดยเร็วที่สุด”

 

เชิงอรรถ : 

(1) เอ้อหู (erhu) เครื่องดนตรีประเภทสี ดั้งเดิมของจีน เป็นซอที่มีสองสาย

(2) หลวงมุ่ย นามเดิมของพระสรลักษณ์ลิขิต (มุ่ย จันทรลักษณ์) จิตรกรภาพเหมือนบุคคล ในราชสำนัก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว



Don`t copy text!