รสอมฤต บทที่ 32 : ผู้บุกรุก

รสอมฤต บทที่ 32 : ผู้บุกรุก

โดย : กฤษณา อโศกสิน

รสอมฤต นวนิยายเรื่องล่าสุดที่ร้อยเรียงเรื่องราวและทุกตัวอักษร โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 นักเขียนอาชีพผู้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการวรรณกรรมและประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี นวนิยายออนไลน์ทรงคุณค่าที่ อ่านเอา อยากให้ผู้รักการอ่าน ได้อ่านออนไลน์

*******************************

“คืนนี้ผมขอค้างกับป้าซักคืนดีกว่า…เช้าขึ้นจะได้ไปเยี่ยมแม่สะดวกหน่อย เดี๋ยวจะเลยกลับไปเอาเสื้อผ้านะฮะ” โจมเอ่ยหลังจากเรียกแม่บ้านให้ออกไปซื้ออาหารกลางวันที่กลายเป็นอาหารบ่ายมาให้กิน

เสร็จสรรพแล้ว แม้จะมีแรงยืนเดิน ขับรถก็คล้ายยังไม่หมดสิ้นเรื่องเศร้า

“มาเลยโจม บางทีป้าจะขอติดรถไปเยี่ยมเขาด้วย ให้ลุงช่วยเฝ้าร้านสักสองสามชั่วโมง”

“อย่าไปเลยป้า…เห็นสภาพแม่แล้วเดี๋ยวจะโศกา” ถึงอย่างไรเขาก็อดเป็นตัวเขามิได้จึงลงท้ายสัพยอก “รอไว้เขาค่อยยังชั่วกว่านี้อีกหน่อยแล้วรับรองผมพาไป”

ป้าพิศหรือพิศวาทก็เลยพยักหน้า

เธอเป็นแค่ลูกผู้พี่ของมารดาเขาก็จริง หากในความผูกพันกันอย่างยิ่งตั้งแต่เด็ก ที่ยายเลี้ยงป้าพิศคู่เคียงมาด้วยกันกับแม่ของเขา จึงดูราวพี่น้องแท้ๆของกันและกัน…เนื่องด้วยพ่อแม่ของป้าวายชนม์เสียตั้งแต่เธอยังแค่สามขวบ จวบจนบัดนี้ใกล้หกสิบแล้วทั้งสองคน

“แล้วรีบกลับนะโจม” ป้ากำชับกำชาอย่างน่าสะดุดใจ

เธอจะคิดอย่างไร เขาไม่รู้

เพียงแต่รู้สึกว่า ถ้อยคำของเธอแปลกไป…แปลกจนเขาต้องถามจากบานประตูรถที่ยังอ้ากว้าง

“ทำไมหรือป้า กลัวอะไร…ไม่ต้องกลัวนะป้านะ…ลุงก็อยู่ทั้งคน”

“ก็…ก็…ไม่ได้กลัวอะไรหรอกจ้ะ”ดูเหมือนป้าจะหน้าซีดๆขณะเอ่ยต่อ “เพียงแต่…อยากให้แกระวังๆตัวหน่อยแค่นั้น”

“ป้าก็…” ชายหนุ่มว่า ขณะชะงักนิดหนึ่ง “ไม่ต้องคิดมากได้ไหม…”

“พอไม่มีแม่แก ป้าก็เลยงงไง” พิศวาทบอกความในใจ “คืออยู่กับแม่แกแล้วป้าอุ่นใจ ใครมาไม้ไหนแม่แกรับได้ทุกท่า”

“ก็จริงอย่างป้าว่า” โจมพยักหน้า “ผมเองก็ยังสู้แม่ไม่ได้เรื่องไหวพริบปฎิภาณ…คือ…ก็เขาเป็นผู้หญิงเก่ง…”

“ใช่” อีกฝ่ายพยักหน้า “ไม่งั้นค้าของพวกนี้ไม่ได้”

‘ของพวกนี้’ ของป้าหมายความว่ากระไร ต่างก็รู้กันอยู่

ดังนั้น โจมจึงบอกเธอพลางปิดประตูรถ เพื่อตัดบทก่อนจะลามไปถึงถ้อยคำมิบังควร

“ไปละนะป้า เดี๋ยวกลับ”

จากนั้น เขาก็พารถมาเรื่อยๆตามถนนที่ยังไม่แออัดยามบ่ายสองโมงกว่า ตลอดเวลา สายตาเขาคอยจับอยู่ที่กระจกมองหลัง เผื่อ…อาจมีรถสักคันตามมา

หากก็ไม่มี

จนกระทั่งถึงประตูบ้านที่เหลือยิ้มกับผงแค่สองคน

ครั้นแล้วจึงกดรีโมท บานไม้ใหญ่ทึบสีน้ำตาลเข้มจึงค่อยๆเลื่อนออกจากกัน

แม้กระนั้นก็ยังไม่มีวี่แววของสาวใช้

จอดรถแล้ว เขาจึงเปิดประตูด้านหน้าเข้าไปถึงห้องเล็กๆ ซึ่งจัดไว้เป็นที่นั่งพักคอย สำหรับคนขับรถหรือผู้ใดที่มากับนาย ก่อนจะเข้าไปถึงห้องรับแขกและห้องรับประทานอาหารตามลำดับ

แต่ก็ไม่มีหนึ่งในสอง ยิ้มกับผงอยู่ในนั้น

“ยิ้ม” เขาก็เลยร้องเรียก “บ๊ะ…หายไปไหนกันหมดจ๊ะเธอ”

หากก็ยังไม่มีใครโผล่ออกมา

ดังนั้น โจมจึงเดินเลยขึ้นบันไดไปยังห้องของเขาที่อยู่ตรงข้ามกับห้องของมารดา แค่ทางเดินคั่น

ทันใดนั้น ชายสองคนที่ล่องหนเข้ามาสิงสู่อยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไร ไม่มีใครรู้…ก็ลุกขึ้นจากโซฟาอันวางเลยประตูห้องไปทางช่องระเบียงบน ตรงเข้ายึดแขนเขาไว้คนละข้างจนโจมไม่มีทางต่อสู้ ด้วยว่า รู้จากมือมันที่เสมือนคีมปากเหล็กอันใหญ่ ที่บีบวงแขนทั้งสองข้างของเขาไว้แน่น พลางคำรามถามไถ่…ก็ยังดีที่พอจะเป็นภาษา

“บอกมาเดี๋ยวนี้ว่ามึงซ่อนของสามชิ้นไว้ที่ไหน”

“ของสามชิ้นอะไร” เขาออกท่างงได้สนิท

“อย่ามาทำไม่รู้” คนหนึ่งซึ่งเขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนสำรากดัง

“ก็ผมไม่รู้จริงๆนี่คุณ” โจมตอบด้วยน้ำเสียงอันสุนทร พร้อมกับให้เกียรติมันเพียงพอที่จะทำให้มันไม่ก่อกรรมเกินจำเป็น

“ของสามชิ้น…” คนตัวใหญ่กว่ามองเขม็ง เพ่งพิศดวงหน้าเขาราวเพิ่งเคยเห็น “คชสีห์ แหวนวงใหญ่วงเล็ก ถ้ามึงบอกไม่รู้อีก คอมึงกระเด็น”

ครั้นแล้ว อีกคนก็จับคอเขาบิดจากขวามาซ้าย บิดอย่างแรงอย่างตึงจนเขาต้องร้องโอ๊ยดังลั่น…ยืดยาว

 

เพียงแต่เสียงร้องของเขาสิ้นสุดลง จึงได้ยินยิ้มร้องรับจากข้างล่าง

“ฉันอยู่นี่ ยิ้มอยู่นี่”

“กูมัดอีสองคนไว้แล้ว ไม่ต้องกลัวว่ามันจะมาเลียตีนมึงไหว”

เพียงแค่พูดขาดคำ ทั้งคู่ก็รุนหลังเขาให้ก้าวออกไป

“ไป…พากูไปหาของ มันต้องอยู่ในบ้านมึงนี่แหละ แต่แม่มึงก็กระแดะว่าไม่อยู่ ไม่มี…เออ…ดีแล้วไง…ที่ใกล้ตาย”

“แกนั่นเอง” โจมก็เลยใช้เสียงของเขาบ้าง นั่นก็คือโก่งคอแผดจนดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วห้องหับที่หน้าต่างปิดหมด

จนมันตกใจ…ง้างหมัดชกหน้าเขาเข้าให้อย่างแรงจนร้าวชา อ้าปากไม่ขึ้น ทั้งเจ็บปวดมึนงงตาพร่า แลเห็นบานประตูห้องมารดาพร่างพราย

ครั้นแล้ว มันก็ฉุดกระชากเขาจนเข้าไปยืนอยู่ในห้องส่วนตัวของเจียมจิตที่มีทั้งห้องนั่งเล่น ห้องนอนและห้องแต่งตัว

“ไหน…มึงบอกมา…เอาไปซ่อนไว้ไหน มันต้องอยู่ที่ห้องแม่มึงหรือห้องมึงนี่ละน่า”

“ก็…หา…” โจมแทบจะขยับริมฝีปากเอ่ยวาจาออกมามิได้ “หา…เอา…เอง…”

ทันใดนั้น มือถือของคนตัวใหญ่ก็ดังขึ้น

“มันมาถึงแล้วครับ”

ชายหนุ่มจึงพยายามเงี่ยหูฟัง แต่ก็ได้ยินเพียงมันข้างนี้ตอบรับ

“ได้ครับ”

ครั้นแล้วผู้ที่ยึดแขนเขาไว้คนละข้างก็พยักหน้ากัน ช่วยกันหิ้วปีก คือหัวไหล่สองข้างของเขาลากถูลู่ถูกังลงบันได พาไปยังรถตู้ดำปิดฟิล์มมืดที่เมื่อครู่ไม่ได้จอดอยู่หน้าบ้าน พลางบานเลื่อนก็เลื่อนออก

เขาถูกผลักเข้าไปกองอยู่บนเบาะที่มีใครอีกคนนั่งคอยอยู่บนที่นั่งหลังคนขับ

 

พร้อมเสียงทักทาย

“ว่าไง…เจอไหม” ผู้ที่เอี้ยวตัวมาทางเขาถามไถ่ ขณะที่ลูกน้องทั้งคู่ดันร่าง…แม้ไม่ถึงกับเรียกว่าสะบักสะบอม แต่ยามจะอ้าปากเจรจา ก็แทบจะอ้าไม่ขึ้น

“มันบอกว่าไม่อยู่ที่มันครับ” สองคนที่ดึงรั้งเขามา บัดนี้ขึ้นไปนั่งคู่คนขับหนึ่งนาย อีกนายหนึ่งขอทางไปนั่งด้านหลัง

“แล้วอยู่ที่ไหน” คนนั่งคอยสวมแว่นดำอันกว้าง มีขาแบนใหญ่โอบเอาดวงตาทั้งคู่ไว้มิดชิดไต่ถามราวกำลังดีดพรมน้ำเย็นหยดบางลงบนเนื้อหนังที่แสบร้าว ขณะออกคำสั่ง “แต่ยังไงก็ไปก่อน ไปพูดกันให้รู้เรื่องก่อน”

เมื่อมาถึงบทตอนขณะนี้ โจมจึงต้องทำใจ

เป็นไงเป็นกัน

คนคนนี้มิใช่ ‘มิสเตอร์พี’

“พูดเรื่องอะไร แล้วก็พูดว่าไงหรือฮะ”

ผู้ฟังแย้มยิ้มแลเห็นฟันสีน้ำตาลคร่ำคร่าด้วยฤทธิ์สุรา รวมทั้งคงสูบบุหรี่

“เดี๋ยวก็รู้” อีกฝ่ายพึมพำราวคำราม แม้แลไม่เห็นแววนัยน์ตา ก็รู้ล่วงหน้าว่า คือเช่นไร



Don`t copy text!