รสอมฤต บทที่ 37 : ส่งสัญญาณให้ผมสักหน่อย

รสอมฤต บทที่ 37 : ส่งสัญญาณให้ผมสักหน่อย

โดย : กฤษณา อโศกสิน

รสอมฤต นวนิยายเรื่องล่าสุดที่ร้อยเรียงเรื่องราวและทุกตัวอักษร โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 นักเขียนอาชีพผู้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการวรรณกรรมและประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี นวนิยายออนไลน์ทรงคุณค่าที่ อ่านเอา อยากให้ผู้รักการอ่าน ได้อ่านออนไลน์

*******************************

ทันใดนั้น เสียงไลน์ก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เมื่อดึงขึ้นมากดดู ก็พบว่าคือพล

“คุณพลังโทร.มาเมื่อกี้…บอกว่า…ดุรงค์ขอลาไปบ้าน ไปดูอาการพ่อสักหน่อย…ราวสองวัน…บ้านเขาอยู่โคราช” ตัวอักษรของหัวหน้าดูราวจะมีลับลมคมใน “พี่ก็เลยถามแกไปว่า แล้วท่านสงสัยเลขาคนนี้ไหมฮะ แกก็บอกว่าไม่สงสัย”

เขาก็เลยตอบไปว่า

“แกก็คงไม่ยอมปริปากบอกใครว่าสงสัยคนในบ้านแกเหมือนเคยนั่นแหละพี่”

ครั้นแล้ว เสียงโทรศัพท์จึงดังตามมา

“ฉันนึกว่าแกหลับแล้ว เลยเอาแค่ไลน์…” พลผู้นอนไม่หลับเช่นกัน ค่อยๆลุกจากที่นอนที่มีทิพาพันเคียงข้าง พลางเปิดประตูเข้าไปคุยในห้องน้ำ กันมิให้เสียงเล็ดลอดเข้าไปรบกวนอีกคน “กะทิ้งไว้ให้เปิดอ่านตอนเช้า”

“จะนอนหลับได้ไงพี่ ในเมื่อนี่เรากำลังระดมกันทำงาน” ชายหนุ่มบอกกล่าวอย่างมีกังวลที่มิอาจกำจัดให้พ้นไปได้ “นี่ผมก็ย่องเข้ามาในห้องคุณเจียมจิตนะพี่…ใครต่อใครที่อยู่ข้างล่างหลับเกลี้ยงเลย คือเขาเหนื่อยกันมากไง…คดีดูเหมือนเล็ก แต่ใหญ่น่ะครับ”

“ใหญ่ตรงที่แพงค่าจ้าง” พันตำรวจตรีพลหัวเราะ

“ก็ด้วย” ปูนปั้นพยักหน้ากับมือถือ

“ว่าแต่ว่า ห้องยายเจียมเป็นไง…ตอนพี่เข้าไปนั่นก็…” อีกฝ่ายนิ่งนึก “รู้สึกแต่ว่า แกมีอะไรหลายอย่างน่าสนใจ…เป็นต้นว่า…กระดาษปิดผนังแต่ละห้อง…ดูเป็นเอกลักษณ์ของความแกร่งแกมลึกลับไงไม่รู้”

“ตรงกับบุคลิกข้างในของแกมังฮะ…ว่าแต่ว่า…พี่ครับ…ถ้าเราจะกวาดเอาเหตุเอาผลเอาทุกกระบวนการขั้นตอนที่ผ่านมาที่ปรากฏกับตาเราแล้วทั้งหมดมารวมกัน แล้วถอดคำตอบออกมาให้ได้แค่คำตอบเดียว พี่คิดว่า พี่จะสรุปเรื่องนี้ว่าไงมั่งฮะ”

“สรุปว่า…ใครคือตัวการใหญ่ตัวจริงงั้นใช่ไหม”

“ครับพี่”

“ก็ยายเจียมนี่ละแก” พลตอบทันใดโดยไม่มีลังเล “เพียงแต่…พรุ่งนี้เช้า…พี่จะขอเวลาอ่านประวัติทั้งหมดที่เก็บรวมไว้อีกที…”

“ว่า…มีโยงอยู่กับมิสเตอร์พีไหม…และตั้งแต่เมื่อไหร่ด้วยนะฮะ”

“ก็งั้นละซี” ลูกพี่ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เนื่องด้วยเคยสะสางเรื่องหญิงผู้นี้มาก่อนหน้า ทันที่ที่พลังมาว่าจ้าง “คงต้องสางกลับไปให้ถึงปีที่…ที่เจ๋งที่สุดควรเป็นปีที่สองคนนี่มารู้จักกัน”

“เริ่มตั้งแต่ผัวตายก็ได้พี่ แล้วตัวแกก็เริ่มมาค้าของเก่า”

พลนิ่งคิด

“มันใช่สาเหตุที่ทำให้แกกลายเป็นคน…เอ้อ…ไม่น่าไว้ใจหรือเปล่า…เพราะตอนที่ผัวอยู่…มันแค่แป๊บเดียวเลยดูจะไม่มีเรื่องอะไรมากเท่าไหร่นะ…แต่พอมาค้าของพวกนี้เท่านั้นก็…เปลี่ยนไป” พลพึมพำเชิงเรียกความทรงจำให้คืนมา “ตอนนั้น แกมาคบกับมิสเตอร์พีหรือยัง ผ่องถ่ายสินค้าให้กันน่ะ”

จำเลยของสังคมที่ถูกจับได้โดยบริษัทนี้…ไม่มีแม้แต่ครึ่งรายที่นักสืบของบริษัทจะละเลยเรื่องสำคัญ นั่นก็คือประวัติชีวิตตั้งแต่ต้นของคนผู้นั้น…ที่จำเป็นต้องนำเข้ามาบวกลบคูณหารอย่างเป็นงานเป็นการอีกโสดหนึ่ง

เพื่อให้ถึงลูกถึงคน ถึงจิตสำนึกที่เป็นความลึกล้ำของเจ้าตัว

“เขาคบกันนานมากแล้วนะแก ตั้งแต่ผัวยายนี่ตายใหม่ๆ…เท่าที่ปรากฏในข้อมูลก็ราวๆพ.ศ.2533 ใช่ไหม…แต่คนนอกคงไม่มีใครรู้ เพราะไอ้เจ้าพีนี่ก็ไม่ยอมมีเมียเป็นตัวเป็นตนจนป่านนี้”

“แต่มีนะครับ”

“ก็มีน่ะซี” พลตอบแผ่วเบา

หากก็ต้องบอกชายหนุ่ม

“เอาแค่นี้ก่อนนะ…ว่าแต่ว่าแกยังอยู่ในห้องยายเจียมหรือ จะเข้าไปค้นผ้าขนหนูหรือไง”

ว่าพลางอีกฝ่ายก็กดปิดเครื่องรับ

 

ปูนปั้นก็เลยลงมือถ่ายภาพห้องน้ำรวมทั้งที่ตั้งอ่างยาว ห้องกระจก ชักโครก ตู้เก็บสารพัดผ้าเช็ดตัวและเช็ดมือ ผนังปิดกระดาษลายวินเทจทุกด้าน ลงไปจนถึงพื้นห้องที่เป็นชิ้นไม้แดงเข้าลิ้น เห็นได้ชัดว่าตอนสร้างบ้านหลังนี้ เจ้าของบ้านคงออกแบบเอง คุมงานเองอย่างพิถีพิถัน จึงได้ตึกหลังงามไม่ใหญ่ไม่เล็กที่ดูกะทัดรัดน่าสบาย…ชายหนุ่มถ่ายภาพไป คิดนึกไปพร้อมกัน ขณะที่สายตาก็กวาดไปตามผนังห้อง

เขาเองก็ยังนึกขำขันที่แม้ในห้องน้ำ ก็ยังสงสัยว่าผนังจะมีรอยต่อหรือไม่

ไหนๆโจมก็เคยหลุดปากถามพ่อแม่ของเขาที่ศรีสัชนาลัยมาแล้วครั้งหนึ่งถึงเรื่องอุโมงค์หรือมิฉะนั้นก็ช่องลับที่เจ้าของโรงหล่ออาจจะทำไว้ใต้ฐานพระเพื่อซ่อนสมบัติชิ้นเล็กแต่มีค่าก็เป็นได้…จนกระทั่งทั้งพ่อและแม่ต่างก็พลอยขำคำถามของเขาไปด้วยกัน

แต่ชายหนุ่มไม่รู้สึกดังเช่นคนทั้งคู่

ตรงกันข้าม เขากลับนำคำที่บังเอิญหลุดออกมาโดยมิได้ตั้งใจของผู้ที่เขารับจ้างสืบ มาเก็บไว้ในคลังสมองของตนเองนับแต่นาทีนั้นเป็นต้นมา

น่าเชื่อหรือไม่ว่า

โจมจะต้องมีอุโมงค์หรือช่องลับอยู่บนเส้นทางของเขาและมารดา

เพียงแต่…ต้องหาให้พบเท่านั้นว่า มันแอบแฝงอยู่ที่ใด

หรือว่า เขาเคยเห็นในบ้านของมิสเตอร์พี

แต่เขาก็คิดเอง แย้งเองว่า ไม่น่าเป็นไปได้

เท่าที่สืบเสาะค้นหาประวัติของมิสเตอร์พี มิสเตอร์เอ มิสเตอร์เอ็มกับนักลักลอบค้าวัตถุโบราณรายย่อยอีกสองสามราย ต่างก็ไม่ปรากฏว่าจะยินยอมให้ผู้ใดย่างกรายเข้าไปภายในคฤหาสน์ หรือบ้านช่องเรือนชานของเขา โดยเฉพาะถึงแก่เชื้อเชิญให้เข้าชมห้องเก็บสมบัติโบราณอมตะที่ตนหวงแหน ด้วยว่ามิได้มีเพียงราคาสูงลิบเท่านั้น หากแต่ยังกอร์ปด้วยคุณค่าสูงเลิศอีกด้วย ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ล้วนๆที่ดูของ ‘เป็น’ รู้ว่าของแท้ของเทียมคือเช่นไร จึงเก็บของแท้ไว้ปล่อยของเทียมออกไปแหกตาผู้ไม่รู้ให้หลงเชื่อว่าเป็นของดีของงาม จนต่างก็เก็บของเทียมไว้เพ้อเจ้อรำพึงรำพันอวดใครต่อใครว่าของนี่อายุร้อยปีพันปีเชียวนะ อะไรต่อมิอะไรก็ว่ากันไป…ตราบเท่าที่ไม่ได้ยินเสียงใครหลายคนขำขันหยันเยาะตามหลัง

ตรงกันข้ามกับนักสะสมวัตถุโบราณผู้สุจริต จะห่างไกลจากนักทุจริตเป็นอันมาก หากจะขายของสะสมก็ต่อเมื่อชีวิตเดินมาถึงจุดอิ่มเต็ม ใคร่จะขายยกห้อง ยกตู้ หรือยกลิ้นชักเพื่อนำเงินไปลงทุนอย่างอื่นที่ไหลลื่นมากกว่า…ก็นั่นเอง…ของมีค่าที่ไม่ปลอมจึงจะค่อยๆทยอยกันออกมา กระจายตัวไปสู่ร้านค้าทั้งใหญ่และย่อยภายในประเทศ

ฉะนั้น…บัดนี้ ปูนปั้นจึงถ่ายภาพห้องชุดของเจียมจิตโดยละเอียดอีกครั้งหลังจากเก็บภาพโดยรวมพร้อมกับตำรวจสองนายตั้งแต่เมื่อเย็น…ด้วยว่า…ในใจส่วนลึกยังคงเต้นแรง เสมือนมีบางอย่างซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าคืออะไร…กำลังแข่งกันทุบถอง…ราวกับกลองใบย่อม

เขาก็เลยถอยไปนั่งที่ขอบอ่าง

พลางเหลียวไปรอบๆ ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามเลยเที่ยงคืน

ครั้นแล้วจู่ๆเขาก็ขนลุกซู่ขึ้นมา…จนต้องรีบลุกขึ้น พลางยกมือพนม

“หลวงปู่ขอรับ…กระผม…ปูนปั้น พันธุไพรนะขอรับ กำลังตามหาคชสีห์ของขลังของหลวงปู่ที่ลง ‘นะ ชาลีติ’ ไว้ด้วยน่ะขอรับ”

ขณะกำลังนึกในใจอยู่นั้น พลันขนที่ลุกซู่อยู่แล้วก็ยิ่งซู่ขึ้นมาทั้งเนื้อทั้งตัวจนเขาเองก็แปลกใจ

นั่นก็เนื่องด้วย ไม่เคยยึดติดกับไสยศาสตร์หรือศาสตร์ใดที่พิสูจน์ให้ประจักษ์แก่ตาและแก่ใจมิได้ด้วยเหตุและผล จึงไม่เคยเชื่อการดลบันดาลเลื่อนลอยของฟ้าดิน

แต่วินาทีนี้…ที่กำลังคับขันด้วยงานอันต้องรับผิดชอบโดยยังแลไม่เห็นแม้แต่หนึ่งส่วนสิบของความสำเร็จ ยิ่งเจ้าของบ้านคนสำคัญอีกคนหนึ่งระเห็จหายไปอย่างไร้ทิศทาง แม้เหลือแม่ของเขาเพียงผู้เดียวเท่านั้น หากก็นอนเป็นผักไร้สัมปชัญญะ ก็ยิ่งเสมือนตันปัญญา

“ขอความกรุณาหลวงปู่สักครั้งเถิดขอรับ หากหลวงปู่สถิตอยู่ที่ใด ขอได้ส่งสัญญาณให้กระผมได้พบในคืนนี้…เดี๋ยวนี้ได้หรือไม่ขอรับ”

ท้ายที่สุดเขาก็เลยหาที่ว่างๆหน้าตู้เก็บผ้าเช็ดตัว ก้มลงกราบกรานสามครั้ง



Don`t copy text!