รสอมฤต บทที่ 38 : ตู้หลังนี้เลื่อนได้

รสอมฤต บทที่ 38 : ตู้หลังนี้เลื่อนได้

โดย : กฤษณา อโศกสิน

รสอมฤต นวนิยายเรื่องล่าสุดที่ร้อยเรียงเรื่องราวและทุกตัวอักษร โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 นักเขียนอาชีพผู้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการวรรณกรรมและประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี นวนิยายออนไลน์ทรงคุณค่าที่ อ่านเอา อยากให้ผู้รักการอ่าน ได้อ่านออนไลน์

*******************************

ขณะที่ก้มลงกราบนั้น พลันสายตาก็แลไปพบขาตู้ที่มีลูกล้อเลื่อนได้…

อาศัยความที่เคยสืบเรื่องราวร้ายๆแทรกรายละเอียดที่นักสืบหรือตำรวจจำเป็นต้องเรียนและรู้อย่างผู้ชำนาญการ ปูนปั้นจึงคุกเข่าลงตรงหน้าตู้หลังจากนั้น…เมื่อพบว่า…

ตู้หลังนี้เลื่อนได้

ทันทีที่คิดถึงตรงนี้ พลันขนก็ลุกซู่ขึ้นมาอีกอย่างน่าอัศจรรย์

ผลักดันทันใดให้เขาเชื่อมต่อ

ถ้าเช่นนั้น…อู้ฮู…ครั้นแล้ว จึงลุกขึ้นยืน พร้อมกับลองขยับดู

เพียงแต่รู้ว่าตู้เขยื้อนได้เท่านั้น เขาก็หยุดเพื่อสูดลมหายใจลึกๆเข้าออก…อย่างน้อยก็ต้องตั้งสติให้ได้ก่อนอื่นใด

ต่อจากนั้น จึงลองขยับอีกครั้ง เนื่องด้วยเมื่อก้มลงดู…แน่นอน…ลูกล้อหันข้าง ไม่พร้อมเลื่อน…จึงต้องเขยื้อนต่อไปด้วยมือของเขา ด้วยแรงกายที่ไม่ต้องหักโหมกระไรนัก ด้วยว่าของในตู้มิสู้จะหนักสักเท่าใด ราวกับเจ้าของจงใจไม่บรรจุของหนักเกินกำลังที่จะขยับตู้ได้ยามเมื่อใคร่เลื่อนมันออกไป

จะเพื่อทำความสะอาดหลังตู้ได้ง่ายหรืออาจย้ายที่พาตู้ไปอยู่ที่อื่น…ก็ได้ทั้งสิ้น

ดังนั้น…เมื่อเขาขยับจนล้อทั้งสี่เคลื่อนที่ออกจากหันข้าง มาสู่ด้านตรง จึงส่งให้ตู้ใบสูงค่อยๆเคลื่อนตามมือเขาออกมา

ชายหนุ่มมิรู้ว่าขณะนี้ วินาทีนี้ ตัวเขา ใจเขากำลังลอยสูงขึ้นเพียงใด

ราวลูกโป่งที่ถูกปล่อยจนสอยลงมามิได้อีก ด้วยว่า แลเห็นนภากาศโล่งลิบอยู่บนโน้น เหนือยอดไม้ เหนือยอดเจดีย์ใหญ่ เหนือยอดปรางค์ปรา

มือเขาเย็นเฉียบ เทียบได้กับน้ำแข็งก้อนหนึ่งขณะค่อยๆ…ค่อยๆเลื่อน…ค่อยๆเคลื่อนตู้ไม้กรุกระจกที่แลเห็นผ้าเช็ดตัวพับซ้อนเรียงกันสามแถว ตรงแน่วเสมอกัน สูงแค่ครึ่งหนึ่งของความสูงระหว่างชั้นต่อชั้น แลเห็นผนังตู้อยู่ด้านหลัง ตู้สูงเกือบท่วมศีรษะเขา ส่วนความกว้างก็ราว…เมื่อกะด้วยสายตาก็แน่ใจว่าไม่ถึง 1 เมตร อาจจะราว 75 เซ็นติเมตรเท่านั้น แต่ความสูงราวเมตรครึ่งหรือกว่านั้นเล็กน้อยเพราะเมื่อเขายืนเทียบกับตู้ เขาสูงกว่านิดหนึ่งเนื่องจากเขาสูง 175 เซ็นติเมตร

ทันทีที่เขาเข้าไปยืนใกล้ๆติดกับตัวตู้ แลเลยไปยังผนังที่อยู่หลังตู้ เขาก็เพิ่งรู้ว่ามันไม่สู้เรียบ มีรอยแบ่งของกระดาษปิดผนังให้เห็นค่อนข้างชัด เพียงแต่จะชัดก็เมื่อคนที่สูงกว่าตู้เท่านั้นมองเข้าไป

ดังนั้นเมื่อตู้เคลื่อนออกมาจนห่างจากผนังพอประมาณ ปูนปั้นจึงแลเห็นบานประตูที่มีกระดาษปิดผนังปิดเลยจากขวามาซ้ายไปหยุดอยู่ ณ ที่ที่จะต้องเปิดบานผ่านเข้าไป

ใจเขาเต้นอย่างแรงอย่างดังยิ่งกว่ากลองกำลังตี เมื่อพบว่ามีขอเล็กๆสับไว้กับห่วงเล็กเช่นกันอย่างง่ายๆ

นี่อย่างไร…ห้องเก็บของที่เขาใคร่เห็นจึงถามหา

มันซ่อนอยู่ในห้องน้ำเจ้าของบ้านนั่นเอง

มือเขาก็เลยสั่น…สั่นขึ้นมาทันใด สั่นจนแทบจะจับขออันเล็กนิดไว้ไม่ได้

หากท้ายที่สุด เพียงแต่ขอหลุดออก มือเขาผลักบานไม้ที่มีกระดาษผนังสีเขียวอ่อนปิดไว้ มันก็เปิดออกได้ด้วยดี

ขณะที่เขาทำใจสบายๆ ยกมือไหว้หลวงปู่เฮงอีกครั้ง…เนื่องด้วยนิสัยอันแท้จริงนั้น ตั้งใจจะอ่อนน้อมถ่อมตนกับสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ทุกท่าน จึงแม้จะเชื่อหรือไม่ หากก็ไม่เคยลบหลู่ แม้ว่าใครบางคนจะเคยเอ่ยกับเขาว่า

‘มึงว่าไหมว่า คนไทยครึ่งประเทศนับถือศาสนาผี ไม่ใช่พุทธ…ไม่งั้นแม่งมันไม่มัวมาขูดไม้ขูดหินหาหวยอยู่แบบนี้หรอกวะ’

เขาก็ได้แต่ฟังเงียบๆ ไม่ออกความเห็นว่ากระไร

ด้วยคิดว่า…เป็นเรื่องละเอียดประณีตจนเกินกว่าความคิดอย่างนักวิชาการจะทะยานไปถึง

ครั้นแล้ว…ก็นี่อย่างไรเล่าที่ใครบางคนคิดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีจริง…แต่เหตุไฉนเขาจึงก้าวเข้ามายืนนิ่งอยู่ในห้องมืดที่มีแสงไฟจากห้องน้ำพาดเข้ามา แลเห็นสวิทช์อยู่ข้างๆนั้น จึงกดมันให้สว่างขึ้น เพื่อจะประหลาดใจแกมยินดีล้นพ้นเมื่อแลเห็นห้องแคบยาวเท่าความยาวห้องน้ำด้านหน้าปรากฏตรงนัยน์ตา

เป็นห้องที่ดิ่งลึกเข้าไปกว้างราวเมตรเศษ มีชั้นวางของเป็นชั้นๆทั้งสองฟาก กรุกระจกไว้ด้วยดังเช่นตู้เก็บของทั้งหลาย มีทางเดินแคบๆตรงกลางพอเอี้ยวตัวได้ พอให้เปิดตู้หยิบของออกมาได้โดยง่าย เนื่องด้วยเพิ่งแลเห็นว่าไม้ทุกบานถูกปิดไว้โดยไม่มีกุญแจ

เมื่อมองเข้าไป จึงแลเห็นกล่องทั้งใหญ่และเล็กวางเรียงรายเป็นกล่องๆ เต็มอัดขนัดแน่นจนแทบไม่เหลือที่ว่าง

แต่สายตากลับมาสะดุดอยู่ที่ช่องเล็กตรงกลาง

 

เจ้าของบ้านจัดวางไว้เด่นเป็นพิเศษด้วยครอบแก้วโค้งมน ภายในมีถุงแพรสีนวลร้อยเกลียวไหมรูดปากถุงแล้วผูกทิ้งชาย…แสงสว่างจากดวงไฟเล็กๆสามดวงบนเพดานที่ติดไว้เป็นระยะทั้งปากประตู กลางทางและสุดห้องแคบ ส่องแสงเพียงพอที่จะช่วยให้เขาเปิดตู้ พลางยกโคมแก้วที่ครอบออกวางบนที่ว่างข้างๆ หยิบถุงแพรมาถือไว้ด้วยทั้งมือทั้งใจยังสั่นสะท้าน

ครั้นแล้วจึงยกถุงภายในอุ้งมือพนมขึ้นจรดหน้าผาก ดึงเกลียวไหมสีทองที่ผูกปากถุงแน่นออกจากกัน ดึงปากถุงจนกว้าง พอที่จะหยิบวัตถุในนั้น…ที่เขาแน่ใจว่าใช่ของที่ตามหา

จริงดังที่คาดไว้ไม่มีผิด

ทั้งคชสีห์และแหวนสองวงที่เขาดึงขึ้นมานี้อยู่ในสร้อยทองคำยาว พร้อมที่จะสวมศีรษะได้ทั้งสองเส้น

“สาธุขอรับ…กราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยให้กระผมพบของมีค่าอมตะทั้งสามชิ้นขอรับ…หลวงปู่เฮงขอรับ หลวงปู่เมตตากรุณากระผมมากจริงๆ…ขออนุญาตกระผมพาสิ่งที่เป็นสิริมงคลนี้ไปกับกระผมเดี่ยวนี้เลยนะขอรับ…กราบขอบพระคุณที่ไว้วางใจกระผมขอรับหลวงปู่”

ครั้นแล้ว เขาจึงคล้องสร้อยทองทั้งสองสายที่ห้อยแขวนสมบัติโบราณเข้ากับคอของเขา เพราะไม่แน่ใจว่าเก็บไว้ในกระเป๋าสะพายจะเหมาะสมหรือไม่

ต่อจากนั้น จึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ตนเองยังมิได้ถ่ายรูปห้องเก็บของมีค่าของสองแม่ลูกไว้เป็นพยานวัตถุอีกชั้นหนึ่ง จึงลงมือเก็บภาพชั้นวางของทั้งสองฟากโดยเปิดบานตู้ออกกว้าง เพื่อให้แสงสว่างผ่านถึงอย่างเต็มที่

เมื่อถึงนาทีนี้ เขาสบายใจแล้ว จึงเริ่มอยากเปิดดูตามกล่องที่มีทั้งกล่องกระดาษและห่อผ้าวางเรียงรายอยู่ภายในตู้ยาวทั้งสามชั้น

โดยดึงไหมเกลียวที่ผูกหูรูดปากถุงตรงหน้าออกจากกัน

ทันทีที่ถุงเลื่อนลงล่าง แลเห็นวัตถุโบราณชิ้นงาม สัมผัสแสงไฟอร่าม เป็นรูปลักษณ์ของเทพที่ขอมเคารพ

ปูนปั้นมิได้ขยับเขยื้อนเทพที่เขาจำได้ว่าคือ ‘พระธยานิโพธิสัตว์วัชรปาณี’ ออกจากตู้ ด้วยว่ายังอยากรู้เลยไปถึงถุงและกล่องอื่นๆอีกสักสองสามชิ้น เพื่อจะได้นำไปรายงานลูกพี่ผู้กำลังรอฟังผลอยู่ที่ใดที่หนึ่งซึ่งเขากับนักสืบที่จ้างพิเศษกำลังตามสืบค้นคดีใหม่ที่ทุกคนก็หนักใจ เพราะกลับยากกว่าตามหาสมบัติล้ำค่าของเศรษฐีพลัง ซึ่งบัดนี้อยู่ที่คอเขาเรียบร้อยแล้ว

เมื่อก้มลงดูนาฬิกา ปรากฏว่าเกือบตีสองแล้ว

แต่ความแคล้วคลาดที่ผ่านไปจนคว้าได้ทุกสิ่งที่ปรารถนากลับช่วยให้นัยน์ตาของเขาเปิดกว้าง ไม่รู้สึกเคว้งคว้างลอยละล่องเหมือนตอนกลางวันที่เมื่อก้าวเข้ามา ได้แลเห็นทุกอย่างถูกรื้อค้นจนจับต้นชนปลายแทบไม่ติด

ดังนั้น เขาก็เลยดึงถุงผ้าขึ้นหุ้มองค์เทพแล้วรูดปิด ผูกปากถุงไว้อย่างแน่นเหมือนเดิม

ต่อจากนั้น จึงลองเปิดกล่องอื่นที่อยู่ในช่องถัดไป

กล่องที่เปิดออกคราวใหม่นี้คือ ชามสังคโลกสีเขียวอ่อน ตกแต่งด้วยกลีบเรียงกลีบรายรอบตัวชามปากกว้างอันโค้งน้อยหนึ่ง เพียงแค่กระทบสายตาก็ยังซึ้งใจ

หากก็ต้องรีบดูรีบปิด

นี่ถ้าได้ร้อยรัดมาชมด้วยกัน หล่อนจะส่งเสียงวี๊ดดังลั่นหรือไม่ ด้วยว่าฤทัยทั้งหล่อนและเขา รักของเก่าไม่มีคลาย

เจียมจิตคงสะสมของเหล่านี้มาช้านาน

เก็บตัวอย่างงานชั้นเลิศไว้อย่างละชิ้น รอวันที่คนใจถึงบินมาหา

อาจจะเป็นชาวต่างชาติสักรายหรือมากกว่า มิฉะนั้นก็เป็นไทยผู้ค้าทั้งในตลาดมืดและตลาดสว่าง

อีกหนึ่งถุงผ้าคือตุ๊กตาดินเผา ศิลปะสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ 19-20

ตี 2 กับ 40 นาที

ปูนปั้นจึงได้เวลาปิดประตู ‘ถ้ำ’ ของเจียมจิตที่ลูกชายเธอเรียกขานมันว่าอุโมงค์หรือช่องลับ เชิงเปิดเผยความไม่ลับโดยมิทันรู้

ส่วนเขาขณะนี้ ก็เพียงแต่เลื่อนตู้เข้าไปจนชิดผนังสวย ก้มลงหมุนล้อจนหันข้างไว้ให้ด้วยในที่เดิม แล้วกลับออกมา



Don`t copy text!