รสอมฤต บทที่ 13 : งดงามและอัศจรรย์ยิ่ง

รสอมฤต บทที่ 13 : งดงามและอัศจรรย์ยิ่ง

โดย : กฤษณา อโศกสิน

รสอมฤต นวนิยายเรื่องล่าสุดที่ร้อยเรียงเรื่องราวและทุกตัวอักษร โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 นักเขียนอาชีพผู้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการวรรณกรรมและประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี นวนิยายออนไลน์ทรงคุณค่าที่ อ่านเอา อยากให้ผู้รักการอ่าน ได้อ่านออนไลน์

*******************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ครั้นไหว้แล้วกราบแล้ว ต่างก็อธิษฐานขอสิ่งใดตามอัชฌาสัยของตนแล้ว ปูนปั้นก็ยังชี้ให้ดูอุโมงค์ทางขึ้นไปบนผนังกำแพงรอบองค์พระว่าเคยเปิดให้คนทั้งหลายไต่บันไดขึ้นไปยืนชมดินฟ้าอากาศบนนั้นได้เหมือนกัน แต่ก็ปิดสนิทมายี่สิบปีแล้ว ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไปอีก

แต่สองหญิงยังคงติดใจความงดงามของพระพุทธรูปปางมารวิชัยหน้าตักกว้างเกือบเต็มพระมณฑป เมื่อเงยแหงนขึ้นไปมอง จึงแลเห็นพระพักตร์ขนาดใหญ่อายุ 700 กว่าปีชัดนัยน์ตา สองข้างขนาบด้วยไม้ต้นสูง จึงค่อนข้างร่มครื้ม ไม่เหมือนด้านหน้าอันสาดด้วยแดดบ่าย

“ฉันว่าพระพุทธรูปทุกองค์บริเวณนี้ คงไม่มีองค์ไหนงดงามอัศจรรย์เท่าพระอจนะอีกแล้วนะคะ” ร้อยรัดหันไปทางชายหนุ่มเจ้าของสถานที่

โจมแลตามสายตา จึงได้แต่ยิ้มนิดๆ หากก็นึกในใจ

‘มึงเป็นนักสืบ กูไม่ว่า แต่อย่าเป็นนักสอย หยามกู’

“ใช่ครับ…ท่านงามอัศจรรย์เชียวฮะ…คือนับเป็นพระพุทธรูปนั่งที่ใหญ่สุดในสุโขทัย มณฑปก็ใหญ่ที่สุดเหมือนกัน” ชายหนุ่มยังคงบรรยาย “เพราะถึงยังไง ผมก็รักพระอจนะองค์นี้มากที่สุดครับ รักเพราะผนังสองข้างนี่มีอุโมงค์ที่เข้าไปเดินข้างในจนขึ้นไปถึงหลังคาได้…แล้วนี่…ถ้าเขาเปิดให้ขึ้นไปข้างบนเหมือนสมัยก่อน ก็จะพบว่า บนเพดานเหนือทางเดินในอุโมงค์จะมีภาพลายเส้นเป็นรอยพระพุทธบาทกับชาดกในพระพุทธศาสนาครับ…ผมเคยขึ้นไปสองหนตอนยังรุ่นๆ…ชอบมากเลย…ยังขึ้นไปตะเบ็งเสียงแข่งกันอยู่บนนั้นให้เสียงมันก้องพอๆกับที่เขามักจะขนานนามท่านว่า พระพูดได้…ซึ่งสมัยก่อนเป็นวิธีหนึ่งที่เขาใช้สำหรับปลุกขวัญทหาร”

โจมได้แต่ฟังไปอย่างนั้น นั่นก็เนื่องด้วยเริ่มหมั่นไส้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ทนฟัง เพราะมาคราวนี้ก็มาเพื่อดูลาดเลาและเก็บเกี่ยวความนัยทั้งลับและไม่ลับ จึงจำต้องหนักเอาเบาสู้ ไม่ด่วนทำตัวรู้ทัน

แต่เสียงร้อยรัดก็ถามไถ่ขึ้นอีก ดูหล่อนติดอกติดใจพระอจนะเป็นอันมาก…หากก็ไม่มีผู้ใดในกลุ่มนี้รู้ว่าพ่อกับแม่ของหล่อนเคยจูงมือกันเดินขึ้นไปตามทางลาดที่พาขึ้นสู่ขอบบนอาคารอันเป็นลานสี่เหลี่ยมยาวหักมุมให้เดินวนรอบได้ แล้วกุมมือกันชมนกชมไม้อยู่บนนั้น

“ฉันรักพระอจนะจังเลยค่ะ คุณปั้น” หญิงสาวจึงเอ่ยกับเขาอย่างจริงใจ

“นักโบราณคดีเขาสันนิษฐานไว้ว่า ลักษณะการสร้างมณฑปสำหรับพระองค์ใหญ่ขนาดนี้…น่าจะเอารูปแบบมาจากลังกากับพุกามนะครับ…โดยเฉพาะลายเส้นที่ว่าคือรอยพระพุทธบาท”

ความหมั่นไส้ที่เมื่อครู่พลุ่งขึ้นมาอ่อนๆ หากบัดนี้กำเริบขึ้นทุกขณะจนทั้งขวางตาและขวางหูอย่างแรง จึงขัดคอ

“นี่คุณนึกเอาเองหรือใครว่า”

“ก็นักโบราณคดีไงครับ” ปูนปั้นก็เลยยิ้มมุมปากเยาะนิดๆ “ลำพังตัวผมเองน่ะหรือ จะไปหาญกล้าตีเสมอนักปราชญ์ราชบัณฑิตที่ท่านคิดค้นไว้แล้วว่านั่นนี่คือยังไงหรอกฮะ”

พลางเขาก็หันไปทางหญิงสาว

“คุณร้อยเบื่อหรือยังล่ะครับ…ถ้าเบื่อก็ไปต่อ เพราะวัดพระพายหลวงก็อยู่ใกล้ๆนี่เอง”

“ไม่เบื่อเลยค่ะ” เจ้าตัวบอกกล่าวขณะยกมือถือชูสูงเพื่อถ่ายองค์พระให้ครบทุกมุมที่อยากถ่าย “แต่เราเห็นจะต้องรีบเหมือนกัน เกรงใจอีกห้าคนที่เขาเข้าแถวรออยู่ข้างนอกน่ะค่ะ…ก็เมื่อกี้ฉันยังนึกติผู้หญิงห้าคนนั่นเลยว่า ถ่ายรูปอยู่ได้ตั้งนานสองนานไม่รู้จักเกรงใจคนยืนรอ…แต่ก็…อ้อ…พอถึงตาเรามั่ง…มันยังงี้นี่เอง…”

วันทาก็กำลังง่วนถ่ายภาพเช่นกัน

ฝ่ายโจมนั้นถ่ายไว้แล้วตลอดเวลา

ครั้นกลับออกมาเพื่อให้ผู้มาใหม่อีกห้าคนเข้าไปบ้าง ร้อยรัดก็ยังติดใจคุยต่ออยู่ดี

“แหมนี่…ฉันเสียดายจังนะคะที่ไม่ได้เห็นรอยพระพุทธบาทบนเพดานอุโมงค์ในกำแพง…ลังกากับพม่าเขาก็ช่างคิด”

โจมอดไม่ได้ก็เลยหัวเราะแปร่งๆออกมาเพราะเริ่มรำคาญเสียงซักไซ้คล้ายใคร่ต่อความไม่รู้จักจบของอีกฝ่าย

“พอดีไม่มีหลักฐานบอกไว้เรื่องการสร้างว่าใครสร้าง สร้างเมื่อไหร่…นักโบราณคดีก็เพียงแต่ประมาณเอาว่า น่าจะสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 19-20” อีกฝ่ายให้ความรู้ที่เขาเองคงเก็บสะสมไว้ในคลังสมองมาก่อนหน้า…ด้วยความเป็นคนพื้นที่นี้ มิหนำซ้ำยังมีโรงหล่อพระพุทธรูปส่งขายเป็นอาชีพ “ผมเองก็รักพระอจนะองค์นี้มาก ยิ่งนึกถึงตอนที่เคยเดินเข้าไปในอุโมงค์ตามทางที่ค่อยๆชันขึ้นจนไปโผล่ข้างบนได้ ก็ยิ่งรักท่านมาก ถือเป็นสิ่งศักด์สิทธิ์ล้ำค่าของสุโขทัยเลยเชียวละฮะ…”

หากในที่สุด เจ้าตัวก็หัวเราะ

“ที่จริง…ก็ล้ำค่าทั้งเมืองนั่นแหละครับ” ปูนปั้นสรุปอย่างเต็มคำ “อย่างพระพุทธรูปยืน ‘อัฏฐารศ’ ที่อยู่วัดสะพานหิน นั่นก็งดงามยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ยืนอยู่บนยอดเขาพระบาทน้อยฮะ…ปางประทานอภัย คิดว่าคุณโจมคงไม่มีเวลาไปแวะละมังครับ…เพราะกว่าจะทัวร์อุทยานประวัติศาสตร์จบก็พลบพอดี คือพระอาทิตย์ขึ้นกับพระอาทิตย์ตกที่นี่นับเป็นชั่วโมงทองของนักท่องเที่ยวเลยนะครับ…ถ่ายรูปแล้วงามมาก”

แต่โจมกลับเอ่ยเปรย

“พระอจนะที่มีอุโมงค์ขึ้นไปได้นี่…คนคิดนี่ ผมว่าสุดยอดเลยนะ…คุณร้อยว่าไหม…”

ทั้งสี่เดินมาถึงรถแล้ว ปูนปั้นจึงขับออกจากหน้าองค์พระ ย้อนกลับออกมาเพื่อแวะชมวัดพระพายหลวงโดยทุกคนเห็นพ้องต้องกันเมื่อเจ้าของสถานที่บอกกล่าว ‘วัดพระพายหลวงนี่ก็เป็นวัดเก่าแก่ยุคต้นสุโขทัย ราวพุทธศตวรรษที่ 18 นะฮะ’

“ค่ะ…ฉันก็กำลังนึกถึงอุโมงค์ข้างในอยู่เหมือนกัน…อยากเห็นมากเลย”

“มันดูลึกลับดีใช่ป่าว” วันทาถามไถ่ไปอย่างนั้น ดูเหมือนหล่อนจะเป็นคนเดียวที่ไม่ถึงกับปลาบปลื้มของโบราณ

 

ครั้นแล้ว ชายหนุ่มจึงจอดรถไว้ ณ บริเวณหน้าวัดพระพายหลวง ต่อจากนั้นจึงชวนทุกคนเดินเข้าไปชมศาสนสถานยุคต้นสุโขทัย โดยผู้นำทางยังคงบรรยายให้ทั้งสามฟังอย่างเต็มใจแกมเพลินใจ

“วัดพระพายหลวงนี่เก่าแก่มากฮะ…สันนิษฐานกันว่าสร้างตั้งแต่ต้นสมัยสุโขทัย ราวพุทธศตวรรษที่ 18…แล้วก็…แรกทีเดียว คงเป็นเทวสถาน…เพราะปราสาทสามองค์ที่เห็นอยู่นี่…คุณว่าเป็น แบบเขมรไหมครับ” ชายหนุ่มแกล้งถามไถ่ เนื่องด้วยรู้อยู่เต็มอกแล้วว่า ‘ของมีค่าสามชิ้น’ ที่หายไป สองในนั้นมีศิลปะขอมปนอยู่ “ร้านคุณโจมขายวัตถุโบราณ…น่าจะมีของเก่าของเขมรพลัดมามั่งนะฮะ”

โจมนิ่งอึ้งไปเป็นครู่เมื่อถูกคำถามจี้ใจ หากก็ตอบอ้อมแอ้ม

“จะมีอะไร้…ส่วนใหญ่…ก็…แค่ของดาดๆ ร้านไหนๆก็มี”

แต่อีกฝ่ายไม่หยุดฟัง ยังคงเอ่ยต่อไปเมื่อยืนดูปราสาท 3 องค์ ซึ่งพังทะลายลงไปนานแสนนาน เหลือแต่อิฐเปลือยซ้อนกันเป็นชั้นๆจนแทบไม่เหลือรูปทรง กับวิหารสูงที่ปูนปั้นบอกว่าภายในเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งนอนและยืน

“คุณโจมก็คงทราบดีแล้วใช่ไหมฮะว่า ก่อนที่จะมาเป็นอาณาจักรสุโขทัย…ที่นี่เคยมีศิลปะขอมมาก่อน ครั้งเมื่อขอมมีอำนาจ…แล้วเลยขยายอิทธิพลโดยเฉพาะทางวัฒนธรรมด้านศิลปะขึ้นมาจนกลบวัฒนธรรมดั้งเดิม…เห็นได้จากประติมากรรมขอมบางชิ้นที่พบที่วัดนี้”

“โอ๋ย…ผมไม่ค่อยรู้อะไรแบบที่คุณรู้หรอกคร้าบ” อีกฝ่ายลากเสียงยาวเหยียด “คือเป็นแค่คนค้าขาย…ซื้อมาขายไป…ก็รู้เหมือนกัน…แต่เบื่อรู้มาก รู้แค่ผิวเผินพอแล้ว…รู้มากก็หนักสมองเปล่าๆ”

“แต่ผมว่า คนค้าขาย…โดยเฉพาะค้าขายวัตถุโบราณน่ะซีฮะ…ควรรู้ประวัติศาสตร์ของของทุกอย่างที่ผ่านมือให้มากเข้าไว้” อีกฝ่ายยังคงพูดเรื่อยๆเมื่อชวนกันหลบแสงแดดเดินผ่านที่ร่มรื่นด้วยไม้ยืนต้นสูงใหญ่ที่เพียงแค่เลี้ยวขวาไม่นานก็ถึง

“คุณว่าคุณทำส่งออก…” โจมก็เลยเลี้ยวเข้าหาเรื่องที่มีเป้าอยู่ในใจ…แกมเยาะไว้นิดหนึ่ง “ส่งอะไรหรือฮะ”

“หลายอย่างครับ” ปูนปั้นเตรียมการไว้พร้อมแล้วจึงตอบได้ฉับพลัน “ก็พวกจานชามลายเขียนสีทำเลียนแบบ แต่สวยเหมือนของเก่า ไม่ใช่บ้านเชียงนะครับ…แล้วก็อีกหลายอย่างที่ต่างประเทศเขาชอบน่ะฮะ…”

“เช่นอะไรมั่ง” โจมซัก

“อะไรก็ได้ครับที่ไม่ขัดกับกฏหมายการค้าของเก่าที่ทำให้กรมศิลป์เขาต้องขอให้ตำรวจมาถึงร้านคุณหรือร้านผม ถ้าผมมีร้านน่ะฮะ”

คราวนี้วันทาจึงหันมามองหน้าเพื่อนผู้เดินเงียบอยู่ข้างๆ ขณะกำลังฟังคำอธิบายของผู้นำทาง แลเห็นได้ชัดเจนว่าสนใจและตั้งใจฟังเรื่องที่เขาเล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมาจบลงตรงตัวบทกฎหมายที่หล่อนเองก็จำขึ้นใจอยู่ก่อนหน้า จึงระมัดระวังเป็นอันมากที่จะไม่เผลอซื้อขายมรดกวัฒนธรรม

“ไงๆคุณโจมก็อย่าให้ถึงกับมีตำรวจมาตรวจร้านเลยดีกว่า” ร้อยรัดก็เลยหันไปสัพยอกนิดหนึ่ง “เช่น อย่าถึงกับมีอุโมงค์หรือห้องใต้ดินอยู่ในร้านในบ้าน”

คราวนี้เองที่ทั้งสามไม่ได้ยินเสียงโจมตอบกลับ

เขาคงกำลังตั้งสติ…ปูนปั้นนึกในใจขณะที่ ‘ของมีค่า’ ยังคงลอยเด่นจนเห็นชัดท่ามกลางร่มเงาของไม้ใหญ่อันปกแผ่สาขาร่มรื่นที่ที่ทั้งสี่กำลังมุ่งสู่วัดมหาธาตุ

ทั้งสามสิ่งมาอยู่ในม่านตาเขาอย่างไร ก็คงอยู่ในม่านตาของโจมอย่างนั้น

ที่จริง วัตถุโบราณทั้งสามชิ้นก็ช่างงดงามล้ำเลิศนี่กระไร เป็นวัตถุโบราณแสนประเสริฐที่เขาเองแม้จะคลุกคลีชิดใกล้ ก็ยังไม่เคยพบชิ้นใดแสนขลังแสนประทับใจจนติดตาติดความคะนึงหามาจนถึงบัดนี้…ไม่เคยเลย…

นับเป็นผลบุญกุศลกรรมอันแท้ที่แม้เพียงได้แลเห็นจากเครื่องมือสื่อสาร โดยไม่เคยเห็นของจริงที่อันตรธานไป ก็ยังขยายใหญ่ให้ได้มองจ้องเพื่อแตะต้องรายละเอียดทั้งเนื้อโลหะ สนิม และรูปพรรณ รวมทั้งชั้นเชิงศิลปะที่หาเท่าใดคงหาอีกมิได้

แต่ในที่สุด ก็มีเสียงชายที่เดินหน้าเปล่งเสียงเกือบสดใส

“ใครขืนทำอุโมงค์ในบ้านก็บ้าแล้วละฮะ…คิดกันมั่งหรือเปล่าถึงตอนน้ำท่วม ซัดเอาของไปบรรลัยหมด”

Don`t copy text!