สลักบุหลัน บทที่ 12 : เราทุกคนล้วนมีบาดแผล

สลักบุหลัน บทที่ 12 : เราทุกคนล้วนมีบาดแผล

โดย : ปองวุฒิ

สลักบุหลัน ผลงานนวนิยายแนวลึกลับเรื่องล่าสุดของ ปองวุฒิ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้อ่าน ‘ อ่านเอา ’ ที่นี่ ที่เดียว นิยายออนไลน์ที่เล่าถึงของกุลกัลยาและกล่องไม้ที่ฝาสลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เมื่อสัญชาตญาณบอกว่าอย่าเปิด เพราะเมื่อเปิดทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม เป็นคุณ…จะเปิดไหม 

****************************

–  12 –

แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก ทว่ากุลกัลยาไม่ใช่คนอ่อนแอประเภทเอะอะก็ตีโพยตีพายรอให้คนช่วย ถ้าหากเป็นแบบนั้นคงไม่มีทางก้าวมาอยู่จุดสูงสุดของบริษัทได้แน่ๆ ดังนั้นสิ่งที่ประธานบริษัทสาวคิดอยู่ในหัวสมองยามนี้ ขณะจ้องมองรองประธานเจ้าเล่ห์ที่ตนไม่เคยไว้วางใจแม้สักเสี้ยววินาทีก็คือ…เขาเล่นงานผิดคนแล้ว

สายตาแข็งกร้าวตวัดมองอีกฝ่ายที่กำลังกระหยิ่ม ก่อนกวาดตามองกรรมการบริษัท บางคนมองตอบ บางคนหลบตา ไม่กล้าสู้หน้า

เธอประเมินทันทีว่าชนาสินวางแผนเอาไว้จริง แต่คงไม่มีเวลาถึงขนาดฮั้วกับทุกคน ยังสามารถโน้มน้าวให้เปลี่ยนใจได้ และอย่างน้อยๆ กิตติก็ไม่ได้มา แสดงว่าชายชราไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปด้วย เธอยังมีพวกพ้องอยู่ในเกมตลบหลังนี้ ต้องหาทางพลิกกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ

หญิงสาวยืดตัว เอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดดังเคย

“ดิฉันตระหนักดีว่าทุกท่านในห้องนี้คงทราบถึงสถานการณ์ของบริษัทเป็นอย่างดี และขอรับรองว่าทุกอย่างยังเป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่จำเป็นต้องตื่นตกใจ”

“คุณก็ต้องพูดอย่างนี้อยู่แล้ว ไม่เห็นแปลก ในเมื่อตัวเองเป็นผู้ต้องสงสัยของตำรวจ” ชนาสินโจมตี “แต่คุณจะให้พวกเราฝากชีวิตและเงินทองไว้กับความง่อนแง่นได้ยังไง ภาพลักษณ์เสียหายลงทุกวันแล้วนะ ผมว่าเวลานี้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบริษัทคือปลดคุณออก”

“ถ้าปลดฉัน แล้วใครจะทำงานแทน คุณเหรอคะ คุณสิน” เธอย้อน ก่อนหันมองคนในห้อง “ดิฉันขอถามทุกคนตามตรง พวกคุณเชื่อมั่นในตัวรองประธานบริษัทสักแค่ไหน คิดว่าเขาเหมาะสมกว่าดิฉันอย่างนั้นหรือ”

ไม่มีใครตอบ จนกระทั่งมีคนใจกล้าลุกขึ้นยืน

“ผลประโยชน์ของบริษัทต้องมาก่อน ในฐานะประธาน คุณกุลกัลยาควรยอมถอย”

เธอจ้องมองอีกฝ่าย คงเป็นคนที่ตัดสินใจเข้าร่วมกับชนาสิน และน่าจะมีอีกสองสามคน เพราะพอพูดจบ คนเหล่านั้นก็พึมพำสนับสนุน แต่เสียงไม่ใคร่ดังนัก

“เพราะเห็นแก่ประโยชน์ของบริษัทน่ะสิคะ ดิฉันถึงคิดว่าข้อเรียกร้องของคุณสินไม่เข้าท่าเอาเสียเลย”

“คุณกัล! ระวังคำพูดหน่อยนะ” คนเจ้าเล่ห์เตือน ทำเสียงเข้มเข้าข่ม เขายังคิดว่าตัวเองได้เปรียบอยู่

กุลกัลยายิ้มพราย เอ่ยเสียงเย็นช้าชัด

“ข้อกล่าวหาของดิฉันยังคงเป็นแค่ข้อเลื่อนลอย นำมาใช้พิจารณาไม่ได้ นอกจากนี้ดิฉันกล้าพูดได้เลยว่านอกจากธนดลแล้ว ไม่มีใครรู้เรื่องของบริษัท BOLD ดีเท่าดิฉันอีกแล้ว”

“แค่ตำแหน่งบริหาร ใครก็ทำได้เหมือนกันละน่า”

“ถ้าคิดเช่นนั้น บริษัทคงไม่ไปถึงไหนแน่” เธอตอบโต้ ตวัดสายตามองชนาสินอย่างดูหมิ่น “สินค้าต่างๆ รวมถึงโปรแกรมทั้งหมดของบริษัท นอกจากธนดลแล้ว ดิฉันเป็นคนเดียวที่รู้อย่างทะลุปรุโปร่ง รวมถึงงานตัวใหม่ของเราที่จะร่วมมือกับฟาหมานด้วย มิสหลิงเองก็เพิ่งบอกว่ายังอยากร่วมงานกับดิฉันเพื่อสร้างอนาคตร่วมกันต่อไป”

หญิงสาวเน้นหนักตรงคำสุดท้าย เน้นย้ำให้ทุกคนรับรู้ว่านักธุรกิจสาวใหญ่จากแดนมังกรใส่ใจใครมากกว่ากันระหว่างเธอกับชนาสิน ก่อนสรุปอย่างมาดมั่น

“ไม่แน่ใจนะคะว่าถ้าหากขาดคนทำงานจริงทั้งสองคนไป ทางนั้นจะถอนตัวหรือเปล่า”

“ถอนได้ยังไง สัญญาก็เซ็นไปแล้ว” ชนาสินแย้ง

“คุณสินไม่ได้เป็นคนจดปากกา ทราบได้ยังไงว่าเนื้อความเป็นอย่างไรบ้าง เคยเห็นสัญญาตัวจริงหรือคะ” เธอย้อน แน่ใจว่าอีกฝ่ายเกียจคร้านเกินกว่าจะสนใจอยู่แล้ว พอเห็นไม่ตอบ ก็ยิ่งมั่นใจ “แต่ทุกท่านไม่ต้องเป็นห่วง ดิฉันทำการโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทแน่นอน รับรองว่าไม่มีข้อไหนสร้างความเสียหายให้เราแน่ค่ะ และเพื่อย้ำเตือนทุกท่านถึงความสามารถในการบริหาร ดิฉันจึงอยากนำเสนอว่าที่ผ่านมาได้ทำอะไรแก่บริษัทบ้าง แต่เนื่องจากค่อนข้างมาก ดิฉันจะรวบรัดแค่เฉพาะภายในปีที่ผ่านมาก็แล้วกัน”

เงียบกันไปครู่ ในที่สุดก็มีคนเอ่ย

“ผมว่าเราไม่เห็นต้องเสียเวลากันเลย เห็นชัดอยู่แล้วว่าบริษัทยังไม่ควรเปลี่ยนแปลงอะไรตอนนี้”

พอมีคนหนึ่งแสดงความเห็น ที่เหลือก็พร้อมทำตาม ไม่นานจึงมีคนพยักหน้าเห็นด้วย ลงความเห็นพ้องต้องกันว่าไม่ควรปลดกุลกัลยาออก

ข้างฝ่ายของชนาสินซึ่งมีน้อยกว่าได้แต่ปิดปากเงียบ ไม่แสดงท่าหนุนหลังฝ่ายนั้นอีก ปล่อยให้ชายหนุ่มยืนเก้ออยู่ตามลำพัง

หญิงสาวลอบยักคิ้วให้เขาอย่างท้าทาย ทำเอารองประธานกัดริมฝีปาก หรี่ตาจ้องมองด้วยแววโกรธแค้น ก่อนแค่นเสียง

“ผมไม่นึกว่าคุณจะทำตัวแบบนี้ ไอ้ชื่อบริษัท BOLD อะไรนี่ มันควรจะหมายถึงความกล้าหาญไม่ใช่หรือไง แต่ดูเหมือนผมจะมองคุณผิดไปนะคุณกัล คุณขี้ขลาด ยึดติดกับตำแหน่งมากกว่าที่คิดไว้”

“ฉันว่าคุณเข้าใจผิดแล้วละค่ะ คุณสิน” เธอยิ้มเย็น “ชื่อ BOLD ของเราไม่ได้มีที่มาอย่างที่คุณคิดสักนิดเดียว แน่นอนว่าฉันต้องอาศัยความกล้าในการสร้างธุรกิจจากศูนย์ ตอนที่มันยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง เปรียบได้กับเศษหินดินทรายที่ยังไม่ได้ผสมก่อจนเป็นโครงบ้าน แต่มันก็เป็นแค่แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง”

“แล้วตั้งมาจากอะไร”

เธอขยับเดินเข้าไปใกล้เขา จากนั้นยื่นหน้าไปกระซิบให้ได้ยินเพียงสองคน

“เห็นแก่ที่คุณอยากรู้นัก ฉันจะบอกคุณคนเดียวเลยนะ มันมาจากชื่อหมาตัวโปรดที่ฉันเคยเลี้ยงค่ะ”

ชนาสินหน้าแดงก่ำ อ้าปากคล้ายจะพูดอะไรแรงๆ หากแต่เสียหน้ากับความพ่ายแพ้จนเกินกว่าจะสรรหาคำอะไรได้ สุดท้ายเลยปึงปังออกจากห้องประชุมไปโดยไม่ร่ำลาใคร ทิ้งให้กุลกัลยาลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก

ยกนี้เธอเป็นฝ่ายชนะก็จริง ทว่าเธอแน่ใจ อีกฝ่ายคงไม่เลิกราง่ายๆ แน่ การเปิดศึกครั้งนี้เห็นได้ชัดแล้วว่าเขาไม่คิดเป็นมิตร และหมายจะใช้ช่วงเวลาระส่ำระสายเข้าโจมตี เมื่อมีครั้งแรกก็ต้องมีครั้งต่อมา จนกว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็แพ้จนเลิกราไปเอง

สังหรณ์ว่าจะเป็นอย่างแรกเสียมากกว่า นั่นเท่ากับว่าเธอต้องทนเหนื่อยหน่ายไปอีกนานทีเดียว

อดนึกถึงธนดลไม่ได้ ถ้าหากเพื่อนสนิทยังอยู่คงช่วยได้เยอะ แต่ตอนนี้ไม่เหลือใครแล้ว มีแค่เธอคนเดียวที่ต้องรับมือกับคนละโมบอย่างชนาสิน

การโดนคำสาปของกล่องบุหลันไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิด กลับยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ไปอีก ครั้งนี้โชคดีเอาตัวรอดมาได้ แต่คราวหน้าล่ะ ถ้าถูกดึงเข้าไปในโลกนั้นแล้วหาทางออกไม่ได้นานเป็นเดือนเป็นปี เธอจะทำอย่างไร

ทำไมทุกอย่างรอบตัวถึงได้บีบรัดไปหมดเช่นนี้ ราวกับสวรรค์กลั่นแกล้งด้วยการสรรหาปัญหามาให้อย่างนั้นละ

เธอมีความสุขมานานเกินไป ถึงคราวรับผลกรรมแล้วหรือ…

หญิงสาวนิ่งคิดวนเวียนอยู่นาน กว่าจะรู้ตัว คนอื่นก็ออกจากห้องไปกันหมดแล้ว ประธานสาวถอนหายใจ ก่อนเดินออกไปบ้าง

โดยไม่คาดคิด ชนาสินดักรออยู่นอกห้อง และปราดเข้ามาหาในลักษณะข่มขู่

“คิดหรือว่าเรื่องจะจบแค่นี้” เขาว่า

“เห็นได้ชัดว่าเป็นอย่างนั้น” เธอเลิกคิ้ว ตอบยียวน “ถามจริงๆ เถอะ คุณสิน ทำไมคุณต้องหาทางกำจัดฉันให้พ้นทางด้วย อยากได้ตำแหน่งประธานบริษัทขนาดนั้นเลยเหรอ”

“เดิมทีมันควรเป็นของผมอยู่แล้ว แค่ทวงของตัวเองคืน ผิดตรงไหน”

“คิดผิดคิดใหม่ได้นะคะ ถ้าหากไม่มีฉันกับดล BOLD ไม่มีทางเจริญได้แน่”

“แต่ในเมื่อมันโตมาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องอาศัยมดงานอีก ก็ควรคืนให้เจ้าของที่แท้จริง” เขาบอกหน้าตาเฉย “พวกคุณก็แค่ทำงานให้ผม พอเสร็จงานแล้วก็ไสหัวไปซะ”

เธอคิดว่าช่างเหลือเชื่อจริงๆ ที่เขากล้าพูดอะไรเพ้อเจ้อเข้าข้างตัวเองเช่นนี้

“คุณไม่มีทางชนะฉันหรอก คุณสิน เลิกเพ้อสักที”

“คอยดูไปก็แล้วกัน ไอ้คดีติดตัวคุณน่ะ คิดว่าจะรอดไปได้นานสักแค่ไหน ใครๆ ก็รู้ว่าในบรรดาคนทั้งหมด คุณน่าสงสัยที่สุดแล้ว ตำรวจมันถึงได้คอยไล่จี้อยู่นี่ไง คนอย่างคุณน่ะ พอล้มเมื่อไรไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วยหรอก จำไว้” เขาตอกใส่หน้า ก่อนเดินไปอีกทาง ทิ้งให้กุลกัลยารู้สึกแปร่งปร่าในอก

ไม่ได้เจ็บกับคำพูดของชนาสิน เขาเป็นคนที่เธอไม่เคยใส่ใจอยู่แล้ว จะรักหรือเกลียดก็ตามแต่ใจ ใช่ว่าจะมีความหมายอะไรสำหรับเธอ หากแต่…ความจริงที่หยิกยกมาตอกย้ำต่างหากทิ่มแทงใจ

เธอไม่มีใครเหลือเคียงข้างเลยยามเผชิญกับปัญหาหนักหน่วงหาทางออกไม่ได้

มนวดีอาจเป็นคนสนิท แต่ก็ยังไม่ใช่คนที่เธอพร้อมจะเปิดใจในทุกๆ เรื่อง และแน่นอนว่าไม่อาจปริปากเล่าเรื่องกล่องบุหลันได้

ธนดลเองก็เหมือนกัน ถ้าหากเขายังอยู่ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะกล้าเล่าให้ฟังหรือเปล่า

ภาพของคิรินทร์ผุดขึ้นในภวังค์ ชายหนุ่มเป็นคนเดียวที่เจอเรื่องเดียวกัน เขาย่อมเข้าใจ ติดที่ว่าทั้งสองไม่รู้จักตัวตนในชีวิตจริง เขาเป็นใครเธอก็ไม่รู้ และดูเหมือนเขาจะไม่อยากรู้จักเธอเช่นกัน ทั้งสองเป็นคนแปลกหน้าที่บังเอิญโชคร้ายถูกดูดให้เข้ามาเกี่ยวพันกัน

สรุปได้ว่า…กลับมาจุดเดิม คือไม่มีใครนั่นละ

กุลกัลยามองตามทางที่ชนาสินเพิ่งเดินจากไป พลางถอนใจใหญ่แล้วส่ายศีรษะ ถ้าหากยอมปล่อยให้ฝ่ายนั้นได้สมความปรารถนาจริงๆ บริษัทที่ก่อร่างสร้างมากับมือคงเหลือแต่ชื่อเป็นแน่ คนอย่างเขาทำงานไม่เป็น อีกทั้งไม่คิดเรียนรู้ คิดง่ายๆ ว่าบริษัทเหมือนของเล่นชิ้นหนึ่ง เบื่อก็โยนให้คนอื่นรับผิดชอบ ถ้ามันง่ายดายอย่างนั้น โลกคงไม่มีธุรกิจจำนวนมากต้องพับฐานหรอก

เธอต้องปกป้องบริษัทให้ถึงที่สุด จะยอมให้มันพังทลายลงต่อหน้าด้วยน้ำมือของคนไม่เอาไหนไม่ได้เด็ดขาด

 

เมื่อโชคร้ายรุมเร้า จากหนึ่งเป็นสอง…จากสองก็มักเพิ่มมาเป็นสาม จนเร่าร้องอยากให้มันหยุดสักที เมื่อไรกันโชคร้ายจะหมดไป และไม่เพิ่มเติมมาใหม่อีก

สิ่งเหล่านี้กำลังเกิดกับกุลกัลยา และไม่ว่าจะพยายามทำใจพร้อมรับแค่ไหน ก็ยังสั่นคลอนประสาทคนจิตใจเข้มแข็งได้อยู่ดี

ก่อนเลิกงาน หลังจากเพิ่งรับมือกับชนาสินและกรรมการบริษัทแล้ว เลขานุการคู่ใจก็แจ้งข่าวร้ายว่า…มีตำรวจมาขอพบ

“เชิญเขาเข้ามา” เธออนุญาต

สารวัตรวีระในเครื่องแบบที่เดินเข้ามาด้วยท่าทางกร่างๆ ไม่สร้างความประทับใจให้เลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังชวนสังหรณ์ว่าใครคนนี้จะเข้ามาสร้างความลำบากให้มากขึ้นไปอีก และเมื่อเขาเอ่ยปากก็รู้เลยว่าสันนิษฐานได้ถูกต้องแล้ว

“สวัสดีครับ คุณกุลกัลยา” เขาพูด “คงจำผมได้นะครับ”

“ค่ะ” เธอตอบ “สารวัตรอุตส่าห์มาเอง มีอะไรเร่งด่วนหรือเปล่าคะ หรือว่ามีความคืบหน้า”

“ผมอยากสอบปากคำคุณด้วยตัวเอง แต่คิดได้ว่าประธานบริษัทใหญ่โตคงไม่มีเวลาว่างไปที่โรงพัก” ตำรวจหนุ่มผุดรอยยิ้มชวนอึดอัด

“ถ้าทางคุณขอมา ฉันก็เจียดเวลาได้อยู่แล้วละค่ะ เรื่องของดลเป็นเรื่องใหญ่ อยากให้จับคนร้ายได้เร็วที่สุด”

“งั้นคุณคงไม่ถือถ้าหากผมอยากสอบถามเพิ่มเติม”

“เชิญเลยค่ะ”

“คราวก่อน เท่าที่เราคุยกัน รู้สึกว่าคืนเกิดเหตุคุณไม่มีพยาน และบอกไม่ได้ด้วยว่าตัวเองไปอยู่ที่ไหน”

“ก็อย่างที่ฉันบอกนั่นแหละค่ะ รู้สึกเหนื่อยๆ และอึดอัดกับงานเลี้ยงก็เลยออกไปข้างนอกบ้างเป็นบางช่วง แต่จะให้เจาะจงว่าไปไหนก็คงยาก คืนนั้นมันวุ่นวายจริงๆ ค่ะ คุณถามครั้งนี้ฉันก็ตอบได้เหมือนครั้งก่อน เพราะจำไม่ได้มากกว่านี้จริงๆ” เธอตอบเลี่ยง

“แต่มีพยานเห็นว่าคุณคุยกับผู้ตาย และขึ้นลิฟต์ในสำนักงานด้วย ถ้าออกไปข้างนอก ทำไมต้องเข้าไปข้างในด้วยครับ เดินออกทางด้านล่างน่าจะง่ายกว่า ลานจอดรถก็ใช้ทางเข้าจากด้านล่างด้วย” เขาถามไล่จี้ประหนึ่งสอบสวนผู้ต้องหาให้จนมุม พยายามไล่ต้อนทีละนิด ทีละนิด

ชะงักเล็กน้อย ก่อนคิดได้ว่าไม่เกินความคาดหมาย เขาเป็นตำรวจก็ต้องหาหลักฐานรอบด้านอยู่แล้ว ถ้าหากจะค้นเจอว่าเธอทะเลาะกับธนดลก็ไม่แปลกอะไร

“ตอนแรกฉันคิดจะขึ้นไปพักผ่อนที่ห้องทำงาน แต่พอเจอดลก็เปลี่ยนใจ ช่วงนั้นเรามีเรื่องถกเถียงกันนิดหน่อย เลยไม่อยากกระทบกระทั่ง”

“ถึงขั้นลาออก ผมไม่คิดว่านิดหน่อยนะครับ”

กุลกัลยาตวัดสายตามองอีกฝ่าย เกือบเผลอกัดริมฝีปาก ตำรวจตรงหน้ามีสีหน้าและแววตาบ่งบอกว่าเป็นประเภท ‘กัดไม่ปล่อย’

“คุณต้องเข้าใจนะคะว่าการทำงานค่อนข้างเครียด เรากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ฉันกับดลมีแนวทางความคิดไม่ตรงกัน แต่เราคุยกันได้เสมอ”

“จะบอกว่าการลาออกเป็นแค่ชั่วคราว เดี๋ยวก็กลับมาทำงานเหมือนเดิมหรือครับ”

“เราเป็นเพื่อนกันมานาน สนิทมากที่สุดมาแต่ไหนแต่ไร ฉันเชื่อว่าไม่มีปัญหาอะไรสะสางไม่ได้ ถึงไม่ยอมอนุมัติใบลาออกให้”

“บางครั้งปัญหาก็หายไปด้วยความตาย” อีกฝ่ายพูดลอยๆ

“คุณตำรวจคะ” เธอเอ่ยเสียงเย็น “คุณกำลังกล่าวหาว่าฉันฆ่าดลอย่างนั้นหรือ ทำแล้วได้ประโยชน์อะไร นอกจากเสียเพื่อน เสียพนักงานที่มีประสิทธิภาพที่สุดไป”

“ไม่รู้สิครับ ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร” ตำรวจยักไหล่ “ผมเห็นมานักต่อนักแล้ว เพื่อน พี่น้อง กระทั่งพ่อแม่ โศกนาฏกรรมเกิดได้เสมอ”

“ไม่ใช่กับฉันแน่”

“คุณมีปัญหากับผู้ตาย ช่วงเกิดเหตุไม่มีหลักฐานที่อยู่ แถมยังไม่ยอมบอกตำรวจว่าอยู่ไหน ไม่ยอมบอกด้วยว่าคุณเจอกับคุณธนดลก่อนเขาตาย มันน่าสงสัยนะครับ”

“ทำไมไม่ขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดล่ะคะ คุณคงบอกได้ว่าตอนนั้นมีใครเข้าออกบ้าง”

“กล้องในลิฟต์เสีย…ช่างบังเอิญจริงๆ”

“แล้วกล้องตรงทางเดินสำนักงานล่ะคะ มันคงไม่เสียไปด้วยแน่ๆ”

“อ๋อ เปล่าครับ แต่บังเอิญอีกเช่นกันที่ไม่ปรากฏภาพคนร้ายในนั้นเลย มีแต่คุณธนดลเดินเข้าไปในห้องทำงานเพียงคนเดียว ไม่มีคนอื่นอีก แสดงว่าคนร้ายต้องรู้จักลู่ทางภายในเป็นอย่างดี รู้ตำแหน่งกล้องวงจรปิดถึงได้ไม่ทิ้งหลักฐานไว้มัดตัว”

กุลกัลยาอยากถอนหายใจเหนื่อยหน่าย ดูเหมือนทุกอย่างจะทำให้ตำรวจพุ่งเป้ามาที่เธอ ข้อโต้แย้งอย่างเดียวที่มีคือเธอจะฆ่าเพื่อนสนิทตัวเองทำไมกัน ทว่าอีกฝ่ายก็ปักใจไปแล้วว่าเป็นเรื่องขัดแย้งทางผลประโยชน์ในบริษัท

ความขัดแย้งอันเนื่องจากธนดลไม่เห็นด้วยกับการเซ็นสัญญาร่วมงานกับฟาหมานจนถึงขั้นไม่อาจร่วมงานกันได้อีก หากมองในแง่หนึ่งก็มีสิทธิ์ทำให้บริษัทเสียหายมหาศาลอยู่เหมือนกัน

ถ้าหากตำรวจมองว่าเงินจำนวนนั้นมีค่าเพียงพอแก่การฆาตกรรม เธอก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยหลักจริงๆ นั่นละ

“แล้วโทรศัพท์มือถือของดลล่ะคะ มีอะไรในนั้นบ้างหรือเปล่า เช่นว่าเขาคุยกับใคร”

“เรายังหาไม่เจอ คาดว่าคนร้ายคงนำไปด้วย แต่จากการขอข้อมูลประวัติการโทรเข้าออกจากผู้ให้บริการเครือข่าย คนเดียวที่มีประวัติโทรเข้าออกกับเขาคือคุณกุลกัลยาครับ” นายตำรวจพูดช้าชัด

หญิงสาวเข้าใจมากขึ้นไปอีกว่าเหตุใดคนตรงหน้าถึงไม่มองผู้ต้องสงสัยรายอื่นมากนัก และปักใจมุ่งมั่นมาที่เธอเพียงคนเดียว หลักฐานทุกอย่างพุ่งเป้ามาทางนี้จริงๆ ไม่มีอะไรเป็นใจให้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้เลยสักอย่าง ราวกับว่าพอจะหาหลักฐานใดๆ มันก็ชี้มาทางนี้หมดสิ้น

“ฉันว่าคุณควรมองให้รอบคอบนะคะ คุณตำรวจ บอกได้เลยว่าฉันกับดลไม่มีทางฆ่ากันเองแน่” พูดมาถึงตรงนี้เธอก็นึกได้ มีใครอีกคนที่อาจอยากกำจัดธนดลให้พ้นทาง ทำไมเธอถึงไม่เคยคิดมาก่อนนะ

ชนาสินไงล่ะ การแสดงออกถึงความเป็นศัตรูของเขาในวันนี้ก็บอกชัดแล้วว่าพร้อมดันคนที่ขวางหน้าในตำแหน่งสูงกว่าออกไป

เขาอาจมองเห็นธนดลเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ก็ได้

ทว่าหญิงสาวนึกภาพชนาสินลงมือฆ่าคนไม่ออก ซ้ำเขายังมีพยานในโลกโซเชียล หากก็นั่นแหละ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ยิ่งสองคนนี้เคยกระทบกระทั่งกันบ่อยๆ สั่งสมโทสะไว้มากเท่าใดไม่มีใครรู้ บางทีชนาสินอาจจะหาทางคิดแผนฆาตกรรมปริศนา ไร้หลักฐานมัดตัวขึ้นมาสำเร็จ

น่าเสียดายที่ตำรวจตรงหน้าไม่คิดอย่างเดียวกัน แค่ปราดสายตามองก็รู้แล้วว่าเขาไม่คิดมองทางอื่น ยังคงปักใจว่าเธอนี่แหละคนร้ายตัวจริง!

อย่างไรก็ตาม หลักฐานไม่มากพอจะกล่าวหา ดังนั้นเขาจึงลากลับไป…ด้วยสายตาจับผิดจนทำเอาหายใจไม่สะดวก

กุลกัลยาได้แต่ถอนหายใจ หลับตาแล้วย้อนคิดถึงเรื่องราวสมัยก่อน เธอและธนดลผูกพันกันเพราะต่างมีจุดร่วม นั่นคือเป็นเด็กกำพร้าด้วยกันทั้งคู่

ตอนเธอหนีออกจากบ้านป้านุจรียังไม่รู้จักกับธนดล แถมยังไม่อาจพักในหอของมหาวิทยาลัยได้เพราะมีสัตว์เลี้ยงที่ไม่อาจทำใจทอดทิ้งได้ หญิงสาวต้องกระเบียดกระเสียรด้วยเงินจำนวนน้อยนิดเพื่อดิ้นรนหาที่อยู่ ซึ่งหลังจากที่ได้รู้จักกับธนดล เขาก็ได้ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดีด้วยการให้อยู่ด้วยชั่วคราว ไม่นานก็ขยับขยายเป็นเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน

หญิงสาวยิ้มบางๆ เมื่อนึกถึงตอนนั้น บ้านเช่าหลังเล็กนิดเดียว ซ้ำยังซอมซ่อคล้ายจะพังแหล่มิพังแหล่ อีกทั้งค่อนข้างไกลจากมหาวิทยาลัยเพราะพวกเธอไม่มีเงินพอจะเช่าบ้านในละแวกเมือง ต้องเดินทางกันร่วมชั่วโมงกว่าจะไปกลับได้แต่ละครั้ง ซอยก็เปลี่ยวจนธนดลตัดสินใจว่าทั้งสองควรไปกลับด้วย ไม่ให้เธอต้องเสี่ยงอันตรายเกินไป

ถึงแม้เพื่อนสนิทจะมีนิสัยแปลกในสายตาคนทั่วไป ทว่าเธอรู้ดี ธนดลมีจิตใจอ่อนโยน เห็นอกเห็นใจ และเป็นเพื่อนแท้คนหนึ่ง

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ หากตัดสินใจแตกต่างไปจากนี้ เขาจะไม่ถูกฆ่าตายหรือเปล่าหนอ

กุลกัลยาไม่อาจตอบคำถามนี้ได้ เพราะใครเป็นคนฆ่า และฆ่าเพราะอะไร เป็นคำถามสำคัญที่ไม่มีใครตอบได้ด้วยซ้ำ คงมีแต่คนร้ายและคนตายเท่านั้นถึงจะรู้

“ใครเป็นคนฆ่าเธอกัน ดล” เธอรำพันเบาๆ นึกไม่ออกเลยว่าคนเงียบขรึม ไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้คนอย่างเขาไปสร้างศัตรูไว้ที่ไหนกัน ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งของบริษัท

ในช่วงเวลาเคร่งเครียดหาทางออกไม่ได้ หญิงสาวเลือกทำสิ่งที่สร้างความสบายใจให้ตัวเองมากขึ้น ด้วยการแวะไปมูลนิธิเบสเฟรนด์ คราวนี้เธอพามนวดีไปด้วย

เลขาฯ สาวรู้ว่าเจ้านายก่อตั้งมูลนิธิสงเคราะห์สัตว์ ทว่าไม่เคยมาเห็นกับตาสักที พอได้เห็นก็ทึ่งไม่น้อย

“คุณกัลทำงานเป็นบ้าเป็นหลัง แต่ยังมีเวลามาบริหารที่นี่ หมิวยกนิ้วให้เลยค่ะ” บอกอย่างชื่นชมขณะจ้องมองทั้งอาคารและเหล่าสุนัขและแมวหลายสิบตัวที่วิ่งเล่นอยู่แถวนั้น

“ชมเกินไปแล้ว ลำพังฉันคนเดียวทำไม่ได้หรอก ดีที่ได้ลุงป้อมมาช่วยไว้เยอะ เห็นอย่างนี้งานมูลนิธิหนักมากทีเดียว” เธอว่า “ลุงป้อมทำงานมีประสิทธิภาพ เหมือนเธอนั่นแหละ”

“พวกเราได้รับการสอนมาจากเจ้านายคนเดียวกันน่ะสิคะ” มนวดีหัวเราะ “อุ๊ย! หมาตัวนี้น่ารักจัง”

หมาวัยเด็กตัวหนึ่งเดินเข้ามาหาทั้งสองพลางกระดิกหางเริงร่า ดวงตาของมันสุกใสเป็นประกาย ทว่าน่าเสียดายที่เดินกะเผลก ขาหน้าข้างหนึ่งไม่อาจใช้งานได้ ตามเนื้อตัวมีขนหายไปเป็นกระจุกกระจายทั่ว จนอาจดูไม่น่ารักในสายตาหลายคน

“มันชื่อบุญมี เคสนี้ช่วยมาจากต่างจังหวัด ลุงป้อมขับรถไปรับมาเองเลยเชียวละ” เธอเล่า “มันเคยมีเจ้าของ แต่ถูกเลี้ยงปล่อยปละ แถมยังทุบตีมันระบายอารมณ์เป็นพักๆ เนื้อตัวเลยมีแต่แผลสดเต็มไปหมด ขาหน้าก็ถูกทำร้ายจนพิการ ลุงป้อมต้องให้หมอช่วยรักษาอยู่สักพัก ทายาทุกวันจนแผลหาย เหลือแต่รอให้ขนงอกยาว ฉันว่ามันต้องน่ารักมากแน่”

“นั่นสิคะ ตาซื่อตาใสขนาดนี้ น่าเอ็นดูจังเลย” มนวดีลูบหัวมัน เจ้าสุนัขตัวน้อยซุกใบหน้ากับขาของหญิงสาว “คุณกัลจะหาเจ้าของให้มันหรือเปล่าคะ”

“ปกติแล้วก็ทำอย่างนั้น แต่ถ้าไม่มีคนรับ ก็คงเลี้ยงไว้เองที่นี่” กุลกัลยาตอบ “ส่วนใหญ่ลูกหมาหาคนเลี้ยงง่าย ไม่เหมือนหมาแก่ เราก็เลี้ยงไว้เอง สงสารมัน”

“แล้วคัดเลือกคนเลี้ยงยังไงคะ”

“ก็พยายามหาคนที่พร้อมรับ คุณสมบัติสำคัญก็คือเป็นคนรักสัตว์จริง ไม่คิดทิ้งขว้างอีกรอบ เราก็ไม่อยากสร้างเงื่อนไขยุ่งยากนักหรอก แต่สงสารพวกมัน ถ้ารับไปแล้วเลี้ยงทิ้งขว้าง ที่ทำมาทั้งหมดก็ไม่มีประโยชน์ แถมยังทำร้ายจิตใจสัตว์อีก”

“คุณกัลละเอียดอ่อนมากเลยค่ะ นี่เป็นอีกมุมเลย ถ้าหากพนักงานบริษัทมาได้ยินเข้าต้องตกใจแน่ๆ”

“แหม ฉันไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำสักหน่อย แค่จริงจังกับงาน และต้องการให้ทุกคนตั้งใจเท่านั้นเอง”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะค่ะ มันขัดกับภาพลักษณ์ที่คนส่วนใหญ่เห็นกันนี่คะ”

คุยกันถึงตรงนี้ ลุงป้อมก็เดินยิ้มร่ามาพร้อมกับถาดน้ำ เอ่ยทัก

“กินน้ำกินท่าก่อนครับ คุณกัล วันนี้พาเพื่อนมาด้วยเหรอ”

“เลขาฉันเองค่ะ ลุง” เธอแนะนำ “ชื่อหมิว”

“โอ้โฮ! คนจากบริษัทหรือครับ หลังๆ มากันหลายคนเลยนะเนี่ย หรือว่าคุณกัลไปโปรโมตที่นั่นครับ อีกหน่อยคงมากันมากขึ้นแน่ๆ”

พอเห็นสายตาตั้งคำถามจากเลขาฯ ส่วนตัว เธอก็ตอบ

“คราวก่อนดลตามฉันมาน่ะ” ก่อนหันไปตอบลุงป้อม “เปล่าหรอกค่ะ ลุง ชวนมาแค่คนเดียว”

“น่าเสียดายนะครับ มากันเยอะๆ จะได้ครึกครื้น มูลนิธิต้องการคนช่วยงานอีกเยอะ อาสาสมัครก็มากันเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์เสียด้วย”

“ฉันสัญญาค่ะว่าอีกหน่อยจะพยายามให้มากขึ้นอีก หาเวลามาช่วยลุงบ่อยๆ”

“ให้หมิวมาช่วยก็ได้นะคะ” มนวดีอาสา “หมิวชอบเล่นกับหมาแมว”

“ดีเลยครับ มาช่วยกันเยอะๆ ยิ่งดี ทำบุญกับหมาแมวดีนะครับ มันรู้คุณเรา”

“หมิวจะช่วยกระจายข่าวค่ะ จะได้ผ่อนแรงลุงป้อม”

เธอมองสองคนคุยกันถูกคอแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ บางทีก่อนหน้าอาจตีโพยตีพายเกินไป ไม่เชิงว่าอยู่ตามลำพังสักหน่อย อย่างน้อยก็ยังมีมิตรเคียงข้างอยู่บ้าง ถึงแม้ไม่ใช่ในแบบเดียวกับธนดล หากก็ยังถือว่าทั้งมนวดีและลุงป้อมต่างเป็นคนที่เธอรู้สึกดีด้วย และแน่ใจว่าอีกฝ่ายก็คงไม่มุ่งหมายทำร้ายอย่างชนาสิน

 

หลังอยู่ช่วยดูแลสัตว์ต่างๆ ของมูลนิธิพักใหญ่ กุลกัลยาค่อนข้างพอใจที่ความเป็นอยู่ของพวกมันดีกว่าตอนอยู่ตามข้างถนนหรือมีเจ้าของไม่รับผิดชอบ บางตัวอาจป่วย ต้องการความเอาใจใส่เป็นพิเศษบ้าง แต่ลุงป้อมรับรองหนักแน่นว่ายังดูแลไหว ดังนั้นจึงหายห่วงไปได้มาก

จะมีก็แต่เรื่องเงินทุน…ที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่บ้าง

เธอเจียดเงินส่วนของตัวเองเพื่อก่อตั้งมูลนิธิ ที่ผ่านมาอาจรับบริจาคบ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวนัก ทว่าการทำงานต้องใช้เงินไม่น้อย ดังนั้นอีกไม่นานคงต้องมองหาแหล่งเงินทุนใหม่ๆ เพื่อให้อยู่รอดต่อไปอย่างยั่งยืน

โดยเฉพาะหากไม่มีเธอคอยดูแลแล้ว…

กุลกัลยาไม่เคยคิดข้อนี้มาก่อน อาจด้วยวัยไม่มากนัก ยังคิดว่าชีวิตมีเส้นทางทอดยาวข้างหน้าอีกไกล หากหลังเผชิญเรื่องไม่คาดฝันหลายอย่าง ทั้งความตายของธนดลและกล่องอาถรรพณ์นั่น ทำให้ตระหนักว่าถ้าวันพรุ่งนี้จะหายสิ้นไปจากโลกก็เป็นไปได้

ลำพังตัวเองไม่มีห่วงนักหรอก แต่สงสารคนที่เหลือมากกว่า ลุงป้อมจะรับมือกับงานมูลนิธิคนเดียวได้อย่างไร แล้วจะหาเงินทุนจากที่ไหน น่าสงสารหมาแมวและสัตว์พวกนี้ หวังพึ่งพาเธอกันทั้งนั้น เธอต้องจัดการส่วนนี้ให้เรียบร้อยก่อน

“หมิวช่วยจัดเรียงเอกสารให้หมดแล้วนะคะ ถ้าคุณกัลอยากให้ช่วยอะไรอีกก็บอกได้เลย”

“วันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่า เย็นมากแล้ว ฉันจะไปส่งบ้าน” เธอส่ายหัว “ใช้งานเธอมาก ฉันเกรงใจ”

“ไม่เป็นไรค่ะ หมิวเต็มใจ อีกอย่างนี่ไม่ใช่งานสักหน่อย จิตอาสาต่างหาก”

“แต่ก็เหมือนฉันใช้งานเธอนอกเวลาอยู่ดี” เธอว่า ก่อนนึกขึ้นได้ เดินไปเปิดท้ายรถแล้วหยิบกล่องขนาดย่อมห่อกระดาษสีสดผูกริบบิ้นสวยงามมายื่นส่งให้ “เกือบลืม ฝากของขวัญไปให้น้องแยมด้วยนะ ใกล้วันเกิดแล้วนี่นา” เธอหมายถึงหลานของเลขาฯ

“อาทิตย์หน้าค่ะ ไม่นึกว่าคุณกัลจำได้ด้วย แยมไม่ได้มาเยี่ยมตายายนานแล้ว พี่แมวมัวแต่ยุ่งๆ เรื่องพาเข้าโรงเรียนประถมน่ะค่ะ ขนาดปิดเทอมยังไม่แน่ใจว่าจะพามาเยี่ยมได้ไหม”

“ของขวัญเป็นตุ๊กตา เก็บไว้ก่อนก็ไม่เสียหายอะไร ไว้รอให้ขึ้นกรุงเทพมาก่อนค่อยให้ก็ได้”

“แค่โทรไปบอก แยมคงตื่นเต้นอยากได้แน่ๆ เลยค่ะ” มนวดียิ้มจนตาหยี “คุณกัลเอาใจใส่ละเอียดอ่อนขนาดนี้ ถ้ามีลูกสงสัยว่าเด็กคนนั้นต้องโชคดีที่สุดเลย”

“คิดไปไกลเกินแล้วละมั้ง ฉันยังไม่แต่งงาน แฟนก็ไม่มีด้วยซ้ำ คิดจะให้มีลูกแล้วเหรอ” หญิงสาวนึกขัน

“แต่ในอนาคตก็ไม่แน่นะคะ หมิวว่าคุณกัลจะต้องเป็นแม่ที่ดีแน่”

“เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน ตอนนี้ฉันบ้างาน ไม่มีเวลาสนใจผู้ชายคนไหนหรอก” แม้จะพูดอย่างนั้น ทว่าใบหน้าของใครคนหนึ่งที่เจอกันเฉพาะในโลกประหลาดกลับผุดขึ้นมาในความคิด ก่อนรีบสลัดทิ้งทันที

เธอคิดถึงเขาได้อย่างไรกัน ผู้ชายที่แทบจะไม่รู้จักกันเลยเนี่ยนะ แถมยังลืมไปสนิทว่าจะค้นหาชื่อเขาเผื่อเจอข้อมูลด้วย เธอยุ่งมากเกินไปจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลย

ไว้คราวหลังก็แล้วกัน ถ้าหากนึกออก หรือไม่ก็เผลอหลงเข้าไปในโลกบ้าๆ นั่นอีก แล้วก็ถามเอาจากเขาโดยตรงเสียเลย

 

ระหว่างขับรถกลับบ้านตามลำพังหลังส่งมนวดีเรียบร้อยแล้ว กุลกัลยาก็อดนึกถึงคำพูดของเลขาฯ ส่วนตัวไม่ได้ ลูก…อย่างนั้นหรือ คนอย่างเธอมีลูก นึกภาพไม่ออกเลยจริงๆ

ที่ผ่านมามัวแต่ทำงาน เฝ้าคิดถึงความเจริญของบริษัท จะว่าไปแล้วที่คนอื่นนินทาว่าเธอบ้างานก็คงจะจริง ผู้หญิงวัยเดียวกันบางคนแต่งงานมีครอบครัวกันหมดแล้ว ส่วนเธอคงถือได้ว่าบริษัทเป็นลูกกระมัง

หญิงสาวเผลอคิดไปว่าตัวเองไม่อยากมีครอบครัว เพราะอยู่ตามลำพังมานานเกินไปหรือเปล่า

พ่อแม่ของเธอเป็นคนดี พวกท่านรักเธอมาก แต่เพราะความตายกะทันหันทำให้ทั้งหมดต้องพรากจากโดยไม่ทันได้ลา สร้างความเจ็บปวดให้อย่างมาก การไปอาศัยอยู่กับป้านุจรียิ่งตอกย้ำว่าเหลือตัวคนเดียวขนาดไหน ครั้นมีคนรัก คาดว่าจะฝากชีวิตเอาไว้ด้วยกันตลอดกาล เขาก็มาจากไป ซ้ำยังทรยศกัน

ไม่ว่าจะเลือกคนดีแค่ไหน สุดท้ายเรื่องเช่นนี้ก็เกิดขึ้นได้โดยไม่ทันรู้ตัว ไม่อาจคาดเดา

ก้องฟ้าเคยเป็นคนที่เธอนึกว่าไม่มีทางทำร้ายกัน แต่เขาก็ยังทิ้งเธอไปมีคนใหม่จนได้

ไม่เพียงแต่เธอเท่านั้นที่โดดเดี่ยว ยังมีธนดลอีกคน…

เพื่อนรักเป็นกำพร้าเช่นกัน แถมยังแกร่งกว่าด้วยซ้ำ จากประวัติที่เขาเคยเล่า พ่อและแม่ของเขาฆ่าตัวตายพร้อมกันตั้งแต่ชายหนุ่มยังเป็นเด็กวัยรุ่น เขาต้องผ่านความลำบากมามาก ขนาดจะเรียนหนังสือยังต้องส่งตัวเองเรียน เธอจำได้ดีว่าสมัยนั้นธนดลต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่เกินวัย แต่ด้วยความฉลาดถึงได้ผ่านมาพร้อมกับปริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง

ทว่านอกเหนือจากนั้น กุลกัลยากลับตระหนักว่าไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังเกี่ยวกับชีวิตของเพื่อนสนิทนอกเหนือจากนั้นเลย

สมัยนั้นเธอยังเด็กเลยไม่กล้าซักไซ้มาก รู้เพียงเขาผ่านโศกนาฏกรรมมา คงไม่ค่อยอยากเอ่ยถึงสักเท่าไร พอผ่านมานานเข้าก็เริ่มลืมๆ ไป คิดว่ารู้จักกันดีเพียงพอ ชีวิตทั้งสองเข้าสู่ยุคใหม่ บริษัทก็ก้าวหน้าไปด้วยดี ยิ่งต่างฝ่ายไม่ก้าวล้ำถามเรื่องส่วนตัวของกันและกัน ต่อให้ธนดลมีคนรักลับๆ เธอก็อาจไม่รู้สักนิด

ทีละน้อย…งานได้เข้ามาแทรกกลาง สถานะยังคงเป็นเพื่อนสนิท ทว่าพอมองให้ลึกจริงๆ กลับพบว่าทั้งสองค่อยๆ ห่างกันพอสมควร

ธนดลมีศัตรูหรือไม่ คนเดียวที่นึกออกคือชนาสิน แต่ฝ่ายนั้นจะเป็นฆาตกรได้หรือไม่ เธอไม่แน่ใจ

หรือว่าบางที คำตอบอาจซ่อนอยู่ในอดีตของเพื่อนสนิทก็เป็นได้

ถึงคราวที่กุลกัลยาควรย้อนกลับไปมองให้ถี่ถ้วนหรือยัง

Don`t copy text!