สลักบุหลัน บทที่ 2 : บ้านร้าง

สลักบุหลัน บทที่ 2 : บ้านร้าง

โดย : ปองวุฒิ

สลักบุหลัน ผลงานนวนิยายแนวลึกลับเรื่องล่าสุดของ ปองวุฒิ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้อ่าน ‘ อ่านเอา ’ ที่นี่ ที่เดียว นิยายออนไลน์ที่เล่าถึงของกุลกัลยาและกล่องไม้ที่ฝาสลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เมื่อสัญชาตญาณบอกว่าอย่าเปิด เพราะเมื่อเปิดทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม เป็นคุณ…จะเปิดไหม 

****************************

–  2 –

หญิงสาวลังเลอยู่นานทีเดียวกว่าจะตัดสินใจติดต่อกิตติไปในที่สุด ฝ่ายนั้นไม่พูดอะไรมาก บอกเพียงว่าอยากให้เธอแวะไปหา ไม่ใช่เรื่องด่วน เขาว่า แต่จับความจากน้ำเสียงได้ว่าคงอยากให้รีบไปไม่น้อย ดังนั้นกุลกัลยาจึงเจียดเวลาหลังเลิกงานวันต่อมาไปหาชายชรา

บ้านหลังใหญ่ทาสีอิฐครึ้มด้วยต้นไม้สูงชนิดหาในเมืองหลวงได้ยาก กุลกัลยาเงยหน้ามองด้วยความรู้สึกอธิบายไม่ถูก นานเกินปีที่เธอไม่ได้มาเหยียบที่นี่ ทั้งที่เมื่อก่อนมาแทบทุกสัปดาห์เลยทีเดียว

ความทรงจำหลั่งไหลจากสมอง…ทั้งสุขและเศร้าเจือด้วยความโหยหา ซึ่งควรลบเลือนไปนานแล้ว คงเพราะกลับมาเยือนอีกหน ความรู้สึกที่ควรหายถึงได้หวนมาเสียอย่างนั้น

ใบหน้าของก้องฟ้ารบกวนความคิด ภาพเขายิ้มแย้ม…ร้องไห้…ดวงตาโศกยามเจอกันครั้งสุดท้าย

เธอส่ายศีรษะแรงๆ ก่อนสูดลมหายใจลึก เดินก้าวอย่างมาดมั่นเข้าไปในตัวบ้าน เปล่าประโยชน์นึกถึงอดีต มันผ่านไปนานแล้ว และไม่มีทางย้อนกลับมาอีก

คนเราควรอยู่กับปัจจุบันและอนาคต เธอเชื่อเช่นนั้น

แม่บ้านทักทายเธออย่างสุภาพ บอกว่ากิตติรออยู่ในห้องทำงาน หญิงสาวเดินไปอย่างคุ้นเคย ประตูเปิดอยู่แล้ว กระนั้นเธอก็ยังส่งเสียงทักไปก่อนและรออีกฝ่ายตอบรับถึงค่อยเดินเข้าไป

ภายในห้องไม่เปลี่ยนจากเดิมเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่พรมสีเข้มจนถึงเครื่องเรือนไม้สักเงาวับ รวมถึงชั้นหนังสือสูงจดเพดานจัดเรียงหนังสือตามตัวอักษรอย่างเป็นระเบียบ เจ้าของบ้านเป็นคนใส่ใจในรายละเอียดไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม จึงไม่แปลกที่จะสั่งการให้คนงานในบ้านทำตามกฎเกณฑ์ กุลกัลยาเคยคิดมาตลอดว่านิสัยของอดีตคนรักแตกต่างจากบิดาของเขามากทีเดียว ก้องฟ้าเป็นคนผ่อนคลายกว่า ไม่ค่อยยึดถือในระเบียบนักกระทั่งยามเลือกเดินเส้นทางเดียวกับบิดา เจ้านิสัยส่วนนี้ สุดท้ายแล้วก็มีทั้งข้อดีและเสีย ทำให้เธอทั้งรักและเลิกร้างจากกัน

“สวัสดีค่ะ อาจารย์”

“เข้ามาสิ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ไม่มาเยี่ยมผมบ้างเลย”

เธอเรียกอีกฝ่ายว่า ‘อาจารย์’ จนชินปาก เนื่องด้วยรู้จักชายชราสมัยเริ่มเรียนปริญญาตรี กิตติเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของเธอ เขามีความรู้และเอื้ออารี ช่วยเหลือทั้งเรื่องเรียนและให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ อาจเรียกได้ว่าความสำเร็จของ BOLD ส่วนหนึ่งมากจากชายตรงหน้า

และเขายังทำให้เธอได้พบกับคนรักคนแรกของชีวิตอีกด้วย…

“อาจารย์สบายดีนะคะ” เธอทักตามมารยาท

“ก็ตามประสาคนแก่ โรคมันก็รุมเร้า วันๆ กินยาจนอิ่มแทนข้าว” ถึงพูดเช่นนั้น ทว่าลักษณะภายนอกของกิตติดูหนุ่มแน่นกว่าวัยมาก แทบไม่น่าเชื่อว่าอายุย่างเข้าเจ็ดสิบปีแล้ว

“กัลขอโทษนะคะที่ไม่ได้มาเยี่ยม งานที่บริษัทยุ่งมาก เรากำลังขยายตลาดกับทางจีน แล้วยังโครงการใหม่อีก…”

“ไม่เป็นไร ผมเข้าใจดี” กิตติพยักหน้า “ประธานบริษัทตั้งใจทำงานขนาดนี้ ในฐานะผู้ถือหุ้นย่อมต้องยินดีสิ”

นอกจากรู้จักกันเป็นการส่วนตัวแล้ว ความเกี่ยวข้องอีกอย่างของเธอกับชายชราคือ…เขาเป็นผู้ถือหุ้นอันดับสี่ของบริษัท รองจากเธอ ชนาสิน และธนดล เพียงแต่กิตติไม่เคยเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารเท่านั้นเอง

กิตติเข้ามาร่วมหลังการเพิ่มทุนเมื่อสามปีก่อน เธอคิดว่าชายชราตัดสินใจลงทุนเพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของบริษัทส่วนหนึ่ง อีกส่วนคือ…เขาเห็นว่าเธอและก้องฟ้าวางแผนจะแต่งงานกันในอีกไม่นาน

สิ่งหลังนั้นไม่มีทางเกิดขึ้น ส่วนแรกนั้น เธอหวังว่ากิตติคงไม่เปลี่ยนใจ

กุลกัลยาเกิดกังวลขึ้นทันใด คงไม่ใช่ว่าอาจารย์เก่าของเธอคิดจะถอนหุ้นหรอกนะ ถ้าหากเป็นอย่างนั้น…คงเกิดความวุ่นวายไม่น้อยเป็นแน่ และไม่ใช่ในทางดีสักนิด

โชคยังดีที่หญิงสาวไม่จำเป็นต้องกังวลนานนัก เพราะ ‘ธุระ’ ของกิตติหาใช่ดังที่หวั่นวิตก หากแต่เป็นบางอย่างที่คาดไม่ถึงแม้แต่น้อย

“ผมอยากมอบบ้านที่กาญจนบุรีให้คุณ”

“บ้าน…หรือคะ”

“ผมซื้อมาเมื่อสี่ปีก่อน ตั้งใจว่าจะปรับปรุง แต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ทำ และเห็นท่าจะไม่ได้ทำอะไรกับมันเสียแล้ว อย่างที่เห็น ผมแก่ลงทุกวัน ชักเริ่มคิดว่าทรัพย์สินเงินทองเป็นของนอกกาย ตายไปก็เอาติดตัวไม่ได้ สู้ให้คนที่ได้ใช้ประโยชน์จะดีกว่า”

“แต่อาจารย์ไม่เห็นต้องยกบ้านให้กัลนี่คะ” เธอแย้ง

กุลกัลยาลำบากใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหากอีกฝ่ายต้องการหารือเรื่องผู้ถือหุ้นเลย ถึงแม้เธอกับกิตติจะรักเคารพกันในฐานะลูกศิษย์และอาจารย์ ทว่าไม่ถึงขั้นที่เขาจะยกสิ่งของมูลค่าสูงให้

“มันไม่ได้มีค่าอะไรมากมายนักหรอก” อีกฝ่ายออกตัวราวกับล่วงรู้ความคิด “ผมบังเอิญไปเจอมันเข้า สภาพตอนแรกแทบจะเรียกว่าบ้านร้างก็ยังได้ แต่ทำเลมันดี ติดกับคุ้งน้ำ เจ้าของคิดจะสร้างเป็นบ้านพักตากอากาศแต่เกิดทุนหมดเลยทิ้งร้างไว้อย่างนั้น ทำต่อไม่ไหว ผมเลยซื้อได้ราคาถูกอย่างกับให้เปล่า”

หญิงสาวยังคงมีสีหน้าลังเล คำพูดจูงใจของอีกฝ่ายไม่ได้ผลนัก ถึงจะซื้อต่อมาราคาต่ำอย่างไรก็ตาม การรับช่วงต่ออสังหาริมทรัพย์ก็ใช่ว่าจะตัดสินใจง่าย

“ถ้าอย่างนั้น…ให้กัลซื้อต่ออาจารย์จะดีกว่า” เธอเสนอ ในเมื่อชายชราไม่อยากเก็บไว้ ทางออกนี้น่าจะดีที่สุด แม้ไม่รู้จะเอาบ้านหลังนั้นไปทำอะไรก็เถอะ

“ไม่ได้” กิตติรีบปฏิเสธ “ผมอยากให้คุณ เพราะคุณคือคนที่ผมไว้ใจมากที่สุด มากยิ่งกว่าเจ้าก้องเสียอีก ถ้าหากไม่เกิดเรื่อง พวกคุณคงแต่งงานกันแล้ว เสียดายที่เจ้าก้องเป็นกงจักรเป็นดอกบัว”

“แต่กัลไม่สบายใจค่ะ ให้กัลซื้อต่อเถอะนะคะ”

“กัล” ชายชราเรียกชื่อด้วยเสียงพร่า จ้องมองเธอแน่วนิ่ง “ผมตั้งใจให้บ้านหลังนี้กับคุณจริงๆ ตั้งแต่แรก ผมก็คิดแล้วว่าถ้าหากปรับปรุงจนสำเร็จลุล่วง บ้านนี้น่าจะเป็นของขวัญแต่งงานให้คุณกับเจ้าก้องได้อย่างดี แต่พอมันกลายเป็นอย่างนี้ ผมเองก็รู้สึกผิดมาตลอด”

“อาจารย์ไม่ได้ผิดอะไรเลยค่ะ มันเป็นปัญหาของกัลกับก้อง” เธอรีบเอ่ย

“ผมเป็นพ่อเขา ยังไงก็ปัดความรับผิดชอบไม่ได้หรอก” ชายสูงวัยโคลงศีรษะ “รับบ้านหลังนี้ไว้เถอะนะ อย่าให้คนแก่เสียความตั้งใจเลย ถือเสียว่าผมไถ่โทษแทนเจ้าก้อง อย่าให้ต้องติดค้างกันไปหลายภพหลายชาติ”

เธออยากบอกว่าอโหสิกรรมให้อดีตคู่หมั้นไปนานแล้ว และหวังว่าฝ่ายนั้นจะอโหสิกรรมให้เช่นเดียวกัน หากคำว่า ‘ติดค้าง’ จี้จุดตกสะเก็ดในใจให้เลือดไหลซิบโดยไม่รู้ตัว กุลกัลยาเผลอเม้มปาก รู้ตัวอีกทีก็ตกปากรับคำชายตรงหน้าไปเรียบร้อยแล้ว

ด้วยเหตุนี้เอง หญิงสาวจึงได้บ้านเก่าแก่หลังหนึ่งมาโดยไม่ตั้งใจ

 

ทนายความของกิตติทำงานได้ว่องไวจนน่าเหลือเชื่อ เพียงแต่ช่วงสายของวันต่อมา เอกสารต่างๆ ก็มากองตรงหน้ากุลกัลยา เพียงเซ็นชื่อจุดเดียว เธอก็กลายเป็นเจ้าของบ้านตากอากาศโดยยังไม่เคยเห็นตัวบ้านจริงๆ ด้วยซ้ำ

นักธุรกิจไม่ควรทำเช่นนี้…ความละเอียดรอบคอบในตัวเต้นเร่าๆ ทว่าเจ้าของร่างกายเลือกเพิกเฉย เธอเชื่อใจกิตติมาก อีกทั้งอ่านเอกสารทั้งหมดอย่างระมัดระวังแล้วว่าไม่มีอะไรผิดปกติ และอย่างน้อยอีกฝ่ายก็นำภาพถ่ายบ้านและที่ดินโดยรอบมาให้ดูด้วย

นิ้วเรียวงามหยิบภาพนั้นมาพิจารณา ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยต้นไม้รกเรื้อ อีกทั้งยังมีเถาวัลย์พันแน่นหนา

“บ้านหลังนี้ร้างมานานแล้วหรือคะ” เธอถามทนาย

“คงตั้งแต่สิบปีก่อนแล้วละครับ ท่านตั้งใจจะจ้างคนมาปรับปรุง แต่ยังไม่ได้ทำสักที”

“ภาพนี่…เพิ่งถ่ายหรือเปล่าคะ”

“อ้อ ไม่ใช่ครับ ถ่ายไว้ตั้งแต่ตอนสำรวจครั้งแรก”

“ก็สี่ปีแล้วสิคะ” หญิงสาวเบิกตาโต ถ้าหากหลายปีก่อนยังรกร้างขนาดนี้ ไม่อยากคิดเลยว่าถึงตอนนี้จะเปลี่ยนไปในทางรกร้างขนาดไหน

“มันไม่ค่อยน่าอยู่เท่าไรนักใช่ไหมครับ” ทนายวัยกลางคนทำท่าเข้าอกเข้าใจ “ตัวบ้านต้องปรับปรุงอีกเยอะ เพราะสร้างทิ้งค้างไว้ยังไม่เสร็จดี แต่โครงแข็งแรงนะครับ”

“คุณทนายไปสำรวจบ้านครั้งนั้นด้วยหรือคะ”

“เปล่าครับ ฟังช่างเล่ามา” อีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ “แต่เท่าที่เห็นภาพก็น่าจะตามนั้นนะครับ ส่วนสำคัญของบ้านหลังนี้คือที่ดิน ทำเลสวยมาก คุณกุลกัลยาลองหาเวลาไปดูสักที ไม่แน่อาจอยากปรับปรุงจนเสร็จก็ได้”

“ถามตรงๆ นะคะ บ้านหลังนี้ไม่มีผีใช่ไหม” นึกยังไงไม่รู้ อยู่ๆ ก็โพล่งถามออกไปอย่างนั้น

“โอ๊ย! ไม่มีหรอกครับ จะมีได้ยังไง บ้านก็ยังสร้างไม่เสร็จ ไม่มีใครไปอาศัยเลยด้วยซ้ำ” ทนายความรีบให้คำมั่น “เห็นรกๆ อย่างนี้ ความจริงขับรถไปอีกนิดเดียวก็เป็นหมู่บ้านแล้วละครับ มีคนอยู่เยอะทั้งฝั่งเดียวกันและอีกฝั่งแม่น้ำ ไม่ต้องกลัววังเวง ผมถึงว่าลองไปสำรวจดูก่อนก็แล้วกัน”

เธอขอบคุณอีกฝ่ายที่เป็นธุระจัดการเรื่องให้ หากพอทนายความลากลับไปแล้ว หญิงสาวก็ถอนหายใจ เอนหลังพิงเก้าอี้ แล้วหยิบภาพถ่ายบ้านมาดูอย่างใจลอย

คิดถูกหรือเปล่านะที่ยอมรับบ้านหลังนี้มา…

สายสัมพันธ์ระหว่างเธอกับก้องฟ้า ถ้าหากจะพอมีอยู่บ้าง มันก็สลายไปนับแต่วันที่เธอรับรู้ ‘เรื่องนั้น’ แล้ว กุลกัลยาพยายามลืมเลือนอดีต แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้ ก้องฟ้ายังคงตามมา ไม่ยอมปล่อยให้เธอได้ลืมเขาสนิทจากใจเสียที

เธอวางภาพลง หลับตาครุ่นคิดครู่ใหญ่ ก่อนตัดสินใจว่าจะหาเวลาไปดูบ้านหลังนี้สักที

เสียงเคาะประตูห้องทำให้ตื่นจากภวังค์ มนวดีเดินเข้ามาในห้อง เหลือบตามองภาพบ้านตากอากาศแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยปาก

“หน้าตาคุณกัลดูเครียดอีกแล้วนะคะ”

“ใครบอก หน้าแบบนี้ถือว่าปกติต่างหาก” เธอแก้ตัว

“หมิวหวังว่าจะช่วยให้คุณกัลหายเครียดได้บ้าง เลยนำข่าวมาบอกค่ะ”

“ข่าวอะไร”

“เลขาฯ มิสหลิงติดต่อมา บอกว่าทางนั้นจะบินมาอาทิตย์หน้า และจะให้เรามาพบเราภายในวันศุกร์”

“จริงเหรอ” หญิงสาวผุดลุกอย่างตื่นเต้น

“ค่ะ คราวนี้คุณกัลวางใจได้หรือยังคะ”

“พูดเป็นเล่น ในเมื่อเขากำหนดวันมาแล้ว เราก็ต้องเตรียมพร้อมทางเราให้ดี อย่าให้ผิดพลาดวันงานเด็ดขาด บอกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเอาไว้นะ ตรวจเช็คเอกสารโครงการและพรีเซนเทชันให้เรียบร้อย หมิว เธอเป็นคนคอยคุมทุกฝ่ายอีกชั้น ฉันไม่อยากให้มีใครมาทำให้งานเสีย”

“ได้ค่ะ” มนวดีรับปาก “แต่…เอ่อ…คุณกัลคงต้องคุยกับคุณดลด้วยตัวเองก่อนนะคะ เพราะคุณดลเพิ่งฝากโน้ตไว้กับหมิวว่าจะไม่เข้าประชุมกับมิสหลิง”

“ว่าไงนะ!” เธอเผลอร้องเสียงดัง ก่อนถอนใจ “ไม่เป็นไร ฉันไปคุยกับเขาเอง”

กุลกัลยารีบรุดไปยังห้องทำงานของธนดลทันที พอผลักประตูเข้าไป เธอก็เปิดฉาก

“ทำไมถึงไม่เข้าประชุมร่วมกับมิสหลิง เธอก็รู้นี่นาว่ามันสำคัญกับบริษัทเราขนาดไหน”

“ให้คนอื่นเข้าแทนสิ” หุ้นส่วนตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ทำไมฉันต้องเป็นคนพรีเซนต์งานด้วยล่ะ”

“เพราะเธอคือประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ของเรา ถ้าเธอไม่เข้า คนอื่นเข้าไปแทนจะทำให้มิสหลิงเชื่อถือได้ยังไงกัน เขาจะหาว่าเราไม่ให้เกียรติ”

“เอาใจเกินไปแล้ว” ธนดลแค่นเสียง “แค่นักธุรกิจจากจีน ไม่เห็นต้องง้อให้มากมาย”

“แค่…เหรอ” กุลกัลยาย้อนอย่างไม่อยากเชื่อ “บริษัทฟาหมานคืออันดับหนึ่งในตอนนี้ และมีสิทธิ์จะก้าวมาเป็นที่หนึ่งในโลกได้ด้วยซ้ำ เราจะหาโอกาสได้ร่วมมือกับบริษัทแบบนี้สักกี่หนกัน ดล”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ” อีกฝ่ายฮึดฮัด “ฉันเป็นคนสร้างงานนะ อาร์ตติสท์น่ะ เข้าใจหรือเปล่า ไม่มีเวลาให้เรื่องไร้สาระหรอก แล้วฉันก็พูดไม่เก่งด้วย ยิ่งต้องปั้นหน้าใส่พวกนักธุรกิจจอมปลอมพวกนั้นยิ่งแล้วใหญ่”

“เธอคิดอย่างนั้นเหรอ ดล ถามหน่อย ฉันก็เป็นพวกจอมปลอมอย่างที่เธอรังเกียจด้วยหรือเปล่า”

“เปล่าหรอก” เขารีบตอบ “เธอเก่งจริง กัล ในชีวิตฉันยอมรับแค่เธอคนเดียว”

“ถ้าหากยอมรับ ก็ต้องเชื่อในการบริหารของฉันด้วยสิ จำไม่ได้เหรอดล กว่าพวกเราจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ความร่วมมือจากฟาหมานคือสิ่งที่ BOLD ต้องการ ไม่เพียงแค่เฉพาะเกมส์ออนไลน์ตัวนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงการในอนาคตของเราด้วย เธอก็รู้ว่าหากจะทำสำเร็จ เราต้องการเงินทุน”

“ฉันไม่เชื่อใจพวกนั้น ถ้าหากมิสหลิงอะไรนี่ขโมยไอเดียเราไปล่ะ”

“เพราะอย่างนี้ฉันถึงต้องให้เธอเข้าไปคุมเอง เธอสามารถเลือกได้ว่าจะบอกข้อมูลแค่ไหน งานนี้ให้ลูกน้องทำไม่ได้หรอกนะ ถ้าเธอเชื่อใจฉัน ฉันเองก็เชื่อใจว่าเธอเห็นแก่ประโยชน์ของบริษัทเช่นกัน”

เพื่อนสนิททั้งสองมองตากันอย่างเปิดเผย สักพักธนดลก็ถอนหายใจ ยกมือขึ้นสองข้าง แสดงออกว่าเป็นฝ่ายยอมตาม กุลกัลยายิ้มกว้าง เดินเข้าไปแตะไหล่

“คราวนี้ก็ลุกขึ้น แล้วไปประชุมกับทีมพรีเซนต์งานได้แล้ว ไม่รู้ป่านนี้เผลอเปิดเผยข้อมูลความลับไปหมดหรือยัง”

“ไม่ได้นะ บ้าจริงเจ้าพวกนี้ ไม่รู้จักคิด” อีกฝ่ายส่ายศีรษะบ่นอุบอิบ ทำเอาหญิงสาวลอบยิ้มอีกรอบ ก่อนจูงข้อมือออกจากห้อง

ทั้งสองเดินไปยังไม่ทันถึงห้องประชุมเล็ก พลันเห็นชายสองคนยืนคุยกันอยู่ด้านหน้า หนึ่งในนั้นคือหุ้นส่วนเจ้าปัญหา…ชนาสินนั่นเอง ส่วนอีกคนหาใช่พนักงานของบริษัท เขาเป็นคนนอก…แต่ไม่แปลกหน้าสำหรับกุลกัลยา

เธอรีบปราดเข้าไปขวางหน้าประตูห้อง ไม่ยอมให้ชนาสินเปิดเข้าไป พลางหรี่ตา เอ่ยเสียงเย็น

“จะเข้าไปทำไมคะ”

“อ้าว คุณกัล” ชนาสินทักด้วยสีหน้าราวกับไม่รู้เรื่องรู้ราว “ไม่ยักรู้ว่าวันนี้เข้ามาทำงานด้วย”

“คำถามนี้ฉันควรต้องย้อนถามคุณมากกว่า รองประธานจะเข้าออกบริษัทเมื่อไรไม่มีใครรู้ แล้ววันนี้ยังถือวิสาสะพาคนนอกเข้ามาอีก ไม่คิดจะบอกกันก่อนหรือคะ”

“ผมจำเป็นต้องรายงานคุณตั้งแต่เมื่อไร อย่าลืมนะว่าผมถือหุ้นในบริษัทอยู่…”

“ไม่ต้องทวนซ้ำหลายๆ รอบหรอกค่ะ” เธอตัดบททั้งที่เขายังพูดไม่จบ ก่อนหันไปทางชายอีกคน “สวัสดีค่ะ คุณอภิวัฒน์ วันนี้มาเยือนถึงนี่เลยหรือคะ ออกจะไกลไปสักหน่อยนะคะเมื่อนับว่าบริษัทของคุณตั้งอยู่คนละมุมเมืองกับที่นี่”

“รู้จักกันด้วยเหรอ” ชนาสินขัดจังหวะบ้าง “ผมเจอคุณอภิวัฒน์ที่งานเลี้ยงเมื่อคืน เขาสนใจบริษัทเรามาก เอ่ยปากว่าอยากมาชม ผมก็เลยพามา”

ท่าทางราวกับภาคภูมิใจนักหนาของหุ้นส่วนช่างคุยทำให้กุลกัลยาขัดเคืองจนอยากตะโกนใส่หน้า ทว่าได้แต่เก็บซ่อนอารมณ์เอาไว้ เพียงส่งยิ้มเชือดเฉือนให้อีกฝ่าย จากนั้นพูดอย่างสงบนิ่งแต่เฉียบขาด

“ขอบคุณที่สนใจบริษัทเรานะคะ แต่ดิฉันเห็นจะต้องเรียนว่าเราไม่มีนโยบายให้ใครมาเยี่ยมชม คงต้องขอให้คุณกลับไป” เธอว่า แล้วหันไปถามธนดล “ดล ช่วยให้พนักงานพาคุณอภิวัฒน์ไปส่งที่รถด้วยนะ”

“ไม่เป็นไร ผมไปเองได้” ชายแปลกหน้าว่า เขายังมีท่าทีนิ่ง แม้เห็นได้ชัดว่าเจ้าของบริษัทไม่ต้อนรับ ซ้ำยังออกปากไล่อย่างไม่เกรงใจก็ตาม

“แต่…” ชนาสินอ้าปาก เธอรีบชิงพูด

“มันเป็นกฎของบริษัทเราค่ะ คิดว่าคุณอภิวัฒน์คงเข้าใจนะคะ” พนักงานคนหนึ่งเดินมารับหน้าที่พอดี อภิวัฒน์จำต้องเดินตามไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ พอคล้อยหลัง ชนาสินก็หันมาเล่นงานหญิงสาว

“ทำอะไรเกรงใจกันบ้างไหม! ผมเสียหน้าหมดแล้ว”

“เสียหน้าก็ยังดีกว่าเสียความลับบริษัท” เธอโต้ “นอกจากรู้ว่าคุณอภิวัฒน์มีเงิน คุณรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาอีกบ้าง คุณสิน”

“เอ่อ ก็…” อีกฝ่ายอ้ำอึ้ง “ก็รู้ว่าเป็นนักธุรกิจ…มั้ง”

“งั้นก็รู้ไว้ด้วยว่าบริษัทของเขา…วันเดอร์ ไฮเทค…ลงทุนด้านโปรแกรมแบบเดียวกับเรา”

“อยากมาสอดแนมสินะ” ธนดลพยักหน้า ท่าทางขัดเคืองขณะพูดเสริม

“และเกือบทำได้สำเร็จแล้ว” เธอพูดต่อให้จบ ก่อนหันมองชนาสินซึ่งบัดนี้เบือนหน้าหลบสายตา หากไม่วายแก้ตัวน้ำขุ่นๆ

“กลัวเกินไปหรือเปล่า คนวงการเดียวกัน ศึกษากันไว้ไม่เสียหาย”

“ถ้าบอกกันก่อน หรือคิดจะร่วมมือกัน ก็ควรเข้าตามตรอกออกตามประตู ไม่ใช่เล่นลูกไม้โดยปกปิดข้อมูลของตัวเอง แล้วเข้าทางคนไม่รู้เรื่อง” เธอตอกใส่ “แค่นี้ก็รู้แล้วว่าฝ่ายนั้นคาดหวังอะไร ฉันขอนะคะ คุณสิน คราวหน้าคราวหลังอย่าทำแบบนี้อีก หรืออย่างน้อยช่วยศึกษาธุรกิจให้มีความรู้ติดไว้บ้างก็ยังดี จะได้ไม่โดนใครหลอกเอาซ้ำซาก”

“นี่คุณกัลเกินไปแล้ว…”

“ฉันต้องทำงานต่อแล้ว ไม่ว่างมาต่อล้อต่อเถียง ไปกันเถอะ ดล” เธอไม่มีอารมณ์จะทะเลาะกับอีกฝ่ายให้เสียเวลา จึงชวนเพื่อนเข้าไปในห้องประชุม แล้วล็อกไม่ให้เขาเข้ามาด้วย ได้ยินเสียงโวยวายอยู่หน้าห้องพักหนึ่ง ก่อนจางไป คาดว่าชนาสินคงยอมแพ้ หรือไม่ก็เห็นว่ายืนโหวกเหวกคนเดียวไม่มีประโยชน์อะไร ล้มเลิกเสียจะดีกว่า

“ทำแบบนี้ เดี๋ยวหมอนั่นจะทำอะไรบ้าๆ ตอบโต้ไหมนะ” ธนดลตั้งข้อสังเกตตามประสาคนรู้จักนิสัยชนาสิน แต่สีหน้าก็ดูยิ้ม สะใจกับสิ่งที่เพื่อนเลือกทำ

“ขนาดเราไม่ตอบโต้ เขายังสร้างปัญหาอยู่เรื่อย โดยตอกหน้าสักทีเผื่อจะเข็ดบ้าง”

ใจจริงเธอไม่รู้เลยว่าชนาสินจะปรับปรุงตัวบ้างหรือเปล่า แต่เธอขอรับมือกับมันในคราวต่อๆ ไปก็แล้วกัน ในตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่ารออยู่ และจะยอมให้ปัญหาไร้สาระภายในมาบั่นทอนไม่ได้เด็ดขาด

 

การประชุมลุล่วงไปด้วยดี พอตั้งใจว่าจะทำแล้ว ธนดลก็ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทีเดียว เสียแต่จำเป็นต้องคัดกรองคำพูดให้มากหน่อย ซึ่งเธอมอบหน้าที่นี้ให้กับมนวดีเพราะฝ่ายนั้นคุ้นเคยกับนิสัยขวานผ่าซากของเพื่อนสนิทเธอดี ทำให้โล่งใจไปได้เปลาะหนึ่งว่าคงไม่เผลอพูดจาประหลาดในระหว่างการนำเสนองาน

ยังเหลือเวลาอีกหลายวันกว่ามิสหลิงจะมาไทย พอผ่อนคลายความกังวลไปบ้าง กุลกัลยาก็เริ่มนึกว่าบางทีอาจถึงเวลาต้องจัดการอีกเรื่องให้เสร็จสิ้น

เธอตัดสินใจว่าจะเดินทางไปดูบ้านตากอากาศที่กาญจนบุรีให้รู้แล้วรู้รอด

ด้วยความไม่คุ้นทาง ประสานกับแผนที่เพียงคร่าวๆ ในเอกสารทำให้เธอหลงทางหลายรอบจนเกือบถอดใจ ในที่สุดหลังจากถามทางเป็นรอบที่ห้า เธอก็ไปถึงบ้านหลังนั้นจนได้

กุลกัลยาจอดรถห่างจากตัวบ้านพอสมควร ความจริงก็อยากจอดใกล้กว่านี้ ทว่าหนทางรกร้างไปด้วยวัชพืชและกิ่งไม้ไม่เอื้ออำนวย จึงต้องเดินเท้าต่อไปอีกประมาณสามสิบเมตร พอพ้นโค้งเล็กๆ ตัวบ้านก็ปรากฏแก่สายตา เห็นแล้วเลยเข้าใจได้ง่ายกว่าเจ้าของคนแรกคงตั้งใจทำเป็นบ้านพักตากอากาศจริงๆ นั่นละ

บ้านหลังนี้มีขนาดใหญ่ทีเดียว รูปทรงคล้ายกับบ้านทางฝั่งฝรั่งเศสตอนใต้ ค่อนข้างแข็งแรงและเทอะทะ ทว่ามีประตูหน้าต่างแทบจะเกินพอดี ตัวบ้านบางส่วนยังเป็นปูนเปลือยซึ่งสีกระดำกระด่างด้วยผ่านสภาพอากาศมาเนิ่นนาน แต่ส่วนที่ปูหินอ่อนสีเทาเข้มไว้ยังมีสภาพดี พอมองออกได้ว่าถ้าหากสร้างจนเสร็จก็คงสวยงามไม่น้อย

เธอกวาดตามองบริเวณโดยรอบ ไม่รู้เลยว่าที่ดินกินอาณาเขตไปถึงตรงไหนบ้าง รู้เพียงด้านติดกับแม่น้ำ แต่ด้านถนนยากจะบอก ทำได้เพียงคะเนคร่าวๆ ด้วยสายตาเท่านั้น ถ้าหากจะทำอะไรต่อคงต้องจ้างคนมารังวัดใหม่ หรือไม่ก็หาหมุดที่ดินเพื่อกั้นอาณาเขตแน่นอน

ไม่รู้เพราะเหตุใด กุลกัลยารู้สึกว่าบ้านหลังนี้ไม่น่าอยู่สักเท่าไร

อาจเพราะสภาพไม่ต่างบ้านร้าง หรือไม่ก็เพราะแถวนี้ช่างรกครึ้มจนยากจินตนาการยามมีคนอาศัยจริงๆ ว่าเป็นอย่างไร ส่งให้ตัวบ้านขนาดใหญ่ที่มีสีทึมอยู่แล้วแลเหมือนป้อมปราการ…แข็งแกร่ง…หากขณะเดียวกันก็ลึกลับ

“ต้องจ้างคนมาถางต้นไม้ก่อน” เธอพึมพำกับตัวเองเพื่อปลุกปลอบจิตใจ

หญิงสาวเดินอ้อมตัวบ้าน ผ่านเฉลียงด้านหน้าที่ทำจากปูนเช่นกัน ผ่านเฉลียงด้านข้างที่ก่อขอบเตี้ยแค่เข่าทำด้วยหินขึ้นมา เฉลียงหน้าตาแบบเดียวกันนี้มีอยู่หน้าบ้านเช่นกัน คงเพื่อใช้เป็นพื้นที่สังสรรค์ของครอบครัวยามพักผ่อนนั่นเอง เฉลียงด้านหลังตรงกันกับแม่น้ำ ถือว่าบรรยากาศดีทีเดียว

แวบหนึ่ง…เธออดคิดไม่ได้ว่าถ้าหากเนื้อหาชีวิตดำเนินไปตามครรลองอันควร เธอและก้องฟ้าแต่งงานกัน ได้รับบ้านตากอากาศเป็นของขวัญจากกิตติ ป่านนี้พอถึงวันหยุดทั้งคู่คงหาเวลาแวะมาพักผ่อนด้วยกัน และบ้านหลังนี้ก็คงเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ไม่ทิ้งร้างเช่นนี้ ไม่แน่พวกเธออาจมีลูกด้วยกัน

หัวใจเจ็บแปลบเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ก่อนระลึกได้ว่ากำลังทำเรื่องไร้ประโยชน์ สิ่งเหล่านั้นไม่มีทางเกิดขึ้น…ด้วยเหตุผลหลักสองข้อ

หนึ่ง…ความรักของทั้งสองอับปางลงตั้งแต่ก่อนจะถอนหมั้นแล้ว เขาทรยศเธออย่างแสนสาหัส เช่นเดียวกับที่เธอเองก็ทำร้ายเขาเช่นกัน

และสอง…ต่อให้อยากขอโทษ อยากคืนดี อยากเจอหน้ากันอีกครั้งสักเพียงใด เธอก็ไม่มีวันทำได้ เพราะก้องฟ้าเสียชีวิตไปแล้ว…ตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน

Don`t copy text!