สาป บทที่ 12 : แม่มดคนแรก

สาป บทที่ 12 : แม่มดคนแรก

โดย : เยาวเรศ

สาป นวนิยายลึกลับ โดย เยาวเรศ เรื่องราวของสาวไทยที่ต้องไปเผชิญกับความลึกลับในบ้านชนบท ประเทศอังกฤษ โดยมีความรัก…ความแค้น…และความอาฆาตพยาบาทที่มาเดิมพันกับชีวิตของเธอ นิยายออนไลน์จากเว็บไซต์อ่านเอาที่เราอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์อีกเรื่อง

*************************

– 12 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ไอลดาเดินออกจากหอสมุดแห่งชาติอังกฤษด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง โชคไม่ดีที่ผู้เชี่ยวชาญติดงานสำคัญด้านการอนุรักษ์ภาพเขียน จึงไม่มีเวลาให้หญิงสาวได้ซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับรูปวาดลงสีของหญิงสาวลึกลับผู้นั้น หล่อนต้องกลับไปที่พนักงานต้อนรับและขอนัดเวลาเข้าชมเอกสารฉบับเดิมนี้ล่วงหน้า โดยครั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญมีเวลาให้หล่อนครึ่งชั่วโมง

เนื่องจากหล่อนแจ้งว่า เป็นการวิจัยศึกษาเกี่ยวกับอาชญวิทยาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก จึงไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ไอลดารับกระดาษจดเวลานัดหมายและนามบัตรของผู้เชี่ยวชาญมาใส่กระเป๋า รู้สึกผิดหวังที่ต้องรอต่อไปอีกหนึ่งเดือนเต็มๆ หล่อนได้แต่หวังว่า ข้อมูลที่จะได้รับจากผู้เชี่ยวชาญและเอกสารบางอย่างที่เขาไม่มีเวลาค้นหาให้หล่อนดู จะไขข้อข้องใจเกี่ยวกับแม่มดในตำนาน หรือสตรีในสายหมอกไม่มากก็น้อย ถ้าหากว่าเธอเป็นคนคน เดียวกัน

หญิงสาวลังเล ไม่แน่ใจว่าควรจะกลับไปเมโดว์บรุคดีหรือจะกลับไปอาศัยอยู่กับลุคอยู่อีกสักสองสามวัน ใจหนึ่งก็เป็นห่วงแดฟนี ด้วยหลังจากวันที่หล่อนเจอเพื่อนสาวครั้งหลังสุด ก็ไม่ได้รับข่าวคราวอะไรจากฝ่ายนั้นอีกเลยซึ่งผิดปกติวิสัยของเพื่อนสาวที่หายไปโดยไม่มีเหตุผล ส่วนอีกใจหนึ่ง หล่อนก็รู้สึกขยาดที่จะกลับไปบ้านหลังนั้นอีกหลังจากที่หญิงสาวลึกลับไม่ได้อยู่แค่เพียงในความฝันอีกต่อไป

ในที่สุดความเป็นห่วงเพื่อนสนิทก็เป็นฝ่ายชนะ แม้จะหวาดๆ อยู่บ้าง แต่ไอลดาก็ตัดสินใจที่จะกลับไปเมโดว์บรุค เผื่อว่าแดฟนีจะยังคงอยู่ที่บ้าน

หล่อนได้แต่หวังว่า ทริสตันคงจะเลิกล้มความคิดที่จะบอกเลิกกับแดฟนี แม้ในใจส่วนลึกจะรู้ดีว่าเขาคงไม่ทำตามที่หล่อนหวังเป็นแน่ หากเขาใช้แดฟนีเป็นสะพานเพื่อข้ามมาหาหล่อนจริงดังที่เขาพูด แดฟนีเองก็ไม่ผิดอะไรกับหมากตัวหนึ่งในเกมที่เขาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อให้เขาบรรลุถึงเป้าหมาย…

แม้หล่อนจะแน่ใจว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกับชายหนุ่มผู้นั้นมาตลอดเวลาที่ได้รู้จักกัน แต่ไอลดาก็ไม่ปรารถนาที่จะคบค้าสมาคมกับเขาอีกต่อไป มิตรภาพของหล่อนกับแดฟนีนั้นมีค่าเกินกว่าที่หล่อนจะขว้างทิ้งไปเพราะผู้ชายคนเดียว…และแม้ว่าผู้ชายคนนั้น จะเป็นคนที่หล่อนรู้สึกว่าความรู้สึกที่หล่อนมีต่อเขานั้นน่าจะเรียกได้ว่า ‘ความรัก’ ก็ตาม

ใจอดหวนนึกถึงวันที่หล่อนไปหาเขาที่สำนักงานของตระกูลเรย์ลีย์ไม่ได้ แค่มองสบดวงตาสีฟ้าจัดที่ส่องประกายแรงกล้าเมื่อเขาจ้องมองหล่อน ไอลดาก็รู้สึกเหมือนเข่าทั้งคู่จะอ่อนยวบลงจนแทบจะยืนไม่ไหว ทริสตันไม่คิดที่ปิดบังความรู้สึกของเขาอีกต่อไป อ้อมกอดอันอบอุ่นและสัมผัสอันแผ่วเบา ทะนุถนอม ทำให้ใจของไอลดาเตลิดไปไกลจนแทบกู่ไม่กลับ…

เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวได้พบลอร์ดเรย์มอนด์ เรย์ลีย์โดยบังเอิญ ด้วยท่านลอร์ดชราคงมีธุระด่วนกับหลานชายคนเดียวของท่าน แต่ภาพที่เห็นในวันนั้นคงจะทำให้ท่านรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากและอาจจะปนกับความไม่พอใจที่เห็นไอลดากับทริสตันแทนที่จะเป็นแดฟนีในอิริยาบถนั้น

หญิงสาวตั้งใจว่าจะอธิบายให้แดฟนีเข้าใจด้วยตนเองทันทีที่กลับบ้าน เพื่อเป็นการป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นหากลอร์ดเรย์ลีย์มีโอกาสได้เจอแดฟนีตามงานสังคมต่างๆ  แม้ว่าจะรู้สึกหนักใจและกระอักกระอ่วนที่จะพูดถึงทริสตัน แต่หล่อนก็ไม่มีทางเลือก

ระหว่างที่รอรถประจำทางกลับบ้าน ไอลดารู้สึกคอแห้งและกระหายน้ำ หล่อนเดินไปยังคาเฟ่ที่อยู่ไม่ไกลนักพร้อมกับสั่งกาแฟเย็นหนึ่งแก้ว ระหว่างรอ…หล่อนตัดสินใจโทรศัพท์หาแดฟนีอีกครั้งแล้วก็ถอนหายใจยาวเมื่อเพื่อนสาวของหล่อนไม่รับสายเช่นเคย

“ไอลดา” หญิงสาวหันไปตามเสียงเรียก ก็เห็นใบหน้ายิ้มแย้มของบ๊อบยืนต่อคิวอยู่ด้านหลัง เขาจับมือหล่อนเขย่าแรงๆ อย่างดีใจ “เมืองเรานี่มันแคบจริงๆ นะ ผมกำลังอยากจะเจอคุณอยู่เลย พอดีเดินผ่านร้านก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นคุณหรือเปล่า เลยเข้ามาดูให้ชัดๆ”

“ฉันเพิ่งกลับจากลอนดอนน่ะค่ะ แล้วต้องรอรถประจำทางอีกรอบหนึ่ง เลยมาหาอะไรดื่มก่อน คุณจะรีบไปไหนหรือเปล่าคะบ๊อบ ถ้าไม่…ให้ฉันเลี้ยงกาแฟคุณเอง”

ชายชราไม่ปฏิเสธ เขารอจนพนักงานส่งแก้วกาแฟร้อนให้ตามที่สั่ง แล้วก็นำหน้าไอลดาไปยังโต๊ะกลมในมุมในสุดของร้าน

“เมื่อกี้คุณว่าอยากจะเจอฉันหรือคะ”

“ใช่ๆ” คนพูดดื่มกาแฟอึกใหญ่ ก่อนจะมองหน้าหล่อน “คุณรู้หรือเปล่าว่า เรื่องที่คุณเจอน่ะมันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย”

“ฉันทราบค่ะ” ไอลดาตอบเสียงแผ่ว “ใครไม่เข้าใจก็จะคิดว่าฉันประสาทหลอนหรือว่าเพ้อเจ้อไปเอง แต่ฉันยืนยันได้นะคะว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความฝัน หรือเรื่องแปลกๆ ที่อธิบายไม่ได้ในบ้านหลังนั้น มันเกิดขึ้นจริงๆ”

“วันที่คุณไปหามาร์คแล้วเจอผมน่ะ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะ…มาร์คเรียกผมไปปรึกษาว่าจะทำอย่างไรดีให้คุณออกไปจากบ้านหลังนั้น…”

หล่อนเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

“เขากลัวว่าคุณอาจจะได้รับอันตรายถึงตาย…ผมก็เห็นด้วย แต่ในที่สุดเราทั้งสองคนก็ไม่รู้จะบอกคุณยังไงดี หลังจากลุคพาคุณกลับไปแล้ว ผมกับมาร์คก็ทะเลาะกันนิดหน่อย ต่างก็เกี่ยงว่าเป็นความผิดของอีกฝ่ายที่ไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา”

“ตายจริง” หญิงสาวอุทาน “ตอนนี้ยังโกรธกันอยู่ไหมคะ”

“ดีกันแล้ว” บ๊อบหัวเราะ “ผมเป็นเพื่อนกับมาร์คมานานเป็นสิบๆ ปี รู้นิสัยกันและกันดี ไม่มีอะไรหรอก…เราก็เล่นกันแรงๆ แบบนี้เป็นประจำ ว่าแต่คุณเถอะ จะตัดสินใจยังไง”

“ฉันเป็นห่วงเพื่อนค่ะ…แดฟนีเพื่อนสนิทของฉันน่ะค่ะ ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอกลับมาที่นี่หรือว่าอยู่กับแม่เธอที่ลอนดอน ฉันคิดไม่ออกเลยว่าถ้าหากผู้หญิงคนนั้นมาปรากฏตัวให้เธอเห็น แดฟนีจะเป็นยังไง”

“ไม่ว่าใครก็ไม่ควรอยู่ที่เมโดว์บรุคโดยเด็ดขาด” บ๊อบสรุป “มันต้องมีเหตุผลอยู่แล้วที่ทำไมลอร์ดหนังเหนียวนั่นอยากจะทุบบ้านทิ้ง แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ต้องปิดตายบ้านหลังนั้นไว้ เขาเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวมาก คงไม่อยากจะปล่อยให้บ้านหลังนั้นตั้งอยู่เฉยๆ โดยที่เขาหาประโยชน์ใดๆ ไม่ได้หรอก จะขายก็ไม่มีคนซื้อ…ขนาดที่ดินรอบๆ ที่คนเช่าทำฟาร์มยังขายไม่ออกเลย คุณไม่คิดหรือว่าเป็นเพราะเหตุใด บ้านนั้นอยู่ไม่ไกลจากทางหลวงสายรอง ขับรถเข้าเมืองไปแค่ห้าหกไมล์เท่านั้น ทำเลก็ดี ใกล้ทางรถไฟ ด้านหลังเป็นป่า วิวก็ดี…ทำไมไม่มีคนอยากซื้อ”

“นั่นสิคะ” ไอลดาคล้อยตาม “แต่ฉันยังข้องใจว่าทำไมเขาถึงตัดสินใจซ่อมแซมปรับปรุงบ้านหลังนี้แล้วปล่อยให้พวกเราเช่าน่ะค่ะ ถ้ามันถูกปิดตายมาหลายร้อยปีแบบนั้น”

“เท่าที่ผมรู้มา ตาลอร์ดนั่นไม่ได้เห็นด้วยหรอกนะ หลานชายเป็นคนจัดแจงทั้งหมด ตั้งแต่เขาเข้ามารับงานต่อจากลุง คงจะเห็นว่าปล่อยไว้เฉยๆ ขายไม่ได้ก็เลยปรับปรุงให้เช่า”

“แล้วตัวมิสเตอร์เรย์ลีย์…เขาไม่รู้เรื่องแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนั้นเหรอคะ”

“เป็นคุณ…คุณก็คงไม่เชื่อใช่ไหม ถ้าไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวคุณโดยตรง” บ๊อบย้อนถาม “ทริสตันก็เหมือนกัน…เขาไปอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่เด็กๆ แทบจะไม่เคยกลับมาหมู่บ้านเราด้วยซ้ำ เขาเรียนจนจบปริญญาโทแล้วก็ทำงานที่ลอนดอนอยู่พักใหญ่จนกระทั่งลอร์ดเรย์มอนด์เรียกเขากลับมาทำงานนี่แหละ เขาคงไม่รู้เรื่องตำนานของสตรีในสายหมอก หรือเรื่องที่มีคนโดนผีหลอกบ่อยๆ แถวบ้านหลังนั้น หรืออีกทางหนึ่ง…เขาอาจจะรู้ก็ได้แต่ไม่สนใจ นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว…ใครจะไปเชื่อเรื่องแบบนี้อยู่อีก”

“นี่ฉันก็ไปหอสมุดแห่งชาติที่ลอนดอนมาค่ะ หลังจากวันนั้น…ฉันไปห้องสมุดในเมือง พยายามค้นหาเอกสารเกี่ยวกับเมโดว์บรุคและตระกูลเรย์ลีย์ แต่ก็ไม่พบอะไรเลยนอกจากเรื่องเกี่ยวกับแมทธิว ฮอปกินส์ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องทั่วๆ ไป อย่างที่เรารู้ๆ กัน ฉันก็เลยคิดว่าหากเราพยายามค้นต่อไปเรื่องการล่าแม่มดในแถบนี้ บางทีอาจจะมีเอกสารอะไรที่ทางหอสมุดเก็บไว้บ้าง”

“แล้วเจอไหม”

“ค่ะ มีเอกสารฉบับหนึ่งเกี่ยวกับการล่าแม่มด แล้วก็มีรูปวาดลงสีของผู้หญิง…คนนั้น…” ไอลดาพูดตะกุกตะกัก หล่อนพยายามรวบรวมสติต็มที่ “ภาพก็ไม่ได้ใหญ่อะไรนะคะ สีก็จางซีดไปตามกาลเวลา…แต่…แต่ฉันว่าเป็นเธอแน่ค่ะ ไม่ผิดหรอก”

“ถ้าอย่างนั้นมันก็คงมีความเกี่ยวพันกันอยู่บ้าง ระหว่างสตรีในสายหมอกกับพวกเรย์ลีย์” บ๊อบสันนิษฐาน “และมันก็น่าจะเกิดขึ้นถ้าไม่ใช่ในบ้านนั้นก็แถวๆ บ้านนั่นแหละ ใครจะรู้ เผลอๆ การตายของเลดี้เรย์ลีย์กับลูกสาวอาจจะเกี่ยวข้องกับสตรีในสายหมอกไม่มากก็น้อย ไม่อย่างนั้นอีตาลอร์ดคงไม่คิดจะพังบ้านให้ราบเป็นหน้ากลองเป็นแน่”

“ตอนฉันไปที่หอสมุด ฉันบอกนะคะว่าอยากจะรู้เรื่องราวของหมู่บ้านเราและเมโดว์บรุค ที่น่าจะเกี่ยวพันกับการล่าแม่มดของแมทธิว ฮอปกินส์น่ะค่ะ นี่เป็นแค่เอกสารฉบับแรก น่าจะมีเอกสารที่เกี่ยวข้องอีกแต่เสียดายที่ผู้เชี่ยวชาญไม่มีเวลาให้ คุณคิดว่าถ้าเราจะค้นหารายชื่อของแม่มดที่มาจากแฮทฟิลด์ เพเวอเริลในเอกสารเก่าๆ เขาจะบันทึกไหมคะว่าแม่มดเป็นใครมาจากไหน”

“ถ้าไม่ได้สลักสำคัญอะไรผมว่าคงไม่มีบันทึกต่อท้ายหรอก เท่าที่ผมรู้มา…แม่มดคนที่มาจากหมู่บ้านเราที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ก็คือคุณแม่แอกเนส วอเทอร์เฮาส์ นั่นย้อนไปนาน…น่าจะในราวศตวรรษที่สิบหก เพราะเป็นแม่มดคนแรกในประวัติศาสตร์ เธอถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในเมืองเชมส์ฟอร์ด แต่เมโดว์บรุคสร้างในปี 1620…คุณคงเห็นแผ่นหินบนประตูหน้าบ้านที่สลักปีที่สร้างไว้ใช่ไหม… แสดงว่าเรื่องนี้น่าจะเกิดหลังจากสร้างบ้านแล้ว ก็น่าจะในยุคศตวรรษที่สิบเจ็ด ยุคที่แมทธิว ฮอปกินส์กำลังรุ่งเรืองเลย”

“ฉันก็ไม่คิดว่าจะเป็นคุณแม่วอเทอร์เฮาส์หรอกค่ะ เพราะเธออายุมากแล้ว แต่ผู้หญิงที่ฉันเห็นนี่ยังสาวอยู่เลย…”

บ๊อบพยักหน้าอย่างใช้ความคิด ทั้งคู่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะเอ่ยขี้นช้าๆ

“ผมว่าอย่างไรคุณก็ย้ายออกมาจากบ้านนั้นก่อนดีกว่า…เพื่อความปลอดภัย คือถ้าไม่เชื่อว่าสตรีในสายหมอกจะมีอำนาจทำร้ายคุณได้ ก็คิดเสียว่าเพื่อสุขภาพจิตของคุณแล้วกัน แล้วถ้าอยากรู้เรื่องราวอะไรเราก็ค่อยๆ ค้นหากันไปดีไหม”

“ก็ดีค่ะ” ไอลดาเห็นด้วย “ฉันคงต้องเล่าเรื่องทั้งหมดให้แดฟนีฟัง เธอจะเชื่อหรือไม่ก็คงไม่เป็นไรแล้วค่ะ เพราะถ้าทริสตันบอกเลิกกับเธอ ฉันก็คิดว่าเธอก็คงไม่เห็นประโยชน์ที่จะอยู่บ้านหลังนี้อีก”

“นี่เพื่อนคุณเช่าบ้านหลังนั้นอยู่เพราะจะได้อยู่ใกล้กับทริสตันหรอกหรือ” คนฟังอดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ “ถึงกับลงทุนขนาดนั้นเชียว…แต่ก็อย่างว่าแหละนะ ผมได้ยินมาว่าเพื่อนคุณเขาก็รวยมากเหมือนกัน คนรวยทำอะไรก็ได้ไม่ผิดหรอก…อาจจะแปลก แต่ไม่ผิด”

“บ๊อบคะ ถ้าฉันไม่ได้อยู่ที่บ้านนั้นแล้วฉันไม่ได้ฝันเห็นเธอ ฉันก็คงไม่คิดจะค้นหาเรื่องราวอะไรต่อไปเกี่ยวกับเมโดว์บรุคต่อหรอกค่ะ มันไม่เกี่ยวอะไรกับฉันเลยสักนิด แต่ที่น่าคิดคือ คืนที่ฉันออกจากโรงพยาบาลแล้วไปนอนบ้านลุค…คือ ฉันนอนในห้องรับแขกนะคะ” ไอลดารีบพูดต่อเมื่อเห็นชายชรายิ้มน้อยๆ “ฉันก็ฝันต่อเป็นเรื่องเป็นราวเรื่องการประหารชีวิตแม่มดในเมืองที่เล่าให้ฟังนั่นแหละค่ะ ฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า…เธอคงจะตามฉันมาจากที่เมโดว์บรุค”

“ผมถึงว่ามันไม่ธรรมดาไงคุณ”

“อ้อ…แล้วก็มีอีกเรื่องค่ะ คุณรู้จักลอร์ดเรย์ลีย์ดีแค่ไหนคะ”

“ผมไม่ได้รู้จักเขาเป็นการส่วนตัวหรอก” คำตอบนั้นเจือเสียงหัวเราะเล็กน้อย “แล้วก็ไม่อยากรู้จักด้วย คนนิสัยแบบนั้นคงไม่ค่อยมีใครอยากจะรู้จักเขาเท่าไร อีกอย่าง…เขาเป็นพวกผู้ดีมีเงิน ผมนี่ลูกชาวบ้านธรรมดาในหมู่บ้าน เขาไม่คบหาสมาคมด้วยหรอก มาร์คสิ…เขารู้จักลอร์ดเรย์ลีย์ดีกว่าผมแน่นอน ทั้งตัวพ่อเขาที่เสียชีวิตไปแล้วด้วย คุณคงรู้ว่ามาร์คเคยทำงานกับตระกูลนั้นมาก่อนที่เขาจะเกษียณ”

“ทราบค่ะ คุณเป็นคนบอกฉัน แล้วลุคก็บอกฉันด้วย ฉันเคยเจอท่านลอร์ดหนหนึ่ง…” ไอลดานิ่งไปเป็นครู่ก่อนจะค่อยๆ พยายามเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสม “ฉันมีความรู้สึกว่าท่าน…เอ้อ…แปลกๆ”

“ใช่เลย” คนฟังพยักหน้ารับ “คนคนนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน ยิ่งแก่ตัวยิ่งแปลก ว่าแต่ทำไมคุณโชคดีไปเจอเขาได้ล่ะ”

“ฉันไปหามิสเตอร์เรย์ลีย์ที่ทำงานน่ะค่ะ เกี่ยวกับเรื่องแดฟนี ก็เผอิญไปเจอเข้า ที่ฉันยังคงประหลาดใจอยู่จนทุกวันนี้คือ พอท่านเห็นหน้าฉัน…ก็เหมือนจะตะลึง แล้วท่านก็ท่องกลอนอะไรก็ไม่ทราบออกมาต่อหน้าฉันเลย มิสเตอร์เรย์ลีย์ก็งง ฉันก็เลยถือโอกาสปลีกตัวออกมา คือฉันอาจจะคิดไปเองก็ได้นะคะ…ฉันคิดว่าเหมือนท่านจะเกลียดหรือกลัวตอนเห็นหน้าฉันน่ะค่ะ”

“ท่องกลอน…” บ๊อบขมวดคิ้ว “เออ…แปลกจริงๆ ด้วย ทำไมเขาถึงเห็นหน้าคุณแล้วท่องกลอนออกมาล่ะ นี่ไม่ใช่ยุคโบราณนะที่เห็นผู้หญิงสวยแล้วจะละเมอเพ้อพกเป็นกลอนน่ะ ทำเหมือนกำลังเล่นละครเชกสเปียร์ไปได้”

“นั่นสิคะ” หญิงสาวอดหัวเราะไม่ได้ “ฉันสาบานค่ะ ท่านลอร์ดท่องกลอนจริงๆ แต่คงไม่ได้เป็นเพราะเห็นว่าฉันสวยหรอกค่ะ สีหน้าท่าทางไม่ได้บอกว่าชื่นชมอะไรเลย ฉันว่าท่านดูกลัวๆ ฉันด้วยซ้ำ”

“เฮ้อ” ชายชราถอนใจยาวอีกครั้ง “ผมชักจะอยากรู้เสียแล้วว่าไอ้กลอนที่เขาเอ่ยออกมานั่นคือกลอนอะไร ทำไมเพ้อไปได้ขนาดนั้น คุณพอจะจำได้บ้างไหม”

“ไม่ได้หรอกค่ะ” ไอลดาส่ายหน้า “ท่านท่องเบามาก ฉันจำไม่ได้แต่ดูเหมือนน่าจะเกี่ยวกับผู้หญิง…อะไรทำนองนี้แหละค่ะ”

“ผมก็ชักสงสัยเหมือนกัน แต่ก็อย่างที่บอกแหละ…คนแปลกๆ อย่างนั้น เขาจะทำอะไรเราก็ไม่เข้าใจหรอก แต่ผมว่าเขาต้องมีอะไรแน่ คือเท่าที่ผมรู้มา เขาจบวิศวกรรม…ไม่ได้จบทางศิลปะหรืออะไร ไม่น่าจะออกไปทางแนวนั้น…คุณบอกผมว่าคุณได้ยินไม่ถนัด แล้วทริสตันล่ะ”

“เขาอยู่ใกล้กับท่านมากกว่าฉันค่ะ ก็คงจะได้ยินชัดกว่าฉันอยู่”

“ยิ่งฟังผมก็ยิ่งไม่เข้าใจ” บ๊อบยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่มจนหมดก่อนจะลุกขึ้นยืน “ผมจอดรถไว้ตรงสถานีรถไฟ ผมไปส่งคุณเอง…ว่าแต่คุณจะกลับไปเมโดว์บรุคหรือว่าจะกลับไปที่บ้านลุค”

“เมโดว์บรุคค่ะ” หล่อนตอบอย่างมั่นใจ “ขอให้ฉันคุยกับแดฟนีก่อน แล้วฉันจะย้ายออกมาค่ะ”

“อย่าบอกผมนะว่าคุณจะย้ายกลับไปลอนดอน”

“ก็คงจะเป็นอย่างนั้นแหละค่ะ” หญิงสาวฝืนยิ้ม “ฉันไม่ได้อยากอยู่ที่บ้านนั้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ถ้ากลับไปอยู่ใกล้ๆ ลอนดอนก็คงจะสะดวกมากกว่ามาอยู่ไกลขนาดนี้ ฉันยังมีงานวิจัยที่ต้องทำค่ะ ถ้าเปิดเทอมเมื่อไหร่ก็ต้องกลับไปทำให้จบ”

ทั้งไอลดาและบ๊อบเดินออกจากคาเฟ่แห่งนั้น ทั้งคู่ไม่ทันสังเกตเห็นชายคนหนึ่งที่ยืนอ่านหนังสือพิมพ์เงียบๆ อยู่ฝั่งตรงข้ามของร้าน เขารีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาทันทีที่เห็นหล่อนขึ้นรถของบ๊อบ ชายผู้นั้นใช้เวลาสื่อสารไม่นานนักก่อนที่เขาจะเดินไปจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว

หญิงสาวไม่ได้คาดหวังว่าแดฟนีจะอยู่ที่เมโดว์บรุคเพราะไม่เห็นรถสปอร์ตหรูคันใหม่ที่เพื่อนสาวกำลัง ‘เห่อ’ จอดอยู่ที่ลานจอดรถหน้าบ้าน ไอลดาไขกุญแจประตูหน้าเข้ามา แต่เมื่อเห็นแดฟนีที่กำลังลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ออกมาที่ห้องโถง หล่อนก็ชะงักด้วยความตกใจ

“แดฟนี…”

ท่าทีเมินเฉย เย็นชาของอีกฝ่ายทำให้ไอลดาแปลกใจ แดฟนีไม่แม้แต่จะทักกลับหรือมองหน้าหล่อน

“จะกลับไปอยู่กับคุณแม่ที่ลอนดอนหรือ”

“ไม่” คนฟังเม้มปากอย่างสะกดอารมณ์ก่อนจะตอบห้วนๆ “จะย้ายออกไปเลย”

ไอลดาคาดเดาได้ทันทีว่า ทริสตันคงเป็นฝ่ายยุติความสัมพันธ์กับเพื่อนของหล่อนอย่างสิ้นเชิงแล้ว แสดงว่าการภาวนาของหล่อนไม่สัมฤทธิผล หล่อนได้แต่หวังว่าเขาคงไม่หลุดปากเอ่ยถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องทำงานในวันนั้น…

“ดูเธอไม่แปลกใจเลยนะลดา”

“ฉันไปพบเขา ไปขอร้องเขาให้กลับมาคบกับเธอต่อ”

“แต่ว่าเขามาบอกเลิกฉัน…ที่นี่…ต่อหน้าฉันนี่…บอกหน่อยว่าเธอช่วยฉันหรือว่าเธอช่วยตัวเองให้สมหวังกันแน่”

“นี่เธอหมายความว่ายังไง” ไอลดาย้อนถาม “เธอก็รู้ว่าฉันไปหาเขา ฉันเองเป็นคนบอกเธอว่าฉันจะจัดการเรื่องนี้ให้เธอเอง จำไม่ได้หรือ”

“ฉันว่าเธอไม่ได้ไปหาทริสตันเพื่อจะไปช่วยฉันหรอก เธอไปยื่นคำขาดกับเขาให้มาบอกเลิกกับฉันเพราะเธออยากจะคบเขาออกหน้าออกตาใช่ไหม จะได้ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ลับหลังใครๆ โดยเฉพาะฉัน…”

“แดฟนี” หล่อนเรียกเพื่อนสาวเหมือนจะเตือนสติให้อีกฝ่ายใจเย็นลง “เธอพูดอะไรของเธอ”

“เธอไม่ต้องมาปิดบังหรอก ไม่มีประโยชน์ที่จะโกหกตีสองหน้าด้วย ฉันรู้เรื่องทุกอย่างหมดแล้ว” แดฟนีแค่นหัวเราะ แต่ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำตา “ฉันไม่คิดเลยว่าเธอจะทำกับฉันได้ถึงขนาดนี้  เสียแรงที่รักและไว้ใจกัน…เธอก็รู้ฉันรักทริสตันมากแค่ไหน เธอก็ยังแย่งเขามาจากฉันได้”

“ฟังฉันก่อน” หญิงสาวเดินตรงไปจับแขนเพื่อนสาว แต่แดฟนีสะบัดออกโดยแรง “ฉันไม่ได้แอบคบเขาลับหลัง ฉันไม่เคยไปมาหาสู่หรือติดต่ออะไรกับเขาเลยโดยไม่มีเธออยู่ด้วย นอกจากวันแรกที่มาดูบ้านเพราะว่าเขามาแทนพนักงานที่ติดงานแล้วก็ครั้งสุดท้ายที่ฉันไปหาเขาบริษัทนั่นแหละ เรื่องมันมีแค่นี้จริงๆ”

“ฉันก็อยากให้มันเป็นอย่างนั้นนะลดา…แต่ถ้ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิด ทำไมท่านลอร์ด…ลุงของเขาถึงบอกว่าเธอกับทริสตันมีอะไรกันล่ะ เธอจะยังกล้ายืนยันไหม ท่านบอกว่าท่านเห็นด้วยตาสองข้างว่าเธอกับทริสตันมีอะไรกัน” เพื่อนสาวของหล่อนไม่สามารถระงับอารมณ์ได้อีกต่อไป “ทีนี้จะแก้ตัวว่าอะไรอีก”

“ฉัน…เอ้อ…ฉัน…”

“เห็นไหม เธอหาอะไรมาแก้ตัวไม่ได้ใช่ไหมลดา”

“มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดนะแดฟนี” ไอลดารู้สึกสิ้นหวัง หญิงสาวไม่สามารถจะหาคำอธิบายใดๆ ได้เมื่อแดฟนีอ้างชื่อของท่านลอร์ดชรา “ฉันไม่ได้มีอะไรกับเขาจริงๆ”

“เธอจะให้ฉันเล่ารายละเอียดไหมว่าลอร์ดเรย์ลีย์เห็นเธอกับทริสตันทำอะไรกันในห้องทำงานของเขา นี่ขนาดเธอบอกฉันเองนะว่าเธอพบเขาแค่สองครั้ง ยังทำได้ขนาดนี้…ถ้าเจอกันมากกว่านี้คงไปถึงไหนๆ ที่แย่ที่สุดก็คือ เธอทำเรื่องนี้ลับหลังฉัน แล้วก็มาตีสองหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

“แดฟนี…”

“อ้อ…ฉันลืมบอกเธอไปอีกอย่าง ก็ไม่แน่ใจว่าเธอจะรู้หรือยัง ท่านลอร์ดโทรศัพท์มาบอกฉันก่อนที่ทริสตันจะนัดเจอว่าท่านจะขอยกเลิกสัญญาเช่าบ้าน แล้วก็จะคืนเงินให้ทั้งหมด…แถมค่าขนย้ายให้อีก แต่ถ้าฉันอยากจะอยู่ต่อไปท่านก็ตกลงให้ฉันอยู่ไปครบปีได้ มีข้อแม้เดียวคือเธอต้องออกไปจากบ้านหลังนี้ ทีแรกฉันฟังแล้วก็คิดว่ามันแปลกๆ อยู่ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จนกระทั่งคุณแม่มาเล่าให้ฟังว่าท่านไปเห็นอะไร ฉันก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่าท่านคงพยายามจะบอกฉันอ้อมๆ ว่าเธอกับฉันไม่ควรจะอยู่ร่วมบ้านกัน ด้วยกัน…แต่ฉันก็ไม่ทันคิด มัวแต่ดีใจที่ทริสตันจะมาหา…”

ไอลดาทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาใกล้ตัวอย่างหมดแรง ในขณะที่แดฟนีพรั่งพรูความรู้สึกออกมาเหมือนน้ำในเขื่อนที่เอ่อล้นจนทะลัก

“เอาเป็นว่า ฉันก็ได้พูดทุกอย่างที่ฉันรู้มาจากคุณแม่ จากท่านลอร์ดจนหมดสิ้น แต่ที่ฉันยังอยากจะรู้อยู่อีกอย่างก็คือความจริงจากปากของเธอน่ะลดา…เอาความจริงนะ ไม่ต้องมาโกหกกันอีก เพราะนี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันกับเธอจะได้พูดกันก็เป็นได้”

ทันทีที่แดฟนีพูดจบลง ไอลดาก็รู้สึกหนาวเยือกจนขนลุกเหมือนร่างกายของหล่อนถูกหลอมด้วยแท่งน้ำแข็ง หล่อนรู้สึกใจหายวาบโดยไม่รู้สาเหตุ เหลือบมองดูอีกฝ่าย ก็เห็นเพื่อนสาวปาดน้ำตาที่ไหลรินลงมาสองข้างแก้มเงียบๆ

นี่หล่อนจะอธิบายให้แดฟนีเข้าใจเรื่องทั้งหมดได้อย่างไรโดยไม่ทำให้หญิงสาวเสียใจมากไปกว่านี้ แดฟนีเป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว หากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป แล้วถ้าหล่อนได้รู้ว่าไอลดาไม่ได้ลอบคบหากับทริสตัน ก็คงเป็นเรื่องไม่ยากที่จะปรับความเข้าใจกันได้ในที่สุด

“ฉันยังมีเวลาฟังเธอพูดความจริงนะลดา…ยังมีเวลาเหลืออีกสิบนาทีกว่ารถที่บ้านจะมารับ”

“วันที่ฉันไปขอพบทริสตัน” ไอลดาพูดช้าๆ พยายามใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง “ฉันก็ไปขอร้องเขาให้กลับมาคบกับเธอเหมือนเดิม แต่ทริสตันบอกว่าเขากับเธอคบกันแบบเพื่อนตั้งแต่เริ่มต้น เธอเองก็ยอมรับในข้อนี้…จากนั้น เขาก็…”

“จากนั้นเธอกับเขาก็กอดจูบกันนัวเนียใช่ไหม จนไม่ได้ยินเสียงที่ท่านลอร์ดเปิดประตูเข้ามา…”

“มันไม่ใช่อย่างนั้นนะแดฟนี…เราไม่ได้…เอ้อ…นัวเนียกันอย่างที่เธอว่า”

“แล้วมันอะไรล่ะ” แดฟนีขึ้นเสียงอย่างเหลืออด “จนป่านนี้แล้วเธอจะโกหกฉันไปเพื่ออะไร ไม่ต้องมารักษาน้ำใจฉันหรอกลดา…หัวใจฉันมันแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดีตั้งแต่ลุงของเขาบอกกับแม่ฉันว่า พอท่านพยายามจะมองหน้าเธอให้ชัดเจน ทริสตันก็ปกป้องเธอเต็มทีถึงขนาดเอาตัวมาบังไว้ไม่ให้ท่านลอร์ดเห็นว่าเป็นใคร แต่มันก็สายไปเสียแล้วเพราะท่านเห็นเธอชัดเจน แล้วท่านก็ตกใจมากที่ไม่ใช่ฉัน…จะเถียงไหมว่ามันไม่จริง”

“ทุกอย่างที่ท่านลอร์ดพูดเป็นความจริง” ไอลดาถอนหายใจยาว ดวงตาสีนิลวาววับด้วยหยาดน้ำตา “ฉันไม่มีอะไรจะแก้ตัว แต่ฉันคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะอารมณ์มันพาไปมากกว่า ทริสตันจะมารักฉันได้ยังไง…มันไม่มีทางเป็นไปได้ มันเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ”

“เขารักเธอ…ฉันรู้ว่าเขาแอบรักเธอ” แดฟนีพึมพำลอดไรฟัน “ฉันเห็นสายตาที่เขามองเธอเวลาที่คิดว่าไม่มีใครเห็น ฉันไม่ได้โง่ขนาดนั้นนะลดา…แต่ฉันคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเธอเองก็รักเขาเหมือนกัน…รักทั้งๆ ที่รู้ว่าฉันรักเขามากแค่ไหน…”

แดฟนีไม่รอให้ไอลดาโต้ตอบ หล่อนหยิบกุญแจรถที่วางอยู่บนโต๊ะคอนโซลใกล้ทางเข้าแล้วลากกระเป๋าเดินทางออกไปก่อนที่จะเหวี่ยงประตูหน้าให้ปิดตามหลังหล่อนโดยไม่ใส่ใจอีกต่อไป

 

Don`t copy text!