สายลมตะวันออก บทที่ 12 : งานเลี้ยงและอาหารรามัญ

สายลมตะวันออก บทที่ 12 : งานเลี้ยงและอาหารรามัญ

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ยามาดะประคองตนเองก้าวลงเรือ มือแตะบาดแผลบนอกข้างซ้ายใต้เสื้อคลุมเมื่อรู้สึกเจ็บปลาบขึ้นมา

“ยังเจ็บแผลอยู่รึ” คิอิถามเมื่อเห็นอาการเขา

“ก็นิดหน่อยขอรับ”

“ที่จริงหากยังไม่หายดี ไม่ต้องไปก็ได้”

“ไม่เป็นไรขอรับ พระยาเกียนให้เกียรติ ข้าย่อมสมควรไป บาดแผลเท่านี้เล็กน้อย ข้าเคยเจอหนักหนากว่านี้ขอรับ”

ทั้งสองมีจุดหมายการเดินทางอยู่ที่เรือนของพระยาเกียน หลังปราบพวกทหารนอกรีตสเปน นำเรือฮอลันดากลับคืนมาได้ ขุนนางใหญ่เชื้อสายมอญผู้นี้ จึงต้องการเลี้ยงฉลองแสดงความยินดีให้แก่บรรดานายกอง รวมถึงอยากพบตัวอาสาญี่ปุ่นคนสำคัญ ที่ช่วยการนี้ให้ลุล่วงอย่างดี

พระยาเกียนจัดศาลาริมน้ำ เป็นสถานที่รับรองขนาดย่อม ผู้ที่มาร่วม มีนายกองคนสำคัญๆ อาทิ ออกหลวงจุฬา รวมถึงขุนนางใกล้ชิดเจ้าของบ้านบางคน อย่างเช่น ออกหลวงรามเดชะ ก็ถูกเชิญมาร่วมด้วย ต่างนั่งเรียงเป็นแนวยาว เจ้าภาพอยู่หัวโต๊ะ คิอิและยามาดะนั่งห่างถัดมาสักสองสามลำดับ

ผิวน้ำพลิ้วตามแรงลมเย็นโชยเบา ซ่อนกลิ่นรวยรินกลิ่นหอมสัมผัสรับรู้

“พระเจ้าอยู่หัวและคหบดีฮอลันดาต่างยินดี และชื่นชมพวกท่านในราชการครานี้นัก พวกฮอลันดาจึงมีดำริว่าจะขอจัดงานเลี้ยงเพื่อแสดงไมตรีจิตต่อท่านทั้งหลาย พระเจ้าอยู่หัวเห็นพ้อง จึงว่าจะให้จัดงานในพระราชวังเร็ววันนี้”

“ทุกคนทำการเพื่ออโยธยา ไม่คิดหวังสิ่งตอบแทนขอรับ” ออกหลวงจุฬาบอก

“ทุกคนต่างเหนื่อยยาก บ้างได้เจ็บกันมา วันนี้ข้าจึงได้เชิญมาร่ำสุราเป็นปฐมก่อน เพื่อให้ได้คลายจากความเหนื่อยล้า และเพื่อมาสนทนาหารือ วันหน้ามีสิ่งใดเกิดขึ้นต่อไป จะได้คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” พระยาเกียนว่า

มีเหล่าสตรีเป็นแถวเดินเรียงกันมา ถือสำรับอาหาร แยกย้ายกันวางเรียงตรงหน้าผู้มาร่วม เริ่มตั้งแต่เจ้าบ้าน เรื่อยต่อมายังแขกเหรื่อ

ยามาดะได้สำรับอาหารมา เป็นชามสีขาวมีฝาครอบสามสี่ใบ ผู้นำสำรับวางต่อหน้าเขาช่วยเปิดฝาออก จึงเห็นอาหารคาว บางอย่างเคยรับประทาน แต่บางอย่างไม่รู้จัก

“สำรับที่นำมาเพื่อท่านทั้งหลายนี้ เป็นสำรับตำรับเก่าแก่ หวังใจว่าท่านทั้งหลายจะถูกปาก” ผู้เป็นเจ้าภาพงานพูดขึ้น

“ทีแรกคิดว่าจะเป็นอาหารล้านนาฝีมืออนุใหม่ของเจ้าคุณเสียอีก” ขุนนางคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างขำขัน

พระยาเกียนยิ้มเกือบเป็นหัวเราะ “ทีแรกก็คิดอยู่ แต่นางเกิดเจ็บไข้ ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากนักดอก แต่ถึงอย่างนั้นข้าจึงไม่อยากรบกวน อีกอย่างอาหารรามัญฝีมือแม่ทับทิมก็ถูกปากข้าเสมอ จึงลองนำมาให้ทุกท่านลิ้มลอง”

“ยินว่าอาหารชาวรามัญ ฝีมือท่านผู้หญิงและแม่ทับทิมเลิศรสนัก วันนี้กระผมมีบุญหนักหนาที่ได้ลิ้มลอง” ออกหลวงรามเดชะยกยอ

ทุกคนรับประทานอาหารกัน พลางสนทนาสัพเพเหระไปตามเรื่อง มีหญิงสาวถือถาดเครื่องดื่มของกินมาเพิ่มเติมมิให้ขาดพร่อง ยามาดะสังเกตเห็นว่านางที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้านางบ่าวคนอื่นๆ คอยควบคุมสั่งการเสียงเบาๆ ให้จัดการดูแลอาหารอย่างดี นางยังอยู่วัยแรกรุ่น ร่างสูงกว่าสตรีสยามโดยมาก ผิวพรรณขาวเหลืองผ่องงาม แลไม่เหมือนบ่าวไพร่ แต่งกายแถบรัดอกสีเลือดนก มีผ้าคลุมไหล่ นุ่งซิ่นสีเหล็ก ผมมวยจัดแต่งงดงามประดับด้วยปิ่นดอกไม้ไหว

ชายหนุ่มหันกลับมายังอาหารตรงหน้า หลายอย่างเขาไม่เคยรับประทานมาก่อน สำรับอาหารจัดแต่งสวยงาม มีทั้งแกงและของแห้ง แม้น่าลิ้มลอง แต่ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไร ของอะไรกินกับอะไร ดูเหมือนอาหารเหล่านี้ต้องกินประกอบกัน แต่อย่างไรเขาก็นึกไม่ออก ชำเลืองมองท่านคิอิ ท่านไม่ลำบากอะไรกับอาหารของชนรามัญ เห็นจะเคยกินมาหลายครา ชายหนุ่มพยายามเก็บท่าที หยิบจับบางอย่างใส่ปากแต่น้อย เพื่อชิมรสชาติ

“ท่านเคยลิ้มลองสำรับอาหารชาวรามัญหรือเปล่าเจ้าคะ” เสียงนั้นมาจากสตรีผู้ที่กำลังนั่งลงข้างๆ หล่อนคือคนที่คอยสั่งการละม้ายหัวหน้านางบ่าวทั้งหลาย

“ข้าไม่คุ้นเคยอาหารรามัญ” เขาตอบ

หล่อนเขยิบเข้ามาใกล้ “นี้คือแกงส้มเจ้าค่ะ” หล่อนผายมือทางชามขาว แล้วอธิบายจานต่อไปว่า “ส่วนจานถัดมาปูอ่อง แกงบอน และสุดท้ายคือหลนปลาร้า” ชายหนุ่มหยิบชามสุดท้ายที่หล่อนบอกขึ้นมา ดูคล้ายแกงกะทิ เมื่อถือมาใกล้จมูกก็ต้องผงะ

“ท่านคงยังไม่เคยรับปลาร้า”

“ข้าเคยเห็น แต่ไม่เคยกินสักครั้ง”

หญิงสาวเลื่อนจานผักมาใกล้ๆ “รับประทานกับผัก เป็นเครื่องจิ้มเจ้าค่ะ”

ชายหนุ่มลงมือลิ้มลองอาหาร รสชาติมีทั้งจืด เปรี้ยว หวาน คละกันตามแต่ละจานมากน้อยต่างกันไป แต่ก็พอเหมาะ จานไหนรสแรง ก็มีเครื่องเคียงหรืออาหารอีกจานมาคอยตัดรส ทำให้รับประทานง่ายกว่าที่คิด ง่ายกว่ามื้ออาหารที่เคยกินกับสหายชาวอโยธยาหลายๆ คราด้วยซ้ำ

“พอรับได้ไหมเจ้าคะ”

“รสดี อร่อยนักขอรับ”

หล่อนยิ้มด้วยริมฝีปากแดงอวบอิ่ม  โครงหน้าหล่อนออกจะกว้าง แก้มผ่องผุดแลดูงามดั่งจันทร์เดือนหงาย คิ้วหนาเรียงตัวได้รูปงาม สายตาคมดำที่มองมาทำให้เขาใจสั่น หล่อนไม่หลบสายตา กล้าจ้องมองประสานตากับบุรุษ ไม่เกรงกลัวเบือนหน้าหนีเช่นสตรีพื้นเมืองที่เคยพบ จนเขาเองเสียอีก ต้องก้มหลบสายตานั้น

ซ่อนกลิ่นยังรวยรินให้หอมชื่น ไอชื้นจากสายน้ำ จับผิวกายเย็นเฉียบ

เมื่อบรรดาหญิงสาวทยอยกันกลับเข้าไปหลังเรือนแล้ว ผู้เป็นเจ้าภาพงานจึงเริ่มเอ่ยกับหัวหน้ากลุ่มชาวญี่ปุ่นในอโยธยา

“ท่านคิอิ” พระยาเกียนเรียกผู้นำชาวญี่ปุ่นด้วยนามจริง มิใช่ทินนามเช่นที่มักเรียกขุนนางอื่น แสดงถึงความอย่างสนิทสนมอย่างคนรู้จักกันมาเก่าก่อน “พ่อหนุ่มคนนี้เห็นจะเป็นนายกองอาสาญี่ปุ่น ซึ่งบุกขึ้นยึดเอาเรือคืนจากสเปนสำเร็จใช่หรือเปล่า”

“ถูกแล้วขอรับ เขามีนามว่ายามาดะ นากามาสะ มาอยู่กับกระผมได้สักระยะหนึ่งแล้ว ช่วยงานได้อย่างดี” ตอบแล้วหันไปทางคนที่ถูกพูดถึง

“แต่ยินว่าต้องอาวุธของพวกสเปนบาดเจ็บกระนั้นรึ” ขุนนางใหญ่ถาม

ยามาดะค้อมศีรษะ “บาดแผลเล็กน้อยเท่านั้นขอรับ”

“คนหนุ่มมีฝีมือ เก่งทั้งรบทั้งกลยุทธ์อย่างนี้หายาก มีชัยเหนือพวกสเปนได้ เห็นจะเป็นที่พูดถึงไปอีกนาน”

“ที่กระผมทำการสำเร็จ ก็ด้วยไพร่พลสหายทั้งหลาย ทั้งพลอาสาญี่ปุ่น และพลอโยธยาในกองของออกหลวงจุฬา มิเช่นนั้นคงยากจะได้ชัย” ชายหนุ่มถ่อมตัว

“ไม่อวดอ้างความชอบใส่ตัว น่าชื่นชมนัก หากคิดรับใช้ราชการ เห็นจะเติบโตแน่” พระยาเกียนชม ยกจอกสุราดื่มรวดเดียว

ยามาดะค้อมศีรษะรับ

เจ้าภาพงานถามต่อด้วยท่าทางสบายๆ “แล้วเป็นอย่างไรบ้าง มาอยู่อโยธยา พอคุ้นเคยอาหารหรือยัง รับประทานได้หรือเปล่า”

“อร่อยมากขอรับ กินง่ายกว่าที่เคยเสียอีก เพราะรสชาติไม่จัด ไม่แรง”

“อาหารชาวรามัญรสไม่จัดเท่าอาหารของคนไทย แต่อย่างไรเสียก็ต้องยกความชอบให้รสมือของแม่ครัวเขาละ”

คำพูดนั้นเอ่ยมาในเวลาที่เหล่าหญิงสาวเดินเรียงแถวกลับออกมา นางที่เหมือนเป็นผู้นำ นั่งลงข้างเจ้าภาพงาน วางถ้วยของหวานให้ ส่วนนางบ่าวที่เหลือมอบถ้วยของหวานให้คนอื่นๆ

ทุกคนเปิดฝาถ้วย เห็นขนมสีขาวเหมือนมะพร้าวเส้น โรยบนข้าว หอมน่ากิน

“ข้าวเหนียวหัวหงอก ฝีมือของลูกสาวคนนี้ถูกปากข้าตลอดมา” ว่าแล้วพระยาเกียนก็ยกมือโอบไหล่หญิงผู้นำสำรับของหวานมาให้ตน

คนถูกโอบยิ้มน้อยๆ ท่วงท่าชมดชม้อย ก่อนเงยหน้าพูดกับทุกคน

“หากสำรับใดจานไหนไม่ถูกปาก ขอโปรดอภัยอิฉันด้วยเถิดเจ้าค่ะ”

“ทุกสำรับฝีมือแม่ทับทิมต้องปากพวกเราทั้งนั้น คงจะได้ความเก่งมาจากแม่เรียมโดยแท้ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ นึกแล้วยังอิจฉาเจ้าคุณนัก” ออกพระสำแดงฤทธิ์รงค์กล่าวชมอารมณ์ดี

ทุกคนในงานเลี้ยงเห็นพ้อง ทำเอาคนถูกอิจฉาหัวเราะร่า

แต่ท่ามกลางเสียงหัวเราะและบรรยากาศผ่อนคลาย ไม่ได้ช่วยให้ยามาดะสิ้นอาการตะลึงไปได้เมื่อทราบว่าหญิงที่ยกสำรับคาวมาให้ และช่วยแนะนำอาหารต่างๆ ก่อนนี้ หาใช่หัวหน้านางบ่าว แต่เป็นบุตรสาวพระยาเกียน พยายามคิดทบทวนว่าได้พูดจาอะไรไม่ดีออกไปบ้างหรือเปล่า คิดว่าไม่นะ เผลอเหลือบมองหล่อน แต่สายตาคมจ้องกลับมาประสานกันพอดี

ยามาดะก้มหน้าตักของหวานรับประทาน รสชาติที่น่าจะถูกใจต้องลิ้น เพลานี้กลับไม่รับรู้สักเท่าไรเลย

พระยาเกียนพูดกับคิอิต่อ

“การครานี้หากไม่ได้อาสาญี่ปุ่น เห็นจะยากมีชัย ข้าซาบซึ้งใจนัก จะทูลขอพระราชทานรางวัลเป็นพิเศษแก่พวกท่าน”

“กระผมและนักรบญี่ปุ่นทุกคนทำการด้วยความภักดี น้อมรับใช้ราชสำนัก หาได้คิดถึงเรื่องรางวัล” ท่านคิอิตอบ

“ญี่ปุ่นเป็นนักรบยอดฝีมือ เปี่ยมด้วยสามารถ หากแม้สบโอกาส คงจะได้ขอกำลังมาช่วยเหลือการอโยธยาอีก”

“กระผมยินดีทำการเพื่อพระราชอาณาจักร ถวายงานพระเจ้ากรุงอโยธยาอย่างเต็มที่ แม้ตายก็ไม่เสียดายชีวิต”

เจ้าภาพงานเปลี่ยนท่านั่งจากขัดสมาธิ มาเป็นชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง ยกจอกเหล้าไว้ในมือ

“บอกตามตรง พวกสเปนมีฝีมือเชิงรบและอาวุธทันสมัย ทีแรกข้ายังเกรงอยู่ว่าเหล่ากองทหารฝ่ายอโยธยาและญี่ปุ่นจะไม่อาจเอาชัยได้ ซ้ำร้ายจะต้องสูญเสียได้เจ็บกันเป็นอันมาก แต่ถึงตอนนี้ เห็นทีข้าต้องเปลี่ยนความคิดเสียแล้ว”

“สเปนเป็นเลิศทางเรือ เป็นที่เกรงขาม แม้ฮอลันดาที่หาได้ยิ่งหย่อนใครเรื่องการนาวีก็ยังเสียที เมื่อแรก กระผมเองก็ยังห่วงอยู่เช่นกัน แต่ด้วยยามาดะชาญการรบทางน้ำ จึงมีชัย”

“ไยจึงชาญทางน้ำเล่า พ่อหนุ่ม” ขุนนางใหญ่ถามทางยามาดะ

คิอิหันมองชายหนุ่ม เหมือนให้เขาเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะบอกกล่าวหรือไม่

ยามาดะตอบไปตามตรง

“ก่อนกระผมมาพำนักในอโยธยา เคยทำตนสลัดอยู่สักระยะ หลังจากนั้นจึงล่องเรือมาจนถึงอโยธยา มาอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร หวังพำนักพักพิง รับใช้แผ่นดินอาศัย”

พระยาเกียนไม่ได้คิดแง่ร้าย ตรงข้ามยังชื่นชม

“เช่นนี้เอง เรื่องอดีตผ่านไป หาจำต้องเอามาสนใจ เจ้ายังหนุ่มแน่น แต่ได้พบเจอเรื่องหลากหลาย เห็นจะช่วยเหลือท่านคิอิได้มากทีเดียว”

“ไม่เพียงการครานี้เท่านั้นขอรับ” คิอิพูดต่อ “คราศึกเมืองบางกอก ยามาดะก็เป็นผู้เสนอให้ปิดล้อมและเจรจา ที่สุดก็ช่วยให้อโยธยามีชัยโดยมิต้องเสียเลือดเนื้อ”

“จริงรึ!?” พระยาเกียนยิ่งแปลกใจ “นอกจากฝีมือการรบและพิชัยยุทธทางน้ำ ยังเป็นเลิศทางพิชัยยุทธทางบกด้วย น่าชื่นชมนัก”

“กระผมเป็นเพียงคนโง่ ที่ชนะได้ครานั้นก็ด้วยโชคช่วย อีกทั้งยังมีท่านคิอิ รวมถึงท่านจมื่นศรีสรรักษ์คอยช่วยเหลือสนับสนุนในอุบายขอรับ”

“หนุ่มน้อยเปี่ยมสามารถ แต่ช่างถ่อมตน” เจ้าคุณกล่าวชมไม่ขาดปาก “หากแม้เจ้าต้องการงานราชการ ก็บอกนะ ข้าช่วยได้”

ชายหนุ่มค้อมศีรษะกำลังจะเอ่ยขอบคุณ แต่คิอิชิงตอบก่อน

“ยามาดะเพิ่งมาอยู่อโยธยา ยังต้องเรียนรู้อีกมาก ข้าเห็นจะต้องสั่งสอนอีกหลายประการ เรื่องยศตำแหน่งทางราชการ เห็นจะยังไม่เหมาะกันกาลนี้”

ขุนนางผู้ใหญ่พยักหน้าช้าๆ ตาจับจ้องคิอิ แล้วเบือนมาทางชายหนุ่ม

“เอาอย่างนั้นก็ได้ แต่ในเมื่อทำคุณให้บ้านเมือง ก็จำต้องได้รับรางวัลบ้าง อีกอย่างข้าคิดว่า พ่อหนุ่มมีวิชา หากแม้ได้มาฝึกฝนถ่ายทอดความรู้กับไพร่พลฝ่ายอโยธยา เห็นจะเหมาะนัก หวังท่านคิอิจะอนุญาตให้พ่อหนุ่มไปช่วยฝึกอาวุธให้เหล่าไพร่พลของข้าบ้าง ข้าเองจะหาครูดาบ ครูมวย แลกเปลี่ยนวิชาให้”

“หากเจ้าคุณเห็นควร กระผมก็ยินดี”

“เช่นนั้นแล้ว…พ่อหนุ่ม”  พระยาเกียนเจาะจงพูดกับยามาดะ “เจ้าก็เหมือนพวกเรากันเอง ดังนั้นหากประสงค์อะไร จะทรัพย์สิน หรืออื่นใด ขอให้บอกเถิด อย่าได้เกรงใจ”

ในตอนนั้น ชายหนุ่มรู้สึกว่า ท่านคิอิเหลือบมองด้วยหางตา เหมือนไม่อยากให้พูดอะไร

ทว่าเขามีเรื่องที่ต้องการ นี่เป็นโอกาส ลังเลอยู่อึดใจ ที่สุดจึงเอ่ยออกไป

“ชาวญี่ปุ่นเราถึงแม้รวมตัวกันพำนัก แต่ก็ยังมีที่กระจัดกระจาย ทำกินยังไม่เป็นกิจจะ บางครอบครัวลำบาก จะให้การช่วยเหลือกันก็ไม่สะดวก หากราชสำนักอโยธยาจัดการหาสถานที่ให้เราได้รวมตัวอาศัยดูแล คงจะเป็นที่ซาบซึ้งใจของเราชาวญี่ปุ่นทั้งมวล อีกทั้งหากได้อาศัยรวมกลุ่ม ก็จะสะดวกสำหรับกองทหารคอยฝึกฝนฝึกปรือ เตรียมรับใช้พระราชสำนักได้ด้วย”

“ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล ย่านที่พวกเจ้าอยู่เป็นแต่พื้นที่น้อย ข้าจะทูลพระเจ้าอยู่หัวขอพระราชทานที่ดินเพิ่มเติมให้ชนญี่ปุ่นมากขึ้น และหากมีขุนทหารอโยธยาใดประสงค์ฝึกการรบแบบนักรบญี่ปุ่น ข้าก็จะให้ไปอยู่ในสังกัดของท่านคิอิ ผลงานที่ทำเพื่อราชสำนักมา พระเจ้าอยู่หัวคงจะได้พระราชทานตามคำขอ”

ยามาดะค้อมศีรษะ นึกซาบซึ้งในความกรุณาของพระยาเกียนอยู่ในใจ กระนั้นก็สัมผัสได้ถึงความกังวลระคนโกรธเคืองของคนข้างๆ

 

แม้ในความสลัว มีเพียงแสงตะเกียงเลือนรางส่องเส้นทางระหว่างล่องเรือกลับ แต่ยามาดะก็ยังเห็นสีหน้าท่าทางของคิอิ แฝงไปด้วยความไม่สบายใจ หัวหน้าชาวญี่ปุ่นในอโยธยาไม่ได้พูดอะไรตลอดทาง ชายหนุ่มสงสัยว่ามีเหตุผลจากคำขอพื้นที่ให้ชนญี่ปุ่นจากพระยาเกียนหรือเปล่า แต่ทำไมเล่า ในเมื่อเขาทำเพื่อเพื่อนร่วมแผ่นดินเกิด จะมีเหตุใดให้ท่านคิอิโกรธ ชายหนุ่มชั่งใจอยู่นาน ที่สุดเมื่อเรือเทียบท่า ต่างก้าวขึ้นฝั่ง จึงตัดสินใจถาม

“ท่านมีเรื่องอะไรในใจหรือเปล่าขอรับ หรือท่านคิดว่าข้าทำอะไรผิดไป”

คิอิ คิวเอมอนไม่ตอบ จนชายหนุ่มคิดว่าอีกฝ่ายไม่ประสงค์อธิบาย แต่สุดท้าย ผู้อาวุโสก็พูดออกมา

“เจ้าไม่ควรขอที่อาศัยของชาวเราต่อพระยาเกียนเช่นนั้น”

ดูเหมือนสิ่งที่เขาคาดไว้ไม่ผิด แต่ยังไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุ

“ข้าอยากให้ชาวเรารวมกลุ่ม อยู่กันสุขสบาย เมื่อทางการอโยธยายินดี ก็ไม่น่ามีปัญหา”

“วันนี้ไม่มี แต่เมื่อเขาช่วยเหลือเราแล้ว ก็เหมือนเป็นบุญคุณกันครั้งหนึ่ง เราจะกลายเป็นพรรคพวกของพระยาผู้นี้ ภายหน้าเมื่อเขาเรียกใช้ทำการใด ก็ยากจะขัด” คิอิหันมองดวงตาเขา “เจ้าจะได้ยากก็ครานั้น”

ชายหนุ่มเริ่มเข้าใจเหตุผล “ข้าเข้าใจแล้ว โปรดอภัยข้าด้วย ข้าเพียงแค่อยากช่วยให้เราชาวญี่ปุ่นอยู่กันได้อย่างเป็นสุขและมีเกียรติ”

คิอิ คิวเอมอนตบไหล่เขา ยิ้มปลอบใจ

“เจ้ามีจิตใจดี ยามาดะซัง แต่เจ้ายังต้องเรียนรู้เรื่องอโยธยาและชาวอโยธยาอีกมาก หลานชาย”

*

เสียงไก่ขันบนคาคบ ดังกังวานกลางอรุณวันใหม่ ยามาดะสูดอากาศชมสายน้ำ ลมเฉื่อยฉิวเย็นสบาย พระอาทิตย์เคลื่อนตัวขึ้นถึงยอดทิวไม้แล้ว ดวงกลมเหลืองทองเจิดจ้า และแตกเป็นเกล็ดอยู่บนผิวน้ำ ดอกเล็บมือนางอวดโฉมงดงามตามเถาเลื้อยบนหลังคาศาลาท่าน้ำ

เรือไม้ลำหนึ่งแจวมาตามสายคลอง เข้าเทียบท่าน้ำ ร่างอรชรห่มสไบสีจำปาแดง นุ่งโจงน้ำเงินหม่น คล้องสังวาลทองเส้นน้อย คอประดับสร้อยทองแต้มพลอยทับทิม ก้าวขึ้นมา ในมือถือห่อกระดาษใหญ่

“แม่จวง…” ชายหนุ่มยืนต้อนรับด้วยใบหน้าเบิกบาน

“คุณพ่อสั่งให้ข้านำสมุนไพรมาให้ท่านลุงคิอิ สำหรับพี่และอาสาญี่ปุ่นที่ได้เจ็บ เพื่อบำรุงกำลัง”

“คุณพระสุนทรกรุณาพี่และอาสาญี่ปุ่นมากนัก ทั้งพี่ก็ยังซาบซึ้งน้ำใจเจ้าที่ยอมลำบากเป็นธุระนำมาด้วยตัวเอง”

ชายหนุ่มรับห่อสมุนไพรไว้ แต่ตาไม่วางจากใบหน้างามเจ้าของดวงตากลม ซึ่งเวลานี้ก้มหลบไม่ยอมสบสู้

“หมดธุระข้าเพียงเท่านี้ ข้าจำต้องกลับแล้ว”

“จะรีบไปไหนเล่าจ๊ะ พบหน้ากันเพียงอึดใจ ไม่ยอมอยู่เจรจากันให้พี่คลายคิดถึงสักหน่อยหรือ” ชายหนุ่มยื้อ

“มิได้ดอกจ้ะ” คำตอบอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

“สักน้อยก็ยังดี พี่ฝ่าคมหอกดาบจนได้เจ็บ เมื่อแรกเกรงว่าอาจต้องตาย มิได้กลับมา วันนี้ดีใจที่ยังรอดชีวิต มาพบหน้าเจ้าอีกครา”

“แต่ธุระข้าเพียงเท่านี้ เมื่อเสร็จธุระก็สมควรต้องกลับ หามีเหตุใดให้ข้าต้องอยู่รั้งรอ”

ชายหนุ่มสืบเท้าไปใกล้ร่างน้อย “ก็ขออยู่เพียงพี่ได้ชงชาให้เจ้าสักถ้วย” เขาบุ้ยปากไปทางบ่าวหญิงสูงวัยที่กำลังนั่งพักอยู่ใต้ต้นตะแบกไม่ไกลนัก “นางปลีกมันพายเรือมา เห็นจะเหนื่อยเมื่อยล้า ให้มันได้พักสักชั่วมื้อชั่วยามเถิด”

หญิงสาวยืนนิ่ง ไม่พูดอะไร ชายหนุ่มเข้าใจดี ขยับตัวเปิดทาง เสมือนคำเชื้อเชิญ

คิอิ คิวเอมอนออกไปตรวจงานที่ท่าเรือแต่เช้า มีแต่ผู้เป็นภรรยาเตรียมอาหารอยู่เรือนครัว ชายหนุ่มเชิญหญิงสาวมาเรือนรับแขก จัดแจงเริ่มต้นชงชา ใช้เวลาพักหนึ่ง จนชาได้ที่

“พี่ไม่ได้ชาญเรื่องชานัก แต่ก็หวังใจว่าชาถ้วยนี้เจ้าจะพอใจ” แล้ววางถ้วยลายครามสีขาว ลวดลายนกกระเรียนแดงในทุ่งหญ้า ลงตรงหน้าหญิงสาว

แม่จวงรับขึ้นมาไว้ในมือ “หอมนัก”

เพียงคำชม พร้อมรอยยิ้มกว้าง และแววตาสดใส ก็เสมือนรางวัลล้ำค่า พาให้ใจของชายหนุ่มเป็นสุขหนักหนา

เมื่อได้ลิ้มรสชาแล้ว ทั้งสองสนทนาพาทีกันหลายต่อหลายเรื่อง ตั้งแต่การต่อสู้กับพวกสเปน เรื่องราวของยามาดะตั้งแต่ก่อนมาถึงอโยธยา เรื่องคราแรกมาถึงเมืองสยาม รวมถึงเรื่องที่ได้พบสหายอย่างหลวงจุฬาในการศึกเมืองล้านช้าง

“ครอบครัวของข้าและของพี่ขาม” หล่อนหมายถึงหลวงจุฬา “รู้จักกันมาแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ยังอยู่ยั้งหัวเมืองเหนือ สนิทสนมเติบโตกันมาราวพี่น้อง พอข้าได้สักหกขวบ คุณพ่อได้รับพระกรุณาอวยยศกินตำแหน่งงานเมืองในพระนคร”

“เจ้ามีเชื้อสายชาวหัวเมืองเหนือสินะ เคยพบคนจากหัวเมืองเหนือมาบ้าง เป็นคนดีพูดจาไพเราะ เครื่องแต่งตัวเสื้อผ้าสวมใส่ เห็นจะต่างจากชนอโยธยาอยู่ แต่ก็งดงามไปอีกแบบ”

“เมื่อยังยั้งอยู่หัวเมืองเหนือ ข้าก็แต่งกายเช่นนั้น แต่ครั้นย้ายลงมาพระนคร แม่จึงให้ข้าแต่งกายตามแบบชนอโยธยา”

“หากเจ้าแต่งเช่นชนเมืองเหนือ คงงามหนักหนา”

หล่อนยิ้มเขินๆ ริมแก้มแดงขึ้นมา ช่างงามเสียจริงในสายตาของชายหนุ่ม

“แล้วหลวงจุฬาเล่า หลังจากเจ้าย้ายมาพระนคร เธอยังยั้งอยู่สองแควรึ” เขาคุยต่อ

“ไม่นานพี่ขามก็ไปเริ่มทำงานราชการที่นครไทย แต่ก่อนถึงแผ่นดินนี้ไม่กี่ปี ก็ย้ายลงมาพระนคร”

“เป็นเช่นนี้นี่เอง”

“พี่ขามเป็นคนดี ช่วยเหลือดูแลข้ามาแต่เด็ก ไม่แปลกที่พี่ท่านพอใจคบหาพี่ขามเป็นสหาย”

ชายหนุ่มเห็นด้วย “หลวงจุฬาเป็นคนเก่ง ต่อไปเห็นจะเติบโต มียศกินตำแหน่งสูงขึ้นไปแน่”

สองคนอยู่คุยกันอีกหลายเพลา เมื่อถึงกาลอันควร หญิงสาวจึงเอ่ย

“อยู่นานแล้ว ข้าจำต้องกลับเสียที”

ชายหนุ่มรู้ว่าเป็นคำพูดจริงจัง ไม่เหมาะหากยื้อให้นานกว่านี้

“พี่เห็นจะไม่ขัดให้เจ้าลำบากใจ เพียงขอเวลารอพี่ตรงนี้สักครู่”

หญิงสาวสงสัยเมื่อชายหนุ่มลุกหายไปจากห้อง ก่อนกลับมาในอีกไม่นาน พร้อมห่อผ้าเล็กๆ ในมือ

เขาวางลงตรงหน้า บรรจงแกะผ้าออก ข้างในเป็นกระปุกดินเผาเคลือบสีขาวเขียนลายดอกโบตั๋น

“กระปุกลูกพลับ ชนชั้นสูงในญี่ปุ่นนิยมมากนัก”

หญิงสาวพิจารณาดูก็นึกสงสัย “ไฉนเรียกลูกพลับ ดูละม้ายคล้ายผลมังคุดเสียมากกว่า”

“มังคุด?…” ชายหนุ่มเคยเห็นผลมังคุดอยู่บ้าง จากสหายที่เดินทางมาจากหัวเมืองชายฝั่งตะวันออก “ก็จริงนะ ดูละม้ายเหมือนกัน”

“แต่กระปุกนี้ดี ลวดลายงามหนักหนา”

ชายหนุ่มหยิบขึ้นมา หมุนดูรอบๆ พร้อมกับให้อีกฝ่ายเห็นไปพร้อมกัน

“กระปุกเครื่องเคลือบจากเมืองสวรรคโลก เป็นที่นิยมในญี่ปุ่นมาก สำหรับนำไปใช้เป็นกระปุกเครื่องหอม”

“เป็นกระปุกเครื่องหอมอย่างนั้นรึจ๊ะ”

“เครื่องหอมอย่างดี ไม่นานนี้ พี่ไหว้วานให้สหายที่เป็นช่างเครื่องหอมจากเกียวโต หามาเพื่อให้เจ้าโดยเฉพาะ”

“พี่ท่านว่าเป็นของชนชั้นสูง ข้ามิกล้าใช้ดอก”

“เป็นอะไรไปเล่า ที่นี่ไม่ใช่ญี่ปุ่น อีกอย่างเจ้าเป็นที่สูงส่งสำหรับใจพี่” เขายื่นให้

หญิงสาวก้มหน้า ริมแก้มเรื่อสีชาด ปากผลิยิ้มไม่ยอมจาง แต่มือยื่นรับมา

“เพียงอยู่ในมือ ก็รู้สึกหอมหนักหนา”

ชายหนุ่มยินดีที่หล่อนพอใจ “พี่หวังใจว่าเจ้าจะระลึกถึงพี่เสมอยามได้กลิ่นหอมนี้”



Don`t copy text!